- หน้าแรก
- ซุปตาร์คนนี้มาจากดาวโลก
- บทที่ 19
บทที่ 19
บทที่ 19
บทที่ 19
【หานเจวี๋ยเป็นอัจฉริยะด้านทอล์กโชว์ของแท้! ดูดแฟนเพิ่มแล้ว ๆ!】
【ตอนฉันดูนี่ตื่นเต้นจนเผลอถอดเสื้อเลย】
【กดติดตามหานเจวี๋ยทันทีแบบไม่ต้องคิด!】
【มีแค่ฉันคนเดียวเหรอที่รู้สึกว่าเขาเสียมารยาทมาก?】
……
กระแสคำชมต่อการแสดงของหานเจวี๋ยกำลังบานปลายขึ้นเรื่อย ๆ เสียงถกเถียงก็ยิ่งขยายวงกว้าง
กวนอี้มองคอมเมนต์ชื่นชมและกระแสถกเถียงบนเน็ตแล้วรู้สึกพอใจมาก
ตอนแรกเขาเองก็คิดว่าการแสดงของหานเจวี๋ยใช้ได้ แต่ก็ไม่คิดว่าจะดีขนาดนี้ ถือเป็นเซอร์ไพรส์ที่น่ายินดีสำหรับกวนอี้
กวนอี้ไม่ใช่เจ้าแม่กวนอิม ยิ่งไม่ใช่พระพุทธเจ้า ตอนที่อยู่ ๆ ผุดความคิดจะคว้าตัวหานเจวี๋ยขึ้นมา ก็ไม่ใช่เพราะอยากทำความดีโปรดสัตว์อะไร แต่เพราะมองว่าบนตัวหานเจวี๋ยยังมีของดีซ่อนอยู่ ถ้าปล่อยไปก็คงน่าเสียดาย ถ้าคุมหานเจวี๋ยได้ นี่จะเป็นโอกาสใหญ่ของเขาเอง เป็นการเปิดฉากเส้นทางชีวิตในฐานะผู้จัดการดาราในวงการบันเทิงได้สวยงาม
【ถึงขั้นคุมหานเจวี๋ยได้ ดึงคนที่ตายทั้งเป็นกลับมาลุกขึ้นยืนได้ ผู้จัดการคนนี้นี่ของจริง】 คนในวงการคงจะชมเขาแบบนี้
ตอนนั้นเขาเสี่ยงมากที่อาจถูกหานเจวี๋ยลากลงร่องน้ำ กลิ้งไปกลิ้งมาเลอะโคลนทั้งตัว แถมยังแอบเลี่ยงการตัดสินใจของบริษัท แอบติดต่อกับหานเจวี๋ยต่อเนื่อง แถมยังช่วยหาคอนเน็กชัน หาเส้นสายดันงานให้หานเจวี๋ย เรียกได้ว่าเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่มาก
ตอนนี้พอได้เห็นกระแสที่หานเจวี๋ยสร้างขึ้นบนเน็ต ใจที่ลอย ๆ ของกวนอี้ก็สงบลงไปหน่อย และยิ่งทำให้เขามั่นใจในทางเลือกของตัวเองมากขึ้น
เพียงแต่ ยิ่งกวนอี้อ่านคอมเมนต์ดี ๆ พวกนี้ ก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองยอมตามใจหานเจวี๋ยวันนั้นเพราะอารมณ์ล้วน ๆ
วันนั้นทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ว่าจะร่วมงานกันจริงจัง หลังจากนั้นหานเจวี๋ยก็แสดงความจริงใจ บอกว่าจะให้ความร่วมมืออย่างดีต่อทุกตารางงานที่ผู้จัดการจัดให้ แลกกับตอนที่หานเจวี๋ยบอกว่าอยากลองไปแข่งรายการแร็ป กวนอี้ก็กลัวว่าถ้าปฏิเสธครั้งนี้ไป หานเจวี๋ยอาจจะใช้วิธี “ไม่ให้ความร่วมมือแบบไม่ใช้ความรุนแรง” กับตารางงานต่อ ๆ ไป เขาจึงทำได้แค่ยอมอ่อนข้อ
ทั้งที่ตอนนี้ฝั่งสายตลกเขาเพิ่งเจาะตลาดแตก แต่กลับไม่สามารถฉวยจังหวะนี้มาปักหลักให้มั่นในสายนี้ได้ ได้แต่ยืนมองโอกาสหลุดลอยไปต่อหน้า
【เรายังเด็กเกินไปจริง ๆ วิธีการยังไม่แข็งพอ】กวนอี้คิดในใจ
ก่อนหน้านี้หลังจากหาครูสอนแร็ปดี ๆ ให้หานเจวี๋ยได้แล้ว คืนวันนั้นกวนอี้ก็โทรไปถามว่าเรียนเป็นยังไงบ้าง หานเจวี๋ยในสายฟังดูตื่นเต้นมาก บอกว่าครูให้คำแนะนำสำคัญกับเขาเยอะมาก เขาจะตั้งใจเรียนให้ดี
สองวันถัดมา กวนอี้โทรไปอีกครั้ง ตอนที่หานเจวี๋ยรับสาย เสียงพื้นหลังก็อึกทึกวุ่นวายมาก หานเจวี๋ยบอกว่าอยู่ในบาร์ กำลังดูแข่งแร็ป กวนอี้ก็ปล่อยเลยตามเลย คิดว่ากว่าหานเจวี๋ยจะถูก “ยูฮิปฮอป” เตะตกรอบ เขาก็คงไม่ยอมตั้งใจอะไร ถ้าเผื่อแข่งแล้วทำผลงานได้ดีขึ้นมาจริง ๆ ก็ยังถือว่าไม่เลว
กวนอี้ที่มั่นใจในตัวเอง คิดว่าการยอมอ่อนข้อครั้งนี้เป็นความผิดพลาด แต่ก็เตือนตัวเองว่าพอเรียนรู้จากความผิดพลาดแล้ว ตอนนี้เขาต้องหาทางชดเชยจากความผิดพลาดนี้ให้ได้ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจทันทีว่าจะโทรหาครูสอนแร็ปของหานเจวี๋ย เพื่อเช็กดูว่าหานเจวี๋ยเรียนไปถึงไหนแล้ว และดูว่าพอจะมีโอกาสฝ่าด่านสองรอบแรกของรายการ “ยูฮิปฮอป” ได้ไหม
เขาหยิบมือถือขึ้นมากดโทรออก
ปลายสายรับสายแล้ว เพราะมีเพื่อนร่วมวงการคนรู้จักร่วมกันอยู่ บรรยากาศเลยยังถือว่าเป็นกันเอง หลังจากทักทายกันตามมารยาทอยู่พักหนึ่ง กวนอี้ก็ถามว่า “ว่าแต่ ตอนนี้หานเจวี๋ยเรียนแร็ปไปถึงไหนแล้วครับ?”
จากนั้นในสายก็เงียบไปนาน ไม่มีเสียงตอบกลับมา กวนอี้นึกว่าคุยกันหลุดสายไปแล้ว เขาเลยยกมือถือออกห่างมาดู ปรากฏว่ายังอยู่ในสาย หรือว่าเป็นเพราะสัญญาณไม่ดี?
ก่อนที่กวนอี้จะถามซ้ำเป็นรอบที่สอง เสี่ยวฝ่านในสายก็พูดขึ้นมาในที่สุด
น้ำเสียงของเสี่ยวฝ่านเปลี่ยนจากสุภาพเมื่อครู่ กลายเป็นเย็นชาขึ้น “อันนี้ผมไม่รู้ครับ เขามาแค่วันแรกวันเดียวเท่านั้นเอง”
คิ้วของกวนอี้ขมวดแน่นในทันที ใจคิดว่า 【มาแค่วันเดียว? ไอ้หมอนี่ไม่เห็นบอกเราเลย】
“แล้วระดับฝีมือแร็ปเขาเป็นยังไงบ้าง?” กวนอี้ขมวดคิ้ว แต่ถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลมาก
“ฝีมือเขาเหรอ? เฮอะ ยังไงผมก็สอนไม่ไหวหรอก” เสี่ยวฝ่านตอบตรง ๆ แท้จริงแล้ว ตั้งแต่วันนั้นที่โดนหานเจวี๋ย “หักหน้า” ไปที เสี่ยวฝ่านก็ยิ่งขยันขัดเกลาฝีมือตัวเองอย่างจริงจัง
แต่ประโยคนี้พอเข้าหูของกวนอี้ ก็ถูกสมองของเขาแปลโดยอัตโนมัติเป็น 【ระดับของหานเจวี๋ยห่วยแตกมาก ห่วยจนสอนไม่ได้แล้ว】
กวนอี้ได้ยินแล้วก็เม้มปากแน่น กำหมัดแน่นในใจพลางคิดว่า 【ว่าแล้วเชียว ปล่อยให้เขาเล่นแร็ปตอนนี้ก็แค่เสียเวลาเปล่า! ไอ้หมอนี่ เรื่องแบบนี้ดันไม่ยอมบอกกันล่วงหน้า】
ถ้าหานเจวี๋ยบอกกวนอี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ กวนอี้ก็จะได้รีบเทแรงดันเขาไปทางสายตลกและวาไรตี้สายฮาให้เต็มที่ ตอนนี้พอรายการ “ทู่เฉ่า ต้าโชว์” จบ ก็จะได้อาศัยกระแสความดังช่วงนี้ต่อยอด รักษาความนิยม เปิดแนวทางตลกสไตล์ใหม่ สร้างภาพลักษณ์ใหม่ขึ้นมา
เพราะฉะนั้นในมุมมองของกวนอี้ หานเจวี๋ยนอกจากจะเสียเวลาเปล่าแล้ว ยังทำให้ทั้งคู่พลาดโอกาสดีไปหนึ่งครั้ง ส่วนแร็ปที่เห็นชัด ๆ ว่าเปลืองแรงโดยใช่เหตุ ก็ควรหยุดได้แล้ว จะแข่งอะไรอีก แข่งยังไง แข่งด้วยอะไร?
กวนอี้อดกลั้นไม่ให้โทรไปต่อว่าหานเจวี๋ยเดี๋ยวนั้น เขาเอ่ยล่ำลาเสี่ยวฝ่านอย่างสุภาพก่อน แล้วค่อยกดวางสาย
กวนอี้ถือมือถือไว้ในมือ ตั้งใจจะโทรหาหานเจวี๋ย หน้าจอค้างอยู่ที่หน้ากดโทรอยู่นาน เขาขมวดคิ้วคิดอยู่นาน สุดท้ายกวนอี้ก็ไม่ได้กดโทรออกไป
เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว กวนอี้คิดว่า เกรงว่าถ้าหานเจวี๋ยยังแข่งไม่จบ เขาคงไม่ยอมร่วมมือกับตัวเองแน่ ถ้าบังคับให้หยุดกลางคัน เกรงว่าจะทำให้หานเจวี๋ยจมอยู่ในภาพฝันแบบ 【ตอนนั้นผมยังมีโอกาสอยู่เลย แต่ก็เพราะคุณนั่นแหละ ไม่ยอมให้ผมไปแข่ง ทำให้ผมไม่มีโอกาสแสดงฝีมือ ไม่งั้นผมต้องไปแจ้งเกิดในรายการ “ยูฮิปฮอป” ได้แน่ ๆ บลา ๆ ๆ……】 แล้วพอถึงตอนจัดตารางงานต่อไป หานเจวี๋ยก็จะเอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้าง ไม่ยอมร่วมมือกับกวนอี้
กวนอี้คิดว่า ไหน ๆ เรื่องที่พลาดไปก็ย้อนกลับมาแก้ไม่ได้แล้ว งั้นก็ปล่อยให้หานเจวี๋ยได้เห็นศักยภาพที่แท้จริงของตัวเอง ให้ความจริงตบหน้าเขาสักที แล้วค่อยให้เขายอมฟังคำตัวเองดี ๆ ในแผนงานต่อไป
กวนอี้ตัดสินใจแน่วแน่ว่า หลังจากหานเจวี๋ยแข่งรอบออดิชันสดของรายการ “ยูฮิปฮอป” เสร็จแล้ว จะให้เขาไปร่วมรายการ “ราชาแห่งตลก”
คิดมาถึงตรงนี้ กวนอี้ก็กลับไปนั่งที่เดิม เริ่มลงมือทำงาน เตรียมช่วยหานเจวี๋ยคัดเลือกรายการเรียลลิตี้
ตอนแรกตกลงกันไว้แล้วว่าจะใช้เวทีประกวดดึงความสนใจจากผลงาน แล้วค่อยใช้รายการเรียลลิตี้ดูดแฟนคลับ
เมื่อรายการประกวดกำหนดแล้ว การเลือกรายการเรียลลิตี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะรายการที่ให้คนดูได้เห็นชีวิตส่วนตัวของดารา เพราะภาพลักษณ์แบบนี้ทำให้คนดูเชื่อถือได้ง่าย
กวนอี้เลือกกองรายการเรียลลิตี้ที่มีจุดขาย มีฐานคนดูเฉพาะกลุ่ม และหลบเลี่ยงจุดอ่อนของหานเจวี๋ย เป็นรายการที่ไม่ใช่โปรดักชันระดับท็อป ได้แก่
“เราเลิกกันเถอะ” (We Got Divorced เวอร์ชันจีน) เล่าเรื่องชายหนึ่งหญิงหนึ่ง สองแขกรับเชิญรับบทเป็นคู่สามีภรรยาที่ความสัมพันธ์ระหองระแหง ก่อนจะหย่ากันก็เริ่มแย่งชิงทรัพย์สินร่วมกันของคู่สามีภรรยา ทีมงานจะใส่เงื่อนไขบางอย่างเข้าไป เช่น ภรรยาตั้งท้อง หรือสามีมีบ้านเล็ก ทั้งสองฝ่ายต้องปกป้องหลักฐานที่เสียเปรียบของตัวเอง และหาหลักฐานที่เสียเปรียบของอีกฝ่ายให้ได้ สุดท้ายทีมงานจะเชิญศาลมาชี้ขาด
“กฎแห่งป่าของผอ.จิน” เล่าเรื่องพิธีกรคนหนึ่งพาแขกรับเชิญกลุ่มหนึ่งไปใช้ชีวิตเอาตัวรอดในถิ่นทุรกันดารห่างไกลผู้คน
“เราแต่งงานกันแล้ว” (We Got Married เวอร์ชันจีน) ใช้แขกรับเชิญชายหนึ่งหญิงหนึ่ง มารับบทเป็นคู่แต่งงานใหม่ ทีมงานจะคอยชี้นำทิศทางเนื้อเรื่อง ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ ก็ปล่อยอิสระให้แขกรับเชิญค่อนข้างมาก
“เยาวชนหลากสีสัน” (Youth Over Flowers เวอร์ชันจีน) ถ่ายทำทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างแขกรับเชิญกลุ่มหนึ่งไปเที่ยวต่างประเทศ ทีมงานจะไม่เข้าไปแทรกแซงอะไรเลย แค่ตามถ่ายอย่างเดียว
ฯลฯ จากนั้นก็เริ่มคัดกรอง แล้วติดต่อทีมงานรายการแต่ละเจ้า เตรียมข้อมูลและโปรไฟล์ที่เกี่ยวข้องส่งให้เขาพิจารณา
ระหว่างทำงานพวกนี้ กวนอี้ก็ยังต้องคอยดูแลเด็กฝึกในบริษัท โดยเฉพาะสมาชิกกลุ่มใหม่ที่วางตัวไว้คร่าว ๆ ว่าจะเดบิวต์
แม้จะตกลงกันกับหานเจวี๋ยไว้สวยหรู แต่ใครจะรู้ว่าถึงเวลาสำคัญจริง ๆ หานเจวี๋ยจะดันมาทำพลาด หลุดคุมไม่อยู่หรือเปล่า
เพราะฉะนั้นกวนอี้ก็ต้องเผื่อทางถอยให้ตัวเองด้วยเหมือนกัน
ขณะเดียวกัน หานเจวี๋ยที่อยู่ห่างไกล กำลังเหงื่อท่วมตัว ท่ามกลางฝูงชนที่ล้อมรอบ เขายืนหันหน้าไปทางชายผิวขาวสามคนกับชายผิวดำหนึ่งคน กำไมโครโฟนในมือรัวคำออกไปเป็นชุด ทั้งภาษาจีนทั้งภาษาอังกฤษ ใบหน้าของหานเจวี๋ยเต็มไปด้วยความกร่างและเป็นตัวของตัวเองสุดขีด
ไมโครโฟนต่อสายเข้ากับลำโพงหนึ่งตัว อีกลำโพงขนาดเล็กเปิดทำนองดนตรีประกอบอยู่
เวทีการแสดงและอุปกรณ์แสดงสดเรียบง่ายมาก แต่คนรอบ ๆ ไม่ได้สนใจเรื่องนั้นเลย พวกเขากำลังยกมือขึ้นตบจังหวะ ฟังพายุคำของหานเจวี๋ยอย่างตั้งใจ พร้อมส่งเสียงโห่ฮาเป็นระยะ
หานเจวี๋ยไม่รู้เลยว่าผู้จัดการของเขากำลังเตรียมอะไรให้บ้าง และไม่รู้ด้วยว่าอีกไม่นานจะมีอะไรคอยรอเขาอยู่ข้างหน้า
ยิ่งไม่รู้เลยว่า ณ สถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งในมณฑลเจ้อเจียง ที่อยู่ห่างไกลออกไป ในห้องประชุมห้องหนึ่ง กำลังมีคนกลุ่มหนึ่งหารือกันถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญ ที่จะกำหนดทิศทางเส้นทางดาวของหานเจวี๋ยในอนาคต
“ฉันว่าพวกเราควรเชิญเขามานะ หลังจากรายการ ‘ทู่เฉ่า ต้าโชว์’ คนสนใจเขาเยอะมาก” ผู้หญิงคนหนึ่งที่ใส่แว่นกรอบดำเรียว ถือปากกาในมือ วงชื่อหานเจวี๋ยบนกระดาษแล้วจิ้มลงไปบนรูปหัวของหานเจวี๋ยแรง ๆ
“แต่มันก็มีความเสี่ยงนะ” ชายวัยกลางคนที่นั่งหัวโต๊ะ รูปร่างเริ่มอ้วนลงพุง กำลังถือบุหรี่มวนหนึ่ง ปล่อยให้ควันบุหรี่ทำห้องประชุมขมุกขมัวไปด้วยหมอกควัน เขาครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงลังเล
“เสี่ยงก็จริง แต่ผลตอบแทนก็ไม่ใช่น้อย! ทุกคนต่างก็อยากรู้ว่าหานเจวี๋ยหายไปทำอะไรมาในช่วงหลายปีนี้กันแน่” ผู้หญิงอีกคนที่นั่งตรงข้ามแว่นกรอบดำเอ่ยขึ้น
“ฮึ่ม ขอผมคิดดูก่อน ขอผมคิดดูก่อน” ชายหัวโต๊ะสูบบุหรี่เข้าไปเฮือกใหญ่
“ถ้าเชิญหานเจวี๋ยมาจริง ๆ จะให้เขาเล่นคาแรกเตอร์แบบไหน?” ชายคนหนึ่งถามขึ้น “หนุ่มใหญ่มาดสุขุมแบบลูกผู้ชายที่กลับตัวเป็นคนดี?”
“ก็สายโปรยเสน่ห์ใส่สาวไงคะ” สาวน้อยคนหนึ่งยกมือขึ้น พูดด้วยเสียงเบา ๆ
“โปรยเสน่ห์ใส่สาว? หมายความว่ายังไง?” ทุกคนงง
สาวน้อยคนนั้นเพิ่งเข้ามาเป็นทีมเขียนบทใหม่ ๆ ยังเป็นตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครสนใจ อยู่ ๆ ก็กลายเป็นจุดสนใจกลางที่ประชุม หน้าเธอแดงก่ำทันที เธอรีบควักมือถือออกมา เปิดวิดีโอคลิปหนึ่ง แล้วส่งมือถือให้คนที่นั่งข้าง ๆ คนข้าง ๆ รับไปก็จ้องดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น จากนั้นก็ส่งต่อให้คนถัดไป
สุดท้ายมือถือก็ถูกส่งต่อมาถึงมือชายวัยกลางคนที่นั่งหัวโต๊ะ
ทุกคนนั่งอยู่ด้านล่าง มีเพียงเจ้าหน้าที่อาวุโสสองคนที่นั่งใกล้ชายวัยกลางคนเท่านั้นที่ค่อย ๆ ขยับเก้าอี้ เบี่ยงตัวเข้าไปเบียดกันเพื่อดูหน้าจอมือถือด้วยกัน
คนอื่น ๆ ก็อยากรู้เหมือนกัน แต่ไม่กล้าวิ่งไปมุงดูให้เสียมารยาท ดีที่มือถือเปิดเสียงลำโพงไว้ พวกเขาเลยยังฟังได้ ได้ยินบทสนทนาในคลิปอย่างชัดเจน
แม้จะมองไม่เห็นภาพ ท่าทางโปรยเสน่ห์ด้วยภาษากายส่วนใหญ่ก็เลยจินตนาการไม่ออก แต่แค่ฟังอย่างเดียวก็แทบจะได้อารมณ์ไม่ต่างกันแล้ว เพราะแต่ละคนต่างก็แสดงปฏิกิริยาต่อสิ่งที่ได้ยินออกมาเหมือนกันหมด ปฏิกิริยานั้นก็คือ 【ไม่รู้จะทำหน้าแบบไหนดี】
ชายวัยกลางคนดูคลิปไปก็แปลกใจไป ที่ภาพลักษณ์ของหานเจวี๋ยในคลิปนี้แตกต่างจากภาพลักษณ์ที่เห็นในรายการ “ทู่เฉ่า ต้าโชว์” อย่างสิ้นเชิง จากนั้นเขาก็ถูกมุกในคลิปทำให้หลุดหัวเราะออกมา รู้สึกว่าคอนเทนต์ในคลิปนี้ก็สนุกใช้ได้อยู่เหมือนกัน นี่ทำให้มุมมองของเขาที่มีต่อหานเจวี๋ยเปลี่ยนไปในระดับหนึ่ง และเพิ่มคะแนนความเป็นไปได้ในการเชิญหานเจวี๋ยเข้ารายการขึ้นมาอีกหน่อยหนึ่ง 【หน้าด้านหน้าทน】 นับว่าสำคัญมากสำหรับการทำรายการ เพราะมันเกี่ยวกับว่าเวลาขึ้นรายการแล้วจะกล้าปลดปล่อยตัวเองไหม ปลดปล่อยกับไม่ปลดปล่อยให้สุด ผลลัพธ์ที่ได้มันคนละเรื่องกันเลย
ตอนแรกเขาคิดว่าคลิปนี้ก็คงมีแค่นี้ จนกระทั่งได้ดูถึงท้ายคลิป
ในภาพสโลว์โมชั่น หานเจวี๋ยค่อย ๆ ปัดผมของสาวพนักงานเสิร์ฟไปทัดหู แล้วปลายนิ้วก็ไล้ลงมาตามแนวโค้งจากผมผ่านต้นคอของเธอลงมา ใบหน้าของสาวน้อยค่อย ๆ แดงระเรื่อขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ช่างดูบอบบางน่าทะนุถนอมราวกับดอกไม้ดอกหนึ่ง
หัวใจของชายวัยกลางคนเหมือนถูกอะไรบางอย่างกระแทกเข้าอย่างจัง
【ในคลิปนี้ ตอนแรกก็แค่เล่นสนุก พูดจายั่ว ๆ ไปเรื่อย แต่มีเพียงท่าทางสุดท้ายที่ไร้เสียงพูดนี่แหละ ที่เป็นการโปรยเสน่ห์เข้าไปถึงใจสาวเขาจริง ๆ】 ชายวัยกลางคนคิดพลางถอนหายใจ แล้วให้คำจำกัดความ “สายโปรยเสน่ห์ใส่สาว” แบบนี้ออกมา