- หน้าแรก
- ระบบอัปเลเวลไร้ขีดจำกัด จากธนูไม้สู่จุดสูงสุดแห่งวรยุทธ์
- บทที่ 420 - ตะลุมบอน
บทที่ 420 - ตะลุมบอน
บทที่ 420 - ตะลุมบอน
บทที่ 420 - ตะลุมบอน
ยอดนักสู้ขั้นสี่คนหนึ่งเพิ่งจะเอื้อมมือไปคว้ากระบี่เล่มหนึ่งมาได้ ยังไม่ทันได้ดีใจ ก็มีเงาดำสายหนึ่งพุ่งเข้ามาจากด้านหลัง
ฉึก
ฝ่ามือข้างหนึ่งซัดเข้าที่กลางหลังของเขาอย่างจัง
นักสู้ขั้นสี่คนนั้นร้องโหยหวน พ่นเลือดสดๆ ออกมา กระบี่ชั้นเลิศในมือหลุดกระเด็นไป
คนที่ลอบโจมตีคว้ากระบี่เล่มนั้นเอาไว้ ใบหน้าเผยให้เห็นความปีติยินดีอย่างบ้าคลั่ง
ทว่ารอยยิ้มของเขายังไม่ทันได้เบ่งบาน กระบี่ยาวอีกล่มก็แทงทะลุจากแผ่นหลัง ทะลวงออกทางหน้าอก
"ฮ่าฮ่าฮ่า กระบี่เล่มนี้เป็นของข้าแล้ว"
นักสู้อีกคนหัวเราะลั่นพร้อมกับดึงกระบี่ออก แล้วเตะศพทั้งสองทิ้งไป
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะยืนได้มั่นคง การโจมตีสามสายก็พุ่งเข้ามาจากทิศทางที่แตกต่างกันพร้อมกัน
ภาพเหตุการณ์เช่นนี้ มีให้เห็นอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่งภายในตำหนัก
กระบี่ชั้นเลิศที่สืบทอดมาได้เป็นร้อยปี ต้องมาพังทลายลงเพราะการแย่งชิงอย่างบ้าคลั่งของผู้คน
บ้างก็ถูกปราณดาบฟันจนหัก บ้างก็ถูกปราณฝ่ามือซัดจนแหลกละเอียด บ้างก็ถูกคนสองคนยื้อแย่งกันจนหักเป็นสองท่อน
ส่วนคัมภีร์วิชาบนชั้นหนังสือ ยิ่งมีสภาพน่าเวทนาไปกันใหญ่
ชายหัวโล้นร่างยักษ์ชกนักสู้ที่ขวางทางจนกระเด็นไป อานุภาพหมัดยังคงรุนแรง ซัดเข้าใส่ชั้นหนังสือด้านหลังจนพังยับเยิน
ม้วนไผ่ ม้วนผ้า และหน้ากระดาษนับไม่ถ้วนปลิวว่อนไปทั่วห้อง ยังไม่ทันร่วงถึงพื้น ก็ถูกปราณแท้ที่สาดกระเซ็นฉีกกระชากจนกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
"ไม่"
คนของสำนักกระบี่คนหนึ่งกรีดร้องอย่างปวดใจ ดวงตาแดงก่ำ
นั่นคือคัมภีร์สืบทอดของสำนักกระบี่นะ
บัดนี้ กลับต้องมาถูกพวกป่าเถื่อนทำลายจนพินาศย่อยยับ
เขาวิ่งถลันเข้าไปอย่างบ้าคลั่ง หมายจะกอบกู้เศษซากเหล่านั้น แต่ก็ถูกปราณดาบสายหนึ่งฟันจนต้องถอยร่น
มือปราบอินตวัดดาบฟันออกไป ปราณดาบยาวหลายวาพาดผ่านอากาศ
ชายชุดบัณฑิตระดับขั้นห้าที่อยู่ตรงหน้าเขาหลบหลีกไม่ทัน ทำได้เพียงเบี่ยงตัวหลบอย่างทุลักทุเล
ปราณดาบเฉียดผ่านชายเสื้อของเขาไป แล้วฟันฉับเข้าใส่ชั้นหนังสือขนาดยักษ์ที่อยู่ด้านหลัง
โครม
ชั้นหนังสือพังครืนลงมา ตำราโบราณ ม้วนคัมภีร์ และม้วนไผ่ร่วงหล่นเกลื่อนพื้น ก่อนจะถูกพลังปราณแท้ที่ปะทะกันฉีกกระชากจนกลายเป็นเศษกระดาษ ปลิวว่อนราวกับหิมะตก
ชายชุดบัณฑิตมองดูเศษกระดาษเกลื่อนพื้น สีหน้าดูย่ำแย่ถึงขีดสุด
แม้เขาจะหลบดาบนั้นได้ แต่ตำราโบราณพวกนั้นกลับถูกทำลายไปแล้ว
กลุ่มคนของสำนักกระบี่ไม่อาจทนดูได้อีกต่อไป
"ฆ่าพวกมัน ฆ่าพวกเดรัจฉานพวกนี้ให้หมด"
ชายวัยกลางคนชุดขาวตวาดลั่น พุ่งตัวเข้าสู่สนามรบเป็นคนแรก
กระบี่ยาวในมือของเขาแปรเปลี่ยนเป็นแสงประกายวาววับ กระบี่พาดผ่านไปที่ใด นักสู้ขั้นสี่สามคนที่กำลังแย่งชิงกระบี่ก็ถูกฟันตัวขาดสะบั้นไปในพริบตา
กลุ่มคนของสำนักกระบี่ที่อยู่ด้านหลังก็พุ่งตามเข้าไปสมทบ เข้าร่วมศึกตะลุมบอนในครั้งนี้
ตำหนักที่วุ่นวายสับสนอยู่แล้ว บัดนี้ยิ่งโกลาหลหนักขึ้นไปอีก
การต่อสู้ของยอดผู้ฝึกยุทธ์ขั้นห้านั้น รุนแรงกว่าขั้นสามขั้นสี่อย่างเทียบไม่ติด
มือปราบอิน เฝิงชิง และยอดฝีมือขั้นห้าของสำนักกระบี่ ต่างก็จับคู่ต่อสู้กันอย่างดุเดือดภายในตำหนัก
ปราณแท้สาดกระเซ็น คลื่นพลังพัดกระจาย
ผนังถล่ม เสาหินหักสะบั้น ชั้นหนังสือแหลกละเอียด สมบัติที่ยังไม่ทันถูกแย่งชิง ต่างก็พังพินาศไปท่ามกลางการต่อสู้ของยอดผู้ฝึกยุทธ์ขั้นห้า
คนพวกนี้ เสี่ยงชีวิตบุกเข้ามาเพื่ออะไรกัน
เพื่อสมบัติของสำนักกระบี่
แต่สิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่ในตอนนี้ คือการทำลายสมบัติเหล่านั้นด้วยมือของตัวเอง
ทุกคนอยากแย่งชิงสมบัติ
แต่ทุกคนก็กำลังทำลายสมบัติ
กลางตำหนัก การเข่นฆ่ายังคงดำเนินต่อไป
เหล่านักสู้ขั้นสามขั้นสี่ถอยร่นไปอยู่รอบนอก ไม่กล้าเข้าใกล้สนามรบอันน่าสะพรึงกลัวนั้น ทำได้เพียงเก็บเศษซากสมบัติอยู่รอบๆ
แต่ก็มีคนหัวหมอบางคน ที่ไม่ยอมเข้าร่วมศึกแย่งชิงอันบ้าคลั่งนี้
พวกเขาอาศัยจังหวะชุลมุน ลอบหลบเลี่ยงจากสมรภูมิหลัก แล้วมุ่งหน้าขึ้นสู่ชั้นบน
ศูนย์กลางของสำนักกระบี่ จะมีแค่ชั้นเดียวได้อย่างไร
สมบัติที่แท้จริง ต้องอยู่ชั้นบนแน่นอน
นักสู้หลายคนคิดตรงกัน สบตากันอย่างรู้ใจ แล้วกระจายตัวออกไปค้นหาทางขึ้นชั้นบน
ในจำนวนนั้นมีนักสู้ขั้นสามคนหนึ่ง รูปร่างผอมบาง หน้าตาธรรมดา จัดอยู่ในประเภทที่โยนเข้าไปในฝูงชนแล้วก็หาไม่เจอ
แต่การเคลื่อนไหวของเขากลับปราดเปรียวยิ่งนัก เพียงไม่กี่ก้าวก็หลบพ้นสนามรบ มุ่งตรงไปยังบันไดทางขึ้นชั้นสอง
บนบันไดก็มีการต่อสู้เช่นกัน แต่ส่วนใหญ่เป็นเพียงนักสู้ระดับต่ำกว่าขั้นสี่ที่กำลังแย่งชิงเศษสมบัติ
นักสู้ร่างผอมไม่ได้สนใจคนพวกนั้น อาศัยจังหวะชุลมุนลอบขึ้นไปบนชั้นสองได้อย่างเงียบเชียบ
ชั้นสองก็มีสภาพเละเทะไม่ต่างกัน แต่เงียบสงบกว่าชั้นล่างมาก
นักสู้เก่งๆ ที่ขึ้นมาได้ ส่วนใหญ่ก็มุ่งหน้าขึ้นไปชั้นสูงกว่านี้แล้ว ที่เหลืออยู่ก็เป็นเพียงพวกรองๆ ที่กำลังรื้อค้นตามห้องต่างๆ
นักสู้ร่างผอมกวาดสายตามอง เล็งห้องที่ดูห่างไกลที่สุด แล้วพุ่งตัวเข้าไป
ห้องนั้นไม่ใหญ่โตนัก ข้าวของเครื่องใช้เรียบง่าย ดูเหมือนจะเป็นห้องเก็บของ
ตรงมุมห้องมีลังไม้เปื้อนฝุ่นวางกองอยู่หลายใบ บนผนังมีภาพวาดหลายภาพที่เลือนลางจนมองไม่เห็นรายละเอียดแขวนอยู่
นักสู้ร่างผอมไม่ได้สนใจภาพวาดเหล่านั้น พุ่งตรงไปที่ลังไม้ทันที
ลังใบแรกเปิดออก ด้านในมีเพียงเศษผ้าผุพัง แตะเบาๆ ก็ขาดวิ่น
ลังใบที่สองเปิดออก ด้านในมีตำราขึ้นราหลายเล่ม ตัวอักษรเลือนลางจนอ่านไม่ออก
ลังใบที่สาม
นักสู้ร่างผอมสูดลมหายใจเข้าลึก เปิดลังใบที่สามออก
ด้านในมีกล่องใบเล็กอยู่
กล่องใบนั้นขนาดเท่าฝ่ามือ สีดำสนิท ไร้ลวดลายใดๆ ดูธรรมดาอย่างยิ่ง
แต่ในเสี้ยววินาทีที่กล่องถูกเปิดออก ปราณอันแหลมคมก็พุ่งทะลวงออกมาจากด้านใน
ปราณนั้นแหลมคมดุจกระบี่ เพียงแค่สัมผัสก็ทำให้นักสู้ร่างผอมขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ลูกกลอนกระบี่
ต้องเป็นลูกกลอนกระบี่แน่นอน
นักสู้ร่างผอมใจเต้นระรัว มือสั่นเทาขณะยัดกล่องใบนั้นเข้าอกเสื้อ แล้วหันหลังเตรียมวิ่งหนี
ทว่า เพิ่งก้าวเท้าออกไปได้ก้าวเดียว ก็มีปราณฝ่ามืออันแหลมคมพุ่งเข้ามาจากด้านหลัง
ปัง
ฝ่ามือข้างหนึ่งซัดเข้าที่กลางหลังของเขาอย่างจัง
นักสู้ร่างผอมร้องโหยหวน ร่างกายลอยละลิ่วราวกับว่าวสายป่านขาด พุ่งทะลุหน้าต่างชั้นสองออกไป
ร่างของเขาลอยวาดเป็นเส้นโค้งกลางอากาศ ก่อนจะตกลงมากระแทกพื้นลานกว้างด้านนอกอย่างแรง
อั้ก
เขาพ่นเลือดสดๆ ออกมา กระดูกทั่วร่างหักสะบั้น นอนชักกระตุกอยู่กับพื้น รอความตายอย่างสิ้นหวัง
และกล่องใบเล็กในอกเสื้อของเขา ก็กระเด็นหลุดออกมาตอนที่กระแทกพื้น ลูกกลอนสีขาวขุ่นกลิ้งหลุนๆ ไปตามพื้น
ซื่อซินกำลังนั่งขัดสมาธิรักษาแผลอยู่ไม่ไกล
เขาเพิ่งกินโอสถต้าหวนเข้าไป กำลังปรับลมปราณ จู่ๆ ก็เห็นเงาดำร่วงลงมาจากฟ้า หล่นลงตรงหน้าเขา
และลูกกลอนสีขาวขุ่นนั้น ก็กลิ้งมาหยุดอยู่แทบเท้าของเขาพอดี
ซื่อซินก้มมองลูกกลอนเม็ดนั้น
ลูกกลอนขนาดเท่าตาหมังกร สีขาวขุ่น ผิวเรียบเนียนดุจหยก
แต่หากมองดูให้ดี จะพบว่าในความขาวนั้น มีลวดลายเล็กๆ ซ่อนอยู่มากมาย ราวกับกระบี่ย่อส่วนนับไม่ถ้วนซ้อนทับกันอย่างหนาแน่น
และปราณอันแหลมคมที่แผ่ซ่านออกมาจากลูกกลอน ก็ทำให้ซื่อซินต้องหน้าเปลี่ยนสี
นี่กลับเป็นลูกกลอนกระบี่อีกเม็ดหนึ่ง
ซื่อซินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก้มลงเก็บลูกกลอนกระบี่ขึ้นมาไว้ในมือ
เขาเงยหน้าขึ้น มองไปที่หน้าต่างบานที่แตกละเอียดบนชั้นสอง
ริมหน้าต่าง มีนักสู้ขั้นสี่หน้าตาถมึงทึงยืนอยู่ กำลังจ้องเขม็งมาที่ลูกกลอนกระบี่ในมือของเขา
"หลวงจีน ส่งลูกกลอนกระบี่มา" นักสู้ขั้นสี่ตวาดเสียงกร้าว
ซื่อซินไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่เก็บลูกกลอนกระบี่ใส่ลงในอกเสื้อ
นักสู้ขั้นสี่หน้าเขียวคล้ำ กระโดดลงมาจากชั้นสอง มายืนประจันหน้ากับซื่อซิน
"หลวงจีน ข้าขอเตือนให้เจ้าฉลาดหน่อย นั่นคือสิ่งที่ข้าพบเจอก่อน เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาหยิบไป"
ซื่อซินมองเขา พนมมือ เอ่ยเสียงเรียบ
"ประสีกา ลูกกลอนกระบี่นี้ร่วงหล่นมาจากตัวของชายผู้นั้น อาตมาเพียงแค่บังเอิญเก็บได้เท่านั้น"
"หากจะบอกว่าใครพบเจอก่อน ก็ต้องเป็นชายผู้นั้นต่างหาก"
"ประสีกาฆ่าเขา ลูกกลอนกระบี่นี้จึงกลายเป็นของไร้เจ้าของ เมื่ออาตมาเก็บได้ ย่อมตกเป็นของอาตมา"
นักสู้ขั้นสี่หน้าแข็งค้างไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมออกมา
"ดีไอ้หัวโล้น กล้ามาเล่นลิ้นกับข้า งั้นก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจก็แล้วกัน"
ปราณลมปราณทั่วร่างของเขาพลุ่งพล่าน ซัดฝ่ามือเข้าใส่ซื่อซิน
ซื่อซินถอนหายใจ ไม่หลบไม่หลีก ปล่อยให้ฝ่ามือนั้นซัดเข้าที่ร่างกาย
ปัง
ฝ่ามือกระทบร่าง ซื่อซินยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง
แต่นักสู้ขั้นสี่กลับร้องโหยหวน ฝ่ามือเจ็บปวดร้าวลึก ราวกับฟาดลงบนแผ่นเหล็กกล้า
"นี่ นี่เจ้า"
เขามองซื่อซินด้วยความหวาดกลัว ถอยกรูดไปด้านหลังอย่างต่อเนื่อง
[จบแล้ว]