- หน้าแรก
- ชาติก่อนเป็นคนดีแล้วตายฟรี ชาตินี้ย้อนเวลามาข้าจะไม่ทน
- บทที่ 250 - รักเกิดเมื่อใดมิอาจรู้ ทว่าผูกพันลึกซึ้ง
บทที่ 250 - รักเกิดเมื่อใดมิอาจรู้ ทว่าผูกพันลึกซึ้ง
บทที่ 250 - รักเกิดเมื่อใดมิอาจรู้ ทว่าผูกพันลึกซึ้ง
หลินลั่วเฉินย่อมไม่รู้ถึงความในใจของซูอวี่เหยา เขามองดูนางด้วยสายตาที่ทั้งอ่อนโยนและซับซ้อน
"เหยา ... "
พวงแก้มของซูอวี่เหยาถูกย้อมด้วยสีแดงระเรื่อ นางอึกอักอยากจะพูดแต่ก็ไม่กล้า อยากจะหนีทว่าก็ตัดใจก้าวขาไม่ออก
ในจังหวะอันน่าอึดอัดนี้เอง ...
"สตรีศักดิ์สิทธิ์! ศิษย์พี่หลิน!"
เสียงเรียกด้วยความดีใจก็ดังขึ้น!
หลินลั่วเฉินและซูอวี่เหยาชะงักไปพร้อมกัน หันไปมองพวกหลีโก่วเซิ่งที่กำลังวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
ซูอวี่เหยารู้สึกโล่งอกราวกับยกภูเขาออกจากอก ทว่าในใจกลับรู้สึกเสียดายอยู่ลึกๆ นางจึงหันไปถลึงตาใส่พวกหลีโก่วเซิ่งอย่างขัดใจ
หลีโก่วเซิ่งรู้สึกเย็นวาบที่หลังคออย่างไม่มีสาเหตุ เขาเกาหัวแกรกๆ ด้วยความงุนงง
พวกเราเข้ามาขัดจังหวะอะไรหรือเปล่านะ
หลังจากที่พวกเขาปีนขึ้นมาจากแม่น้ำใต้ดิน ก็ออกตามหาหลินลั่วเฉินมาโดยตลอด
เมื่อมองเห็นซูอวี่เหยากับเซี่ยจิ่วโยวสู้กันอย่างดุเดือดอยู่บนฟ้า พวกเขาก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้ รอจนเรื่องสงบลงถึงได้กล้าโผล่มา
ในยามนี้ สายตาที่หลีโก่วเซิ่งและลู่เหรินเจี่ยมองหลินลั่วเฉิน เต็มไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธาประหนึ่งขุนเขาสูงตระหง่าน
คนจริง!
ถึงกับกล้าสารภาพรักกับสตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเสวี่ยซาต่อหน้าธารกำนัล!
เสียงตะโกนเมื่อครู่ คงจะได้ยินไปไกลนับร้อยลี้เป็นแน่!
ทว่าทุกคนต่างก็แอบคิดในใจ ตอนที่เซี่ยจิ่วโยวเพิ่งมาถึง ทั้งสองคนยังทำตัวเหมือนคนแปลกหน้ากันอยู่เลยไม่ใช่หรือ
เหตุใดจู่ๆ ถึงได้ผูกพันกันลึกซึ้ง จนถึงขั้นสารภาพรักต่อหน้าผู้คนได้ล่ะ
หลีโก่วเซิ่งและหลานสุ่ยอวิ๋นมีแววตาลุกลี้ลุกลน พวกเขาคิดทบทวนอยู่อย่างเงียบๆ ก่อนจะนึกถึงเรื่องราวในความฝันขึ้นมาได้
หรือว่า ... ความฝันของทุกคนจะเชื่อมต่อกัน
ความคิดนี้ทำให้พวกเขาเย็นสันหลังวาบ เหงื่อกาฬแตกพลั่กในทันที
แย่แล้ว! งานเข้าแล้ว!
หลินลั่วเฉินถูกขัดจังหวะ จึงทำได้เพียงเก็บคำพูดเหล่านั้นลงไปก่อน
เพราะหากพูดออกไปต่อหน้าผู้คน เขาเกรงว่าซูอวี่เหยาจะอับอายจนพาลฆ่าปิดปากเอาได้
ในยามนี้ เมื่อเห็นสายตาของทั้งสามคน เขาก็นึกถึงเสียงตะโกนเมื่อครู่ขึ้นมาได้ จึงรู้สึกเก้อเขินเป็นอย่างมาก
"พวกเจ้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่"
"เพิ่งมาๆ!"
หลีโก่วเซิ่งตอบสนองได้เร็วที่สุด เขาปั้นรอยยิ้มประจบประแจง "ศิษย์พี่หลินและสตรีศักดิ์สิทธิ์ปลอดภัยดี ช่างโชคดีจริงๆ!"
หลานสุ่ยอวิ๋นก็รีบผสมโรง "ครั้งนี้ต้องพึ่งสตรีศักดิ์สิทธิ์และศิษย์พี่หลิน พวกเราถึงรอดชีวิตมาได้"
ซูอวี่เหยาพยักหน้าอย่างสงวนท่าที จู่ๆ นางก็นึกถึงข้อหาที่เซี่ยจิ่วโยวสาดโคลนใส่ ความทรงจำที่ตายไปแล้วกลับมาโจมตีหัวสมองของนางอย่างบ้าคลั่ง
"อะแฮ่ม ... "
นางแสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือ "เรื่องก่อนหน้านี้ ล้วนทำไปเพื่อตบตาพวกศัตรูทั้งนั้น เป็นเรื่องสุดวิสัย! เข้าใจหรือไม่"
ลู่เหรินเจี่ยทำหน้างง "เรื่องอันใดกัน"
หลีโก่วเซิ่งกระแทกศอกใส่เขาอย่างแรง พร้อมกับฉีกยิ้มกว้าง "เข้าใจ! สตรีศักดิ์สิทธิ์วางใจได้ พวกเราเข้าใจแจ่มแจ้งเลยขอรับ!"
ซูอวี่เหยาแค่นเสียงเย็น "หากข้าได้ยินข่าวลือบ้าบออันใดในสำนักล่ะก็ หึ ... "
หลีโก่วเซิ่งลอบด่าในใจ ข่าวลือของพวกท่านสองคนมันแพร่สะพัดไปทั่วทั้งสำนักแล้ว จะมาโทษพวกเราได้อย่างไร
ทว่าบนใบหน้าของเขากลับมีท่าทีก้มหน้าก้มตาอย่างว่าง่าย "ข่าวลือ? ข่าวลืออันใดกัน สตรีศักดิ์สิทธิ์เพิ่งจะเดินทางมาถึงไม่ใช่หรือขอรับ"
ซูอวี่เหยารู้สึกพอใจ นางมองไปยังภูเขาที่ถล่มทลายอยู่ไกลๆ แล้วถอนหายใจ "สุสานถูกทำลายไปจนหมดสิ้นแล้ว ของล้ำค่าข้างในนั้น ... ช่างน่าเสียดายจริงๆ"
หลีโก่วเซิ่งเองก็รู้สึกเสียดายจนปวดใจ เขาบ่นอุบอิบ "พลังของหยกหวงเหลียงนั่นมันช่างชั่วร้ายนัก ทำให้พวกเราพลาดโอกาสขนของล้ำค่าไปเลย!"
หลินลั่วเฉินย่อมไม่มีทางยอมรับว่าของล้ำค่าเหล่านั้นอยู่กับตน เขาพยักหน้าเห็นด้วย "ดูเหมือนว่าพวกเราจะเข้าไปอยู่ในความฝันเดียวกัน เมื่อหยกแตกความฝันจึงตื่น"
ลู่เหรินเจี่ยเป็นคนปากไว เขาเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "แล้วพวกท่านฝันเห็นอันใดบ้างล่ะ"
ทันทีที่พูดจบ เขาก็สะดุ้งเฮือก สัมผัสได้ว่าอุณหภูมิรอบด้านลดฮวบลงอย่างกะทันหัน
หลีโก่วเซิ่งกุมขมับ การที่ศิษย์พี่ลู่รอดชีวิตมาได้จนถึงป่านนี้ ช่างเป็นปาฏิหาริย์โดยแท้!
เขารีบหัวเราะแห้งๆ เพื่อเปลี่ยนเรื่อง "ข้าหรือ ข้าฝันดีสุดๆ ไปเลยล่ะ!"
"ฝันว่าตัวเองถึงจะหน้าตาธรรมดา ทว่ากลับมีภรรยาเต็มบ้าน ซ้ายขวาประกบด้วยสาวงาม ช่างเป็นชีวิตที่สุขสำราญเหลือเกิน! ฮ่าฮ่า!"
หลินลั่วเฉินขมวดคิ้ว "หน้าตาธรรมดาหรือ"
ในความทรงจำของเขา หมอผีเทวดาหลีโก่วเซิ่งผู้นั้น เป็นบุรุษที่มีรูปร่างหน้าตาสูสีกับเขาเลยทีเดียวนะ
หลีโก่วเซิ่งรีบพยักหน้ารัวๆ "ใช่ๆๆ! ถึงหน้าตาจะไม่ให้ แต่ในความฝันมันฟินสุดๆ ไปเลยล่ะ!"
หลินลั่วเฉินถามต่อ "สหายนักพรตหลี ในความฝันเจ้าเคยเห็นข้าหรือไม่ หรือเห็นคนที่มีชื่อแซ่เดียวกับข้าบ้างไหม"
หลีโก่วเซิ่งมีท่าทีอึดอัด เขาเกาหัวแกรกๆ
"นั่นก็ไม่เห็นนะขอรับ ข้ามัวแต่ตามหาสาวงาม ... "
เขาจะยอมรับได้อย่างไรล่ะ เมื่อนึกถึงบทสนทนาอันแปลกประหลาดในความฝัน เขาก็รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ที่บอกว่าตื่นมาแล้วอย่าลืมฆ่าข้าล่ะ
เกิดเจ้าเด็กนี่เอาจริงขึ้นมาจะทำอย่างไร
แล้วตกลงเขากับตาแก่นั่นมีความสัมพันธ์อันใดกันแน่
หลินลั่วเฉินหันไปมองอีกสองคนด้วยความสงสัย พลางขมวดคิ้ว "แล้วพวกเจ้าล่ะ ฝันเห็นอะไรบ้าง"
ลู่เหรินเจี่ยเกาหัว "แฮะๆ ข้าฝันว่าตัวเองกลายเป็นอัจฉริยะเหนือใคร เก่งกาจไร้เทียมทาน ไปที่ไหนก็มีแต่คน ... "
"บังเอิญจังเลยนะ!"
หลานสุ่ยอวิ๋นเปิดเผยสถานะของตนเองในความฝันไปแล้ว ย่อมไม่มีทางยอมรับเรื่องราวในความฝันเด็ดขาด
นางเกรงว่าลู่เหรินเจี่ยจะหลุดปาก จึงรีบแย่งพูด "ข้าก็เหมือนกัน! ฝันว่าตัวเองโดดเด่นในสำนักซืออิน กลายเป็นศิษย์อัจฉริยะเลยล่ะ!"
ในเวลาเดียวกัน นางก็ขยิบตาให้ลู่เหรินเจี่ยอย่างบ้าคลั่ง แต่น่าเสียดายที่เขาไม่เข้าใจ
"ข้าไม่ได้อยู่สำนักซืออินนะ ข้าอยู่สำนักเทียน ... "
"แค่กๆๆ!"
หลานสุ่ยอวิ๋นไอรัวๆ เพื่อขัดจังหวะ แม้ว่านางจะไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับลู่เหรินเจี่ย หรือก็คือหลงอ้าวเทียนในความฝันก็ตาม
ทว่านางก็กลัวว่าเขาจะมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ หลีโก่วเซิ่งซึ่งเป็นคนฉลาดแกมโกงจึงรีบผสมโรงหัวเราะแห้งๆ ขึ้นมาทันที
"ศิษย์พี่ลู่ ในความฝันเจ้าคงไม่ได้อยู่สำนักอื่นหรอกนะ"
ลู่เหรินเจี่ยราวกับเพิ่งตื่นจากภวังค์ เหงื่อเย็นแตกพลั่กในทันที
ตนเองเป็นคนของสำนักซืออิน ซ้ำคนตรงหน้ายังเป็นถึงสตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักซืออิน!
หากบอกว่าในความฝันตัวเองเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเทียนเหยี่ยน นี่มันไม่เท่ากับทรยศสำนักหรอกหรือ
"หา? ไม่ใช่ๆ! ข้าก็แค่ ... แฮะๆ ฝันทะลึ่งไปหน่อย ไม่พูดแล้ว ไม่พูดแล้วดีกว่า!"
หลานสุ่ยอวิ๋นหัวเราะคิกคักเพื่อช่วยคลี่คลายสถานการณ์ "ก็แค่ความฝันนี่นา ใครบ้างจะไม่มีความคิดแผลงๆ ข้ายังฝันว่าตัวเองได้เป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์เลยนะ!"
ทั้งสามคนผลัดกันรับส่งบทอย่างเข้าขากัน สร้างเรื่องราวโกหกพกปลมที่ห่างไกลจากความฝันอันแท้จริงไปไกลลิบ
ลู่เหรินเจี่ยถูกพาให้พูดเรื่องจริงครึ่งเท็จครึ่ง จึงไม่หลุดพิรุธออกมามากนัก
หลินลั่วเฉินไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับหลงอ้าวเทียนซึ่งเป็นร่างจำแลงของลู่เหรินเจี่ยมากนัก จึงไม่ได้เชื่อมโยงพวกเขาทั้งสองคนเข้าด้วยกัน
หลงอ้าวเทียนในความฝันจนตายก็ยังไม่รู้ชื่อของหลินลั่วเฉิน ซ้ำยังไม่ได้ติดต่อกับคนอื่นๆ มากนัก
เขาเคยมีปฏิสัมพันธ์สั้นๆ แค่กับซูอวี่เหยา หลินลั่วเฉิน และเซี่ยจิ่วโยวเท่านั้น เขาจึงไม่ทันตระหนักว่าความฝันของทุกคนเชื่อมต่อกัน
ทว่าลู่เหรินเจี่ยเคยเป็นศัตรูกับซูอวี่เหยา สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดของเขาพุ่งปรี๊ด เขาจึงไม่มีทางหลุดปากเล่าเรื่องส่วนนี้ออกมาแน่ๆ
หลินลั่วเฉินยิ่งฟังก็ยิ่งขมวดคิ้วแน่น บนใบหน้าเต็มไปด้วยความสับสน
เรื่องนี้มันไม่ตรงกับสิ่งที่เขาเจอในความฝันเลยนี่นา
หากปฏิกิริยาของเซี่ยจิ่วโยวทำให้เขามั่นใจว่าความฝันเชื่อมต่อกัน ทว่าการที่คนพวกนี้รวมหัวกันโกหก ก็ทำให้เขากลับมาสับสนอีกครั้ง
ทว่าไม่นานหลินลั่วเฉินก็คิดตก เขาตระหนักได้ว่าหลานสุ่ยอวิ๋นและหลีโก่วเซิ่งต่างก็มีเหตุผลให้ต้องปิดบังเขา
แล้วลู่เหรินเจี่ยล่ะ
เหตุใดในความฝันเขาถึงไม่เห็นลู่เหรินเจี่ยเลย
หรือว่าจะเป็นเพราะชื่อลู่เหรินเจี่ย (ตัวประกอบ ก.) เลยกลายเป็นตัวประกอบไปจริงๆ
แล้วฉวีหลิงอินล่ะ
เดิมทีซูอวี่เหยารู้สึกสิ้นหวังและเตรียมตัวจะยอมรับความจริงแล้ว เพราะนางไม่รู้ว่าจะสู้หน้าหลินลั่วเฉินอย่างไรดี
ทว่าเมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ นางก็รู้สึกโล่งอกขึ้นมาทันที
ช่างเหมือนกับ ภูเขาทับซ้อนสายน้ำวกวน นึกว่าไร้หนทาง ที่แท้ยังมีหมู่บ้านใต้ร่มหลิวจริงๆ!
ที่แท้ก็มีแค่ความฝันของเจ้ากับเซี่ยจิ่วโยวที่เชื่อมต่อกัน ข้าไม่ได้มีความฝันน่าอับอายพวกนั้นเสียหน่อย!
ใช่แล้ว! ตีให้ตายก็ห้ามยอมรับ! ต้องรักษาหน้าไว้!
เมื่อคิดได้ดังนั้น ซูอวี่เหยาก็กระแออมเบาๆ "เอาล่ะ ที่นี่เกิดเรื่องใหญ่โต ไม่ใช่ที่ที่ควรอยู่นาน มีอะไรค่อยกลับไปคุยกันที่สำนักก็แล้วกัน!"
ทุกคนต่างก็อยากจะรีบไปให้พ้นๆ จึงรีบพยักหน้าเห็นด้วยรัวๆ
หลินลั่วเฉินเพิ่งนึกถึงอวิ๋นจิ่นขึ้นมาได้ เขารีบเหาะลงไปและอุ้มอวิ๋นจิ่นที่หลับใหลราวกับเจ้าหญิงนิทราขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
"แล้วแม่ทัพสวีล่ะ"
เขามองไปรอบๆ พลางขมวดคิ้ว "ข้ายังมีของต้องมอบให้แม่ทัพสวีอีกนะ!"
ฟังจากที่แม่ทัพสวีเล่า เขาก็น่าจะเข้ามาอยู่ในความฝันก่อนหน้านี้เหมือนกัน
เรื่องที่ความฝันเชื่อมต่อกันหรือไม่ ลองไปถามเขาดูก็น่าจะรู้เรื่อง
เขาคงไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องปิดบังข้าหรอกมั้ง
ซูอวี่เหยาใจหล่นวูบ แย่แล้ว! ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท! ยังมีโจวเยี่ยนอยู่อีกคน!
นางแสร้งทำเป็นนิ่งสงบ "งั้นหรือ เช่นนั้นพวกเราลองหาดูไหม"
กลุ่มคนแยกย้ายกันออกค้นหา ทว่าหาจนค่อนคืน แม่ทัพสวีก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับละเหยไปในอากาศ
หลีโก่วเซิ่งบ่นอุบอิบ "แม่ทัพสวีก็ออกมาพร้อมกับพวกเรานี่นา เหตุใดจู่ๆ ถึงหายตัวไปได้ล่ะ"
ซูอวี่เหยาตอบอย่างไม่ใส่ใจ "เขาเป็นนักโทษหลบหนีของราชสำนัก ย่อมต้องซ่อนตัวให้มิดชิดสิ"
หลินลั่วเฉินขมวดคิ้ว และเสนอให้ไปตามหาโจวเยี่ยน
เพราะเรื่องที่นางตะโกนก่อนหน้านี้ ดูเหมือนจะตรงกับสิ่งที่เขาเห็นในความฝันเช่นกัน
ทว่าโจวเยี่ยนที่เพิ่งแยกทางกับเขากลับหายตัวไปราวกับระเหยไปในอากาศ หาเท่าไหร่ก็ไม่พบ
นางไม่ได้กลับไปที่คฤหาสน์เทียนโจวด้วยซ้ำ ราวกับว่านางหนีจากไปเพียงลำพังแล้ว
หลินลั่วเฉินสัมผัสได้ถึงความผิดปกติอย่างเฉียบคม เขาหันไปมองซูอวี่เหยา
ซูอวี่เหยารู้สึกผิดที่ถูกเขามอง จึงฝืนอธิบายข้างๆ คูๆ
"ครอบครัวพินาศชั่วข้ามคืน พลังของนางก็ไม่มากพอที่จะสืบทอดบรรดาศักดิ์และสะกดข่มคนอื่นๆ ได้ คงจะ ... ท้อแท้สิ้นหวังแล้วหนีไปตั้งรกรากที่อื่นแล้วกระมัง"
หลินลั่วเฉินยิ้มอย่างมีความหมายแฝงเร้น "แม่ทัพสวีเป็นถึงยอดฝีมือระดับถอดวิญญาณ วิชาซ่อนตัวย่อมล้ำเลิศ ทว่าไม่คิดเลยว่าโจวเยี่ยนเองก็จะซ่อนตัวได้เก่งขนาดนี้"
ซูอวี่เหยาหัวเราะแห้งๆ "ยังไงนางก็เป็นถึงคุณหนูจวนโหว บรรพบุรุษอาจจะทิ้งของวิเศษไว้ให้ใช้หลบหนีเอาชีวิตรอดก็ได้นะ"
หลินลั่วเฉินพยักหน้า เอ่ยอย่างมีความหมาย "หวังว่านางจะปลอดภัยเถอะ พวกเราไปกันได้แล้ว!"
ซูอวี่เหยาชะงักไป "ไม่หาแล้วหรือ"
หลินลั่วเฉินส่ายหน้า "หาไม่เจอก็ไม่ต้องหาแล้ว ยังไงเสียในใจข้าก็มีคำตอบอยู่แล้ว!"
เขาโยนแหวนมิติวงหนึ่งให้ซูอวี่เหยา "หากท่านอาจารย์มีโอกาสได้พบแม่ทัพสวี รบกวนช่วยฝากไปให้เขาด้วยนะขอรับ"
ซูอวี่เหยางุนงง "แล้วข้าจะไปพบเขาได้ที่ไหนล่ะ"
หลินลั่วเฉินยิ้มอย่างลึกล้ำ "ใครจะไปรู้ล่ะขอรับ"
ซูอวี่เหยารู้สึกเหมือนถูกมองทะลุปรุโปร่ง นางจึงแกล้งทำเป็นโมโหแก้เก้อ
ไอ้เด็กนี่มันน่าหมั่นไส้จริงๆ!
พวกหลินลั่วเฉินลองสอบถามชาวบ้านในเมือง จึงได้รู้ว่าเวลาผ่านไปกว่าสี่เดือนแล้วนับตั้งแต่ที่พวกเขาเข้าไปในสุสาน
สิ่งที่น่าเหลือเชื่อที่สุดก็คือ พวกเขาที่ยังไม่บรรลุวิชาอิ่มทิพย์ กลับไม่หิวตายเสียก่อน ถือเป็นปาฏิหาริย์อย่างยิ่ง
ซูอวี่เหยางุนงงเป็นอย่างมาก นางไม่เห็นจำได้เลยว่าหยกหวงเหลียงจะมีความสามารถเช่นนี้ด้วย!
นางมองไปทางหลินลั่วเฉิน ก่อนจะเอ่ยถามโดยสัญชาตญาณ "แล้วต่อไปพวกเราจะไปที่ใด"
หลินลั่วเฉินก้มมองอวิ๋นจิ่นในอ้อมกอด พลางถอนหายใจ "พบคนแล้ว กลับสำนักเถอะ"
ความฝันอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ทำให้เขาได้ผลเก็บเกี่ยวมากมาย ทว่าก็เต็มไปด้วยความสงสัยเช่นกัน เขาต้องการเวลาเพื่อทบทวนเรื่องราวอย่างสงบ
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เขาได้รับปากจอมมารโยวเหลียนในยุคบรรพกาลไว้ ว่าจะพานางไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง
เขาไม่รู้ว่าตนเองเสียเวลาไปกับความฝันนี้นานเท่าใดแล้ว หวังว่าจะยังไม่สายเกินไปนะ
ผู้หญิงคนนั้นดูไม่ใช่คนมีเหตุผลเสียด้วย หวังว่าจะไม่ทำอะไรไป๋เวยและคนอื่นๆ หรอกนะ
หากไม่ต้องกังวลว่ายุคบรรพกาลจะมีจอมมารโยวเหลียนที่เป็นเหมือนระเบิดเวลาคอยท่าอยู่ เขาคงอยากจะมุ่งหน้าไปยังสำนักเทียนเหยี่ยนเพื่อพบกับมู่หรงชิวจื่อก่อนเสียด้วยซ้ำ
สำหรับมู่หรงชิวจื่ออาจจะไม่ได้พบกันแค่สองปีกว่า ทว่าสำหรับหลินลั่วเฉิน มันคือความคิดถึงที่ห่างหายกันไปหลายร้อยปีเลยทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น การนำแหวนมิติไปส่งให้ก็ถือเป็นข้ออ้างชั้นดีในการเดินทางไปที่สำนักเทียนเหยี่ยนอย่างเปิดเผย
ช่างน่าเสียดาย หลินลั่วเฉินจำต้องกลับไปยังยุคบรรพกาลก่อน
ส่วนเรื่องการนำแหวนมิติไปมอบให้อวิ๋นชูจี้และพบมู่หรงชิวจื่อ คงต้องรอโอกาสหน้าเสียแล้ว
เขาหันไปมองพวกหลานสุ่ยอวิ๋น "แล้วพวกเจ้าล่ะ"
หลานสุ่ยอวิ๋นรีบตอบ "ในเมื่อพบกันแล้ว มิสู้กลับสำนักพร้อมกันเลยเล่า ระหว่างทางจะได้มีคนคอยช่วยเหลือกันด้วย!"
หลีโก่วเซิ่งพยักหน้ารัวๆ "ใช่ๆๆ! สตรีศักดิ์สิทธิ์คงไม่รังเกียจพวกเราใช่ไหมขอรับ"
แม่ทัพสวีและโจวเยี่ยนจู่ๆ ก็ "หายตัวไป" อย่างไร้ร่องรอย พวกเขาย่อมไม่อยากให้ตัวเองต้องหายตัวไปหลังจากแยกย้ายกันเช่นกัน
ตอนนี้มีเพียงการเกาะต้นขาใหญ่ของหลินลั่วเฉินไว้เท่านั้น จึงจะหลีกเลี่ยงการถูกหุ่นเชิดศพคาบไปกินกลางดึกได้
ซูอวี่เหยาปรายตามองพวกเขาทั้งสองคน ก่อนจะยิ้มหวาน "ไม่รังเกียจหรอก ขอเพียง ... พวกเจ้าสงบเสงี่ยมเจียมตัว อย่าหาเรื่องใส่ตัวก็พอ!"
หลีโก่วเซิ่งและหลานสุ่ยอวิ๋นเข้าใจความหมายแฝงของนางทันที 'พวกเจ้าอย่าพูดจาซี้ซั้วเชียวนะ!'
"แน่นอน! จะต้องสงบเสงี่ยมอย่างแน่นอน!"
ซูอวี่เหยาปล่อยอินทรีศพขนาดยักษ์ออกมา ทุกคนต่างปีนขึ้นไปบนหลังนกด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกันไป ก่อนจะมุ่งหน้ากลับไปยังสำนักซืออินด้วยความรวดเร็ว
สายตาของหลินลั่วเฉินมักจะไปหยุดอยู่ที่ซูอวี่เหยาอยู่บ่อยครั้ง เขาตั้งใจว่าเมื่อได้อยู่กันตามลำพังแล้ว ค่อยเปิดอกคุยกับนางให้รู้เรื่อง
ซูอวี่เหยาถูกเขามองจนรู้สึกหนาวสั่นที่สันหลัง นั่งไม่ติดที่ รู้สึกราวกับถูกเปลื้องผ้าจนล่อนจ้อน อับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
นางโกรธจนหันกลับไปถลึงตาใส่
ทว่าหลินลั่วเฉินกลับส่งยิ้มอ่อนโยนกลับมาให้
ซูอวี่เหยาพ่ายแพ้ราบคาบในพริบตา นางรีบหันหน้าหนี แสร้งทำเป็นชมวิวทิวทัศน์ ทว่าหัวใจกลับเต้นผิดจังหวะไปเสียแล้ว
ในขณะเดียวกัน ณ ป่าทึบที่อยู่ห่างจากจุดค้นหาของทุกคนไปกว่าสิบลี้
"อื้อๆๆ!"
แม่ทัพสวีถูกหุ่นเชิดศพสีดำทมิฬตนหนึ่งเอามือปิดปากไว้แน่น ท่อนแขนอันหนาเตอะของมันรัดเอวเขาไว้ราวกับปลอกเหล็ก เขากลายเป็นเหมือนกระสอบทรายที่ถูกหนีบไว้ใต้รักแร้
เป็นถึงยอดฝีมือสายกายาระดับถอดวิญญาณ ทว่าในยามนี้กลับไม่มีโอกาสได้ดิ้นรนเลยแม้แต่น้อย!
ที่น่าแปลกประหลาดก็คือ หุ่นเชิดศพตนนี้ไม่ได้ดูดเลือดหรือฉีกกระชากวิญญาณของเขา มันเพียงแค่วิ่งตบเถ้าย่ำสุมเข้าไปในป่าลึกอย่างเอาเป็นเอาตาย
บางครั้งมันก็เปลี่ยนทิศทางอย่างกะทันหัน ราวกับกำลังหลบหลีกสัตว์ร้ายอันตรายบางอย่าง
"ไอ้ตัวบัดซบนี่มันต้องการอะไรกันแน่!"
แม่ทัพสวีทั้งตกใจทั้งโกรธ ทันใดนั้นหางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งอยู่ไม่ไกลนัก
โจวเยี่ยนเองก็ถูกหุ่นเชิดศพอีกตนหนึ่งจับตัวมาในท่าทางเดียวกันเป๊ะ ใบหน้าของเด็กสาวซีดเผือด แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ทั้งสองคนสบตากันกลางอากาศ ต่างก็อ่านความสับสนจากสายตาของอีกฝ่ายได้ตรงกัน นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะเนี่ย!
ไม่นานนัก หุ่นเชิดศพก็หยุดวิ่ง ทว่ากลับไม่ได้ปล่อยตัวพวกเขาไป มันเอาแต่ยืนนิ่งทื่ออยู่อย่างนั้น
นี่ เจ้าจับพวกเรามา อย่างน้อยก็ทรมานรีดไถกันหน่อยสิ!
จับมาแล้วไม่ทำอะไร มันหมายความว่าอย่างไรกัน
หนึ่งวัน สองวัน สามวันผ่านไป ... ไม่มีผู้ใดปรากฏตัวขึ้นเลย พวกเขาก็ดิ้นรนหลุดไปไม่ได้เช่นกัน
แม่ทัพสวีรู้สึกสิ้นหวัง นี่คนที่ควบคุมหุ่นเชิดศพพวกนี้ คิดจะปล่อยให้พวกเราอดตายหรืออย่างไรกัน
คงไม่ใช่ว่า นางลืมพวกเราไปแล้วหรอกนะ
เป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางเป็นไปได้อย่างเด็ดขาด!
ห่างออกไปไกลโพ้น ณ ศูนย์บัญชาการใหญ่ศาลศักดิ์สิทธิ์แคว้นซวน
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ฟ่านที่กำลังอยู่ในระหว่างการเก็บตัวฝึกตนอย่างปิดตาย จู่ๆ หัวคิ้วก็กระตุก เขาเบิกตาโพลงขึ้นมาทันที!
เขาพบว่าเสี้ยววิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่เขาใช้ตรวจสอบความเคลื่อนไหวของฟ้าดิน กลับถูกตัดขาดไปอย่างเงียบเชียบ!
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ฟ่านมีแสงสีทองไหลเวียนอยู่ที่ปลายนิ้ว เขาเร่งคำนวณชะตากรรมอย่างรวดเร็ว หวังจะตามรอยต้นตอให้พบ
ทว่าความลับสวรรค์กลับขุ่นมัวไปหมด!
เสี้ยววิญญาณศักดิ์สิทธิ์นั้นราวกับระเหยไปในอากาศ ไร้ซึ่งร่องรอยใดๆ!
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ฟ่านขมวดคิ้วแน่น บนใบหน้าอันน่าเกรงขามมีความประหลาดใจพาดผ่านอย่างหาได้ยากยิ่ง
ในโลกนี้ ... ถึงกับมีผู้ที่สามารถตัดเสี้ยววิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของข้าไปได้อย่างง่ายดาย ซ้ำยังไม่หลงเหลือร่องรอยผลกรรมใดๆ ไว้เลยเชียวหรือ
เมื่อครู่นี้มีความเคลื่อนไหวอันแผ่วเบามาจากแคว้นหลาน ... วิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งวัฏสงสาร ...
หรือว่า ... เซียนศักดิ์สิทธิ์แห่งวัฏสงสารในตำนานที่เร้นกายไปนานแล้วผู้นั้น ... จะหวนกลับมาแล้ว
ผู้คนต่างรู้เพียงว่าดินแดนทั้งเก้ามีเซียนศักดิ์สิทธิ์เก้าคนคอยปกปักรักษา ทว่ากลับไม่รู้เลยว่านอกเหนือจากเซียนศักดิ์สิทธิ์ทั้งเก้าคนนั้น ท่ามกลางฟ้าดินนี้ ... ยังคงมีเซียนศักดิ์สิทธิ์ที่ลึกลับที่สุดดำรงอยู่อีกหนึ่งคน
เขาหลุดพ้นจากกฎเกณฑ์ทั้งปวง อยู่เหนือความควบคุมใดๆ
วิถีสวรรค์มีห้าสิบ กฎเกณฑ์มีสี่สิบเก้า มนุษย์คือหนึ่งที่หลุดรอด
และเขา ก็คือหนึ่งที่หลุดรอดนั้น! เป็นตัวแปรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฟ้าดิน!
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ลึกลงไปในวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งวัฏสงสาร
จักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ม่อเสวี่ยกำลังเอนกายพักผ่อนอยู่บนเก้าอี้หงส์ นางหลับตาพริ้มอย่างสบายอารมณ์
จู่ๆ หยาดน้ำตาใสแจ๋วก็ร่วงหล่นลงมาจากหางตาที่ปิดสนิทอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย มันไหลอาบลงมาตามใบหน้าอันงดงามไร้ที่ติของนาง
ในความฝัน พลังอันมหาศาลที่ไม่อาจต้านทานได้กำลังลอกคราบความทรงจำอันแสนสำคัญของนางออกไป
นางพยายามไขว่คว้าอย่างสุดกำลัง ทว่าก็เหมือนกับการกำทรายที่ไหลหลุดมือไป
ทว่าในวินาทีก่อนที่ความทรงจำนั้นจะสูญสลายไปอย่างสมบูรณ์ ความรู้สึกอันแผ่วเบาทว่าชัดเจนที่สุดกลับสลักลึกอยู่ในใจนาง
เขาไม่ตาย ข้ายังมีโอกาส!
ผ่านไปครู่หนึ่ง ขนตายาวงอนของจักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ม่อเสวี่ยก็สั่นระริก นางค่อยๆ ลืมตวงตาที่งดงามจนแม้แต่ดวงดาวยังต้องหมองหม่นขึ้นมา
ภายในดวงตาคู่งามนั้น มีความงุนงงของการเพิ่งตื่นนอน และยังมีความชื้นแฉะเจือปนอยู่เล็กน้อย
นางยกนิ้วเรียวงามขึ้นลูบไล้พวงแก้มโดยสัญชาตญาณ เมื่อสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือก นางก็พึมพำอย่างสับสน "นี่ข้า ... เป็นอะไรไป"
นางกุมหน้าอกอันเต่งตึงและอวบอิ่มที่หนักอึ้งไว้ ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดแล่นเข้ามาในหัวใจ
ตรงนี้ ... เหมือนจะมีใครบางคน ... ชอบมากไม่ใช่หรือ
ใจของนางโหวงเหวง ราวกับสูญเสียของล้ำค่าที่สุดไป ทว่ากลับมีความรู้สึกยินดีของการได้ของรักกลับคืนมาพันเกี่ยวอยู่อย่างน่าประหลาด
นางขมวดคิ้วเรียวงามราวกับภูเขา พยายามไขว่คว้าความรู้สึกที่กำลังจะจางหายไปนั้น ทว่ากลับสูญเปล่า
ทันใดนั้น ใบหน้าอันงดงามของนางก็ปรากฏความตกตะลึงขึ้นมา ด่านเคราะห์แห่งรักที่นางปิดตายมานับพันปี และแข็งแกร่งดั่งหินผา ... จู่ๆ ก็คลายตัวลงอย่างไม่มีสาเหตุ!
อะไรกัน
เปิ่นกงแค่นอนพักสายตาอยู่ในวิหารศักดิ์สิทธิ์ ด่านเคราะห์แห่งรัก ... ก็วิ่งมาหาถึงที่เลยเชียวหรือ
แต่ ... เคราะห์นี้เกิดจากที่ใด แล้วคนผู้นั้นอยู่ที่ไหนกันเล่า
อย่างน้อยข้าก็ต้องรู้ก่อนสิ ว่าข้าต้องไปฆ่าใคร
หรือว่าข้าฝันเปียก แล้วตื่นมาด่านเคราะห์ก็มาถึงเลยอย่างนั้นหรือ
จักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ม่อเสวี่ยชักกระบี่ขึ้นมามองซ้ายมองขวาด้วยความงุนงง นางทำได้เพียงทอดถอนใจว่าด่านเคราะห์แห่งรักช่างมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ป้องกันอย่างไรก็ป้องกันไม่ได้จริงๆ
ในที่สุดนางก็เข้าใจแล้วว่า รักเกิดเมื่อใดมิอาจรู้ ทว่าผูกพันลึกซึ้ง มันเป็นเช่นนี้นี่เอง!
[จบแล้ว]