เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 330 - หลอกตัวเองหลอกผู้อื่น

บทที่ 330 - หลอกตัวเองหลอกผู้อื่น

บทที่ 330 - หลอกตัวเองหลอกผู้อื่น


หลินลั่วเฉินขี้เกียจไปคิดให้ปวดหัวว่าสวีโส่วเจียงมีจุดประสงค์อะไรกันแน่ หลังจากสั่งความพวกเลิ่งเยวี่ยซวงสั้นๆ เขาก็ทิ้งร่างเงากระบี่เอาไว้เพื่อพรางตัว

จากนั้นก็ซ่อนเร้นกลิ่นอาย แอบย่องไปที่หน้าห้องของกู้ชิงหานอย่างเงียบเชียบ

หลายวันมานี้ กู้ชิงหานทำตัวสงบเสงี่ยมผิดปกติ การถูกหลินลั่วเฉินที่เป็นมารผจญในใจรุมเร้าทั้งจากภายในและภายนอก ทำให้นางถึงกับสติหลุดไปบ้าง

เมื่อเห็นหลินลั่วเฉินโผล่พรวดเข้ามา นางก็ตกใจจนสะดุ้ง

"ไอ้โจรชั่ว เจ้าคิดจะทำอะไร"

หลินลั่วเฉินเอ่ยอย่างหงุดหงิด "วางใจเถอะ ไม่ได้จะทำอะไรเจ้าหรอก พาข้าไปหาเยวี่ยอวี๋ชิงที!"

กู้ชิงหานชะงักไป ลังเลอยู่ชั่วครู่ "เจ้าจะไปหานางทำไม หรือว่าเจ้าคิดจะพาองค์หญิงหนีตามกันไปงั้นหรือ"

หลินลั่วเฉินหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ "ข้าจะมีปัญญาทำอย่างนั้นได้ยังไง คนจากในวังกำลังจะมาถึงแล้ว ข้าก็แค่จะไปพบหน้านางสักครั้งก็เท่านั้น"

กู้ชิงหานได้ยินดังนั้นสีหน้าก็ผ่อนคลายลงบ้าง แค่นเสียงเย็นชา "ไอ้โจรชั่ว เรื่องนี้ ... ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงของเรานะ!"

หลินลั่วเฉินเอ่ยเสียงเรียบ "งั้นข้าไปเองก็ได้ ถ้าข้าเกิดเป็นอะไรขึ้นมา เจ้าก็ดูแลตัวเองเอาละกัน!"

"เจ้า!"

แม้กู้ชิงหานจะไม่เต็มใจอย่างยิ่ง ทว่านางก็จำต้องยอมจำนน "ก็ได้ ข้าจะพาเจ้าไป"

"แต่ข้าไม่มีความสามารถพอที่จะพาเจ้าลอบขึ้นเรือไปได้อย่างไร้ร่องรอยหรอกนะ แนะนำให้เจ้าล้มเลิกความคิดนี้ไปเสียเถอะ"

หลินลั่วเฉินหัวเราะร่า "เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ข้ามีแผนการของข้าเอง เจ้าแค่พาข้าไปก็พอ!"

กู้ชิงหานจนปัญญา ทำได้เพียงพาหลินลั่วเฉินลอบออกจากเรือเหาะ มุ่งหน้าไปยังเรือเหาะลำที่อยู่เบื้องหน้าอย่างเงียบเชียบ

ด้วยพลังระดับผสานร่างขั้นสูงสุดของนาง ประกอบกับการจงใจซ่อนเร้นกลิ่นอาย ทำให้คนส่วนใหญ่ในบริเวณนั้นไม่มีทางจับสัมผัสได้อย่างแน่นอน

ครู่ต่อมา ทั้งสองคนก็เข้ามาใกล้เรือเหาะลำที่อยู่เบื้องหน้า ทว่ากลับถูกม่านพลังของเรือขวางเอาไว้

หลินลั่วเฉินสั่งการ "รอข้าอยู่แถวนี้นะ ข้าไปเดี๋ยวเดียวก็กลับ!"

เขาอาศัยป้ายผ่านทางที่สวีโส่วเจียงให้มา ทะลวงผ่านม่านพลังป้องกันของเรือเหาะเข้าไปด้านในได้อย่างราบรื่น

กู้ชิงหานไม่มีป้ายผ่านทาง จึงทำได้เพียงติดตามเรือเหาะอยู่ห่างๆ เพื่อรอรับหลินลั่วเฉินกลับมา

หลังจากเข้ามาภายในเรือเหาะ หลินลั่วเฉินก็ใช้วิชาพันมายา แปลงโฉมเป็นสวีโส่วเจียงในทันที

เขาเดินตามแผนผังการป้องกันที่สวีโส่วเจียงให้มา มุ่งหน้าไปยังห้องพักชั้นบนสุดของเยวี่ยอวี๋ชิงอย่างคุ้นเคย

เป็นไปตามคาด ยามเฝ้าเรือส่วนใหญ่ถูกสับเปลี่ยนออกไปแล้ว ส่วนยามที่หลงเหลืออยู่ประปราย เขาก็อาศัยวิชาพันมายาตบตาผ่านมาได้อย่างง่ายดาย

หลินลั่วเฉินค่อยๆ เดินขึ้นมาถึงชั้นบนสุด ในขณะที่กำลังคิดหาวิธีหลอกล่อผู้อาวุโสระดับผสานร่างที่เฝ้าประตูอยู่ เขากลับเห็นสวีโส่วเจียงเดินไปเดินมาอยู่ที่หน้าประตูเสียเอง

หลินลั่วเฉินพยายามมองหาอยู่นานก็ไม่พบผู้อาวุโสคนนั้น จึงทำได้เพียงคืนร่างเดิม แล้วฝืนใจเดินออกไป

เมื่อสวีโส่วเจียงเห็นเขา ก็ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก "ในที่สุดเจ้าก็มาเสียที!"

หลินลั่วเฉินมองซ้ายมองขวาด้วยความสงสัย "แล้วผู้อาวุโสที่เฝ้าประตูไปไหนแล้วล่ะ"

สวีโส่วเจียงมีสีหน้าฉงน "ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน จู่ๆ เมื่อกี้ก็ถูกท่านพ่อเรียกตัวไป เห็นว่ามีธุระด่วนอะไรสักอย่าง ... "

"บังเอิญขนาดนั้นเลยหรือ"

เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของหลินลั่วเฉินก็แปลกประหลาดขึ้นมาทันที ไอ้หมอนี่คงไม่ได้เตรียมแผนตลบหลังเอาไว้เล่นงานเขาหรอกนะ

"อย่ามัวแต่สนใจเรื่องอื่นเลย!"

สวีโส่วเจียงเบี่ยงตัวเปิดทาง รีบเอ่ยเร่งเร้า "เข้าไปเร็วเข้า องค์หญิงรอเจ้าอยู่ข้างใน"

ในขณะที่หลินลั่วเฉินกำลังลังเลอยู่นั้น ประตูห้องก็เปิดออก เยวี่ยอวี๋ชิงชะโงกหน้าออกมา กวักมือเรียกเขา

"คุณชายหลิน เข้ามาคุยกันข้างในเถอะ!"

หลินลั่วเฉินไม่มัวคิดให้มากความ รีบก้าวฉับๆ เข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว

ช่างปะไร ไม่ว่าจะเป็นดงเสือหรือถ้ำมังกร ขอเพียงได้พบหน้าเยวี่ยอวี๋ชิง เป้าหมายของเขาก็บรรลุไปกว่าครึ่งแล้ว

หลังจากหลินลั่วเฉินเข้าไปด้านใน เยวี่ยอวี๋ชิงก็รีบปิดประตู และเปิดใช้งานค่ายกลป้องกันอีกครั้ง

สวีโส่วเจียงมองดูประตูที่ปิดสนิทด้วยสีหน้าซับซ้อน เขาเดินเงียบๆ ไปที่ระเบียงทางเดินซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก หยิบสุราออกมาดื่มอึกใหญ่

การรักใครสักคน ... บางทีก็ไม่จำเป็นต้องครอบครองเสมอไปกระมัง

ภายในห้อง หลินลั่วเฉินกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ ทำเอาเขาขบคิดเท่าไรก็ไม่เข้าใจ

หรือว่ามันจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญจริงๆ

เยวี่ยอวี๋ชิงมองดูหลินลั่วเฉิน เมื่อนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ พวงแก้มของนางก็อดไม่ได้ที่จะร้อนผ่าว รู้สึกประหม่าขึ้นมาเล็กน้อย

ทว่านางก็รีบตั้งสติ เอ่ยถามขึ้นว่า "คุณชายหลิน พรุ่งนี้จางกงกงก็จะเดินทางมาถึงแล้ว คุณชายมีแผนรับมืออย่างไรบ้าง"

หลินลั่วเฉินกางค่ายกลตัดเสียงรบกวน ก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง "ข้ามีวิชาลับวิชาหนึ่ง สามารถปรับเปลี่ยนความทรงจำและการรับรู้ของเจ้าได้อย่างแนบเนียน ทำให้แม้แต่ตัวเจ้าเองก็ยังเชื่อสนิทใจ ... "

"วิชานี้ถือเป็นการหลอกตัวเองหลอกผู้อื่นอย่างแท้จริง เพราะในเมื่อแม้แต่ตัวเจ้าเองยังคิดว่าเป็นเรื่องจริง แล้วผู้อื่นจะจับผิดได้อย่างไร"

เยวี่ยอวี๋ชิงตาเป็นประกาย ไม่คิดเลยว่าในโลกนี้จะมีวิชาพิสดารเช่นนี้อยู่ด้วย

"แล้วต้องให้ข้าทำอะไรบ้างหรือไม่"

หลินลั่วเฉินยื่นมือออกไป สีหน้าเคร่งเครียด "จงเปิดห้วงแห่งจิตของเจ้าให้กว้างที่สุด ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ห้ามต่อต้านโดยเด็ดขาด!"

เยวี่ยอวี๋ชิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก หลับตางามลง ทำท่าราวกับยอมมอบตัวให้เขาจัดการ

"ตกลง! เวลาจวนตัวแล้ว คุณชายลงมือเถิด เยวี่ยอวี๋ชิงจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่!"

หลินลั่วเฉินมองดูหญิงงามที่ยืดอกหลับตาพริ้มรอคอยอยู่เบื้องหน้า ภาพอันเย้ายวนจากเมื่อคืนก็พลันผุดขึ้นมาในหัว ทำเอามือของเขาเกือบจะแตะผิดที่

บาปกรรม บาปกรรม!

เขารวบรวมสมาธิ วางนิ้วมือลงบนหน้าผากอันเกลี้ยงเกลาของเยวี่ยอวี๋ชิงอย่างแผ่วเบา สัมผัสเทวะค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในห้วงแห่งจิตของนางอย่างเงียบเชียบ พร้อมกับใช้หัตถ์แห่งโชคชะตาอย่างลับๆ

ในชั่วพริบตา ความทรงจำของเยวี่ยอวี๋ชิงก็กางแผ่ออกราวกับม้วนภาพวาดปรากฏขึ้นตรงหน้าหลินลั่วเฉิน

วัยเด็กที่เข้าวังมาด้วยความหวาดหวั่น ผ่านอุปสรรคมากมาย จนสุดท้ายก็ถูกองค์หญิงน้อยผู้เอาแต่ใจเลือกให้มาเป็นตัวแทน ต้องใช้ชีวิตอย่างอกสั่นขวัญแขวนในทุกๆ วัน

จนกระทั่งต่อมา เมื่อนางได้เห็นความไม่เป็นธรรมมากมายในโลกหล้า นางก็เริ่มใช้ฐานะองค์หญิงเฟิงฮวา ยื่นมือเข้าช่วยเหลือชาวบ้านเท่าที่กำลังจะทำได้ ...

นางไม่ได้ยอมจำนนเป็นเพียงหุ่นเชิด ทว่ากลับพยายามไขว่คว้าหาความรู้อย่างหิวกระหาย จากนางกำนัลตัวน้อยที่ไม่ประสีประสา กลายมาเป็นองค์หญิงเฟิงฮวาที่ผู้คนนับหมื่นต่างแซ่ซ้องสรรเสริญ

เยวี่ยอวี๋ชิงคือสตรีที่มีไหวพริบและเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว นางใช้ทุกสิ่งรอบตัวให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อฝ่าฟันอุปสรรคจนรอดชีวิตมาได้

ทว่าสตรีเช่นนาง กลับเลือกที่จะหนีตามองค์หญิงเฟิงฮวาที่ถูกบังคับให้แต่งงานอย่างขาดสติ

บางที นางคงอยากจะพิสูจน์ดูว่า ความรู้และประสบการณ์ทั้งหมดที่เพียรพยายามสั่งสมมานานปี จะสามารถช่วยให้นางและองค์หญิงเฟิงฮวาได้รับอิสรภาพกลับคืนมาได้หรือไม่ ...

ในเวลานี้ เยวี่ยอวี๋ชิงรู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังเปลือยเปล่าอยู่ต่อหน้าหลินลั่วเฉิน ความลับทุกอย่างถูกเปิดเผยจนหมดสิ้น

ความอับอายจากการถูกล่วงล้ำเข้ามาถึงก้นบึ้งของจิตใจเช่นนี้ มันรุนแรงยิ่งกว่าการต้องเปลื้องผ้าเสียอีก ทำให้นางเกิดสัญชาตญาณที่จะหลบหนี

"อย่ายุกยิก! ผ่อนคลายไว้!" หลินลั่วเฉินเอ่ยเสียงต่ำ

เขาไม่มีเวลามามัวไล่ดูความทรงจำอย่างละเอียด ทำได้เพียงรีบปรับเปลี่ยนความทรงจำของเยวี่ยอวี๋ชิงในช่วงที่ผ่านมาอย่างรวดเร็ว และฝังการสะกดจิตเอาไว้

ครั้งนี้ยุ่งยากเป็นพิเศษ เพราะหลินลั่วเฉินไม่ได้ลบความทรงจำของนางทิ้งไปทั้งหมด เพียงแต่ผนึกความทรงจำที่แท้จริงของนางเอาไว้ชั่วคราวเท่านั้น

เมื่อใดที่ได้ยินคำสะกดจิตที่หลินลั่วเฉินตั้งเอาไว้ ผนึกในห้วงแห่งจิตของเยวี่ยอวี๋ชิงก็จะถูกคลายออก และความทรงจำที่แท้จริงก็จะกลับคืนมา

ในระหว่างที่ถูกปรับเปลี่ยนความทรงจำ เยวี่ยอวี๋ชิงรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว ทว่าก็ต้องพยายามข่มสัญชาตญาณการต่อต้านเอาไว้อย่างสุดความสามารถ

เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่อาจทราบได้ เยวี่ยอวี๋ชิงรู้สึกหมดเรี่ยวแรง เหงื่อกาฬแตกพลั่ก ร่างกายอ่อนปวกเปียกจนแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น

หลินลั่วเฉินรีบยื่นมือเข้าไปประคองนางไว้ ตัวเขาเองก็หอบหายใจอย่างหนัก เหงื่อซึมชื้นที่ขมับ

เขากึ่งอุ้มกึ่งประคองเยวี่ยอวี๋ชิงไปวางลงบนเตียงนอนอันอ่อนนุ่ม ใช้ผ้าเช็ดเหงื่อที่ผุดพรายบนหน้าผากให้นางอย่างเบามือ

"ไม่เป็นไรแล้ว หลับสักตื่นก็ดีขึ้นเอง"

เยวี่ยอวี๋ชิงมองดูเขาด้วยสายตาพร่ามัว รู้สึกเพียงว่าดวงตาที่เปล่งประกายดุจดวงดาราคู่นั้น ทำให้รู้สึกอบอุ่นใจเป็นอย่างยิ่ง นางพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย

หลินลั่วเฉินโคจรพลังอีกครั้ง เพื่อให้นางหลับสนิทลงไป เมื่อเขาลุกขึ้นยืน ก็รู้สึกหน้ามืดตาลายจนเดินเซไปมา

"หลิงอิน เจ้าทำข้าลำบากจริงๆ วันหลังต้องชดเชยด้วยเคล็ดวิชาสักสองสามวิชานะ!"

ในเมื่อเขาต้องหาทางฝึกฝนเคล็ดวิชาขั้นต่อไปด้วยตนเอง ก็ย่อมต้องอ่านคัมภีร์ให้มาก เพื่อนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์

ฉวีหลิงอินรู้สึกผิดอยู่บ้าง จึงรีบรับปากอย่างง่ายดาย "ได้สิ ไม่มีปัญหา!"

หลินลั่วเฉินเดินโซเซออกจากห้องพัก เมื่อโดนลมหนาวยามค่ำคืนที่ระเบียงพัดโชยมา เขาก็รู้สึกมีสติขึ้นมาบ้าง

ที่หน้าประตู สวีโส่วเจียงเห็นหลินลั่วเฉินเดินออกมาด้วยสภาพเหงื่อท่วมตัว ก็มีสีหน้าแปลกประหลาดขึ้นมาทันที

หนุ่มสาวอยู่ด้วยกันตามลำพัง แถมยังต้องจากลากันในเร็วๆ นี้ เมื่ออารมณ์พาไป ก็ย่อมยากที่จะหักห้ามใจ ถือเป็นเรื่องปกติ!

แต่ทำไมเขาถึงต้องมายืนเฝ้าต้นทางให้สองคนนี้ด้วยเล่า

น่าโมโหชะมัด!

หลินลั่วเฉินไหนเลยจะรู้ว่าอีกฝ่ายจิตนาการไปถึงไหนต่อไหนแล้ว เขาส่งยิ้มพลางตบไหล่สวีโส่วเจียงเบาๆ

"ขอบใจมากนะสหาย!"

สีหน้าของสวีโส่วเจียงยิ่งมืดครึ้มลงไปอีก เขาเอ่ยอย่างหงุดหงิดใจ

"เจ้า ... จะไปแล้วงั้นหรือ"

หลินลั่วเฉินถามด้วยความประหลาดใจ "ถ้าไม่ให้ไปแล้วจะให้ทำอะไรล่ะ"

สวีโส่วเจียงกระดกสุราเข้าปากอึกใหญ่ เอ่ยอย่างหงุดหงิด "ข้าก็นึกว่า ... เจ้าจะฉวยโอกาสพานางหนีตามกันไปเสียอีก"

หลินลั่วเฉินตบหน้าผาก แสร้งทำเป็นเพิ่งนึกขึ้นได้

"ตายจริง! ทำไมข้าถึงนึกไม่ถึงนะ ในเมื่อเจ้าก็สู้ข้าไม่ได้ นี่มันโอกาสทองชัดๆ เลยไม่ใช่หรือ"

ใบหน้าของสวีโส่วเจียงดำทะมึนราวกับก้นหม้อ เอ่ยเสียงเรียบ "ตอนนี้เจ้าจะลงมือก็ยังทันนะ!"

หลินลั่วเฉินหัวเราะร่า หุบรอยยิ้มหยอกล้อลง ส่ายหน้าปฏิเสธ "หากข้าพานางหนีไป แล้วเจ้ากับท่านแม่ทัพสวีจะทำอย่างไรล่ะ"

"อีกอย่าง เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าพ่อของเจ้าจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย เจ้าเชื่อไหมล่ะว่าถ้าข้ากล้าพานางหนีไปจริงๆ เขาต้องโผล่มาหักขาข้าแน่ๆ"

สวีโส่วเจียงชะงักไป หลินลั่วเฉินตบไหล่เขาอีกครั้ง พลางส่งยิ้มให้

"น้ำใจของขุนพลน้อยสวี ข้าขอรับไว้ด้วยใจ!"

"หากวันใดข้าจะพานางไป ข้าก็จะพานางเดินออกไปอย่างสง่างามและสมเกียรติ จะไม่ยอมให้นางต้องมาตกระกำลำบาก หลบๆ ซ่อนๆ ไปกับข้าเด็ดขาด!"

สวีโส่วเจียงมองดูแผ่นหลังที่เดินจากไปอย่างผ่าเผยของหลินลั่วเฉิน ทอดถอนใจยาวออกมา ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าตนเองพ่ายแพ้ตรงไหน

"วันหน้าก็ดูแลนางให้ดีล่ะ ไม่อย่างนั้น ข้าไม่เอาเจ้าไว้แน่!"

หลินลั่วเฉินไม่ได้หันกลับมา เพียงแต่โบกมือให้อย่างสง่างาม

"วางใจเถอะ วันหน้าถ้าพวกเราแต่งงานกัน ถ้าเจ้าไม่มา ใครก็ห้ามคีบอาหารกินเด็ดขาด!"

ใบหน้าหล่อเหลาของสวีโส่วเจียงดำคล้ำเป็นก้นหม้อ อดไม่ได้ที่จะด่าทอกลับไป

"ไสหัวไปเลย!"

หลินลั่วเฉินหัวเราะลั่น แปลงโฉมเป็นสวีโส่วเจียงอีกครั้ง แล้วเดินอาดๆ จากไปอย่างเปิดเผย

สวีโส่วเจียงถึงกับเบิกตากว้าง ไอ้หมอนี่มันแปลงกายเป็นเขาได้ด้วยหรือเนี่ย

ที่สำคัญคือ เขากลับมองหาจุดบกพร่องไม่เจอเลยสักนิด!

ทว่าเมื่อมองแผ่นหลังของหลินลั่วเฉิน ความหงุดหงิดในใจของเขากลับลดทอนลงไปอย่างประหลาด

เขายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ร่างอันกำยำร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นข้างกายอย่างไร้สุ้มเสียง ทอดสายตามองเขาอย่างสงบนิ่ง

"รู้หรือยังว่าตัวเองแพ้ที่ตรงไหน"

สวีโส่วเจียงมองดูบิดาของตนเอง ก่อนจะยิ้มเจื่อน "ข้าหน้าตาหล่อสู้เขาไม่ได้ ไม่ผ่าเผยเท่าเขา พรสวรรค์ก็ด้อยกว่า แถมหน้าก็ไม่ด้านเท่าเขาอีก ... "

สวีหนิงหยวนพยักหน้ารับ น้ำเสียงไม่บ่งบอกอารมณ์

"เห็นเจ้าป้วนเปี้ยนอยู่แถวตำหนักขององค์หญิง ข้าก็นึกว่าในที่สุดเจ้าจะคิดได้เสียที อุตส่าห์ช่วยไล่คนพวกนั้นออกไปให้ ... "

"ผลสุดท้าย เจ้ากลับไม่ยอมรวบรัดใช้กำลังฝืนใจ ไม่พาสาวงามหนีตามกันไป หนำซ้ำยังมายืนเฝ้าต้นทางให้คนอื่นอีก!"

สวีโส่วเจียงก้มหน้าด้วยความอับอาย สวีหนิงหยวนโกรธจนแทบพ่นไฟ เตะเขาไปหนึ่งทีด้วยความหงุดหงิด

"ตอนนี้คนยังอยู่ข้างใน เจ้าเปลี่ยนใจตอนนี้ก็ยังทัน มีอะไรเกิดขึ้น ข้ารับผิดชอบเอง!"

สวีโส่วเจียงเหลือบมองประตูห้องที่ปิดสนิท ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธอย่างหนักแน่น

"ท่านพ่อ ผลไม้ที่ฝืนเด็ดจากต้นย่อมไม่หวาน ... ได้ตัวมาแต่ไม่ได้ใจ จะไปมีความหมายอะไร"

"ไม่หวาน แต่ก็แก้กระหายได้นี่!"

สวีหนิงหยวนเถียงคำฉอดๆ "ร่วมหลับนอนเนิ่นนานย่อมเกิดความผูกพัน นอนด้วยกันบ่อยๆ เดี๋ยวก็ดีเองแหละ ตอนข้ากับแม่เจ้าแต่งงานกัน ยังไม่เคยเห็นหน้ากันเลยด้วยซ้ำ ... "

สวีโส่วเจียงยิ้มเจื่อน "ท่านพ่อ ... "

สวีหนิงหยวนส่ายหน้า "ข้าทำศึกมาทั้งชีวิต ทำไมถึงได้มีลูกชายใจเสาะแบบเจ้านะ ... "

"ช่างเถอะ ไอ้หนุ่มนั่นไม่ใช่คนธรรมดา ในเมื่อแย่งเขาไม่ได้ การผูกมิตรไว้ ก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไร ... " แท้จริงแล้วเขามาถึงตั้งนานแล้ว เพียงแต่ไม่ได้ออกไปขัดขวางก็เท่านั้น

หากลูกชายของเขาเกิดหวั่นไหวขึ้นมาจริงๆ ต่อให้ต้องเอาชีวิตเข้าแลก เขาก็จะยอมเสี่ยงดูสักครั้ง

แต่โชคดีที่ลูกชายของเขาดูเหมือนจะไม่ใช่คนแบบนั้น เขาก็เลยไม่จำเป็นต้องไปสร้างศัตรูกับยอดอัจฉริยะเช่นนี้

ถึงอย่างไร สวีหนิงหยวนก็ไม่ใช่คนโง่ เขามีแต่ความหวาดระแวงต่อยอดอัจฉริยะที่มีอนาคตก้าวไกลเช่นนี้

สวีโส่วเจียงเอ่ยด้วยความตกตะลึง "ท่านพ่อ แต่เขาเป็นคนของพรรคมารนะ ... "

"ไอ้ลูกโง่ ในโลกนี้มีฝ่ายธรรมะกับพรรคมารที่แยกกันชัดเจนเสียที่ไหน มีแต่คนที่ขวางทางกับไม่ขวางทางเราต่างหาก!"

สวีหนิงหยวนตบไหล่ลูกชาย พลางหัวเราะร่วน "หนทางของเจ้ายังอีกยาวไกลนะไอ้หนู!"

"บุคคลระดับนี้ ต่อให้ไม่ได้เป็นสหาย ก็ห้ามตั้งตัวเป็นศัตรูเด็ดขาด มีมิตรมากย่อมมีทางออก การผูกมิตรไว้เป็นเรื่องที่ดีเสมอ"

สวีโส่วเจียงพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย สวีหนิงหยวนดูเหมือนจะอารมณ์ดี โอบไหล่ลูกชายเอาไว้

"ไปเถอะไอ้ลูกหมา คืนนี้พ่อจะดื่มเป็นเพื่อนเจ้าสักสองจอก"

สวีโส่วเจียงมองดูบิดาที่นานๆ ทีจะอ่อนโยนเช่นนี้ ก็รู้สึกปลาบปลื้มใจ รีบเดินตามไปอย่างว่าง่าย

อีกด้านหนึ่ง หลินลั่วเฉินออกจากเรือเหาะมาได้อย่างราบรื่น ร่างของเขากลมกลืนไปกับความมืดมิดยามราตรีราวกับภูตผี

แม้เขาจะจับสัมผัสไม่ได้ว่ากู้ชิงหานอยู่ที่ไหน ทว่าเขามีโลหิตเทวะพันมายานี่นา!

หลินลั่วเฉินแอบกระตุ้นโลหิตเทวะพันมายา เพียงครู่เดียวก็สามารถรับรู้ตำแหน่งของกู้ชิงหานได้ทันที

ไม่นานนัก กู้ชิงหานที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดก็บินออกมา คว้าแขนของเขาไว้ และรีบบินกลับไปอย่างรวดเร็ว

นางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพลางส่งกระแสจิต "ไอ้โจรชั่ว ยังไม่รีบหยุดไอ้ของบ้าๆ นั่นอีกหรือ"

หลินลั่วเฉินนอกจากจะไม่หยุดแล้ว ยังยื่นมือไปโอบเอวของนางเอาไว้ ส่งยิ้มชั่วร้าย "ทำไมล่ะ หานหนู หรือว่าเจ้า ... มีอารมณ์ขึ้นมาแล้วล่ะ"

"ถ้าเจ้าทนไม่ไหวจริงๆ ข้ายินดีจะช่วยสงเคราะห์ให้นะ ข้าเป็นคนชอบช่วยเหลือผู้อื่นอยู่แล้ว!"

"ไสหัวไป!"

กู้ชิงหานโกรธจนพลังวิญญาณแทบจะปั่นป่วน ยิ่งอยู่ใกล้ไอ้เด็กนี่ เลือดในกายของนางก็ยิ่งพลุ่งพล่านอย่างรุนแรง!

น่าโมโหจริงๆ กลับไปคงต้องเปลี่ยนชุดชั้นในอีกแล้ว ...

เมื่อกลับมาถึง หลินลั่วเฉินก็ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก เขาเปลี่ยนแปลงความทรงจำของเยวี่ยอวี๋ชิงเรียบร้อยแล้ว น่าจะพอตบตาผ่านเรื่องนี้ไปได้สักพัก

เมื่อยกภูเขาออกจากอก หลินลั่วเฉินก็อารมณ์ดีขึ้นมาทันที ในขณะที่กำลังว่างๆ เขาก็หยิบเลือดพิษของกู้ชิงหานมาใช้สืบสาวต้นตออีกครั้ง

ทว่าเมื่อมองเห็นสถานการณ์ตรงหน้า เขากลับพบว่าตัวเองพลาดฉากเด็ดอะไรบางอย่างไปเสียแล้ว

กู้ชิงหานใบหน้าแดงระเรื่อ ดูเหมือนจะเพิ่งอาบน้ำเสร็จ นางเปลี่ยนมาใส่ชุดกระโปรงสีเรียบง่าย และกำลังเตรียมจะซักล้างเสื้อผ้าที่เพิ่งถอดออก

หลินลั่วเฉินมองดูรอยคราบจางๆ บนกางเกงตัวในของนาง แล้วแค่นเสียงเย็นชา จับเส้นด้ายแห่งเหตุและผลส่งเสียงผ่านไปในทันที

"กู้ชิงหาน ปากบอกว่าไม่ แต่ร่างกายของเจ้ากลับซื่อสัตย์มากเลยนะ ... "

กู้ชิงหานชะงักกึกไปในทันที ใบหน้าแดงก่ำไปถึงใบหู ทว่านางกลับทำเป็นหูทวนลม ก้มหน้าก้มตาขยี้ผ้าหลักฐานในมืออย่างรวดเร็ว

น่าโมโห น่าโมโหจริงๆ โทษไอ้เด็กนั่นคนเดียวเลย!

กู้ชิงหานเผลอขยี้ผ้าผืนบางนั้นอย่างรุนแรง ราวกับมีความแค้นเคืองกับมันก็ไม่ปาน

จากนั้นเสียงดัง แคว่ก ก็ดังขึ้น กางเกงซับในที่ผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชนก็ขาดวิ่น ทำเอานางถึงกับตกตะลึงไปเลย

กางเกงตัวในของนาง พังไปอีกตัวแล้ว ...

หลินลั่วเฉินแทบจะกลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่ เอ่ยกระแนะกระแหน "ผ้าชิ้นนี้ช่างไม่ทนทานเอาเสียเลย หรือว่าช่วงนี้จะเกิดน้ำป่าไหลหลากบ่อยเกินไป ก็เลยเปื่อยยุ่ยไปหมดแล้วล่ะ"

"หรือว่า ... ท่านเจ้าสำนักกู้จงใจทำ เพื่อเตรียมจะใส่กางเกงเปิดเป้า จะได้สะดวกเวลาไอ้เด็กนั่นลงมือทำอะไรต่อมิอะไร"

"ไปตายซะ! ไสหัวไปให้พ้น!"

กู้ชิงหานสติแตกไปอย่างสมบูรณ์ ทว่าหลินลั่วเฉินก็ยังไม่ยอมปล่อยนางไปง่ายๆ

"โธ่เอ๊ย เจ้าอย่าเพิ่งโมโหสิ ความจริงแล้วไม่ใส่เลยก็ได้นะ ไอ้เด็กนั่นน่าจะชอบมากกว่าด้วยซ้ำ!"

เสียงของหลินลั่วเฉินดังก้องกังวานราวกับมารร้าย กระตุ้นให้กู้ชิงหานอยากจะจับมารผจญในใจตนนี้มาสับเป็นหมื่นๆ ชิ้นเสียจริงๆ

จบบทที่ บทที่ 330 - หลอกตัวเองหลอกผู้อื่น

คัดลอกลิงก์แล้ว