เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 610 ยังคงเป็นนายท่าน

บทที่ 610 ยังคงเป็นนายท่าน

บทที่ 610 ยังคงเป็นนายท่าน


บทที่ 610 ยังคงเป็นนายท่าน

ถ้าไม่ได้เห็นวีรกรรมของหุ่นหมายเลขสองมาก่อน ฉินหมิงได้ยินคำว่า ‘นายท่าน’ คงต้อง ‘น้อมรับ’ ด้วยความเบิกบานใจแน่

แต่สำหรับตอนนี้ เขาทำได้เพียงพยักหน้ารับเรียบๆ... น้อมรับด้วยรอยยิ้มเช่นเดิม เขายิ้มรับราวกับสายลมวสันต์พัดผ่าน

เรียก ‘นายท่าน’ แล้วมันทำไมล่ะ? เขาใช้ฝีมือเอาชนะมาได้นี่นา

หรือจะให้เขา ‘คืนคำ’ งั้นหรือ? หรือต้องให้เขากลับไปมานั่งคิดเล็กคิดน้อย ระมัดระวังเรื่องสรรพนามกับฮุ่ยจ่าง(ท่านประธาน)แทน? ไม่มีทางซะหรอก

ไม่ใช่ว่าฉินหมิงปากเก่งหรือหัวแข็งอะไรหรอกนะ ประเด็นหลักก็คือ ขืนมาเปลี่ยนคำเรียกเอาป่านนี้... มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย แถมยังดูเหมือนวัวสันหลังหวะซะมากกว่า

ถ้าเป็นแบบนั้น สู้ทำตัวเนียนๆ ปล่อยเลยตามเลยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นจะดีกว่า

ความพิสดารของหุ่นหมายเลขสอง เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีเลยว่า น้ำในสระของพวกคนยุคโบราณพวกนี้นั้นลึกสุดหยั่งถึงจริงๆ

ในเวลานี้ เจ้าแมลงน้อยแผ่กลิ่นอายมารร้ายเยือกเย็นจนน่าขนลุก ตอนที่สบตากับฉินหมิง ก็ทำเอาเขาใจเต้นตึกตักเหมือนกัน

ฉินหมิงแอบถอนหายใจ วิชาหนึ่งลมปราณจำแลงสามฉินหมิง นี่มัน... เขาเผลอไปแง้มบานประตูโบราณทั้งสามบานเข้าให้แล้วสิ เบื้องหลังประตูพวกนั้น มันจะเชื่อมต่อไปยังห้วงเหวลึก หรือมุ่งสู่ดินแดนแห่งแสงสว่างอันเจิดจรัสกันแน่ ช่างยากจะคาดเดาได้จริงๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดินแดนลี้ลับเบื้องหลังประตูบานหนึ่ง ดันฟื้นคืนชีพกลับมาเร็วเกินไปแล้ว

ฮุ่ยจ่างยิ้มหวานหยดย้อย พลางเอ่ย "นายท่าน ท่านดูกระวนกระวายใจนะเจ้าคะ?"

ฉินหมิงเอามือไพล่หลังยืนตระหง่าน พลางตอบ "เมื่อครู่นี้ฉากมันใหญ่ไปหน่อย ตอนที่เผชิญหน้ากับเจ้าของสุสานคนนั้น ข้าใช้หนึ่งลมปราณจำแลงสองฉินหมิง จิตใจก็เลยรู้สึกล้าไปบ้างน่ะ"

รูปร่างของฮุ่ยจ่างอรชรอ้อนแอ้น นางลอยตัวลงมาจากนภายามราตรี อาภรณ์สีขาวดุจหิมะสะบัดพลิ้วไหว ราวกับกำลังร่ายรำอย่างงดงาม นางเอ่ยปาก "นายท่าน ต้องการให้ข้าช่วยนวดคลายกล้ามเนื้อบ่าและคอให้หรือไม่เจ้าคะ?"

วันนี้นางพูดจาหยอกล้อแย้มยิ้ม ดูสนิทสนมกลมเกลียวเป็นพิเศษ ทว่ากลับไม่ได้ทำให้ฉินหมิงรู้สึกปลาบปลื้มยินดีเลยสักนิด ตรงกันข้าม กลับทำให้เขาเสียวสันหลังวาบ ขนหัวลุกซู่ไปทั้งตัว

ฉินหมิงรวบรวมสมาธิให้สงบลง จากนั้นก็พูดขวานผ่าซากออกไปตรงๆ "ฮุ่ยจ่าง วันนี้เจ้าดูไม่ปกติเอาซะเลยนะ"

เส้นผมสีเงินยวงดุจแพรไหมของฮุ่ยจ่างทอประกายเงางาม เมื่อได้ยินเช่นนั้น นางก็ปรายตามองค้อน 'นายท่าน' กำมะลอคนนี้ช่างพูดจาไม่เข้าหูเอาซะเลย

ฉินหมิงเพ่งสมาธิจดจ่อถึงขีดสุด น่าเสียดายที่ไม่สามารถจับคลื่นอารมณ์ความรู้สึกของนางได้เลย ไม่รู้เลยว่านางกำลังคิดอะไรอยู่

เขาสัมผัสได้เพียงแค่ว่า พลังวิเศษของฮุ่ยจ่างแข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว

ตามปกติแล้ว นางมักจะถูกปกคลุมไปด้วยแสงจันทร์เย็นเยียบ มีความงดงามที่บริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ ดูเลื่อนลอยและห่างไกล ทว่ารอยยิ้มและเสียงหัวเราะของนางในวันนี้ กลับดูเหมือนมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อเชื้อไขจริงๆมากกว่า

ฮุ่ยจ่างหันหน้ามามอง แววตาเป็นประกายระยิบระยับ รอยยิ้มกระจ่างใสและงดงาม นางเอ่ย "ข้าก็แค่รู้สึกได้เลือนรางว่า เมื่อก่อนข้าเคยช่วยท่านนวดบ่าทุบหลังให้ไม่ใช่หรือเจ้าคะ?"

ฉินหมิงสุขุมเยือกเย็นเป็นอย่างมาก ยืนนิ่งสงบอยู่ที่เดิม ทว่าภายในใจกลับปั่นป่วนราวกับคลื่นลูกใหญ่ เมื่อก่อนตอนที่เรียกใช้งานพวกเขาทั้งสามคน นางยังไม่ฟื้นคืนชีพไม่ใช่หรือไง? นี่ถึงกับจำเรื่องพวกนี้ได้หมดเลยเรอะ!?

ตอนนั้น ไม่ว่าจะเป็นฮุ่ยจ่าง หุ่นหมายเลขสอง หรือเจ้าแมลงน้อย ไม่เพียงแต่เป็นนักเลงรับจ้างเท่านั้น แต่ยังเป็นลูกน้องที่รู้ใจสุดๆ ไม่ว่าจะรินน้ำยกชา ทุบขา นวดบ่าทุบหลัง ล้วนเป็นเรื่องปกติที่ทำกันเป็นประจำ

แม้แต่ตอนที่ฉินหมิงกิน 'แมลงเทพสีชาด' ก็ยังมีคนคอยยืนรับใช้ปรนนิบัติอยู่ข้างๆ คอยแกะเปลือกโลหะของแมลงออกให้ รวมถึงคอยรินสุราให้ด้วย

ส่วนฮุ่ยจ่างก็ย่อมต้องมีส่วนร่วมในเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว มือเรียวงามของนางช่างคล่องแคล่วว่องไว ขาวเนียนและเปล่งประกาย นางเป็นคนป้อนอาหารเข้าปากเขาด้วยตัวเองเชียวนะ

"เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่เนี่ย!" ฉินหมิงไม่ได้ตอบรับตรงๆ

ฮุ่ยจ่างขยับเข้ามาใกล้ ทั่วทั้งร่างถูกล้อมรอบไปด้วยแสงสว่างนวลตา นางยืนอยู่ข้างๆ ฉินหมิง พลางเอ่ย "ในความสลึมสลือ สัญชาตญาณของร่างเนื้อได้เผยให้ข้าเห็นอดีตต่างๆนานา ในเศษเสี้ยวความทรงจำอันเลือนรางบางส่วน ข้าช่างทำหน้าที่ได้สมบูรณ์แบบไม่บกพร่องจริงๆ คอยแบ่งเบาภาระให้นายท่าน ทำให้ท่านรู้สึกผ่อนคลาย"

นางช้อนตาขึ้น เอ่ยปากอย่างเนิบนาบ ยังคงความอ่อนโยนและนุ่มนวลเช่นเดิม ไม่มีความโกรธเคืองใดๆเจือปน

ฉินหมิงเอามือกุมขมับ นี่นางจำได้แม้กระทั่งเรื่องราวก่อนฟื้นคืนชีพเลยเรอะ? แบบนี้... มันจะไปเหลือความลับอะไรอีกล่ะ!

หลังจากนั้น ภายใต้การสั่นพ้อง เขากับเจ้าแมลงน้อยก็สบตากัน ดวงตาทั้งสองข้างของฝ่ายหลังลึกล้ำ มุมปากยกยิ้มขึ้น รอยยิ้มนั่นมันดูสยองขวัญชอบกล

ฉินหมิงพลันรู้สึกว่า วิชาหนึ่งลมปราณจำแลงสามฉินหมิงนี่มันนับว่าเป็นสุดยอดวิชาอาคมต้องห้ามจริงๆ เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยนะ ว่าจะจำแลงพวกนี้ให้ออกมามีสติปัญญาเป็นของตัวเองน่ะ

"นายท่าน ท่านกำลังคิดอะไรอยู่หรือเจ้าคะ?" ฮุ่ยจ่างถามกลับ

ฉินหมิงลอบขบคิด นี่นางตกอยู่ในสถานการณ์แบบไหนกันแน่? กลิ่นอายความศักดิ์สิทธิ์แบบผู้ไม่กินของเซ่นไหว้มนุษย์มันลดลงงั้นหรือ? หรือว่านางแค่ความทรงจำตื่นรู้มากขึ้น ก็เลยจงใจทำแบบนี้เพื่อยืมเรื่องของหุ่นหมายเลขสองมาข่มขู่เขา?

เขาลองตรึกตรองดู สำหรับตอนนี้... ตัวเขาเองไม่คิดมากอะไรอยู่แล้ว

ฮุ่ยจ่าง หุ่นหมายเลขสอง และเจ้าแมลงน้อย มีเพียงในสถานการณ์สุดขั้วเท่านั้น ถึงจะสามารถปลดปล่อยไม้ตายก้นหีบที่คนยุคโบราณทิ้งไว้ได้ ตามปกติแล้ว ประตูโบราณบานที่อยู่เบื้องหลังพวกเขานั้น ไม่มีทางผลักออกได้เลย

ฉินหมิงรู้สึกว่า ควรจะรับมือด้วยใจที่สงบ ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติจะดีกว่า

เขาเชื่อว่า ยิ่งทำตัวอ่อนข้อให้มากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งส่งผลเสียตอกกลับมามากเท่านั้น

ในขณะเดียวกัน เขาก็ตั้งคำถามกับตัวเอง 'ข้าเป็นพวกโตมากับความกลัวหรือไง?' ย่อมไม่ใช่แน่นอน

ด้วยเหตุนี้ ฉินหมิงจึงหันไปมองนาง ด้วยท่าทีอ่อนโยนทว่าเยือกเย็นสุขุม พลางกล่าว "เรื่องราวในอดีต มันดูเลือนรางงั้นหรือ? เรื่องนี้ง่ายนิดเดียว เจ้าก็แค่ลองทบทวนสัมผัสมันดูใหม่อีกรอบก็สิ้นเรื่องแล้ว ทว่าข้าต้องขอออกตัวไว้ก่อนนะ ว่าตอนนั้นเจ้าน่ะเต็มใจทำเอง ส่วนตอนนี้ เจ้าจะทำหรือไม่ก็ตามใจ"

ฮุ่ยจ่างได้ยินเช่นนั้น ก็เอียงคอหันมามองเขา พลางเอ่ย "ความหมายของท่านก็คือ อยากจะให้ข้าช่วยทุบหลังให้ท่านใหม่อีกรอบงั้นหรือเจ้าคะ?"

ใบหน้าด้านข้างของนางงดงามไร้ที่ติ นางคิดไม่ถึงเลยจริงๆว่ามาถึงขั้นนี้แล้วฉินหมิงจะยังคงสุขุมเยือกเย็นได้ถึงเพียงนี้

ฉินหมิงหัวเราะ "นวดบ่าก็ได้นะ"

สีหน้าของฮุ่ยจ่างแข็งค้างไปเล็กน้อย จากนั้นก็เผยรอยยิ้มออกมาอีกครั้ง นางเยื้องย่างเข้ามาอย่างชดช้อยงดงาม เดินเข้ามาทางด้านหลังของฉินหมิง พลางเอ่ย "นายท่าน ข้ามาแล้วเจ้าค่ะ"

ฉินหมิงพยักหน้ารับอย่างสงวนท่าที พลางเอ่ย "อืม"

จากนั้น บริเวณบ่าและคอของเขาก็ถูกมือเรียวงามคู่หนึ่งบีบนวด ราวกับหยกอุ่นๆ กำลังกดนวดให้เขา ในตอนแรกน้ำหนักมือกำลังดี แต่หลังจากนั้นก็เริ่มลงน้ำหนักแรงขึ้น

ภายในใจฉินหมิงตึงเครียด ลึกลงไปในเลือดเนื้อ ปราณโกลาหลไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา พร้อมที่จะปะทุได้ทุกเมื่อ ไม่เกรงกลัวต่อพลังภายนอกที่แทรกซึมเข้ามา

คนที่กำลังนวดบ่าและคอให้เขาอยู่ด้านหลังนั้น มีภูมิหลังที่ยิ่งใหญ่เกินไปแล้ว หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป คนที่รู้ถึงสถานะที่แท้จริงของฮุ่ยจ่าง จะต้องแตกตื่นฮือฮา ตกใจจนแทบสิ้นสติเป็นแน่ เพราะมันเป็นเรื่องที่ยากจะเชื่อได้ลงจริงๆ

อย่างเช่นเฒ่าเตาในตอนนี้ มันกลายเป็นหินไปเรียบร้อยแล้ว

มันเหม่อลอยไปแล้ว นิสัยของเสี่ยวฉินมันเถื่อนดิบขนาดนี้เลยเรอะ?

มันตะโกนก้องในใจ 'ไอ้หนุ่มหมิง เอ็งกำลังทำบ้าอะไรอยู่ฟะ? เล่นกับไฟระวังจะโดนเผาเอานะเว้ย'

ฉินหมิงย่อมยากที่จะผ่อนคลายลงได้ และหากเปลี่ยนเป็นคนอื่นล่ะก็ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ต้องเสียวสันหลังวาบ ร่างกายเกร็งแข็งทื่อเป็นท่อนเหล็กแน่ๆ

ภายนอกเขาดูผ่อนคลาย น้ำเสียงราบเรียบ พลางเอ่ย "ฮุ่ยจ่าง ลงน้ำหนักแรงไปหน่อยนะ"

ฮุ่ยจ่างยิ้มบางๆ พลางเอ่ย "งั้นหรือเจ้าคะ? ในเลือดเนื้อของท่านมีเส้นไหมสีทองถักทอประสานกัน ในเงามืดมีหลุมดำปรากฏ ปราณโกลาหลไหลเวียน หากข้าไม่ใช้ 'เคล็ดวิชาหมื่นทวารเบิกเนตร' ล่ะก็ นิ้วมือของข้าคงนวดบ่าของท่านไม่ลงหรอกเจ้าค่ะ"

ฉินหมิงสั่นพ้องกับเจ้าแมลงน้อยและหุ่นหมายเลขสอง พวกเขาทั้งคู่ต่างก็หันมามองทางนี้พร้อมกัน

ในฐานะที่เป็นยอดคนยุคโบราณเหมือนกัน สถานะสูงส่งน่าสะพรึงกลัว การที่ฮุ่ยจ่างถูกจ้องมองแบบนี้ ทำให้นางรู้สึกอึดอัดไม่น้อยจริงๆ

แม้นางจะยังไม่อาจล่วงรู้อดีตได้ทะลุปรุโปร่ง เข้าใจเรื่องราวในชาติก่อนได้ทั้งหมด ทว่านางก็รู้ดีว่า สถานะในอดีตของนางนั้นสูงส่งเป็นอย่างมาก

การถูกยอดคนยุคโบราณในระดับเดียวกันจ้องมองแบบนี้ ไม่ว่าใครก็ต้องรู้สึกอึดอัดกันทั้งนั้น

ฉินหมิงหันหน้ากลับไป พลางเอ่ย "เอาเป็นว่าพวกเรามาประลองกันอีกสักตั้งไหม? ถ้าเอาชนะข้าได้ เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องเรียกข้าว่านายท่านอีกต่อไป"

ฮุ่ยจ่างได้ยินเช่นนั้น ก็เงยหน้าขึ้นทันที พลางเอ่ย "ท่านจะออมมือให้ข้างั้นหรือ?"

"เจ้าคิดมากไปแล้ว" ฉินหมิงก็เคยมีความคิดแบบนี้อยู่เหมือนกัน แต่พอถูกนางแทงใจดำเข้า ก็ไม่มีทางจะลงมือทำตามนั้นได้อีกแล้ว การเผชิญหน้ากับบุคคลสุดยอดระดับนี้ หากยอมก้มหัวให้ล่ะก็ ต่อไปในอนาคตคงไม่มีวันเงยหน้าอ้าปากได้อีกเลย สถานะต้องสลับขั้วกันถาวรแน่

เดิมทีฉินหมิงก็กะจะปรองดองกับนางไว้ก่อนนั่นแหละ ทว่าสำหรับตอนนี้ เขาคงมีแต่ต้องฝืนเดินหน้าชนไปจนสุดทางเท่านั้น

เขาหันขวับกลับมา รูปลักษณ์แท้จริงต่างๆ ปรากฏขึ้นมาด้านหลังของเขา ม่านราตรีถูกมือยักษ์คู่หนึ่งฉีกกระชากออก ท้องฟ้าเต็มไปด้วยหมู่ดาวที่ร่วงหล่น ทั้งยังมีสุริยันจันทราสับเปลี่ยนหมุนเวียน สายฟ้าถักทอ ดอกไม้แห่งหมื่นวิถีเบ่งบาน

ฉินหมิงสวมใส่อาภรณ์หยกด้ายทอง และในจุดที่แสงส่องไม่ถึงด้านหลังของเขานั้น ยิ่งมีวังวนหลุมดำซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ ปรากฏขึ้นมา

เขายกมือขึ้น หมายจะคว้าจับสตรีเรือนผมสีเงินผู้นั้น

ฮุ่ยจ่างรีบโบกมือห้ามทันที พลางเอ่ย "ช้าก่อนเจ้าค่ะ ในตอนนี้ข้ายอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี"

ฉินหมิงจ้องมองนาง ในใจแอบถอนหายใจ: ถ้าขืนต้อนนางให้จนมุม จนนางต้องงัดขุมทรัพย์ลับออกมาใช้ ปลดปล่อยพลังเซียนออกมาล่ะก็ ข้าก็คงจะสู้ไม่ได้จริงๆนั่นแหละ

เขาเอ่ยปาก "เอาแบบนี้ดีไหม นับตั้งแต่นี้ไป พวกเรามาอยู่ร่วมกันแบบเท่าเทียม เป็นไง?"

ฮุ่ยจ่างตอบ "ไม่จำเป็นเจ้าค่ะ ไว้คราวหน้าข้าจะเอาชนะท่านด้วยตัวเอง"

"เจ้าแน่ใจนะ?" ฉินหมิงเอ่ยถาม ฮุ่ยจ่างในชาตินี้ หากดูจากสถานการณ์ในปัจจุบันแล้วล่ะก็ การจะพลิกฟื้นกลับมาผงาดอีกครั้งนั้น ดูท่าจะยากลำบากเอาการอยู่นะ

ฉินหมิงมีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก ตราบใดที่ไม่ไปแตะต้องโดนไม้ตายก้นหีบที่ยอดคนยุคโบราณทิ้งเอาไว้ล่ะก็ จะเอาอะไรมาจัดการเขาได้ล่ะ?

จู่ๆ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป พลางร้องเสียงหลง "หุ่นหมายเลขสอง สร้างเรื่องอีกแล้ว"

หุ่นหมายเลขสองยังคงสูบปราณมังกร สารพลังวิเศษ และอื่นๆ อีกมากมาย พวกมันไหลทะลักเข้าหาเขาราวกับคลื่นน้ำ เขาทำตัวราวกับเป็นห้วงเหวลึกของร่างเนื้อไปแล้ว

ในการปะทะครั้งใหญ่เมื่อครู่นี้ หนอนมังกรจำนวนมากระเบิดแตกกระจุย กลายเป็นเถ้าธุลี เศษซากเลือดเนื้อที่หลงเหลืออยู่นั้นมีน้อยนิดมาก หุ่นหมายเลขสองดันมาปล้นชิงอย่างบ้าคลั่งแบบนี้ ทำเอาเนื้อหนอนมังกรที่เจ้าแมลงน้อยรวบรวมมาได้ถึงกับดูหมองลงไปเลยทีเดียว

"ฮุ่ยจ่าง เจ้าก็รีบลงมือช่วยข้าเก็บเกี่ยวโอสถมังกรเร็วเข้า!" ในมุมมองของฉินหมิง เนื้อหนอนมังกรก็คือโอสถมังกรนั่นแหละ

ทันใดนั้น ลำแสงก็พาดผ่านท้องฟ้า แสงสิริมงคลสาดส่องไปทั่วดินแดนที่พังทลาย

แม้แต่เฒ่าเตาก็บินออกไปด้วย ตามที่มันบอก หนอนมังกรถือเป็นของบำรุงชั้นยอดที่หาได้ยากยิ่ง หนำซ้ำยังสามารถนำไปหลอมรวมกับดอกไม้ใบหญ้าวิเศษชนิดอื่น เพื่อสกัดเป็นโอสถชั้นยอดได้อีกด้วย

เนื้อหนอนมังกรทั้งหมดถูกฉินหมิงกวาดเก็บเข้าไปในเศษผ้าขี้ริ้วตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่อย่างนั้นแก่นแท้คงรั่วไหลสูญสลายไปเร็วมากแน่ๆ

ในเวลานี้ หุ่นหมายเลขสองทำตัวราวกับสัตว์ร้ายเทาเที่ย ยังคงสวาปามกลืนกินไม่รู้จักจบจักสิ้น

"หืม คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีของดีหลงเหลืออยู่แบบนี้ด้วย!"

ฉินหมิงพบตะปูโลหะประหลาด น่าเสียดายที่มีแค่สามดอก จากทั้งหมดเก้าดอก อีกหกดอกน่าจะถูกไข่มุกมังกรบรรพบุรุษม้วนหอบเอาไปแล้ว

ตะปูเทวะสีดำ สีขาว และสีแดงฉาน ทั้งสามสี ล้วนมีความยาวขนาดเท่าฝ่ามือของผู้ใหญ่ บนนั้นสลักลวดลายลึกลับเอาไว้มากมาย นี่ต้องไม่ใช่ของธรรมดาดาษดื่นแน่ๆ

"ไม่เสียเที่ยวจริงๆ ทั้งโอสถมังกรและตะปูเทวะล้วนตกมาอยู่ในมือแล้ว น่าเสียดายก็แค่ตำราหยกห้าสีเล่มนั้นถูกม้วนหอบเอาไปซะได้"

เนิ่นนานให้หลัง สถานที่แห่งนี้ถึงได้กลับมาสงบสุขอีกครั้ง

"เจ้ายังอยากจะเข้าไปอยู่ในมิติมืดมิดนั่นอีกงั้นหรือ?" ฉินหมิงประหลาดใจ เขาคิดว่าหลังจากที่พลังวิเศษของฮุ่ยจ่างเพิ่มสูงขึ้น ความหวาดระแวงของนางก็น่าจะพุ่งตามไปด้วยซะอีก

แต่สุดท้าย นางก็ยังยืนกรานที่จะเข้าไป

"มีเรื่องแล้ว!"

หลังจากที่ฉินหมิงส่งนางเข้าไปแล้ว ก็รีบสื่อสารกับร่มฉัตรสีเหลืองทันที เอ่ยถาม "ร่างเนื้อทั้งสามร่างที่อยู่ส่วนลึกของมิติเศษผ้าขี้ริ้ว มีท่าทีแปลกๆ อะไรบ้างไหม?"

"ไม่พบความผิดปกติใดๆนะ" ร่มฉัตรสีเหลืองตอบกลับ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตอนนี้ฉินหมิงแยกกักขังทั้งสามไว้คนละมุม และในตอนนี้เสี่ยวหวง(ร่มฉัตรสีเหลือง) ก็มีหน้าที่หลักในการคอยจับตาดูฮุ่ยจ่าง

ฉินหมิงลอบครุ่นคิด พลางเอ่ย "หรือว่าพวกเขารู้ความลับบางอย่างของเศษผ้าขี้ริ้วเข้าแล้ว? ตาเฒ่าผ้าขี้ริ้ว เจ้าได้ยินไหม คนพวกนี้เป็นหรือตายกันแน่? ไม่ใช่ว่าแอบซุ่มเตรียมขโมยบ้านอยู่หรอกนะ?"

จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่า คนทั้งสามที่เขาปล้นชิงมา เริ่มจะกลายเป็นเผือกร้อนลวกมือซะแล้วสิ

พวกเขาเปลี่ยนจากนักเลงรับจ้างฝีมือดี และลูกน้องที่ซื่อสัตย์ กลายมาเป็นบุคคลที่ลึกลับสุดหยั่งถึงและแฝงไปด้วยความอันตรายซะแล้ว

ฉินหมิงพึมพำกับตัวเอง "คนเป็น นานๆทีค่อยปล่อยออกมายืดเส้นยืดสายหน่อย ส่วนคนตาย ถ้าขืนมาทำตัวเป็นผีหลอกวิญญาณหลอนล่ะก็ ข้าจะขังพวกเจ้าไว้จนฟ้าดินสลายไปเลย"

เขาหันไปมองร่มจักรพรรดิที่ถูกปกคลุมไปด้วยปราณสีม่วงและแสงศักดิ์สิทธิ์สงบร่มเย็น พลางเอ่ย "เสี่ยวหวง ข้าดีต่อเจ้ามากพอแล้วใช่ไหม? เจ้าคงไม่คิดจะหนีตามฮุ่ยจ่างไปจริงๆ หรอกนะ แล้วก็ห้ามแอบปิดบังอะไรข้าด้วย"

ร่มฉัตรสีเหลืองตอบกลับ "วางใจเถอะ เรื่องไหนหนักเรื่องไหนเบา ใครคือคนกันเอง ข้ารู้ตัวดี"

ฉินหมิงขอให้มันช่วยลบร่องรอยบางอย่างที่ไม่สมควรมีอยู่ในสถานที่แห่งนี้ทิ้งไป

ท้ายที่สุด เขาก็ทะยานร่างขึ้นสู่กลางอากาศ เหยียบย่างลงบนสะพานทองคำฮุ่นหยวน แล้วหายลับไปจนสุดขอบฟ้า

ห่างออกไปไกลลิบ กลางนภายามราตรี ช้างเผือกหกงากำลังกระพือหูใบใหญ่ โบยบินอยู่บนท้องฟ้า จู่ๆ ก็สังเกตเห็นสะพานสีทองพาดผ่านใกล้เข้ามาเรื่อยๆ มันก็รู้สึกคึกคักขึ้นมาทันที

"มหาปราชญ์!" มันพุ่งเข้าไปต้อนรับด้วยความกระตือรือร้น

ด้วยความที่เกิดมาในตระกูลพาหนะเก่าแก่ ทักษะความสามารถในด้านที่เกี่ยวข้องของมันจึงถือว่าแข็งแกร่งเอามากๆ

อย่างเช่น ความว่านอนสอนง่าย เชื่อฟัง และจงรักภักดีเป็นต้น เพียงแค่ชั่วพริบตาที่ได้พบหน้า มันก็สามารถแสดงคุณสมบัติเหล่านี้ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ

จากนั้น ช้างเผือกหกงาก็ตาลอยมืดดับ ดันโดนฉินหมิงซัดหน้าเข้าไปหมัดหนึ่ง ในสภาวะที่ไม่ทันได้ระวังตัวเลยสักนิด มันก็สลบเหมือดไปในทันที

ฉินหมิงเอ่ยปาก "เสี่ยวหวง ลองดูซิว่าพอจะมีวิธีไหน ที่สามารถลบความทรงจำบางส่วนของมันได้บ้าง ต่อให้หลังจากนี้มีคนมาสืบสาวราวเรื่อง ก็จะไม่มีทางจับสัมผัสได้"

ทั้งหมดนี้ ก็เป็นเพราะว่า... ฉินหมิงเป็นคนจิตใจดีมีเมตตา

ไม่อย่างนั้นล่ะก็ วิธีการที่ได้ผลชะงัดที่สุด ก็คือการเชือดช้างเผือกหกงาทิ้งซะ

"ไม่มีปัญหา" ร่มฉัตรสีเหลืองมีวิธีการรับมือกับเรื่องแบบนี้จริงๆ

"ปวดหัวจังเลย มหาปราชญ์ เมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ?" เนิ่นนานให้หลัง ช้างเผือกหกงาก็ฟื้นคืนสติ

"ไม่มีอะไรหรอก!" ฉินหมิงนั่งอยู่บนหลังของมัน มุ่งหน้าเดินทางกลับ

ในความทรงจำของช้างเผือกหกงา พวกเขาออกตามหาพวกเซียนดินเหล่านั้นแต่ไม่พบ ผลสุดท้ายก็เลยต้องคว้าน้ำเหลวกลับมา

หลังจากนั้น ฉินหมิงก็ให้มันกลับไปยังอารามพระโพธิสัตว์

"ที่แท้ข้าก็มีขีดจำกัดเหมือนกันแฮะ"

ณ ส่วนลึกของเทือกเขาแห่งหนึ่ง ฉินหมิงกินเนื้อหนอนมังกรย่างสุกเข้าไปชิ้นหนึ่ง แต่กลับพบว่า มันไม่ได้ผลลัพธ์ดีอย่างที่คาดหวังเอาไว้

"จริงด้วย ข้าเพิ่งจะทะลวงด่านเข้าสู่ระดับปรมาจารย์มาได้ไม่นาน ตอนนี้ยังไม่เหมาะที่จะทะลวงด่านใหญ่ในทันที" เขาตั้งใจสัมผัสรับรู้อย่างถี่ถ้วน แล้วก็พบถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง

บนเส้นทางการฝึกฝน นอกเหนือจากจะมี 'กฎเหล็กห้าประการ' แล้ว ยังมี 'ด่านกั้นขอบเขตใหญ่' ที่รุนแรงยิ่งกว่านั้นอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น 'ด่านปรมาจารย์'

สิ่งที่เรียกว่า 'ด่านกั้น' ก็คือการที่ร่างกายมนุษย์มีขีดจำกัด หลังจากทะลวงด่านใหญ่ได้สำเร็จ จำเป็นต้องมีช่วงเวลาพักฟื้น เพื่อสั่งสมพลังให้แข็งแกร่ง

ในขณะเดียวกัน นี่ก็เพื่อให้ร่างกายได้ขับไล่พิษตกค้างเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดจากการกินโอสถล้ำค่าในอดีตออกไปให้หมดด้วย

ด่านกั้นขอบเขตใหญ่ แตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล ช่วงเวลาพักฟื้นเช่นนี้ เวลาที่คนแต่ละคนต้องการนั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ไม่เหมือนกันเลยสักนิด

บางคนอาจจะพักฟื้นแค่ครึ่งปีก็พอแล้ว แต่บางคนก็อาจจะต้องติดแหง็กไปนานหลายสิบปีเลยทีเดียว

ฉินหมิงเฝ้าสังเกตพิจารณาตัวเองอย่างเงียบๆ เขาพบว่าตัวเองน่าจะติดแหง็กอยู่แบบนี้ไม่นานนัก

เขาเพิ่งจะกลายเป็นปรมาจารย์ แม้จะยังไม่นานนัก แต่หากดึงดันจะทะลวงกำแพงขอบเขตพลังให้ทะลุ ก็ดูเหมือนจะไม่ได้มีปัญหาใหญ่อะไรนัก

ทว่า เพื่อแสวงหาความสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ไม่หลงเหลือภัยแฝงใดๆ เอาไว้ในอนาคต เขาจึงเตรียมตัวจะรอคอยไปอีกสักระยะ อาศัยช่วงเวลานี้ในการศึกษาคัมภีร์ไปด้วยพลางๆ เพื่อรอคอยให้เซี่ยงอี้อู่และเสี่ยวอู๋รอดพ้นจากเคราะห์กรรม

สองวันให้หลัง ชั้นเมฆระเบิดแตกกระจาย ลำแสงศักดิ์สิทธิ์หลายสายแหวกว่ายผ่านผืนนภา นั่นมันเซียนปฐพีเหาะผ่านชัดๆ ยอดเขาบางลูกตามรายทางที่ถูกเฉี่ยวชน ล้วนระเบิดแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ

"พวกเจ้านี่ชักช้าอืดอาดกันซะจริง" ฉินหมิงแอบด่าในใจ

สมาชิกกำลังหลักที่กำลังสำรวจสุสานอายุยืนยาวอยู่อีกฝั่ง กว่าจะรู้ตัวว่าสมาชิกวงนอกเกิดเรื่อง ก็ปาเข้าไปตั้งนานแล้ว

ประเด็นหลักก็คือ ผู้สืบทอดหลักทั้งสามขาดการติดต่ออย่างสมบูรณ์แบบ ในท้ายที่สุดก็เลยดึงดูดให้พวกเซียนปฐพีต้องถ่อมาจนได้

"นี่มัน... แอบน่าสยดสยองไปหน่อยนะ!"

ฉินหมิงส่งร่างเนื้อของตัวเองเข้าไปในเศษผ้าขี้ริ้ว ให้พลังจิตแฝงตัวอยู่บนผ้าขี้ริ้วเก่าๆ ซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบกริบ ขนาดทำถึงขั้นนี้แล้ว ก็ยังถูกกดทับจนใจสั่นสะท้าน หนังหัวชาหนึบไปหมด

นี่ขนาดเป็นแค่เซียนปฐพีเหาะผ่าน รีบเร่งเดินทางเท่านั้นนะ

ในยุคสมัยนี้ ณ ปัจจุบัน เซียนปฐพีก็คือสวรรค์!

ต่อให้เป็นหุ่นหมายเลขสอง ขุมทรัพย์ลับของเขาถูกเปิดออก พลังอำนาจที่พวยพุ่งออกมา ก็ยังอยู่เหนือกว่าเซียนปฐพีเพียงแค่เส้นด้ายบางๆเท่านั้น เขาอาศัยการกระตุ้นให้ร่องรอยวิถีเต๋าแห่งฟ้าดินสั่นสะเทือน เพื่อสับสังหารเซียนปฐพีแห่งเผ่าหนอนมังกร

ไกลออกไป เซียนปฐพีแผดเสียงคำราม ยอดเขาบางลูกบริเวณใกล้เคียงถึงกับแตกกระจายในทันที ทั่วทั้งผืนแผ่นดินมีรอยแตกร้าวพาดผ่านตัดสลับกันไปมา ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยรอยแยกสีดำทะมึนกว้างหลายฉื่อ

สมาชิกกำลังหลักที่ออกสำรวจสุสานอายุยืนยาว พลิกแผ่นดินค้นหาในอาณาบริเวณนี้อยู่ถึงสามวัน ในท้ายที่สุดก็แกะรอยตามทิศทางที่ไข่มุกมังกรบรรพบุรุษหายลับไป

ทว่า พวกเขาก็รู้ดีอยู่แก่ใจ สุสานอายุยืนยาวที่อันตรายสุดขั้วแบบนี้ แถมยังเป็น 'สุสานมีชีวิต' ซะด้วย ในท้ายที่สุดก็คงต้องปล่อยเลยตามเลย คว้าน้ำเหลวสืบหาเบาะแสอะไรไม่ได้อยู่ดี

ในระหว่างนั้น ยังมีเซียนปฐพีสองคนเคยแวะมาที่อารามพระโพธิสัตว์ด้วย ทว่าพอเห็นว่าที่นี่มีผู้พิทักษ์วัชระกายาทองคำอยู่ ก็รีบหดรังสีพลังกดดันกลับไปทันที

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพระอรหันต์แห่งวัดต้าเหลยอิน พวกเขาไม่กล้าทำตัวหยาบคาย ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นเพียงแค่การถอดจิต โดยอาศัยรากฐานแห่งปัญญาพุทธะส่วนหนึ่ง เหาะเหินผ่านประตูสีทองมาเยือนก็ตาม

ครึ่งเดือนให้หลัง ฉินหมิงก็กลับมายังอารามพระโพธิสัตว์อีกครั้ง

พระสงฆ์หลายรูปล้วนจากไปหมดแล้ว เหลือเพียงบุตรแห่งพุทธะเมี่ยวตี้ ธิดาแห่งพุทธะเมี่ยวอิน และคนอื่นๆ อีกหยิบมือ ที่ยังคงเฝ้าสังเกตแก่นแท้แห่งวัฏสงสารอยู่

ฉินหมิงมานั่งสมาธิอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน ทุกๆ วันเอาแต่ศึกษาปราณค้ำฟ้าอันดุดันเกรี้ยวกราด หมายมั่นจะหลอมรวมมันเข้ากับปราณโกลาหลอย่างสมบูรณ์แบบให้จงได้

เขาตั้งใจศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ไม่กล้ามองข้ามเลยแม้แต่น้อย

นั่นก็เพราะว่า 'คัมภีร์ค้ำฟ้า' ดูเผินๆ เหมือนจะเป็นคัมภีร์เพียงเล่มเดียว ทว่าแท้จริงแล้ว ภายในนั้นกลับหลอมรวมเอาสุดยอดเคล็ดวิชา แก่นแท้แห่งคัมภีร์สายต่างๆเอาไว้มากมายมหาศาลขนาดไหนก็ไม่รู้ อย่างเช่นคัมภีร์แท้ในสายวิชาพละกำลัง หรือคัมภีร์เซียนสายขัดเกลาร่างกายของเผ่าพันธุ์ปีศาจเป็นต้น

'คัมภีร์ค้ำฟ้า' ได้รับการยกย่องให้เป็นสุดยอดแห่งขุมพลังในบรรดาสำนักใหญ่แห่งเส้นทางผลัดกาย!

ยิ่งฉินหมิงทำความเข้าใจ ก็ยิ่งถูกดึงดูด เมื่อเขาฝึกฝนถลำลึกลงไปเรื่อยๆ ก็ค่อยๆ ดำดิ่งหมกมุ่นอยู่กับมันจนถอนตัวไม่ขึ้น ในยามที่เลื่อนลอย เขาพบว่าตัวเองคล้ายกับได้กลายร่างเป็นมังกรอสรพิษ ที่กำลังลอกคราบวิวัฒนาการ เตรียมพร้อมรับมือกับพายุฝนฟ้าคะนองและสายฟ้าฟาด หมายมั่นจะนิพพานทะยานขึ้นสู่ผืนนภา

"ข้ามองเห็นเงาร่างโครงสร้างในยุคแรกเริ่มของคัมภีร์ค้ำฟ้าแล้ว"

ฉินหมิงศึกษาถลำลึกเข้าไป ค่อยๆ มองเห็นมนุษย์ยักษ์ผู้หนึ่ง กำลังหมายจะใช้สองมือฉีกกระชากม่านราตรี แบกชูผืนนภาเอาไว้

"สองเดือนผ่านไปแล้วงั้นหรือ?" ฉินหมิงประหลาดใจ เวลาผ่านไปเร็วขนาดนี้เชียว?

ไม่ใช่ว่า 'คัมภีร์ค้ำฟ้า' มันยากซะจนศึกษาไม่ทะลุปรุโปร่งหรอกนะ แต่เป็นเพราะว่ามันรวบรวมเอาคัมภีร์ลึกลับต่างๆ เอาไว้มากเกินไป หลอมรวมเข้าไว้ด้วยกันในวิชาเดียว มันจึงมีความซับซ้อนลึกซึ้งเป็นอย่างมาก

ฉินหมิงวิเคราะห์คัมภีร์เพียงเล่มเดียว ก็เท่ากับกำลังเผชิญหน้ากับคัมภีร์หลายสิบเล่มพร้อมๆกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาอยากจะหลอมรวมปราณค้ำฟ้าเข้าไว้ในเคล็ดวิชาคัมภีร์ผ้าไหม แปรสภาพให้อยู่ในปราณโกลาหล ความยากระดับนี้มันเกินขอบเขตไปมากจริงๆ

"ความจริงแล้ว ขอบเขตใหญ่ที่หก-ผสานแก่นแท้ ถึงจะเป็นช่วงเวลาที่ถูกต้องเหมาะสมในการหลอมรวมเคล็ดวิชาสายต่างๆเข้าด้วยกัน ตอนนี้ข้าควรจะฝึกฝนรูปลักษณ์แท้จริงของตัวเองก็พอแล้ว การรีบหลอมรวมกลุ่มพลังปราณเฉพาะทางของสำนักต่างๆ มันแอบจะเร็วเกินไปหน่อย"

ทว่า ในเมื่อเริ่มต้นไปแล้ว ฉินหมิงก็ไม่คิดจะล้มเลิกกลางคัน การออกเดินล่วงหน้าไปก่อนก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร

ประเด็นหลักก็คือ หลังจากนี้ยังคงมีปราณตถาคต ปราณหยกพิสุทธิ์ ปราณหกวิถี และอื่นๆ อีกมากมายรออยู่ สิ่งที่เขาต้องทำยังมีอีกเยอะ เส้นทางที่ต้องเดินยังอีกยาวไกล

ฉินหมิงเอ่ยถาม "พี่น้องสองคนในบัวดำวัฏสงสาร ทำไมยังไม่ออกมาอีกล่ะ?"

เขารู้ดีอยู่แล้วว่า เรื่องราวดำเนินมาถึงขั้นนี้ เซี่ยงอี้อู่และเสี่ยวอู๋ได้ผ่านพ้นช่วงเวลาอันตรายไปแล้ว หลังจากนี้ก็แค่ต้องทนรอเวลาต่อไปเท่านั้น

บุตรแห่งพุทธะเมี่ยวตี้บอกกล่าว "ประเมินดูแล้ว คงต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน พวกเขาถึงจะบุกฝ่าวัฏสงสารได้สำเร็จ"

ธิดาแห่งพุทธะเมี่ยวอินยิ่งมีสีหน้าอิจฉาตาร้อน พลางเอ่ย "สิ่งที่พวกเขาบุกฝ่าเข้าไป คือวัฏสงสารครั้งใหญ่นะเจ้าคะ!"

ไม่นานหลังจากนั้น ฉินหมิงก็สนทนากับเฒ่าเตา "ผู้อาวุโสเตา ท่านกลับไปยังอารามตำหนักดุสิตก่อนเถอะ เอาโอสถมังกร น้ำอมฤตเทพสีชาด และของอื่นๆ กลับไปด้วย ให้ชิงเยว่รีบกินแต่เนิ่นๆ จะได้ยกระดับพลังฝีมือของนาง อย่างไรเสียนางก็ยังคงมีการทดสอบสำคัญรออยู่"

เฒ่าเตาสั่นสะเทือนเบาๆ คล้ายกับกำลังพยักหน้า พลางเอ่ย "อืม ข้าจากมานานแล้ว สมควรแก่เวลาต้องกลับไปจริงๆ นั่นแหละ"

ฉินหมิงสอบถามแผนที่เส้นทางจากมันอย่างละเอียด พลางกล่าว "วางใจเถอะ เวลาต้องทันอยู่แล้ว ถึงตอนนั้น ข้าจะต้องไปให้ถึงที่นั่นด้วยตัวเอง ไปยืนหยัดอยู่เคียงข้างชิงเยว่อย่างแน่นอน"

"ตกลง!" เฒ่าเตารับคำสั้นๆ ง่ายๆ ไม่พูดพร่ำทำเพลงให้มากความ ออกเดินทางจากไปในวันนั้นเลย

ฉินหมิงยืนส่ง พลางพึมพำเสียงแผ่ว "รอให้ข้าไปถึงก่อนเถอะ ผู้สืบทอดหลักแห่งตำหนักดุสิต อัจฉริยะที่หาตัวจับยากทั้งหลาย ในอนาคตอันใกล้นี้ ข้าคงต้องขอประเมินดูให้เต็มตาซะหน่อยแล้ว ว่าจะน่าทึ่งสักแค่ไหนกันเชียว"

เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็ว มังกรนับหมื่นแบกชูสุสานหายตัวไปได้สามเดือนแล้ว

ฉินหมิงศึกษาปราณค้ำฟ้า หลอมรวมเคล็ดวิชาอย่างต่อเนื่อง ขัดเกลารูปลักษณ์แท้จริง ผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าชื่นใจยิ่งนัก ในระหว่างนั้น ร่างกายของเขาเคยเกิดรอยแตกร้าวขึ้นมาบ้าง ทว่าเขาก็ฝืนอดทนฟันฝ่ามาได้

ตามปกติแล้ว อย่าว่าแต่จะหลอมรวมคัมภีร์แท้ของสำนักอื่นเลย แม้แต่ปราณโกลาหลที่เขาฝึกฝนด้วยตัวเอง เมื่ออยู่ในขอบเขตใหญ่ที่ห้า ก็ถือว่าอันตรายเอามากๆแล้ว มีความเสี่ยงที่จะระเบิดแตกกระจุยได้

อย่างไรเสีย ทัณฑ์ขั้นรูปลักษณ์แท้จริง นี่มันก็คือทัณฑ์หายนะที่โด่งดังกระฉ่อนไปทั่วในระบบเส้นทางผลัดกายเชียว!

หากมีใครล่วงรู้เข้า ว่าในระหว่างที่ฉินหมิงกำลังฝ่าทัณฑ์ขั้นรูปลักษณ์แท้จริง ดันไปดูดซับปราณค้ำฟ้าเข้ามาด้วย จะต้องคิดว่าเขาเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ

"การที่ยังไม่กินโอสถมังกร แล้วมาฝึกฝนอย่างสงบแบบนี้ ก็ถือว่าไม่เลวเลยนะ ข้าสามารถหยั่งรู้ถึงขีดจำกัดของตัวเองได้ ทั้งยังค้นพบปัญหาแอบแฝงอีกมากมายด้วย"

สีหน้าของฉินหมิงเคร่งเครียดจริงจัง การที่เขาบำเพ็ญเพียรอย่างหนักหน่วงเช่นนี้ มักจะทำให้เขาเข้าสู่สภาวะรู้แจ้งทางจิตใจอยู่บ่อยครั้ง เขาตระหนักรู้ถึงตัวเอง และเส้นทางในอนาคตได้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน

"หากไม่มีวาสนาอื่นใด ไม่กินยามหัศจรรย์ พึ่งพาเพียงแค่การนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรไปวันๆ ข้าคงต้องใช้เวลาประมาณหกเจ็ดปี ถึงจะสามารถทะลวงด่านหนึ่งขั้นย่อยได้" นี่คือผลลัพธ์ที่เขาคำนวณออกมาเป็นตัวเลขอย่างเป็นรูปธรรม

ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางสายไหน ยิ่งก้าวเดินขึ้นไปในระดับที่สูงขึ้น ก็ยิ่งยากลำบากมากขึ้นเท่านั้น

หากมียามหัศจรรย์อยู่ในมือ ย่อมสามารถย่นระยะเวลาให้สั้นลงได้อย่างมหาศาล ทว่ามันก็ไม่ใช่ยาวิเศษครอบจักรวาลซะหน่อย นิกายใหญ่ระดับสูงมากมายล้วนไม่เคยขาดแคลนทรัพยากร แล้วทำไมถึงปั้นยอดฝีมือวัยเยาว์ระดับสูงออกมาไม่ได้ล่ะ?

นั่นก็เพราะว่าพรสวรรค์และรากฐานของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกันเลย ตอนที่แต่ละคนทะลวงด่าน ล้วนต้องการ 'ระยะเวลาพักฟื้น' ที่แตกต่างกันออกไป เมื่อบวกเข้ากับด่านกั้นขอบเขตใหญ่อันน่าสะพรึงกลัวแล้ว ข้อจำกัดมันก็ยิ่งเยอะเข้าไปใหญ่

"นั่นหมายความว่า หากข้าเลือกสถานที่เก็บตัวฝึกฝน ไม่ออกไปไหนมาไหนเลยตลอดทั้งปีทั้งชาติ ไม่พึ่งพาสิ่งของภายนอกเลยล่ะก็ อีกหกสิบปีให้หลัง ข้าถึงจะสามารถเป็นปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งได้"

ถึงตอนนั้น ฉินหมิงก็อายุเพิ่งจะแปดสิบกว่าปีเท่านั้นเอง

ความเร็วระดับนี้น่าทึ่งเป็นอย่างมาก ถือว่ารวดเร็วสุดๆแล้ว

ทว่า เขาอยากจะเร็วกว่านี้อีก

เขาแสวงหาจากภายในตัวเอง ทว่าก็ไม่เคยปฏิเสธสิ่งของภายนอกเช่นกัน

อย่างเช่นตอนนี้ เขาเตรียมตัวที่จะกินโอสถมังกรแล้ว

ฉินหมิงแอบถอนหายใจในใจ 'น่าเสียดาย ที่ข้าได้มาก็มีแต่เศษซากปลายแถว ล้วนเป็นเศษเนื้อหลังจากหนอนมังกรระเบิดแตกกระจายไปแล้วทั้งนั้น แถมยังโดนหุ่นหมายเลขสองแย่งปล้นชิงไปก่อนรอบหนึ่งซะด้วย'

ทว่าถึงกระนั้น โอสถมังกรพวกนี้ก็ยังเพียงพอที่จะช่วยหนุนหลังให้เขาทะลวงด่านได้

ในวันนั้นเอง ฉินหมิงก็เดินออกจากอารามพระโพธิสัตว์เพียงลำพัง มุ่งหน้าเข้าสู่ส่วนลึกของเทือกเขารกร้างว่างเปล่า เริ่มต้นกินโอสถขนานใหญ่ในทันที เตรียมพร้อมจะยกระดับขึ้นไปอีกขั้น

ไม่นานหลังจากนั้น ณ ส่วนลึกของป่าดงดิบหนาทึบ ก็มีพลังชีวิตเข้มข้นพวยพุ่งทะลักทลายออกมา ร่างกายของฉินหมิงร้อนระอุ เขากำลังหลอมรวมปราณค้ำฟ้าอยู่ ไม่ว่าจะเป็นร่างเนื้อหรือพลังจิต ล้วนเริ่มลอกคราบวิวัฒนาการแล้ว

จบบทที่ บทที่ 610 ยังคงเป็นนายท่าน

คัดลอกลิงก์แล้ว