- หน้าแรก
- ราตรีนิรันดร์
- ฟรี บทที่ 585 อูล้าล้า ปล้นชิงมาเป็นฮูหยินแห่งค่ายโจร
ฟรี บทที่ 585 อูล้าล้า ปล้นชิงมาเป็นฮูหยินแห่งค่ายโจร
ฟรี บทที่ 585 อูล้าล้า ปล้นชิงมาเป็นฮูหยินแห่งค่ายโจร
บทที่ 585 อูล้าล้า ปล้นชิงมาเป็นฮูหยินแห่งค่ายโจร
นอกเมืองอวี้เหิง บนกิ่งไม้เฒ่า จักจั่นเพิ่งจะเริ่มส่งเสียงร้อง
นอกประตูหมอกราตรี แถวต่อเข้ายาวคดเคี้ยวเหยียด ฉินหมิงหยุดฝีเท้า รู้สึกประหลาดใจนิดๆ คนอยากเข้าแดนเซียนเถื่อนเยอะขนาดนี้เชียว?
ครู่ต่อมา เขาก็เข้าใจสาเหตุ ที่แท้ "ยันต์ชะตา" แบบเดิม จำเป็นต้องได้รับการ "สับเปลี่ยน" ใหม่
ยันต์แต่ละผืนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ต้องผูกมัดกับบุคคลล่วงหน้า หากยืนยันตัวตนไม่ตรงกัน ก็หมดสิทธิ์เดินทางกลับ
การทำแบบนี้ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้พวกสัตว์ร้ายระดับมหาภัยแย่งชิงยันต์ไป แล้วอาศัยมันตามแกะรอยไล่ล่าฆ่าฟันนั่นเอง
"จริงๆ แล้ว ยันต์แบบเดิมก็ไม่ได้มีข้อบกพร่องอะไรหรอก แต่เพราะมีคำสั่งจากองค์กรยักษ์ใหญ่ระดับสุดยอดบางแห่ง ถึงได้เปลี่ยนมาใช้ยันต์แบบใหม่แทน"
"ได้ข่าวมาว่า ตระกูลหวงไปเจอตอในแดนเซียนเถื่อนจนหน้าแตกยับเยิน เสียหน้าป่นปี้ ที่พวกมันลงทุนหลอมยันต์ชะตาขึ้นมาใหม่ ก็เพื่อความสะดวกในการสอดส่องค้นหา 'เจิ้งกวง' (แสงธรรม) ผู้นั้นไงล่ะ"
"เจิ้งกวงคือใคร? ไม่ใช่ปรมาจารย์สายมารหรอกเหรอ?"
"ก็ยอดปรมาจารย์นั่นแหละ ชื่อยาวเหยียดของเขาถูกย่อให้เหลือแค่ เจิ้งกวง"
หลายคนกำลังลือเรื่องนี้กันให้แซ่ด บางคนก็พูดจาระมัดระวังหน่อย แต่บางคนก็คุยโวโอ้ออกรสออกชาติ มุมปากฉีกยิ้มกว้างจนแทบจะถึงรูหู
ฉินหมิงที่ต่อแถวอยู่ พอได้ยินมาถึงตรงนี้ก็กระจ่างแจ้งแก่ใจ
ตระกูลหวงนี่สรรหาสารพัดวิธีมาไล่ล่าเขาจริงๆ แฮะ
แต่ก็ช่างเถอะ ไอ้คนที่ลงมือฆ่า ไม่ว่าจะเป็นเจิ้งกวง หรือปรมาจารย์สายมาร แล้วมันจะไปเกี่ยวอะไรกับคนธรรมดาเดินดินอย่างเขากันล่ะ?
ตอนนี้ ในมือของเขาถือยันต์แบบใหม่ มีใบอนุญาตพร้อมทำงาน เดินเฉิดฉายอยู่ใต้ "แสงตะวัน" มีสถานะที่ทางการรับรองเรียบร้อยแล้ว
ดังนั้น เขาจึงเดินทอดน่องก้าวเข้าสู่แดนเซียนเถื่อนอย่างสบายใจเฉิบ
ริมประตูหมอกราตรี มีร่างพลังจิตหยางแท้ของปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งคนหนึ่งมานั่งคุมเชิงอยู่ด้วยตัวเอง แถมยังมี 'กระจกส่องเทพ' แขวนตระหง่านอยู่เบื้องบนอีกต่างหาก
ตระกูลหวงปักใจเชื่อว่า "เจิ้งกวง" ถูกดักทางปิดประตูตีแมวอยู่ในดินแดนต่างถิ่น จนป่านนี้ยังหาทางกลับมาไม่ได้
ฉินหมิงสูดลมหายใจเข้าลึก ซึมซับพลังวิเศษของโลกต่างมิติ
เขาเดินทอดน่องอย่างสบายอารมณ์ แขนเสื้อโบกสะบัด เดินจากไปอย่างสง่าและเปิดเผยสุดๆ
แน่นอนว่า เพื่อไม่ให้เตะตาจนเกินไป ตอนที่ข้ามเขตแดน เขาได้ฝากพลังฝีมือทั้งหมดไว้กับผ้าขี้ริ้วเฒ่า การข้ามแดนด้วยคราบคนธรรมดานี่แหละปลอดภัยที่สุดแล้ว
ส่วนตอนนี้น่ะเหรอ ทะลวงเข้ามาถึงส่วนลึกของแดนเซียนเถื่อนแล้ว เขาย่อมไม่ยอมทนอึดอัดทำตัวลีบอีกต่อไป ยอดปรมาจารย์หลังจากกลับไปจิบชาแก้ตกใจที่หมู่บ้านซวงซู่ ก็หวนคืนสู่วงการอีกครั้งแล้วล่ะ!
"โฮกก... กรร!"
เบื้องหน้า มีเสียงคำรามต่ำๆ ดังแว่วมา พร้อมกับเสียงโซ่โลหะกระทบกันดังกริ๊กๆ ไม่ขาดสาย คนกลุ่มหนึ่งกำลังมัดตัว "คนป่า" หลายคนเดินกลับมา
มีคนอดรนทนไม่ไหวเอ่ยถามขึ้น "สหายนักพรตทุกท่าน พวกท่านนี่... ไปจับชนพื้นเมืองที่กินเนื้อดิบดื่มเลือดสดๆ มาได้งั้นหรือ?"
พอคนกลุ่มนั้นได้ยิน สีหน้าก็มืดครึ้มดูไม่ได้เอาซะเลย
แถมยังมีคนตวาดแหวขึ้นมา "ถ้าจะพูดจาไม่เข้าหู ก็หุบปากไปซะ!"
ชายชราคนหนึ่งอธิบายอย่างใจเย็นว่า "นี่คือผู้อาวุโสสองท่านของตระกูลข้า แล้วก็พวกลูกหลานรุ่นหลังน่ะ"
ทันใดนั้น หลายคนก็สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความหนาวเหน็บ
นี่มันเรื่องจริงสินะ แดนเซียนเถื่อนลึกล้ำดั่งมหาสมุทร พอหลงทางเข้าไปเมื่อไหร่ ต่อให้เป็นคุณชายรูปงาม หรือโฉมงามสะคราญปานใด สัญชาตญาณดิบเถื่อนก็จะหวนคืนมา กลายสภาพเป็นมนุษย์มารวานรสองขากันหมด
การจะรักษาธาตุแท้ของตัวเองไม่ให้สูญหายไป จำเป็นต้องมีความมุ่งมั่นและอดทนอย่างมหาศาลเลยล่ะ
หลายคนเหม่อลอย จ้องมองจนตาแทบถลน
แดนเซียนเถื่อนนี่มันอาถรรพ์จริงๆ อันตรายที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มเผยเค้าลางออกมาให้เห็นในตอนนี้นี่เอง
ตอนแรก ทุกคนต่างหลงนึกว่าที่นี่สงบร่มเย็น เป็นดินแดนบริสุทธิ์ผุดผ่อง ถึงขนาดชวนเพื่อนฝูงป่าวประกาศกันให้แซ่ด ว่าที่นี่คนน้อยแต่ของวิเศษเพียบ รีบมาขุดทองกันเถอะ!
สีหน้าของฉินหมิงเคร่งเครียดขึ้นมาทันที ตลอดทางที่เดินมา เขาคอยสืบข่าวเพื่อทำความเข้าใจรายละเอียดของโลกใบนี้มาตลอด
"ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่... ก็มีคนที่กลายสภาพเป็นสัตว์ป่าไปแล้วด้วยเหรอ?"
พอข่าวนี้แพร่ออกไป ก็ราวกับหินก้อนยักษ์หนักหมื่นชั่งทิ้งตู้มลงกลางทะเลสาบอันเงียบสงบ ปลุกคลื่นยักษ์ขึ้นมาทันที
"ถ้าแช่อยู่ในแดนเซียนเถื่อนเกินยี่สิบวัน จะเกิดความรู้สึก 'ผูกพัน' อย่างรุนแรงจนไม่อยากจากไปไหน และถ้าอยู่เกินเดือนล่ะก็ แทบจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับโลกใบนี้ไปโดยปริยายเลยล่ะ"
สิ่งมีชีวิตที่ถูก "กลืนกิน" ทั้งหมด จะมีสัญชาตญาณหวงถิ่นฐานรุนแรงมาก
ตอนนี้ ผู้คนต่างก็ค้นพบแล้วว่า ในพื้นที่ลึกเข้าไป มีทั้งปราสาทโบราณ มีทั้งซากปรักหักพัง ซึ่งล้วนเป็นฝีมือของพวกคนต่างถิ่นในยุคก่อนๆ ที่ตกค้างอยู่ที่นี่ ปัจจุบันลูกหลานของพวกเขากลายเป็นชนพื้นเมืองไปอย่างสมบูรณ์แล้ว
และนี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ท้ายที่สุดแล้ว หลายคนจะถูกขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณดิบ อาการกลายพันธุ์ย้อนกลับไปสู่บรรพบุรุษจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นคนป่า หรือไม่ก็สัตว์ป่าไปเลย
ที่จริงแล้ว สิ่งมีชีวิตประหลาดในโลกใบนี้บางตัว ก็เคยเป็นมนุษย์มาก่อน
ในโลกหมอกราตรี เผ่าพันธุ์มนุษย์มีความซับซ้อนมาก สิ่งมีชีวิตระดับสูงหลายชนิด หลังจากแปลงกายเป็นมนุษย์แล้ว ลูกหลานของพวกเขาก็จะสามารถ "คงสภาพ" นั้นไว้ได้อย่างถาวร
แต่พอหลุดเข้ามาในแดนเซียนเถื่อน สภาพที่ถูก "จำศีลอย่างถาวร" นั้นก็ง่ายที่จะถูกทำลาย นำไปสู่การ "คืนสู่รากเหง้าบรรพบุรุษ"
ฉินหมิงครุ่นคิด "นี่หมายความว่า ราชาวานรสีเงิน แล้วก็ปีศาจวัว ที่เคยร่วมมือกับข้าบุกรังแมลงก่อนหน้านี้ บรรพบุรุษของพวกมันอาจจะเคยเป็นมนุษย์มาก่อนงั้นเหรอ?"
เรื่องนี้ทำเอาคนต้องคิดหนักเลยล่ะ ตกลงแล้วแดนเซียนเถื่อนมันคือสถานที่แบบไหนกันแน่? ถึงได้มีความผิดปกติขนาดนี้ มันเหนือความเข้าใจของคนทั่วไป ไปไกลลิบเลย
"ข่าววงในบอกว่า แม้แต่ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งก็อาจจะโดนดีเข้าให้แล้วเหมือนกันนะ"
"นอกจากนี้ ที่นี่ยังอาจจะมีชนพื้นเมืองระดับเซียนปฐพีอยู่ด้วย แต่พวกมันสะกดกลั้นตัวเองเอาไว้ ปิดผนึกตัวเองราวกับกำลังจำศีล เพื่อรอคอยโอกาสที่จะได้รับการปลดปล่อย"
พอฉินหมิงได้ยินข่าวพวกนี้ เขาก็นึกถึงเรื่องที่รังมังกรขึ้นมาทันที ที่ส่วนลึกใต้ก้นบึ้งของใจกลางภูเขา มีประตูหินหนาเตอะ แถมยังมีเสียงโซ่เหล็กกระทบกันดังกริ๊กๆ อีกต่างหาก
ผู้บุกรุกทุกคน ต่อให้แข็งแกร่งระดับเซียนปฐพี ก็มีสิทธิ์เผชิญกับภัยพิบัติแห่งการหลงทางกันทั้งนั้น
"ในสถานการณ์แวดล้อมแบบนี้ ถ้าออกสำรวจเกินสิบกว่าวันเมื่อไหร่ ต้องรีบถอยทัพออกไปก่อน ไปพักสูดอากาศข้างนอกสักสองสามวัน ค่อยกลับเข้ามาใหม่"
ไม่งั้นล่ะก็ แดนเซียนเถื่อนนี่มันคือทางตันชัดๆ!
"มีอีกเรื่องนะ พอเริ่มกลายเป็นชนพื้นเมือง สติสัมปชัญญะที่แจ่มใสจะค่อยๆเลือนหายไป แต่พอสัญชาตญาณดิบหวนคืนมา สภาพร่างกายกลับจะแข็งแรงสมบูรณ์อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ถึงขั้นต้านทานการเปลี่ยนแปลงของวิถีเต๋าได้เลยล่ะ"
นั่นก็หมายความว่า ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่รูปแบบสัตว์ป่าในที่แห่งนี้ ยิ่งทวีความอันตรายสุดขั้วเข้าไปอีก
ต่อให้ไม่มีปราณเสวียนหวง ปราณไท่ชู หรืออะไรเทือกนั้น พวกเขาก็สามารถรักษาสภาพ "ความดิบเถื่อนดั้งเดิม" ของตัวเองเอาไว้ได้เป็นอย่างดี
ใครๆ ก็ดูออก ว่าโลกที่ดูเหมือนจะป่าเถื่อนล้าหลังใบนี้ มันมีปัญหาใหญ่หลวงซ่อนอยู่
นี่มันคือ "โลกที่เกิดมาก็เป็นแบบนี้" หรือมีใครจงใจทำขึ้นมากันแน่? ตอนนี้ยังหาคำตอบไม่ได้เลย
มีคนเตือนด้วยความหวังดี "ข้าขอเตือนทุกท่านนะ อย่าผยองว่าตัวเองเก่งกาจ หรือคิดว่าตัวเองพิเศษเหนือใคร แล้วหลงคิดว่าที่นี่จะทำอะไรตัวเองไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงพวกนั้นน่ะ มันค่อยเป็นค่อยไปแบบซึมลึก กว่าท่านจะรู้ตัวว่าผิดปกติ มันก็สายเกินแก้ไปแล้ว"
"เคยมีปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง ต่อมความอยากรู้อยากเห็นทำงานหนัก ไม่เชื่อเรื่องอาถรรพ์พวกนี้เลย ทั้งๆที่มีเวลาให้ถอยฉากกลับไปได้แท้ๆ แต่สุดท้ายก็จมดิ่งถอนตัวไม่ขึ้น ตอนนี้เลยยึดครองพื้นที่ตั้งตนเป็นราชันย์สัตว์ประหลาดไปซะแล้ว"
พอฉินหมิงได้ยินข่าวลือแบบนี้ เขาก็ถึงกับหลุดขำออกมา ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่มีสถานะสูงส่งเหนือใคร ล้วนแต่เป็นคนดังมีภูมิหลังสุดอลังการทั้งนั้น นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีพวกหัวรั้นดื้อดึงขนาดนี้อยู่ด้วย ช่าง... พูดไม่ออกจริงๆ
สรุปสั้นๆเลย ไม่ว่าใครจะมา ถ้าอยู่เกินเวลาที่กำหนด ก็ต้องยอมจำนน ถูกบีบให้กลายเป็นชนพื้นเมืองของที่นี่ไปโดยปริยาย
หลังจากฉินหมิงทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ต่างๆ จนทะลุปรุโปร่ง คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากัน คนคุ้นเคยพวกนั้น... เวลาต้องเกินกำหนดไปแล้วแหงๆ
ถังอวี่ฉางรูปแบบสัตว์ป่า, ช้างยักษ์เถื่อนไป๋เหมิง, เผิงซูเยี่ยนที่สัญชาตญาณดิบเถื่อนหวนคืน... พวกนี้ไม่ใช่แค่เรื่องมโนแล้ว แต่มันน่าจะกลายเป็นความจริงไปแล้วล่ะสิ
ฉินหมิงเหาะเหินด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ มุ่งหน้าบุกตะลุยเข้าสู่ส่วนลึกของแดนเซียนเถื่อน บางครั้งก็ใช้วิชาถอดจิตพุ่งทะยานไปทั่วสารทิศ เพื่อตามหาคนคุ้นเคย
เขาตามสืบจากหลายๆทาง ปะติดปะต่อเบาะแสที่ได้มาทีละนิดทีละหน่อย จนได้ทิศทางคร่าวๆแล้ว
ระหว่างทาง เขาเจอเผ่ามนุษย์มารวานรสองขาด้วย
ถ้าไม่มีอะไรพลิกโผ พวกมันก็คือลูกหลานของกลุ่มคนยุคโบราณ ที่อดีตเคยเป็นมนุษย์มาก่อนนั่นเอง
ฉินหมิงได้กลิ่นคาวเลือดเตะจมูกมาแต่ไกลในพื้นที่แห่งหนึ่ง ภาพที่เห็นคือมนุษย์มารวานรสองขาจำนวนมากล้มตายอย่างอนาถ หมอกเลือดลอยคละคลุ้งอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังที่พังทลายเละเทะ เห็นแล้วชวนให้หดหู่ใจสุดๆ
เขาขมวดคิ้วพลางเอ่ย "นี่คือการแก้แค้นของพวกคนต่างถิ่น หลังจากที่โดนมารวานรโจมตีงั้นเหรอ?"
ไม่นานนัก ฉินหมิงก็ได้รู้ความจริงอันโหดร้ายเลือดสาด
กลุ่มสำรวจที่บังเอิญผ่านมาบอกว่า "มีคนกำลังฝึกวิชาอยู่ อาศัยวิธีหลอมด้วยเลือด มาขัดเกลาขวานเทวะน่ะสิ"
สีหน้าของพวกเขามืดครึ้ม รีบจ้ำอ้าวจากไปอย่างเร่งรีบ ไม่กล้ารั้งรอเลยสักนิด
เบื้องหน้า มีเผ่าขนาดใหญ่กว่าเดิมอยู่ มนุษย์มารวานรสองขามีไม่ต่ำกว่าห้าร้อยคน แค่อานุภาพจากขวานเล่มเดียว ก็ฟันกวาดเรียบทั้งชายหญิงคนแก่เด็กเล็ก ตายเรียบไม่มีรอดเลยสักคน
แถมยอดเขาแถวนี้ยังโดนขวานฟันจนราบเป็นหน้ากลองไปเลยด้วย
"ขวานเบิกฟ้านิมิตภายใน?" ฉินหมิงดูร่องรอยก็รู้เลย ว่านี่มันฝีมือของวิชาอะไร
ในเผ่านี้ มนุษย์มารวานรสองขาส่วนใหญ่โดนฟันจนร่างระเบิดตู้ม! เหลือทิ้งไว้แค่เลือดกับเศษกระดูก มีแค่คนที่อยู่ขอบๆ นอกเท่านั้นที่ยังมีซากศพหลงเหลืออยู่บ้าง
คิ้วของฉินหมิงขมวดมุ่น ฝึกขวานเบิกฟ้าเนี่ย จำเป็นต้องโหดเหี้ยมเลือดเย็นขนาดนี้เลยเหรอ?
ลูกหลานของบรรพชนเหล่านี้ไม่ได้ไปหาเรื่องคนผู้นั้นก่อนเลยสักนิด แต่อีกฝ่ายกลับบุกมาหาถึงที่ แถมยังฟันทำลายเผ่าพันธุ์ไปติดๆ กันหลายเผ่า ช่างดิบเถื่อนและอำมหิตเกินมนุษย์มนาจริงๆ
ฉินหมิงแทบอยากจะสวนกลับไปเลยว่า ไอ้หมอนี่ต่างหากล่ะที่เป็น 'ปรมาจารย์สายมาร' ตัวจริงเสียงจริง พอเอามาเทียบกันแล้ว เขานี่กลายเป็นคนใจอ่อนและแสนดีไปเลยจริงๆ
เขาไล่ตามรอยไปตลอดทาง แต่ก็ไม่เจอตัวคนผู้นั้น คาดว่าน่าจะเผ่นไปไกลลิบแล้ว
ในพื้นที่แถบนี้ เผ่ามนุษย์มารวานรสองขาถึงหกเผ่าโดนล้างบางจนเหี้ยนเตียน
ระหว่างทาง มีบางคนเห็นฉินหมิงกำลังตามสืบเรื่องนี้ ก็เลยเข้ามาเตือนด้วยความหวังดี "อย่าตามสืบต่อเลย นั่นน่าจะเป็นคนของตระกูลหวงน่ะ โชคดีที่มันไปแล้ว ไม่งั้นล่ะก็ เกิดมันฟันจนตาแดงก่ำหน้ามืดตามัวขึ้นมา พวกเราก็อาจจะซวยไปด้วยก็ได้นะ"
"อัจฉริยะเหนือชั้นของตระกูลหวง หวงเจาถิง งั้นเหรอ?" ฉินหมิงจดจำชื่อนี้เอาไว้ในใจ
คนผู้นี้มีชื่อเสียงโด่งดังตีคู่มากับสัตว์อสูรสงครามของภูเขาซิงเฉิน ล้วนแต่ร้ายกาจจนหยั่งไม่ถึงกันทั้งคู่
ชายชราคนหนึ่งเอ่ย "คนแต่ละรุ่นย่อมมีผู้นำในใจของยุคตัวเอง เมื่อหลายสิบปีก่อน ตอนที่พวกเรายังหนุ่มๆ พอพูดถึงหวงเจาถิง บนสวรรค์ไม่มีใครไม่รู้จักเขากันหรอก"
ฉินหมิงฟังแล้วก็ไม่ได้รู้สึกหวั่นเกรงอะไรเลย แถมยังอยากจะลองหยั่งเชิงดูซะด้วยซ้ำ เสียดายที่คลาดกันไปซะได้
ตอนนี้ ภายในแดนเซียนเถื่อน บรรยากาศตึงเครียดสุดๆ หวาดผวาไปกับทุกเสียงลมพัด ไม่ถูกมองว่าเป็นดินแดนอันเงียบสงบอีกต่อไปแล้ว แต่ละฝ่ายต่างก็รู้สึกใจคอไม่ดี อยากจะรีบตามหาคนที่พลัดหลงให้เจอไวๆ แล้วรีบชิ่งหนีออกไปให้พ้นๆ
ฉินหมิงเจอคนคุ้นหน้าคนหนึ่ง... จินเซี้ยง เขาคือตัวแทนศิษย์เก่าดีเด่นของสถานศึกษาซานเหอเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน
บุคลิกของเขาในตอนนี้เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังเท้า แตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง
ย้อนนึกไปในวันวาน เขาคืนร่างเป็นแกะทองคำ ยอมลดตัวไปลากรถลากในเมืองคุนหลิงอย่างใจเย็น ก็เพื่อการฝึกฝนจิตใจในโลกโลกีย์ หวังจะทำความเข้าใจในวิถีเต๋าของตัวเอง
แต่ตอนนี้ล่ะ... นี่มันราชันย์มารแกะชัดๆ
จินเซี้ยงมีขนสีทองอร่ามไปทั้งตัว กลิ่นอายปีศาจพุ่งปรี๊ดทะลุฟ้า เขายึดเขาลูกนี้ตั้งตัวเป็นใหญ่ จับเชลยมาเพียบ ล้วนแต่เป็นชนพื้นเมืองทั้งนั้น อย่างพวกมนุษย์มารวานรสองขา มนุษย์วัว เป็นต้น
"พวกแกมันก็แค่วัวแค่ควาย จงสร้างตำหนักยักษ์ สร้างอารามให้ข้าซะ ห้ามอู้เด็ดขาด!"
เห็นได้ชัดเลยว่า สิ่งมีชีวิตที่เพิ่งจะตกเป็นทาสของแดนเซียนเถื่อนได้ไม่นาน แม้สัญชาตญาณดิบจะกลับคืนมา จนควบคุมตัวเองไม่ได้ แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นสื่อสารกันไม่รู้เรื่องซะทีเดียว
จินเซี้ยงมีบุคลิกแปลกประหลาดดั่งปีศาจ อหังการสุดๆ ชนิดที่ว่าเหมือนเดินไปคนละขั้วกับในอดีตเลยล่ะ
ฉินหมิงครุ่นคิด พยายามคลำหาเส้นชีพจรของฟ้าดินแห่งนี้ คล้ายจะสัมผัสอะไรบางอย่างได้ หรือว่านี่คือ... อดีตเคยขาดหายสิ่งใดไป ที่นี่ก็จะเติมเต็มสิ่งนั้นให้งั้นเหรอ?
สิ่งมีชีวิตระดับสูงส่วนใหญ่มักจะมีเหตุผล ดังนั้น พอหลุดเข้ามาในแดนเซียนเถื่อน ก็เลยทำให้คนพวกนี้กลับคืนสู่สภาวะดิบเถื่อนกินเนื้อดิบดื่มเลือดสดๆ งั้นสิ?
ส่วนจินเซี้ยง ในอดีตฝึกฝนจิตใจในโลกโลกีย์ อ่อนโยนมีมารยาท แต่ผลสุดท้าย ตอนนี้มันดันกลายเป็นราชันย์มารที่โคตรจะอหังการ ถึงขั้นจับคนมาเป็นทาสเยี่ยงวัวเยี่ยงควายซะงั้น
"การแสดงออกของจินเซี้ยงแบบนี้ บางทีอาจจะถือเป็นการฝึกฝนจิตใจอีกรูปแบบหนึ่งก็ได้มั้ง?"
ฉินหมิงคิดฟุ้งซ่านไปเรื่อยเปื่อย ถ้าเกิดมีใครเดินบนเส้นทางหยางสุดขั้ว พอหลุดเข้ามาในแดนเซียนเถื่อนนี้ จะสามารถเติมเต็มขอบเขตหยินสุดขั้วได้ด้วยหรือเปล่านะ?
เขาปรากฏตัวขึ้น แล้วเดินเข้าไปหา พลางเอ่ย "ศิษย์พี่จิน ตอนนี้ท่านเป็นยังไงบ้างเนี่ย?"
พอจินเซี้ยงเห็นเขา ก็ตื่นเต้นดีใจสุดๆ รีบเอ่ย "ข้าควบคุมตัวเองไม่ได้แล้ว คุมสติไม่อยู่ รีบพาข้าไปจากที่นี่ทีเถอะ"
เขาตะโกนสั่ง "เร็วเข้า! จังหวะที่ข้าเลิกขัดขืนนี่แหละ เจ้ารีบจับตัวข้าไว้เลย!"
นี่มัน... ย่อมราบรื่นสุดๆ อยู่แล้วล่ะ ด้วยพลังฝีมือของฉินหมิงในตอนนี้ ต่อให้จินเซี้ยงจะสู้ถวายหัว ก็หนีไม่พ้นจุดจบที่ถูกสะกดข่มด้วยการพลิกฝ่ามืออยู่ดี
เพราะยังไงซะ ตอนนี้ตาเฒ่าจินก็ยังไม่ได้เป็นปรมาจารย์ด้วยซ้ำ
นี่แหละคือเส้นทางปกติของพวกอัจฉริยะ อายุสี่สิบกว่าๆ ก้าวขึ้นสู่ขอบเขตใหญ่ที่สี่ขั้นปลายได้ ก็ถือว่ามีพรสวรรค์เหนือชั้นมากแล้ว
ส่วนไอ้พวกยอดปรมาจารย์อายุยี่สิบต้นๆ อย่างฉินหมิงเนี่ย มันเอาไปเป็นมาตรฐานไม่ได้หรอก
"ศิษย์พี่จิน ท่านเคยเห็นเผิงซูเยี่ยน เฉิงเซิ่ง ถังอวี่ฉาง แล้วก็คนอื่นๆ บ้างไหม?"
"เคย... เห็นสิ" ถึงจินเซี้ยงจะกลายเป็นราชันย์มารแกะไปแล้ว แต่ความทรงจำก็ยังอยู่ครบถ้วน
ฉินหมิงคาดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าจะได้เบาะแสสำคัญจากหมอนี่
หลังจากซักถามเสร็จสรรพ เขาก็เตรียมจะพาจินเซี้ยงออกไปก่อน
เสียงปั้ก! ดังขึ้น เขาไม่เกรงใจเลยสักนิด ทุบราชันย์มารแกะที่โวยวายไม่ให้ความร่วมมืออยู่ตรงหน้าจนสลบเหมือด จากนั้นก็เหาะเหินด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ พุ่งทะยานจากไปอย่างว่องไว
วันนั้น เขาบังเอิญเจอคนของเส้นทางผลัดกาย เลยวางใจฝากจินเซี้ยงไว้กับปรมาจารย์เฒ่าที่คุ้นหน้าคุ้นตากันคนหนึ่ง ก่อนจะหันหลังกลับไปออกสำรวจอีกครั้ง
ในดินแดนรกร้างไร้ผู้คน ฉินหมิงใช้วิชาถอดจิตเดินทาง ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังต้องใช้เวลาตั้งหนึ่งวันเต็มๆ กว่าจะเจอเบาะแสที่สำคัญกว่านี้
"ในพื้นที่ข้างหน้า ลึกเข้าไปในป่าไม้สีแดงอันกว้างใหญ่ มีสัตว์ประหลาดระดับปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ตัวหนึ่งอยู่ด้วย ตลกดีเหมือนกันนะ หมอนั่นรู้ตัวตั้งแต่แรกแล้วว่ามีอาการผิดปกติ มีเวลาพอที่จะพาคนหนีออกมาได้แท้ๆ แต่กลับดันทุรังจะสืบความลับของแดนเซียนเถื่อนให้ได้ สุดท้ายก็เลยเอาตัวเองเข้าไปสังเวยซะงั้น"
นี่คือคำพูดเป๊ะๆ จากปากของหัวหน้ากลุ่มสำรวจกลุ่มหนึ่งเลยล่ะ
ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่คนนั้นยังพอมีสติหลงเหลืออยู่บ้าง เลยร้องขอความช่วยเหลือจากคนที่เดินผ่านไปมา พร้อมกับเล่าสถานการณ์ให้ฟัง
"ทำเอาข้าตกใจแทบตาย! ปากก็บอกว่าขอความช่วยเหลือ แต่ผลสุดท้ายเกือบจะลากพวกเราเข้าไปด้วยซะงั้น ฟังยังไม่ทันจบประโยค พวกเราก็ต้องใช้ยันต์เคลื่อนย้ายพริบตาระดับหายากสุดๆ เผ่นหนีตายกันออกมานี่แหละ"
ฉินหมิงถึงกับอ้าปากค้าง ไอ้ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่จอมดื้อรั้นที่ได้ยินข่าวลือก่อนหน้านี้ ดีไม่ดีอาจจะมาจากไท่ซวีก็ได้นะเนี่ย
ถ้าเป็นแบบนั้นจริง พวกถังอวี่ฉางก็คง "ตั้งค่ายโจรป่า" ไปกันหมดแล้ว กลายเป็นพวกร่างสัตว์ป่าไปเต็มร้อยแหงๆ
ในที่สุด ฉินหมิงก็คลำทางไปจนถึงส่วนลึกของป่าไม้สีแดงจนเจอเบาะแส เขาได้ยินเสียงร้องยาวกึกก้องของสัตว์ยักษ์ดึกดำบรรพ์อย่างชัดเจน ทำเอาสั่นสะเทือนไปทั้งแถบเลยล่ะ
เขาทอดสายตามองไปยังป่าทึบสีแดงที่ดูเหมือนเมฆสีเพลิง พลางเอ่ย "สิ่งมีชีวิตที่ติดกับดักอยู่ในโลกนี้ มีสัญชาตญาณหวงถิ่นฐานสูงมาก ต่อให้ความทรงจำยังอยู่ ไม่ได้หลงลืมตัวตนจนกลายเป็นสัตว์ป่าไปซะทีเดียว แต่ก็คุมตัวเองไม่ได้ อยากจะฝังรากปักหลักอยู่ที่นี่ลูกเดียว... นี่มัน โคตรจะอันตรายเลย!"
ฉินหมิงจับจุดสถานการณ์ของที่นี่ได้แล้ว เขาพบร่องรอยของคนคุ้นเคย แถมยังมองเห็นเค้าโครงเงาร่างของพวกนั้นอยู่ลิบๆ ด้วย
แต่เรื่องมันดันค่อนข้างจะตึงมือซะแล้วสิ ดูเหมือนจะไม่ได้มีแค่ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ตัวเดียวที่ขีดวงจำกัดบริเวณตัวเอง ฝังรากอยู่ที่นี่ และกลายเป็นสัตว์ประหลาดรูปแบบสัตว์ป่าไปแล้ว
ถังอวี่ฉาง, ไป๋เหมิง, เผิงซูเยี่ยน, เฉิงเซิ่ง อยู่กันครบกลุ่มเลย พวกเขายึดครองยอดเขาคนละลูก ล้อมรอบอาณาเขตของสัตว์ประหลาดระดับปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่เอาไว้
เห็นได้ชัดเลยว่า ตอนแรกพวกเขารวมกลุ่มกันมา แถมยังมีปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่คอยคุ้มกัน เดิมทีก็ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องผิดพลาดอะไรขึ้นหรอก แต่ผลสุดท้าย... กลับกลายเป็น "แกว่งเท้าหาเสี้ยน" ซะงั้น ตอนนี้เลยหนีไปไหนไม่ได้กันสักคน
ฉินหมิงตัดสินใจแล้ว ว่าจะเริ่มลงมือจากไป๋เหมิงก่อน เจ้านี่มันเป็นพวกปากสว่าง มีอะไรก็พ่นออกมาหมดเปลือก กำลังต้องการให้มันพ่นข้อมูลรายละเอียดออกมาให้ฟังสักหน่อยพอดี
บนเนินเขาแห่งหนึ่งในส่วนลึกของป่าไม้สีแดง ช้างยักษ์สีขาวตัวหนึ่ง... กำลังกินหญ้าอยู่
ฉินหมิงมั่นใจแน่นอน ว่านี่คือไป๋เหมิง เพราะกลิ่นอายมันเป๊ะเลย
ตอนนี้มันอยู่ในร่างดั้งเดิม ตัวขาวจั๊วะราวกับหยก มีงาช้างขนาดใหญ่สองกิ่งงอกออกมาแล้ว งวงที่เคยขาดก็งอกใหม่ ดูเหมือนคำสาปที่มันเคยโดน พอมาอยู่ในเขตแดนพิเศษที่มีการคืนสู่สายเลือดเดิมแบบนี้ จะถูกคลายออกไปชั่วคราวซะงั้น
ตอนที่ฉินหมิงโผล่มาเงียบๆ ไป๋เหมิงก็สะดุ้งโหยง จากนั้นก็ทำหน้า... หยิ่งผยอง เอ่ยเสียงเรียบว่า "เสี่ยวฉิน?"
ฉินหมิงอึ้งกิมกี่ไปเลย นี่มันสถานการณ์บ้าอะไรเนี่ย? ไอ้หมอนี่ทำตัวไม่เหมือนตอนปกติเลยสักนิด
ครู่ต่อมา ไป๋เหมิงจอมปากสว่าง ถึงได้พ่นประโยคสั้นๆ ออกมา แต่ยังคงปั้นหน้าตายเย็นชา พลางเอ่ย "พี่หมิง ข้าควบคุมตัวเองไม่ได้"
ฉินหมิงลงมืออย่างเด็ดขาด ใช้วิธีระดับปรมาจารย์ชำระล้างทันที เส้นด้ายสีทองยุ่บยั่บทิ่มแทงทะลุเข้าไปในเขตแดนพลังจิตของมัน ซึ่งมัน... ได้ผลแฮะ
ทำแบบนี้ ถึงได้ทำให้ไป๋เหมิงฟื้นสติกลับมาบ้าง เลิกทำตัวหยิ่งยโส หน้าตายเย็นชาซะที
"พี่หมิง ช่วยพวกเราออกไปที" มันร้อนใจสุดๆ
มันรีบคว้าเวลาอันมีค่านี้ไว้ เล่าสถานการณ์ให้ฟังรัวๆ
ตรงใจกลาง มีปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่เผ่าช้างยักษ์อยู่ เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกับมัน พอคำสาปคลายลงชั่วคราว หมอนั่นก็โคตรจะน่าสะพรึงกลัว มีมาดของยอดฝีมือไร้เทียมทานเลยล่ะ
ฉินหมิงฟังแล้ว สีหน้าก็เปลี่ยนไป ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ระดับไร้เทียมทาน... นี่มันไม่ธรรมดาซะแล้วสิ ขืนแหวกหญ้าให้งูตื่นคงไม่ได้การแน่
แถมเขาก็รู้มาแล้วด้วย ว่าไท่ซวีได้ส่งปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่อีกคนมาตามหา
แต่ผลคือ คนที่มาช่วย ดันโดนปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ระดับไร้เทียมทาน... ช้างยักษ์เถื่อนตัวนั้น สะกดข่มไปแบบง่ายๆ ซะงั้น!
เพราะงั้น พวกถังอวี่ฉาง ไป๋เหมิง ถึงได้หนีไม่พ้นกันสักคน
ไป๋เหมิงเอ่ย "ทางฝั่งไท่ซวีน่ะ ต้องหลงคิดว่าคนที่ส่งมาช่วยกำลังตามหาพวกเราอยู่แน่ๆ โดยไม่รู้เลยว่าพอคำสาปเทพสวรรค์คลายลง ช้างเฒ่าตัวนั้นก็หาตัวจับยากในขอบเขตปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ไปแล้ว กลายเป็นตัวก้างขวางคอชิ้นเบ้อเริ่มเลยล่ะ"
ฉินหมิงถามขึ้น "ถ้าข้าเนียนๆ จูงช้าง พาเจ้าหนีไป มันจะรู้ตัวไหมล่ะเนี่ย?"
ไป๋เหมิงพยักหน้า พลางเอ่ย "ถ้าพวกเราทยอยกันหายตัวไปล่ะก็ มันต้องรู้สึกตัวแน่ๆ"
จากนั้น มันก็เสริมต่อ "ท่านช้างยักษ์ผู้นี้ มีความมุ่งมั่นแข็งแกร่งมาก เคยส่งกระแสจิตมาบอกพวกเราว่า พอถึงช่วง 'ราตรีตื้น' มันจะพยายามบังคับให้ตัวเองหลับลึกไปสักหนึ่งเค่อ ตราบใดที่ไม่มีใครไปโจมตีมัน มันก็จะไม่ตื่นหรอก แล้วก็บอกให้พวกเราหาจังหวะเผ่นไปไกลๆ หรือไม่ก็ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือออกไปซะ"
น่าเสียดาย ที่พวกไป๋เหมิง ถังอวี่ฉาง กำลังจะหลงทางกลายเป็นสัตว์ป่ากันอยู่รอมร่อ เลยไม่สามารถพึ่งตัวเองให้หนีรอดไปได้
ฉินหมิงพยักหน้า เอ่ยว่า "ตกลง ถึงเวลาเมื่อไหร่ ข้าจะจูงช้าง หิ้วแมว แล้วก็หิ้วคอเหล่าเผิงกับเฉิงเซิ่งหนีไปก็แล้วกัน"
ส่วนยอดปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่นั่น รอให้กลับไปบอกพวกคนของไท่ซวี ให้พวกเขาส่งคนมาช่วยกันเองก็แล้วกัน
ฉินหมิงดึงเส้นด้ายสีทองยุ่บยั่บกลับมา แล้วจากไปอย่างเงียบเชียบ
พอไป๋เหมิงไม่ได้รับการชำระล้างแล้ว มันก็กลับมาทำหน้าหยิ่งอีกครั้ง ทิ้งท้ายไว้แค่สี่คำ เอ่ยว่า "เสี่ยวฉิน ข้ารออยู่นะ!"
ฉินหมิงชักจะสงสัยแล้วสิ นี่มันความในใจตอนปกติของไอ้หมอนี่หรือเปล่า? เรียกพี่หมิงมาตั้งนาน กะจะตีตัวเสมอตอนเผลอเรอะ? กลับถึงเยี่ยโจวเมื่อไหร่ค่อยคิดบัญชีกับมันละกัน
จากนั้น เขาก็แวะไปหาถังอวี่ฉาง กะจะเข้าไปทักทายล่วงหน้า ให้นางได้เตรียมตัวเตรียมใจซะหน่อย
ไป๋เหมิงกลายร่างเป็นช้างยักษ์ขาวเถื่อน แทะหญ้าอยู่ที่นี่
ส่วนถังอวี่ฉางในฐานะลูกหลานของจ้าวเมืองอวี้จิง ร่างดั้งเดิมก็คือมนุษย์ รูปร่างหน้าตาเลยไม่ได้เปลี่ยนไปเท่าไหร่ แต่กลิ่นอายนี่สิ... เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยล่ะ
"อูล้าล้า!"
วินาทีที่นางเห็นฉินหมิง นางก็พุ่งพรวดเข้ามา นั่นมัน... ภาษาไท่ซวีหรือว่ากลายเป็นคนป่าไปเต็มตัวแล้วเนี่ย?
ฉินหมิงรู้สึกว่า ผลลัพธ์แบบนี้มันร้ายแรงกว่าการที่นางกลายร่างเป็นแมวถังซะอีก
เสื้อเกราะชั้นในของถังอวี่ฉางยังอยู่ แต่ข้างนอกน่ะสิ... เปลี่ยนมานุ่งกระโปรงหนังสัตว์ซะแล้ว ดวงตาสวยเฉียบเป็นประกายวิบวับ ปากก็ร้องอูล้าล้าไม่หยุด
นางพุ่งพรวดลงมาจากบนภูเขา
สีหน้าของฉินหมิงเปลี่ยนไป รีบใช้สุดยอดวิชา กางอาณาเขตตัดขาดพื้นที่ตรงนี้ทันที วังวนสีดำสลับซับซ้อนกลืนกินเสียงอูล้าล้าไปจนหมด
เขาสัมผัสดูอย่างละเอียด ก็พบว่าปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่อยู่ไกลออกไปไม่ได้ตื่นตกใจแต่อย่างใด
ถังอวี่ฉางในชุดกระโปรงหนังสัตว์ ราวกับกำลังเต้นระบำบูชายัญ แถมยังยิ้มแย้มเบิกบาน เร่าร้อนดั่งไฟ ทั้งสดใสและเย้ายวนใจสุดๆ
นี่มัน... ฉินหมิงแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลยจริงๆ
แต่ก่อน ถังอวี่ฉางผิวขาวผ่องดุจหิมะ งดงามเย็นชาและบริสุทธิ์ ทุกครั้งที่เจอกัน ก็มักจะมาพร้อมกับกลิ่นอายของนางฟ้าที่ไม่กินของโลกีย์ แต่ตอนนี้กลับหน้ามือเป็นหลังเท้าเลยล่ะ
ความแตกต่างมันมากเกินไปแล้ว
ฉินหมิงงัดเอาผลึกความทรงจำออกมา แอบบันทึกภาพเก็บไว้ทันทีอย่างไม่ลังเล
ทว่า เขาก็สังเกตเห็นเหมือนกัน ว่าบนภูเขามีสัตว์ประหลาดที่ถูกทำให้เชื่องแล้วอยู่ด้วย อย่างพวกมนุษย์มารวานรเพศหญิงอะไรทำนองนั้น ตอนที่ถังอวี่ฉางอยู่ต่อหน้าพวกนาง ก็ยังคงไว้ตัว รักษามาดเย็นชาหยิ่งยโสอยู่เหมือนเดิม
"แมวถัง เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม?"
"พอถึงช่วงราตรีตื้น รีบพาข้าหนีไปที!" ถังอวี่ฉางส่งกระแสจิตมา
พอเจอหน้าฉินหมิง แม่นางถังก็พยายามจะดึงกลิ่นอายแบบเดิมกลับมา แต่ผลคือ... เก็บอาการไม่อยู่เลยสักนิด
ไม่นานนัก นางก็กลับมาร้อนแรงและเย้ายวนใจ ผมดำขลับสยายพลิ้วไหว ดวงตาดุจสายน้ำสารท ริมฝีปากแดงสดดั่งไฟเพลิง ช่างมีเสน่ห์ดึงดูดใจจนคนแทบคลั่งเลยล่ะ
ประกอบกับชุดที่นางใส่ตอนนี้มันช่างแปลกตา กระโปรงหนังสัตว์ เผยให้เห็นความงามแบบป่าเถื่อนที่ยากจะบรรยาย
ถังอวี่ฉางเปลี่ยนจากกลิ่นอายนางฟ้าผู้งดงามเย็นชา ไปสู่อีกขั้วหนึ่งอย่างสุดกู่ ตอนนี้นางเร่าร้อนเปิดเผย หันมายิ้มทีก็หว่านเสน่ห์ร้อยเล่มเกวียน เรียกได้ว่าสวยหยาดเยิ้มไปทั้งตัวเลยล่ะ
ถ้าไม่ใช่เพราะคุ้นเคยกันดี ฉินหมิงคงหลงคิดว่านางโดนสิงร่างไปแล้วแหงๆ
เขาตระหนักได้ทันที ว่าเป็นเพราะแดนเซียนเถื่อนกำลังทำให้ตรรกะพลิกกลับตาลปัตรอีกแล้ว
หรืออาจจะพูดได้ว่า ปกติถังอวี่ฉางเอาแต่ "วางมาด" มาตลอด ความรู้สึกขัดแย้งในใจที่มีอยู่เดิม ตอนนี้เลยถูกปลดปล่อยออกมาซะหมดเปลือก
"เฮ้ย เจ้าจะทำอะไรเนี่ย?" ฉินหมิงถอยกรูด
ถังอวี่ฉางดันทำท่าจะพุ่งเข้ามาจับตัวเขาไป จังหวะนี้กะจะลากขึ้นเขาไปเลยนี่หว่า
ชั่วพริบตาเดียว แม่นางถังก็หน้าแดงแจ๋ไปถึงใบหู ดวงตากลมโตมีน้ำตาคลอเบ้า
นางรู้ตัวดี ว่านี่มันคือสัญชาตญาณที่สั่งการให้ทำ คำพูดและการกระทำของนางมันไม่สมกับกลิ่นอายความเป็นนางฟ้าของนางเลยสักนิด
"ข้าจะช่วยเจ้าเอง" ฉินหมิงเอ่ยขึ้น ไม่ค่อยได้ขัดขืนเท่าไหร่ เพราะตั้งใจจะคุยกับนางอยู่แล้ว เลยปล่อยให้นางลากตัวเขาขึ้นเขาไป
ถังอวี่ฉางที่สวมกระโปรงหนังสัตว์ มีความงดงามแบบดิบเถื่อน เต็มไปด้วยความเร่าร้อนและเย้ายวนใจ นางรู้สึกว่านี่มันหลุดโลกเกินไปแล้ว นางปลดปล่อยตัวเองจนควบคุมไม่ได้เลยจริงๆ
นางร้องอูล้าล้า แล้วก็ลากฉินหมิงขึ้นเขาไปดื้อๆ ราวกับเป็นราชินีโจรภูเขาก็ไม่ปาน
"ท่านราชินี ท่านกลับมาแล้ว" มนุษย์มารวานรเพศหญิงตัวหนึ่งโค้งคำนับ
ฉินหมิงได้ยินคำนี้ มุมปากก็ถึงกับกระตุก แม่นางถังตั้งค่ายโจรป่าไปแล้วจริงๆ ด้วย
ถังอวี่ฉางพยักหน้ารับอย่างไว้ตัวกับหญิงผู้นั้น แต่พอหันมาหาฉินหมิง กลับส่ายสะโพกบิดเอวไปมา ร้องอูล้าล้า หิ้วคอเขามุ่งหน้าขึ้นเขา พลางเอ่ย "วันนี้ ข้าจับสาวใช้ประจำค่ายมาได้คนนึง"
ฉินหมิงแทบอยากจะเขกกระโหลกนางสักที นี่มันตีตัวเสมอตอนเผลอชัดๆ ถังอวี่ฉางรูปแบบสัตว์ป่ามาปล้นเขาไปก็ว่าหนักแล้ว ดันจะให้ตำแหน่งเขาแค่นี้เนี่ยนะ
"อูล้าล้า!" ถังอวี่ฉางหิ้วคอเขาขึ้นเขาไป
ฉินหมิงมองถังอวี่ฉางที่ตอนนี้มีทั้งความดิบเถื่อนและเสน่ห์เย้ายวนใจร้อยเล่มเกวียนผสมผสานกันอยู่ พลางเอ่ย "ถึงเจ้าจะปล้นข้ามา แต่ตำแหน่งของข้ายังไงมันก็ต้องเป็น ฮูหยินแห่งค่ายโจร ไม่ใช่หรือไงล่ะ?"