- หน้าแรก
- ราตรีนิรันดร์
- ฟรี บทที่ 600 อารามพระโพธิสัตว์
ฟรี บทที่ 600 อารามพระโพธิสัตว์
ฟรี บทที่ 600 อารามพระโพธิสัตว์
บทที่ 600 อารามพระโพธิสัตว์
เหนือชั้นเมฆสีดำทะมึน พายุภัยพิบัติพัดกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคมกระบี่ฟาดฟัน มันรุนแรงพอที่จะฉีกกระชากกายเนื้อของผู้ฝึกตนจำนวนมากและพัดเป่าแสงแห่งพลังจิตของพวกเขาให้แตกซ่านกระเจิดกระเจิง
ฉินหมิงยืนตระหง่านอยู่เหนือหมู่เมฆ เขากำลังจะเดินทางออกจากเยี่ยโจวแล้ว
เขาหันกลับไปมอง สายตาทะลุผ่านมวลเมฆหมอก จ้องมองผืนปฐพีอันกว้างใหญ่ไพศาลเบื้องหลัง พื้นที่กว่าเก้าส่วนล้วนไม่มีบ่อน้ำพุเพลิง มืดมิดราวกับห้วงเหวลึก
ท่ามกลางความมืดมิดไร้ที่สิ้นสุด เมืองและหมู่บ้านเหล่านั้นเป็นดั่งหิ่งห้อยดวงน้อย ที่ส่องแสงริบหรี่สั่นไหวอยู่ท่ามกลางหมอกราตรี
ตอนนี้ฉินหมิงกลายเป็นปรมาจารย์แล้ว แต่ในโลกหมอกราตรีอันไร้ขอบเขต เขาก็ยังคงรู้สึกว่าตัวเองช่างเล็กกระจ้อยร่อย เบื้องหน้ายังมีหนทางอีกยาวไกลให้ก้าวเดิน
"ผู้อาวุโสเตา ด้านหลังมีใครสะกดรอยตามข้ามาหรือไม่ขอรับ?" ฉินหมิงเอ่ยถาม
ใกล้จะเดินทางไกล เขาเข้าสู่สภาวะรู้แจ้งทางจิตใจ เจตจำนงพลังจิตกระโดดขึ้นไปบนสะพานสีทอง ตรวจสอบไปทั่วทั้งแปดทิศอย่างละเอียด สัมผัสหาดูว่ามีอันตรายใดแอบแฝงอยู่หรือไม่
เฒ่าเตาเอ่ย "ไม่พบสิ่งใดเลย"
ฉินหมิงทอดสายตามองเส้นทางเบื้องหน้า ความมืดมิดยามค่ำคืนดิ่งลึกยิ่งขึ้น มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด ทั้งเวิ้งว้างและลึกล้ำสุดหยั่ง ไร้ขอบเขตจำกัด เมื่อนำเยี่ยโจวอันกว้างใหญ่ไพศาลมาเทียบกันแล้ว ก็เป็นได้แค่น้ำหยดเดียวในมหาสมุทรเท่านั้น
ไร้สุ้มไร้เสียง เขาดิ่งทะยานลงไปเบื้องล่าง พุ่งเข้าสู่ประตูหมอกราตรีบานหนึ่ง และหายตัวไปจากตรงนั้น
ในอดีต ณ วัดโบราณกลางป่าโลหิต ฉินหมิงมองผ่านม่านแสงที่กระเพื่อมไหวในสระบัว สนทนาข้ามมิติกับเสี่ยวอู๋และเซี่ยงอี้อู่ เขาได้สอบถามเส้นทางการเดินทางของพวกนั้นจนกระจ่างแล้ว
"ทิศตะวันตกเฉียงใต้ หลุดพ้นจากเขตแดนที่เมืองอวี้จิงปกครอง" ฉินหมิงอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ สองคนนี้ช่างหนีเก่งซะจริงๆ
สาเหตุหลักเป็นเพราะ ขั้วอำนาจเก่าบนสวรรค์ในอดีตได้ทำการปิดผนึกสวรรค์สร้างความวุ่นวาย ทั้งยังหวังจะจับตัวบรรดาอัจฉริยะไป จึงบีบให้สองคนนั้นต้องหนีเตลิดไปไกลแสนไกลขนาดนั้น
เซี่ยงอี้อู่กับเสี่ยวอู๋ไม่อยากถูกลักพาตัวขึ้นสวรรค์ หลังจากทั้งสองเลือกทิศทางได้แล้ว ก็มุดผ่านประตูหมอกราตรีบานแล้วบานเล่า สับตีนแตกหนีตายมุ่งหน้าไปแดนไกลอย่างไม่หยุดหย่อน วิ่งซะจนตัวเองก็แทบจะหลงทางอยู่รอมร่อ
หลังจากฉินหมิงเดินออกจากประตูหมอกราตรี ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือพายุคลั่งม้วนตัว ทรายสีเหลืองปลิวว่อนเต็มฟ้า สถานที่แห่งนี้ไม่ได้มืดมิดเลย ตรงกันข้าม บ่อน้ำพุเพลิงกลับแผ่ขยายไปทั่วทั้งทะเลทราย
สภาพแวดล้อมที่นี่เลวร้ายเกินไปจริงๆ เม็ดทรายซัดกระหน่ำใส่หน้า ดังเปรี๊ยะๆ! หากไม่มีปราณแสงสวรรค์คุ้มกายล่ะก็ คงไม่ต่างอะไรกับการโดนตบหน้าฉาดใหญ่
ท่ามกลางผืนทราย แมงป่องสีฟ้าขนาดเท่าฝ่ามือ ตัวใสกระจ่างดั่งหยกแกะสลัก ชูหางตะขอขึ้นสูงลิ่ว แผ่ซ่านกลิ่นอายอันตรายออกมา
ไกลออกไปมีเสียงกระพือปีกพรึบพรับดังมา ท่ามกลางเนินทรายมีนกประหลาดหน้าตาคล้ายไก่ป่ามุดพรวดขึ้นมาจากดิน ความเร็วของมันดุจดั่งสายฟ้าสีเหลืองอ่อน พุ่งเข้าสับแมงป่องพิษตายรวดเดียวห้าตัว สุดท้ายก็เรอออกมาอย่างอิ่มหนำสำราญ แล้วมุดกลับลงดินไปอีกครั้ง
ที่นี่ยังคงอยู่ในเขตแดนของเมืองอวี้จิง ทว่าฉินหมิงกลับไม่เคยได้ยินชื่อสถานที่แห่งนี้มาก่อนเลย ตามปกติแล้ว อย่างน้อยก็ต้องผ่านประตูหมอกราตรีต่อเนื่องกันนับสิบกว่าบาน ถึงจะหลุดพ้นจากเขตปกครองของเมืองอวี้จิงได้
หากเดินเท้าเอา ระยะห่างระหว่างประตูหมอกราตรีที่อยู่ใกล้เคียงกันนั้น มีตั้งแต่ห้าแสนหกหมื่นลี้ไปจนถึงหนึ่งล้านสองแสนลี้ มันช่างทำให้คนปวดเศียรเวียนเกล้าเสียจริงๆ
ฉินหมิงตามหาอยู่นาน ในที่สุดก็พบประตูหมอกราตรีที่มุ่งหน้าไปยังแดนไกลตรงบริเวณรอบนอกของทะเลทรายแห่งนี้ เขาจึงออกเดินทางอีกครั้ง
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเดินทางผ่าน "อุโมงค์" ที่เกิดจากรอยแยกมิติยุคโบราณต่อเนื่องกันถึงหกเส้น ข้ามไปยังดินแดนที่มีหิมะตกหนักราวกับขนห่านปลิวว่อน
ที่นี่ยังคงเป็นเขตปกครองของเมืองอวี้จิง เยี่ยโจวเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว แต่ที่นี่กลับเป็นฤดูหนาวอันเหน็บหนาว น้ำแข็งเกาะกุมแช่แข็งอาณาเขตกว้างขวางนับแสนลี้
"ที่นี่แหละ มีประตูหมอกราตรีโบราณบานหนึ่ง สามารถเคลื่อนย้ายข้ามระยะทางไกลลิบลิ่วได้ พาออกจากเขตแดนเมืองอวี้จิงได้โดยตรง" ฉินหมิงเริ่มลงมือค้นหา
ในตอนนี้ ความจริงแล้วเขายังคงอยู่ใจกลางเมืองอวี้จิง เพิ่งจะเดินทางมาได้เพียงครึ่งทางเท่านั้น แต่หากเข้าสู่อุโมงค์มิติพิเศษเส้นนั้นได้ ก็จะสามารถจากไปได้ไกลลิบอย่างแท้จริง
ท่ามกลางความหนาวเหน็บ บนทุ่งน้ำแข็งกลับมีพื้นที่ที่เต็มไปด้วยสีสันสดใสของดอกไม้ ป่าไม้ร่มรื่น ดอกไม้ใบหญ้าเขียวขจี เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต นั่นก็เพราะกลุ่มบ่อน้ำพุเพลิงในที่แห่งนี้คุกรุ่น หล่อเลี้ยงพืชพรรณที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับความหนาวเหน็บได้
สิ่งที่เรียกว่าฤดูร้อนของที่นี่ ก็มักจะมีเกล็ดหิมะเล็กๆ โปรยปรายลงมาเสมอ นานๆทีจะมีฝนตกสักครั้ง ซึ่งถือเป็นทิวทัศน์ที่หาดูได้ยากยิ่ง
เฒ่าเตาเอ่ย "ที่นี่มีไหมหิมะ มองเผินๆ เหมือนสายพันธุ์ธรรมดา แต่สิ่งมีชีวิตชนิดนี้ไม่มีขีดจำกัดสูงสุด ในยุคโบราณกาล เคยมีไหมหิมะระดับเซียนสวรรค์ขอบเขตที่แปด เส้นไหมที่มันพ่นออกมาคือวัสดุชั้นยอดสำหรับหลอมสร้างเสื้อเกราะคุ้มกาย"
ท่ามกลางหิมะและน้ำแข็ง บนพืชพรรณเขียวขจี นานๆ ครั้งจะมองเห็นตัวหนอนสีขาวอวบอ้วน
ฉินหมิงยื่นมือไปแตะ ทันใดนั้นมันก็ดีดตัวพุ่งพรวดออกไป ทิ้งรอยแสงสีเงินจางๆ ไว้ในหมอกราตรี ในบรรดาสิ่งมีชีวิตขอบเขตใหญ่ที่สอง ความเร็วของมันนับว่าเร็วมากแล้วจริงๆ
เฒ่าเตาเอ่ย "นี่คือฝูงไหมหิมะที่เสื่อมถอยแล้ว ในป่ากว้างใหญ่แห่งนี้ ตัวที่แข็งแกร่งที่สุดก็อยู่แค่ขอบเขตใหญ่ที่สามเท่านั้น เมื่อนานมาแล้ว มีร่องรอยว่าเคยมีคนเลี้ยงดูพวกมันด้วย"
ก็เหมือนกับตำหนักดุสิต ที่เคยเลี้ยงไหมเพลิงและไหมทองคำไว้เป็นจำนวนมาก ในยุคที่ดินแดนระดับสูงสุดเช่นนี้รุ่งเรืองถึงขีดสุด พวกเขาถึงขั้นเคยเลี้ยงแม่พันธุ์ไหมระดับเซียนสวรรค์มาแล้ว
ไม่นานนัก ฉินหมิงก็ค้นพบซากปรักหักพังของวัดโบราณแห่งหนึ่ง
"ดูเหมือนว่า ปีนั้นจะมีพระจากวัดต้าเหลยอินเข้ามาในเขตแดนเมืองอวี้จิง พำนักอยู่ที่นี่เป็นเวลานาน และได้เลี้ยงฝูงไหมหิมะเอาไว้"
สิ่งก่อสร้างล้วนพังทลายลงไปนานแล้ว เศษซากปรักหักพังถูกฝังอยู่ใต้หิมะและน้ำแข็ง มีเพียงกำแพงที่หักพังไม่กี่ด้านยังคงตั้งตระหง่านอย่างดื้อรั้น นี่เป็นเพราะยังมีรอยสลักค่ายกลหลงเหลืออยู่ มิเช่นนั้นมันคงมลายหายไปนานแล้ว
เพราะอย่างไรเสีย นี่ก็คือร่องรอยที่หลงเหลือมาจากเมื่อหลายพันปีก่อน
ฉินหมิงเอ่ย "ไหมหิมะนี่ก็นับว่าเป็นแมลงประหลาดใช่ไหมขอรับ ในเมื่อมันสามารถเติบโตไปถึงขอบเขตใหญ่ที่แปดได้ แล้วมันกินได้ไหมล่ะ?"
"ไม่เคยได้ยินมาก่อน ล้วนเลี้ยงเพื่อเอาเส้นไหมทั้งนั้น!" เฒ่าเตาเอ่ย
ฉินหมิงขุดซากวัดร้างขึ้นมา ใช้การสั่นพ้องทางจิตวิญญาณอย่างละเอียด แต่กลับไม่พบอะไรเลย ที่แท้อารมณ์อันเข้มข้นที่คนในประวัติศาสตร์หลงเหลือไว้ ก็มีวันจางหายไปเช่นกัน
จนกระทั่งเขาสัมผัสโดนเศษซากระฆังสำริดชิ้นหนึ่ง จึงได้ลอบมองเห็นเรื่องราวในอดีตอันแสนไกล ได้ยินเสียงระฆังดังหง่างเหง่งกังวานแว่วมา
พระชราในชุดจีวรสีเหลือง ดวงตาสว่างไสวดั่งตะเกียงทองคำ คิ้วสีขาวเลิกขึ้นสูง มือประคองระฆังใบใหญ่ ต่อต้านศัตรูผู้แข็งแกร่งบนท้องฟ้า ทว่าเขากับระฆังกลับแตกสลายอย่างรวดเร็ว ระเบิดตู้ม! เป็นผุยผง
ในช่วงเวลาสุดท้าย ฉินหมิงมองเห็นระลอกคลื่นสีเงินกระเพื่อมไหว วัดทั้งแห่งระเบิดกระจายตามไปด้วย จากนั้น...ก็ไม่เหลืออะไรอีกเลย
ฉินหมิงตระหนักได้ว่า นั่นคือสนามพลังจิตสีเงินที่มีรูปลักษณ์ แปรสภาพออกมาอย่างแท้จริง บิดเบือนมิติในสถานที่แห่งนี้จนพังทลาย ทุกสิ่งทุกอย่างแหลกละเอียดเป็นจุล
หากไม่มีค่ายกลระดับสูงสุด ที่นี่คงพังถล่มกลายเป็นห้วงเหวลึกไปแล้ว
ฉินหมิงทอดถอนใจ "ยุคโบราณน่ากลัวจริงๆ เอะอะก็เป็นยอดฝีมือระดับเซียนปฐพีลงมือ ต่อให้เจอเซียนสวรรค์เข้า ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้"
ลองคิดดูดีๆ เขาคิดว่าปัจจุบันนี้ยังดีกว่า ในฐานะปรมาจารย์ ก็สามารถเดินทางข้ามทวีปได้แล้ว ทุกวันนี้ผู้แข็งแกร่งล้วนป่วยหนัก ไม่ได้รับอิสระ
สภาพแวดล้อมอันโหดร้ายเช่นนี้ กลับเหมาะกับเขาเป็นอย่างยิ่ง
มิเช่นนั้น หากเป็นในยุคโบราณ ปรมาจารย์เดินทางไกลเพียงลำพัง อาจจะโดนนกยักษ์ขอบเขตใหญ่ที่หกที่กำลังบินผ่านท้องฟ้ายามราตรี โฉบคาบไปกินเป็นของว่างในคำเดียวก็เป็นได้
วันรุ่งขึ้น ฉินหมิงค้นพบประตูหมอกราตรีโบราณสุดพิเศษบานนั้นบนทุ่งน้ำแข็ง เมื่อก้าวข้ามที่แห่งนี้ไป ก็จะถือเป็นการจากลาเขตปกครองของเมืองอวี้จิงอย่างแท้จริง
พริบตาต่อมา ฉินหมิงก็เข้าสู่ดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งหนึ่ง
ป่าดงดิบไร้ขอบเขต เทือกเขาทอดยาวสลับซับซ้อนไม่ขาดสาย นกนักล่ายักษ์บินโฉบผ่านราวกับเมฆดำทะมึน มุ่งหน้าไปยังแดนไกล ก่อให้เกิดกระแสลมรุนแรงกวาดล้างอยู่บนพื้นดิน
"นี่มันดินแดนบ้าอะไรเนี่ย?" ฉินหมิงพบว่า เห็ดต้นหนึ่งที่อยู่ข้างๆเขายังสูงกว่าเขาเสียอีก หากมันอวบอ้วนกว่านี้อีกสักหน่อย ก็สามารถเจาะรูตรงกลาง ทำเป็นบ้านเห็ดได้สบายๆ เลย
เขามั่นใจแล้วว่า หลุดพ้นจากเขตแดนเมืองอวี้จิงแล้วจริงๆ เพราะร่องรอยวิถีเต๋าเปลี่ยนไปแล้ว เปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก หากเปลี่ยนเป็นปรมาจารย์ที่แก่ชราสักคนมาที่นี่ล่ะก็ คงได้กระอักเลือดเป็นแน่แท้
การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมในการฝึกฝน มีอานุภาพทำลายล้างต่อสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมดาเป็นอย่างมาก
ฉินหมิงสูดลมหายใจเข้าลึก โคจรพลังอยู่ครู่หนึ่ง เขาพบว่าสามารถปรับตัวได้ ใช้เวลาอีกไม่นานก็คงจะกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับฟ้าดินแห่งนี้ได้
เฒ่าเตากล่าวเตือน "มีข่าวลือว่า ในส่วนที่ค่อนข้างลึกของโลกหมอกราตรี มียอดฝีมือไร้เทียมทานเริ่มลงมือวิจัยแล้ว ว่าจะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่ร่องรอยวิถีเต๋าแปรปรวนอย่างสมบูรณ์ได้อย่างไร"
ถึงขั้นมีคนวิจัยวิธีหยิบยืมกระแสฟ้าดิน อาจจะสร้างสรรค์สุดยอดเคล็ดวิชาที่น่าสะพรึงกลัวขึ้นมาได้
ฉินหมิงได้ฟังดังนั้น จึงเอ่ยว่า "ใช้ประโยชน์จากการขึ้นลงของร่องรอยวิถีเต๋า ภายใต้สถานการณ์ที่สามารถประคองตัวเองให้มั่นคงได้ ก็ชักนำกระแสน้ำขึ้นน้ำลงของลิขิตสวรรค์ โจมตีศัตรูที่อยู่ในจุดตกต่ำจากจุดสูงสุดของเกลียวคลื่น"
เฒ่าเตาพยักหน้า เอ่ยว่า "ถูกต้อง หลักการไม่ได้ยากอะไร แต่การจะทำยังไงให้ตัวเองไม่ได้รับบาดเจ็บจากการขึ้นลงของร่องรอยวิถีเต๋า นั่นแหละคือปัญหาใหญ่"
มหาสมุทรร่องรอยวิถีเต๋าสาดซัดเทียมฟ้า สายฟ้าแห่งกฎเกณฑ์คลุ้มคลั่งอยู่กลางนภา ยามที่อสนีบาตแห่งกฎเกณฑ์ฟาดฟันลงมา สัตว์ยักษ์และสิ่งมีชีวิตระดับสุดยอดทั้งหมดบนโลก ล้วนกลายเป็นเป้าหมายที่ชัดเจนที่สุด
ฉินหมิงหยุดพักชั่วคราว โคจรกลืนกินร่องรอยวิถีเต๋าอย่างไม่หยุดหย่อน ในที่สุดก็เข้ากันได้กับดินแดนแห่งนี้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีความรู้สึกอึดอัดขัดข้องอีกต่อไป
ท่ามกลางท้องฟ้ายามราตรี มีเส้นเพลิงสายหนึ่งพาดผ่าน มันคือนกตัวหนึ่ง ความเร็วของมันเร็วเกินไป จนก่อเกิดเป็นกลุ่มเมฆคลื่นเสียงทรงกรวย ตัวมันเองราวกับเป็นกลุ่มเปลวเพลิงเรืองรอง
"นกประหลาดสีดำทะมึน แผ่ซ่านเพลิงหลีทักษิณออกมา อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่"
ฉินหมิงประหลาดใจ เพิ่งจะมาถึงต่างถิ่น ก็ได้เห็นสัตว์ประหลาดระดับนี้เข้าให้แล้ว ฟ้าดินแห่งนี้ช่างมีอันตรายอยู่บ้างจริงๆ
เฒ่าเตาเอ่ย "นกวิบัติทักษิณ สถานที่ที่มันบินผ่านมักจะไม่ค่อยสงบสุขนัก แต่ดูจากสภาพของมันแล้ว ความโชคร้ายน่าจะตกอยู่ที่ตัวมันเองมากกว่า เน่าเปื่อยและแก่หง่อมเกินไป คงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่ปีแล้วล่ะ"
ในยุคสมัยนี้ ไม่ใช่ผู้แข็งแกร่งทุกคนจะสามารถค้นพบปราณไท่ชู มาช่วยพยุงรักษาสภาพของตัวเองได้
นี่คือ "ทุ่งเถื่อน" ที่ค่อนข้างป่าเถื่อนและดึกดำบรรพ์ ไม่มีดินแดนระดับสูงสุด และไม่มีขุมกำลังอำนาจระดับสุดยอดเข้ามาครอบครอง สิ่งมีชีวิตที่นี่จึงไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับปราณเสวียนหวงและอื่นๆ
นกวิบัติทักษิณเดินทาง ขุนเขาเงียบสงัด สัตว์ประหลาดนานาชนิดไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงๆ ขนนกสีดำทะมึนเส้นหนึ่งร่วงหล่นลงมาจากตัวมัน ร่วงหล่นลงเบื้องหน้าฉินหมิงในระยะไม่ไกลนัก
พื้นดินไหม้เกรียมในทันที ราวกับแปดเปื้อนโชคร้าย ต้นไม้ใบหญ้าในละแวกนั้นเหี่ยวเฉาลงในพริบตา กลายเป็นซูบซีดไร้เรี่ยวแรง
"ออกมาเถอะ หุ่นหมายเลขสอง" ฉินหมิงใช้การสั่นพ้องทางจิตวิญญาณ หุ่นหมายเลขสองเบิกตาโพลงขึ้นมาทันที
ในเมื่อดินแดนแห่งนี้มีปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ การเดินทางในยามวิกาลเช่นนี้ เขายังคงต้องระมัดระวังตัวสักหน่อย
หุ่นหมายเลขสองจำเป็นต้องเดินนำหน้า กลายเป็นนักสำรวจแห่งโลกใบใหม่
เฒ่าเตาเงียบกริบ ยังจะพูดอะไรได้อีก?
แม้ว่ามันจะนึกไม่ออกว่าคนผู้นี้คือใครกันแน่ แต่มองแล้วคุ้นหน้าคุ้นตา ยิ่งไปกว่านั้น คนผู้นี้ยังสามารถยืนหยัดเทียบเคียงกับท่านประธานที่ฟื้นคืนชีพ และจักรพรรดิแมลงยุคใดสักยุคที่แผ่ซ่านความชั่วร้ายทะลุฟ้าได้ ฐานะย่อมต้องสูงส่งจนน่าสะพรึงกลัวอย่างแน่นอน
ทว่า "หุ่นหมายเลขสอง" ในตอนนี้ กลับต้องมาทำงานกรรมกร กลายเป็นคนนำทางซะงั้น
เฒ่าเตาเอ่ยเสียงแผ่ว "เจ้าให้เขาไปนำทาง ทำแบบนี้มันจะดีเหรอ?"
ฉินหมิงเอ่ย "ให้เจ้าแมลงน้อยทำเรื่องแบบนี้ ยิ่งไม่ดีเข้าไปใหญ่"
จากนั้น เขาก็ถอนหายใจ เอ่ยว่า "ราศีของเจ้าแมลงน้อยนี่มันไม่เหมือนใครจริงๆ เดินตามถนนอาจจะโดนหมั่นไส้เอาได้ง่ายๆ ต่อให้เปลี่ยนหน้าตาก็ไม่ได้ผล ความชั่วร้ายแผ่ซ่านออกมาจากร่างไม่หยุดหย่อน ส่วนท่านประธานก็ฟื้นคืนชีพแล้ว ข้าจะไปใช้งานนางทุกเรื่องก็คงไม่ดีนัก"
เฒ่าเตาบ่นในใจ: ข้าหมายความแบบนั้นเรอะ?
ฉินหมิงเอ่ย "ในยุคสมัยที่มองกันที่หน้าตา บางครั้งต่อให้ท่านพยายามแทบตาย ก็ใช่ว่าจะสู้พวกที่ใช้หน้าตาเบิกทางได้หรอก ไปกันเถอะ"
ด้วยเหตุนี้ หุ่นหมายเลขสองจึงเดินนำหน้า ค้นหาวัดโบราณแห่งนั้นอย่างเงียบเชียบ
ส่วนฉินหมิงก็เดินตามอยู่ห่างๆ รักษาระยะห่างให้ไกลพอสมควร
นี่ก็ถือเป็นประสบการณ์ครั้งแรกในการผจญภัยเพียงลำพังในโลกหมอกราตรีอันไร้ขอบเขต หลังจากที่เขาห่างไกลจากเมืองอวี้จิง ระมัดระวังตัวไว้บ้างก็ไม่เสียหาย
ความมืดมิดยามค่ำคืนดิ่งลึก หุ่นหมายเลขสองก้มหน้าก้มตาเดิน ฉินหมิงก็เดินตามไปอย่างไม่ช้าไม่เร็ว
ไม่นานนัก ฉินหมิงก็พบว่าสถานการณ์ชักจะทะแม่งๆ บรรยากาศผิดปกติ ที่สุดปลายขอบฟ้า มีฝูงนกประหลาดปรากฏตัวขึ้น คล้ายกับกำลังหนีตาย
ต่อมา ในส่วนลึกของเทือกเขา ก็เกิดความโกลาหลครั้งใหญ่
ทันใดนั้น ลำแสงสีทองก็พุ่งทะลุฟ้า หมอกแสงสาดซัด สิงโตทองคำตัวหนึ่งส่ายหัวแกว่งหาง พุ่งพรวดออกมาจากส่วนลึกของป่า จากนั้นก็มุ่งหน้าตามทิศทางที่นกวิบัติทักษิณจากไป
"สัตว์ประหลาดระดับปรมาจารย์ขั้นกลาง"
ในยุคสมัยนี้ ในบรรดาสิ่งมีชีวิตที่สามารถปรากฏตัวได้ตามปกติ และสามารถลงมือได้อย่างอิสระ ปรมาจารย์ขอบเขตใหญ่ที่ห้าก็นับว่าเป็นพลังรบระดับสูงมากๆ แล้ว
ฉินหมิงเผยสีหน้าประหลาดใจ เอ่ยว่า "เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงแห่กันไปทางนั้นหมดล่ะ?"
เรียกได้ว่า ทั้งนกวิบัติทักษิณและสิงโตทองคำ ต่างก็เป็นปีศาจระดับสุดยอดในดินแดนแห่งนี้ สามารถปกครองอาณาเขตของตัวเองได้เลยทีเดียว
ในขณะที่ฉินหมิงกำลังครุ่นคิด กระบวนการสั่นพ้องทางจิตวิญญาณกับหุ่นหมายเลขสองก็เริ่มหยาบกระด้างขึ้นมา เขาใจลอยจนเกือบจะเดินชนต้นไม้ใหญ่ข้างทางเข้าให้แล้ว
"เกิดอะไรขึ้น ภูเขาข้างหน้ากำลังสั่นไหว ภูเขาถล่ม... ไม่สิ"
หุ่นหมายเลขสองเบิกเนตรสวรรค์ขึ้นมาทันที เมื่อมองเห็นสถานการณ์อย่างชัดเจน ก็รีบหันหลังกลับวิ่งหนีหน้าตั้ง ทั้งยังกลั้นหายใจราวกับเห็นผี โกยอ้าวหนีไปอย่างรวดเร็ว
เขาคิดว่านั่นคือภูเขาลูกหนึ่ง ที่ไหนได้ มันคือก้นอันเบ้อเริ่มเทิ่ม นี่มันสัตว์ประหลาดตัวสูงแค่ไหนกันเนี่ย? แค่นั่งยองๆอยู่ตรงนั้น ก็ขนาดพอๆ กับภูเขาทั้งลูกแล้ว
ที่สำคัญที่สุดคือ สัตว์ประหลาดตัวนั้นกำลังปลดทุกข์อยู่ โคตรจะน่าขยะแขยง
เสียงตู้ม! ดังสนั่น ก้อนขี้ก้อนเบ้อเริ่มร่วงหล่นลงมาจากกลางอากาศ
ป่าไม้ถูกทับจนแหลกเป็นแถบ นกและสัตว์ป่าในละแวกนั้นจำนวนมาก ไม่รู้ว่าถูกกลิ่นเหม็นเน่ารมจนต้องวิ่งหนี หรือโดนทับจนบาดเจ็บแล้วตกใจหนีไปกันแน่ สภาพวุ่นวายเละเทะไม่มีชิ้นดีเลยทีเดียว
ฉินหมิงรออยู่ห่างๆ มองเห็นหุ่นหมายเลขสองเคลื่อนย้ายพริบตากลับมา
เขาพูดไม่ออกจริงๆ เพิ่งจะมาถึงโลกใบใหม่ ก็ได้มาเป็นประจักษ์พยานความหลากหลายทางชีวภาพซะแล้ว
เฒ่าเตาเอ่ย "นี่คือบุตรแห่งปฐพีที่ฟักตัวล้มเหลว"
ตามที่มันเล่ามา สัตว์ประหลาดรูปร่างมนุษย์ที่ยืนตระหง่านสูงกว่าพันเมตรอยู่เบื้องหน้านั้น คือสิ่งมีชีวิตที่ถูกฟักออกมาจากจุดชีพจรลับของปฐพี หากมีพลังวิเศษแต่กำเนิดอัดแน่นเต็มเปี่ยม ในท้ายที่สุดก็สามารถกลายเป็นเทพสวรรค์ได้
ตัวที่อยู่ตรงหน้านี้ เห็นได้ชัดว่าโตไม่เต็มที่ ทั้งยังคลอดก่อนกำหนด มีขนสีขาวปกคลุมเต็มตัว กายเนื้ออาจจะน่าสะพรึงกลัว แต่สนามพลังจิตกลับค่อนข้างอ่อนแอ
ในด้านพละกำลัง มันสามารถใช้มือเปล่าฉีกร่างมังกรบินได้ ทว่า หากมุ่งโจมตีไปที่สนามพลังจิตของมัน แค่ปรมาจารย์ธรรมดาๆ ก็เพียงพอแล้ว
ฉินหมิงยิ่งระมัดระวังตัวมากขึ้น ต้องให้หุ่นหมายเลขสองเดินนำทางไปก่อน โลกใบใหม่ที่อธิบายไม่ได้แห่งนี้ มันอันตรายเกินไปจริงๆ เผลอแค่นิดเดียว ก็อาจจะโดน "นางฟ้าประทานพร(ขี้รดหัว)" เข้าให้ได้
"เหม็นชะมัด ทางเข้าบ้านโดนอุดหมดแล้ว แม่งเอ๊ย..." ฝูงหนูผีส่งเสียงร้องจี๊ดๆ แต่ละตัวสูงเท่าคน พุ่งพรวดออกมาจากทางออกอีกทางราวกับหนีตาย ทั้งหมดต่างก็ยืนสองขาโกยอ้าวหนีไป
เดิมทีตามข้อมูลที่ได้รับมาจากเสี่ยวอู๋และเซี่ยงอี้อู่ ฉินหมิงคาดคะเนว่าคงต้องใช้เวลาค้นหาอีกหลายวัน ถึงจะหาวัดโบราณแห่งนั้นพบ
เพราะสถานที่แห่งนั้นค่อนข้างไกล ทั้งยังซ่อนเร้นอย่างมิดชิด
แต่ทว่า ระหว่างที่ฉินหมิงกำลังเดินทาง เขาได้จับสัตว์ประหลาดภูเขามาบางตัว แล้วใช้การสั่นพ้องกับความคิดของพวกมัน ทำให้ได้รับข่าวสารชิ้นหนึ่ง ช่วยร่นระยะเวลาในการค้นหาลงไปได้มาก
"ไกลออกไป มีดินแดนศักดิ์สิทธิ์ผู้ทรงศีลเปล่งแสงสว่าง บรรดาบรรพบุรุษต่างก็ตื่นตกใจ ตอบรับเสียงเพรียกหาที่มองไม่เห็น มุ่งหน้าไปแสวงบุญ"
ใน "ทุ่งเถื่อน" ที่ความมืดมิดยามค่ำคืนหนาทึบเช่นนี้ สิ่งที่เรียกว่าบรรพบุรุษ ก็หมายถึงปรมาจารย์ พวกเขาแข็งแกร่งพอที่จะกลายเป็นราชันย์ปีศาจผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาเขต ปกครองเมืองของสัตว์ประหลาดได้มากมายหลายแห่ง
ส่วนเผ่ามนุษย์สายเลือดแท้ล่ะ? ดินแดนแห่งนี้ดูเหมือนจะไม่มีเลย
"ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ผู้ทรงศีล ในยุคโบราณกาลเคยมีพระโพธิสัตว์สถิตอยู่ ต่อมาไม่รู้ว่าทำไมถึงค่อยๆ ละทิ้งสถานที่แห่งนั้นไป นับวันยิ่งรกร้างว่างเปล่า จนท้ายที่สุดก็ล่มสลายลงอย่างสมบูรณ์"
ฉินหมิงตระหนักได้ว่า นั่นน่าจะเป็นจุดหมายปลายทางของตน วัดโบราณที่เป็นที่หยั่งรากของบัวดำวัฏสงสาร
"ถึงกับเคยมีพระโพธิสัตว์สถิตอยู่ แล้วสัตว์ประหลาดระดับปรมาจารย์แถวนี้ ทำไมถึงต้องไปแสวงบุญด้วยล่ะ?" ฉินหมิงเอ่ยถามลิงเฒ่าตัวหนึ่ง
"ไม่เคยได้ยินหรือไง? ตีนเขาหลิงซาน(ภูเขาศักดิ์สิทธิ์) มักมีปีศาจชุกชุม วิหารศักดิ์สิทธิ์อันเจิดจรัสในอดีต อารามพระโพธิสัตว์ ย่อมต้องมีการเลี้ยงดูปีศาจผู้ยิ่งใหญ่บางตัวเอาไว้เป็นพาหนะ และผู้พิทักษ์วัชระ เป็นต้น"
ตามที่ลิงเฒ่าบอก พระโพธิสัตว์จากไป พระอรหันต์หายสาบสูญ ปีศาจใหญ่ที่ถูกเลี้ยงดูเหล่านั้นจำนวนไม่น้อยต่างก็กลับคืนสู่ป่าลึก ในบรรดาปรมาจารย์ที่กำลังมุ่งหน้าไปในตอนนี้ มีทั้งทายาทของพาหนะพระโพธิสัตว์ และผู้สืบสายเลือดของผู้พิทักษ์วัชระรวมอยู่ด้วย
ฉินหมิงพยักหน้า เอ่ยว่า "หากไม่มีอะไรผิดพลาด เบื้องหน้าก็คือวัดโบราณที่ข้ากำลังตามหาอยู่นั่นแหละ ไม่ผิดแน่"
ในขณะเดียวกัน เขาก็อดเป็นห่วงไม่ได้ เสี่ยวอู๋และเซี่ยงอี้อู่ที่อยู่ในสระเจ็ดสมบัติภายในวัดโบราณแห่งนั้น จะได้รับผลกระทบและถูกลากเข้าไปพัวพันด้วยหรือไม่?
หุ่นหมายเลขสองเร่งความเร็วในการนำทาง เคลื่อนย้ายพริบตามุ่งหน้าต่อไป
ฉินหมิงตามไปติดๆ ในที่สุด พวกเขาก็ต้องงัดเอาสะพานทองคำฮุ่นหยวนออกมาใช้ พาดข้ามไปจนสุดขอบฟ้า เร่งรุดไปถึงดินแดนที่รายล้อมไปด้วยแสงสีทอง
พูดให้ชัดก็คือ นั่นคือแสงแห่งพุทธะที่กำลังสาดส่อง ปกคลุมวัดโบราณอันผุพังแห่งหนึ่งเอาไว้
กำแพงวัดแห่งนี้พังครืน ตำหนักและสิ่งปลูกสร้างมากมายล้มระเนระนาด หญ้าคาขึ้นรกชัฏไปทั่วบริเวณ ทว่ากลับดูศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างยิ่ง บัดนี้ถูกแสงแห่งพุทธะอาบไล้จนท่วมท้น
ฉินหมิงเก็บสะพานทองคำฮุ่นหยวนตั้งแต่ยังอยู่ห่างออกไปไกลลิบ แล้วค่อยๆ ลอบเข้าไปใกล้เงียบๆ
จากนั้น รูม่านตาของเขาก็หดเกร็ง ภายนอกซากปรักหักพังนั้น ปีศาจระดับปรมาจารย์หลายตนกำลังก้าวเดินพร้อมกับคุกเข่าโขกศีรษะ ราวกับกำลังแสวงบุญ ค่อยๆ เข้าใกล้วัดโบราณแห่งนั้น
ฉินหมิงประหลาดใจ ลอบครุ่นคิดในใจ เวลาผ่านไปหลายพันปี ไม่ใช่พาหนะของพระโพธิสัตว์ หรือผู้พิทักษ์วัชระในอดีตอีกต่อไปแล้ว เป็นแค่ลูกหลานเท่านั้น ทำไมถึงยังมีความศรัทธาอย่างแรงกล้าเช่นนี้อีก?
ในบรรดานั้น มีทั้งช้างเผือกหกงา สิงโตทองคำ และอื่นๆ อีกมากมาย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีนกวิบัติทักษิณระดับปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ตัวนั้นรวมอยู่ด้วย
นกวิบัติทักษิณจำแลงร่างเป็นมนุษย์ แผ่นหลังมีปีกสีดำทะมึน ยังคงมีศีรษะเป็นนก ดวงตาแก่ชราขุ่นมัว มันคุกเข่ากราบกรานอยู่หน้าประตูวัดที่พังทลายลงมาแล้ว
พระชราที่อาบไล้ไปด้วยแสงแห่งพุทธะเลือนรางรูปหนึ่งเดินออกมา ประคองมันให้ลุกขึ้นด้วยตัวเอง เอ่ยว่า "ในอดีต แม้ผู้พิทักษ์ข้างกายพระโพธิสัตว์จะล่วงลับไปแล้ว แต่พวกเจ้าในฐานะลูกหลาน ในชาตินี้ย่อมยังคงสามารถเป็นผู้พิทักษ์วัชระของนิกายเราได้"
นกวิบัติทักษิณเอ่ย "น่าเสียดาย ที่ข้าชีวิตใกล้จะหาไม่แล้ว อายุขัยเหลืออีกไม่มาก ไม่อาจปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมฟ้าดินที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงนี้ได้ ถูกร่องรอยวิถีเต๋ากระแทกจนสูญเสียพลังปราณต้นกำเนิดไปอย่างหนัก"
พระชราเอ่ย "ไม่เป็นไร ในเมื่อเปลี่ยนศาสนามาเข้าร่วมนิกายของเรา ภายใต้แสงแห่งพุทธะที่สาดส่อง วัดต้าเหลยอินสามารถสลายเคราะห์กรรมให้เจ้าได้"
นกวิบัติทักษิณเผยรอยยิ้มออกมาทันที ระดับพลังของมันสูงกว่าพระชราเสียอีก แต่กลับทำตัวต่ำต้อยนอบน้อม ตอนนี้ถึงขั้นประนมมือ คารวะวัดโบราณอีกครั้ง
ในที่สุดฉินหมิงก็เข้าใจแล้ว ว่าเหตุใดเวลาผ่านไปหลายพันปี ปีศาจใหญ่ที่เป็นลูกหลานเหล่านี้ถึงยังมาแสวงบุญ ที่แท้ก็มีสิ่งที่ปรารถนานี่เอง มิเช่นนั้นใครจะยอมก้มหัวให้คนอื่นกันล่ะ
ภายในวัดโบราณ เสียงสวดมนต์ดังกังวานเป็นระลอก ยิ่งดูสงบและศักดิ์สิทธิ์มากยิ่งขึ้น
สิ่งก่อสร้างมากมายพังทลายลงไปนานแล้ว มองปราดเดียวก็ทะลุไปถึงด้านในสุด
ฉินหมิงมองเห็นแสงแห่งพุทธะหลายสาย ท่ามกลางแสงเหล่านั้นล้วนมีสิ่งมีชีวิต นั่งขัดสมาธิอยู่ริมสระเจ็ดสมบัติ จ้องมองดอกบัวดำต้นหนึ่ง
นอกจากนี้ ยังมีปีศาจใหญ่อีกหลายตน ที่เข้าไปในวัดตั้งนานแล้ว ต่างก็นั่งนิ่งเงียบ ไม่พูดไม่จา ล้วนเป็นปรมาจารย์ที่แข็งแกร่งมากทั้งสิ้น
"ผู้ที่มีระดับการฝึกฝนสูงสุด ดูเหมือนว่าจะเป็นนกวิบัติทักษิณ กับพระชรารูปหนึ่งที่นั่งขัดสมาธิอยู่ริมบัวดำวัฏสงสาร อืมมม ไม่มีปัญหาอะไร"
ฉินหมิงเตรียมตัวเดินเข้าไป เพื่อคารวะเจ้าถิ่นอย่างเป็นมิตร
ในตอนนี้ นกวิบัติทักษิณ ช้างเผือกหกงา และสิงโตทองคำ ต่างก็จุดธูปปักลงในกระถางธูปโบราณที่แตกบิ่นหน้าวัดคนละดอก แล้วจึงเดินเข้าไปด้านใน
ฉินหมิงเก็บหุ่นหมายเลขสองเข้าไปในเศษผ้าขี้ริ้ว สาเหตุหลักคือกลัวว่าจะถูกคนจำได้
รากฐานของวัดต้าเหลยอินนั้นลึกล้ำเกินไป ดำรงอยู่มาอย่างยาวนานและเก่าแก่ เผื่อมีใครถือครองของวิเศษ แล้วสามารถแยกแยะเบื้องลึกเบื้องหลังที่แท้จริงของหุ่นหมายเลขสองได้ล่ะก็ คงจะไม่ดีแน่
จะว่าไปแล้ว ฉินหมิงกับวัดต้าเหลยอินก็ถือว่ามีความเกี่ยวพันกันอยู่บ้าง ปีนั้นตอนที่ฝึก 'คัมภีร์จักจั่นทองคำ' เปิดขุมทรัพย์ลับ มองเห็นโลกใบใหม่ เขาได้เข้าไปในดินแดนมายาที่วัดต้าเหลยอินฉายภาพออกมา และได้รับ 'คัมภีร์เทพจักจั่น' มาครอบครอง
ฉินหมิงมีจิตใจสงบนิ่งราวกับน้ำ ค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้วัดดั่งเซียนที่ถูกเนรเทศ เตรียมจะมาผูกมิตรสร้างบุญกุศลที่นี่สักหน่อย
"ประสก วัดของเราปิดประตูมาหลายพันปี ไม่ต้อนรับแขกแปลกหน้า" พระชราที่ออกมารับแขกก่อนหน้านี้เอ่ยปาก เขาคือปรมาจารย์ของแท้ ทั้งยังอยู่ในระดับขั้นกลางด้วย
ฉินหมิงเอ่ย "ไต้ซือ ท่านกล่าวผิดแล้ว หากวัดของท่านปิดเขา แล้วจะโปรดสรรพสัตว์ทั่วหล้า ชักนำเวไนยสัตว์ได้อย่างไร"
พระชราเอ่ย "พุทธองค์โปรดเฉพาะผู้มีวาสนาต่อกันเท่านั้น"
ฉินหมิงชี้ไปยังปีศาจใหญ่หลายตนที่กำลังเดินเข้าไปในส่วนลึกของวัด เอ่ยว่า "พุทธองค์ตรัสว่า สรรพสัตว์ล้วนเท่าเทียม พวกมันเข้าได้ แล้วทำไมข้าถึงมาเข้าเฝ้าพุทธองค์ไม่ได้ล่ะ? ไต้ซือ เหตุใดจึงต้องเลือกปฏิบัติ หรือว่าสิ่งมีชีวิตยังมีการแบ่งแยกชนชั้นวรรณะกันด้วย? หรือจะบอกว่า ไต้ซือคิดจะขวางกั้นระหว่างพุทธองค์กับสรรพสัตว์กันแน่"
พระชราจ้องมองเขาอยู่หลายตลบ สุดท้ายก็เผยรอยยิ้มบางๆ เชื้อเชิญให้เขาเข้าไปด้านใน เอ่ยว่า "ในเมื่อมาเข้าเฝ้าพุทธองค์ ย่อมต้องแสดงความเคารพ"
พระชราทำท่าทางเชื้อเชิญ ให้ฉินหมิงจุดธูปสักดอก
ฉินหมิงเอ่ย "ไต้ซือ ขอยืมธูปสักดอกสิขอรับ"
พระชราเอ่ย "ประสก ธูปดอกนี้ มีมูลค่าถึงหนึ่งแสนแปดหมื่นบุญวาสนา"
ฉินหมิงเอ่ยถาม "เดินผ่านประตูเข้ามาจุดธูปไหว้พระ ก็แค่ความศรัทธาอย่างหนึ่งเท่านั้น ทำไมราคาถึงแพงหูฉี่ขนาดนี้ล่ะขอรับ?"
พระชราประนมมือ เอ่ยว่า "หากใจมีศรัทธา เพียงหนึ่งความคิดบังเกิด ก็จะเกิดหนึ่งแสนแปดหมื่นบุญวาสนา สามารถเข้าเฝ้าพุทธองค์ได้"
ฉินหมิงเอ่ย "ข้ากับวัดของท่าน มีวาสนาต่อกันเริ่มจากคัมภีร์จักจั่นทองคำ วันนี้ก็ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับพิธีรีตองแล้วล่ะขอรับ ไต้ซือโปรดอย่าได้ยึดติดกับรูปลักษณ์ภายนอกเลย วันนี้ที่ข้ามาที่นี่ ก็แค่อยากจะมาผูกบุญสัมพันธ์ใหม่ก็เท่านั้น"
ปีศาจใหญ่ตนหนึ่งเอ่ยปาก "ไอ้คนเถื่อนมาจากไหนกัน ถึงกล้ามากำเริบเสิบสานในอารามพระโพธิสัตว์? ให้เจ้าจุดธูปโขกศีรษะ ก็ทำตามไปสิ แค่เคารพศรัทธาให้มันจบๆ ไป จะมามัวพล่ามอะไรนักหนา?"
มันปล่อยผมเผ้ารุงรัง เดินดุ่มๆ เข้ามาด้วยท่าทางดุดันเอาเรื่อง เอ่ยว่า "ข้าว่าเจ้าคงอยากจะหาเรื่องสินะ? ในฐานะผู้พิทักษ์วัชระที่เพิ่งเลื่อนขั้น ข้าจะขอโปรดสัตว์ส่งเจ้าไปเกิดใหม่ซะเลย"
มันยื่นมือใหญ่ออกมา พร้อมกับปรากฏภาพเงากรงเล็บของนกนักล่าอันน่าสะพรึงกลัว หมายจะตะปบครอบคลุมทั่วทั้งร่างของฉินหมิง รังสีอำนาจของปรมาจารย์แสดงออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัด บิดเบือนท้องฟ้ายามราตรีไปจนสิ้น
ตามปกติแล้ว พลังของกรงเล็บนี้ สามารถทำให้ยอดเขาทั้งลูกระเบิดแหลกเป็นผุยผงได้เลยทีเดียว
ฉินหมิงเห็นพระชรายังคงนิ่งเฉย ก็แค่นหัวเราะออกมา เอ่ยว่า "ปีศาจมารร้ายเข้าวัดวา สร้างความเดือดร้อนให้โลกมนุษย์ ข้ามีวาสนากับพุทธองค์ วันนี้ขอมาสนองผลกรรม ชำระล้างความโสมมในที่แห่งนี้เสียหน่อย"
เขาเองก็ยื่นมือออกไปเช่นกัน ปราณแสงสวรรค์โกลาหลพุ่งทะยาน แปรสภาพเป็นฝ่ามือยักษ์ ครอบคลุมกรงเล็บยักษ์และปีศาจใหญ่ผมเผ้ารุงรังตนนันไว้อย่างสมบูรณ์แบบ
เสียงดังโผละ! ฉินหมิงขยำปรมาจารย์จนร่างระเบิดคามือในคราเดียว
ปีศาจใหญ่กรีดร้องโหยหวน พลังจิตหยางบริสุทธิ์ฟื้นคืนชีพ หมายจะดิ้นรนหลบหนีออกไป
ทว่า ภายในฝ่ามือของฉินหมิงนั้น ราวกับมีหลุมดำซ่อนอยู่ พลังจิตหยางบริสุทธิ์ระดับปรมาจารย์สั่นไหวอย่างรุนแรง แต่กลับดับมอดลงในเวลาอันสั้นที่สุด
"เจ้า..." พระชราลงมือ หวังจะช่วยชีวิตปีศาจใหญ่ตนนั้น แต่เห็นได้ชัดว่าสายเกินไปแล้ว
ภายในวัดโบราณ เสียงสวดมนต์ดังกังวานยิ่งขึ้น ราวกับพระอรหันต์จำนวนมากกำลังจะปรากฏกาย และคล้ายกับว่ามีภาพเงาของพระโพธิสัตว์กำลังจะเสด็จลงมายังดินแดนแห่งนี้ด้วยตนเอง
ฉินหมิงมองเห็นฝ่ามือยักษ์สีทองของพระชรายื่นเข้ามา เขายังคงนิ่งสงบดุจขุนเขา ม่านแสงคุ้มกายดังกึกก้อง ทั้งยังขยายตัวออกไปด้านนอก กดทับพระชราระดับปรมาจารย์จนสั่นสะท้านไม่หยุดหย่อนในทันที
พระชราทำท่าทางดุดันราวกับวัชระพิโรธ เผยรูปลักษณ์จำแลงอันใหญ่โตมโหฬารออกมาจนหมดสิ้น หวังจะกดทับร่างของชายหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้าอีกครั้ง
ฉินหมิงเพียงแค่ชี้นิ้วชี้ออกไป แตะลงบนฝ่ามือสีทองของพระชรา รูปลักษณ์จำแลงสีทองของปรมาจารย์เฒ่ารูปนี้ก็หดเล็กลงในทันที เขาร่วงหล่นลงไปกองกับพื้นดังตุ้บ! อย่างควบคุมตัวเองไม่ได้
สิงโตทองคำ คำรามลั่น ปีศาจตนนี้แข็งแกร่งมาก พริบตาเดียวก็เหินเวหาพุ่งเข้ามาหา
ฉินหมิงยังคงชี้นิ้วออกไปหนึ่งนิ้วเช่นเดิม สิงโตทองคำส่งเสียงร้องคำรามด้วยความเจ็บปวด คุกเข่าหมอบกราบลงกับพื้น ค้อมหัวให้ฉินหมิง ราวกับกำลังกราบไหว้อยู่ก็มิปาน
ในส่วนลึกของวัด บรรดาบุตรแห่งพุทธะและธิดาแห่งพุทธะ ต่างก็เบิกตาโพลงขึ้นมาพร้อมกัน แล้วหันมามองทางนี้
ฉินหมิงยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง ตระหง่านอยู่ตรงนั้น พระชราและสิงโตทองคำที่อยู่แทบเท้าต่างก็ตัวสั่นงันงกไม่หยุด