- หน้าแรก
- สำนักเซียนนี้มีแต่คนขี้เกียจ
- บทที่ 2: วิถีแห่งจอมราชัน
บทที่ 2: วิถีแห่งจอมราชัน
บทที่ 2: วิถีแห่งจอมราชัน
บทที่ 2: วิถีแห่งจอมราชัน
เฉินเซวียนดื่มด่ำกับชัยชนะได้ไม่นานก็ต้องตระหนักว่าตนเองกำลังร่วงหล่นลงมาอย่างรวดเร็ว
เย่หลิงหวงเก็บความสงสัยเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือเอาไว้ แล้วรีบร่ายมนตร์ควบคุมยันต์ทองคำ "ของวิเศษเช่นนี้ หรือว่าจะเป็นอาวุธวิเศษของเจ้า? แต่เจ้ายังไม่เคยฝึกตน ทั้งยังไร้ซึ่งพลังปราณ ย่อมไม่อาจควบคุมอาวุธวิเศษได้"
"ของสิ่งนี้มีเพียงข้าที่เปิดใช้งานได้ จะบอกว่ามันยอมรับข้าเป็นเจ้านายแล้วก็คงไม่ผิดนัก" เฉินเซวียนอธิบาย
เย่หลิงหวงย่อมไม่เชื่อคำพูดของเขา เขาเป็นเพียงปุถุชนคนธรรมดา อาวุธวิเศษจะยอมรับเขาเป็นนายได้อย่างไร? ทางที่ดีพากลับไปพบท่านเจ้าสำนักก่อนน่าจะดีกว่า
"ยอดเขาแห่งนี้มีนามว่ายอดเขาเพียวหมี่ยว เป็นยอดเขาหลักของสำนัก ท่านเจ้าสำนักของเราก็แซ่เฉิน บังเอิญเป็นแซ่เดียวกับเจ้าพอดี" เย่หลิงหวงแนะนำสำนักเพียวหมี่ยวอย่างคร่าวๆ
เมื่อได้ยินดังนั้น เฉินเซวียนก็พูดแทรกขึ้นมาว่า "บางทีเมื่อห้าร้อยปีก่อน ข้ากับท่านเจ้าสำนักอาจจะเป็นครอบครัวเดียวกันก็ได้นะ"
เย่หลิงหวงกลอกตาใส่เขา "ท่านเจ้าสำนักมีอายุขัยกว่าสองพันปีแล้ว เมื่อห้าร้อยปีก่อนพวกเจ้าจะเป็นครอบครัวเดียวกันได้อย่างไร?"
สองพันปีเชียวหรือ? สมกับเป็นผู้บำเพ็ญเพียร อายุยืนยาวเสียจริง
"ข้าขอถามหน่อยสิ การฝึกตนทำให้อายุขัยยืนยาวขึ้นมากเลยหรือ?" ดวงตาของเฉินเซวียนกลอกกลิ้งไปมา หากเขาสามารถฝึกตนได้ บางทีสักวันหนึ่งเขาอาจจะทลายมิติและหาทางกลับไปยังดาวสีน้ำเงินได้
"เรื่องพวกนี้ยังห่างไกลจากตัวเจ้านัก ทางที่ดีอย่ารู้ให้มากความเลย" เย่หลิงหวงคร้านจะต่อปากต่อคำกับเขา ยันต์ทองคำเคลื่อนตัวเข้าใกล้ยอดเขาเพียวหมี่ยวและเตรียมร่อนลงจอด
เมื่อมองจากที่ไกลๆ สิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ดูยิ่งใหญ่ตระการตา แต่เมื่อเข้ามาดูใกล้ๆ กลับสูงตระหง่านเสียดฟ้าจนบดบังแสงตะวัน แทบจะต้องแหงนหน้าคอตั้งบ่าถึงจะมองเห็นยอดหลังคาที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆได้ลางๆ
"สูงเกินไปแล้ว! พวกเจ้าสร้างมันขึ้นมาได้อย่างไรกัน? วิทยาการของพวกเจ้าช่างยอดเยี่ยมจริงๆ" เฉินเซวียนมองไปรอบๆ พลางอุทานออกมาไม่หยุดปาก
แผ่นหินที่เขาเหยียบย่ำลงไปนั้นคล้ายกับหยกหยกเขียวและหินโมรา ทั้งโปร่งใสและทอประกายเจิดจรัสยิ่งขึ้นภายใต้แสงอาทิตย์อัสดง
เมื่อก้าวเข้าสู่ตำหนักหลัก ภายในนั้นสว่างไสวไปด้วยประกายทองและหยก ราวกับตำหนักของเซียนบนสรวงสวรรค์ เฉินเซวียนเอาแต่อุทานไม่หยุดหย่อนกับภาพอันวิจิตรตระการตาเบื้องหน้า
แม้แต่เย่หลิงหวงผู้มักจะทำตัวเย็นชาอยู่เสมอยังรู้สึกอับอายเล็กน้อย เมื่อเห็นสายตาแปลกๆ จากศิษย์ร่วมสำนักที่เดินผ่านไปมา
ในที่สุดพวกเขาก็เดินมาถึงสุดทาง บนแท่นสูงมีเก้าอี้หยกตั้งอยู่ห้าตัว ทว่ามีเพียงผู้เดียวนั่งอยู่ตรงกลาง
เขานอนตะแคงพิงเก้าอี้หยก ศีรษะหนุนพนักวางแขนด้านหนึ่ง ส่วนเท้าพาดไปบนพนักอีกด้าน โดยมีหนังสือเล่มหนึ่งปิดบังใบหน้าเอาไว้
เย่หลิงหวงโค้งคำนับอย่างนอบน้อมพร้อมกล่าวว่า "เรียนท่านเจ้าสำนัก ศิษย์เย่หลิงหวงพาเฉินเซวียนมาคารวะเจ้าค่ะ"
บุคคลบนเก้าอี้หยกขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะโบกมือปัดรำคาญเย่หลิงหวง
"ศิษย์ขอตัวก่อนเจ้าค่ะ" เย่หลิงหวงปรายตามองเฉินเซวียน ส่งสายตาเตือนไม่ให้เขาพูดจามากความ
"ผู้น้อยเฉินเซวียน ขอคารวะท่านเจ้าสำนักเฉิน" เย่หลิงหวงเดินออกจากตำหนักหลักไปแล้ว แต่เมื่อเห็นว่าท่านเจ้าสำนักยังคงนิ่งเฉย เฉินเซวียนจึงเป็นฝ่ายแนะนำตัวขึ้นมาเอง
"ที่แท้เจ้าก็คือเฉินเซวียน บุคลิกท่าทางของเจ้าช่างโดดเด่นไม่ธรรมดา ชายชราผู้นี้มองเห็นสง่าราศีของมหาจักรพรรดิในตัวเจ้า" ท่านเจ้าสำนักดึงหนังสือที่ปิดหน้าออก ลุกขึ้นนั่ง แล้วมองเฉินเซวียนด้วยสีหน้าจริงจัง
ปรากฏว่าเป็นเพียงชายชราร่างผอมแห้ง สวมชุดนักพรตสีขาวดุจเมฆา มองเผินๆ แล้วช่างดูไร้ซึ่งราศีของผู้บำเพ็ญตบะ เป็นเพียงชายแก่ธรรมดาๆ คนหนึ่ง
เฉินเซวียนถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ได้แต่ยืนนิ่งงันอยู่กับที่
"เหตุใดจึงเงียบไปเล่า? หรือว่าเจ้าดูแคลนชายชราผู้นี้?" เฉินหยวนซานก้าวลงจากเก้าอี้หยก เหาะลงมาจากแท่นสูง แล้วทอดสายตามองลึกออกไปนอกตำหนัก "สวรรค์และปฐพีแปรปรวน จักรวาลปั่นป่วน หลายปีมานี้ ชายชราผู้นี้ต้องติดอยู่ในกรงขัง ไม่อาจหลุดพ้น หลังจากได้อ่านผลงานชิ้นเอกของท่าน ข้าก็ตระหนักได้ในที่สุดว่าโลกใบนี้เป็นเพียงสถานที่เนรเทศ ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ก็พานให้น้ำตารินไหล"
เฉินเซวียนแทบจะตามความคิดของเขาไม่ทัน จึงรีบอธิบายว่า "ท่านเจ้าสำนัก นั่นเป็นเพียงเรื่องแต่งในหนังสือ เป็นแค่นิยายหลอกเด็ก อย่าได้เก็บไปใส่ใจเลย"
"เฉินตานชิง วางใจเถอะ ชายชราผู้นี้เข้าใจดี ด้วยพรสวรรค์เชิงวรรณกรรมของเฉินตานชิง สักวันหนึ่งท่านคงได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับโลกในหน้ากระดาษของท่าน เมื่อถึงเวลานั้น ขอจงอย่าลืมคำพูดของชายชราผู้นี้ในวันนี้" จู่ๆ เฉินหยวนซานก็มีสีหน้าเศร้าสร้อย ทอดมองเฉินเซวียนด้วยแววตาหนักอึ้ง
ใบหน้าของเฉินเซวียนมืดครึ้มลง ตาเฒ่าคนนี้อ่านนิยายมากเกินไปจนพูดจาไม่รู้เรื่องแล้วงั้นหรือ? หลอมรวมเข้ากับมรรคา? หลอมรวมกับบรรพบุรุษท่านสิ! ถ้าข้าหลอมรวมเข้ากับเต๋าได้ ข้าจะมายืนฟังเจ้าร่ายยาวอยู่ตรงนี้ทำไม!
"ท่านเจ้าสำนักเฉิน หากไม่มีเรื่องอันใดแล้ว ผู้น้อยขอตัวลาก่อน" ความตั้งใจเดิมที่จะเข้าร่วมสำนักเพียวหมี่ยวมลายหายไปจนหมดสิ้น
"ช้าก่อน! เฉินตานชิงพกผลงานชิ้นใหม่ติดตัวมาด้วยหรือไม่? ทำไมท่านไม่พำนักอยู่ที่สำนักเพียวหมี่ยวแห่งนี้เสียเลยล่ะ? ชายชราผู้นี้จะได้เข้าใจความจริงของโลกใบนี้ได้รวดเร็วขึ้น" ในที่สุดเฉินหยวนซานก็เข้าเรื่องเสียที
มุมปากของเฉินเซวียนกระตุก ที่แท้เขาก็แค่ต้องการเป็นคนแรกที่ได้อ่านนิยายตอนใหม่ ถึงได้เรียกตัวเขามาที่นี่
"การพำนักในสำนักเพียวหมี่ยวย่อมไม่ใช่เรื่องยาก ทว่าท่านเองก็พูดว่าในอนาคตข้าอาจจะได้หลอมรวมกับโลกในหน้าหนังสือ แต่พลังของข้าในตอนนี้ยังอ่อนด้อยนัก ไม่ทราบว่าท่านพอจะชี้แนะข้าสักหน่อยได้หรือไม่?" เฉินเซวียนเออออห่อหมกไปตามน้ำ
"เรื่องแค่นี้จัดการได้ง่ายดายนัก! ชายชราผู้นี้ย่อมยินดีที่เฉินตานชิงยอมอยู่ต่อ" เฉินหยวนซานยิ้มหน้าระรื่นทันที ก่อนจะแบมือขอผลงานชิ้นใหม่
ขณะที่เฉินเซวียนกำลังล้วงหยิบของออกมาจากอกเสื้อ เงาดำสายหนึ่งก็พุ่งวาบผ่านไป ก่อนที่เขาจะทันตั้งตัว เฉินหยวนซานก็กลับไปนั่งจมจ่อมอยู่บนเก้าอี้หยก และกำลังอ่านเนื้อหาตอนใหม่ที่เขาเขียนอย่างใจจดใจจ่อเสียแล้ว
"ท่านเจ้าสำนัก แล้วข้าต้องไปฝากตัวเป็นศิษย์กับใครหรือ? ต้องเริ่มต้นอย่างไร?" เฉินเซวียนรีบถาม ตาเฒ่าคนนี้พอได้ของที่ต้องการก็ลืมผู้คนไปเสียสนิท
เฉินหยวนซานดำดิ่งสู่โลกแห่งตัวอักษร ทำเพียงแค่โบกมือปัดรำคาญ ส่งสัญญาณให้เขารีบไสหัวไป อย่ามาเกะกะแถวนี้ "ใครพาเจ้าขึ้นมาก็ไปหาคนนั้นแหละ"
ได้ ได้ เล่นแบบนี้ใช่ไหม เฉินเซวียนกัดฟันกรอดแล้วเดินกระแทกเท้าออกจากตำหนักหลัก
"เย่หลิงหวง! เย่หลิงหวง—" เฉินเซวียนเดินพ้นประตูตำหนัก ทว่ามองไม่เห็นแม้แต่เงาของเย่หลิงหวง จึงตะโกนเรียกเสียงดังลั่น
"อย่าตะโกนเสียงดังนักสิ! เจ้ามีธุระอะไรกับศิษย์พี่เย่หรือ?" ศิษย์คนหนึ่งที่เดินผ่านมาพอดีรีบเข้ามาห้าม
"ท่านเจ้าสำนักเอ่ยปากแล้ว ข้าต้องไปฝึกฝนวิชากับศิษย์พี่เย่" เฉินเซวียนกระแอมไอจัดแจงท่าทีแล้วกล่าว
"เจ้าแน่ใจหรือ? ศิษย์พี่เย่อยู่ที่ยอดเขาเพียวเยว่ นางเป็นศิษย์เอกของผู้อาวุโสสามเสิ่นหลิงเซียน ยอดเขานั้นเต็มไปด้วยศิษย์สตรี ผู้ชายอย่างเจ้าจะเข้าไปในยอดเขาเพียวเยว่ได้อย่างไร?"
"เจ้าไม่เชื่อข้าหรือ? งั้นเจ้าลองเข้าไปในตำหนักแล้วถามท่านเจ้าสำนักด้วยตัวเองเลยเอาไหม?" เฉินเซวียนถลึงตาใส่ พลางลากแขนศิษย์คนนั้นไปทางตำหนัก
"เฮ้ยๆๆ เชื่อแล้ว ข้าเชื่อแล้ว! ตั้งแต่ท่านเจ้าสำนักอ่านนิยายของเฉินตานชิงคนนั้น ท่านก็ดูไม่ค่อยปกติเท่าไร เจ้าพูดอะไรข้าก็เชื่อทั้งนั้นแหละ แต่ข้าจะพาเจ้าไปส่งแค่ยอดเขาเพียวเยว่นะ หลังจากนั้นข้าไม่รับผิดชอบแล้ว"
เฉินเซวียนพยักหน้ารับ ทำทีเป็นขึงขัง ศิษย์จิตใจดีของสำนักเพียวหมี่ยวก็มีไม่น้อยเลยทีเดียว
จากนั้นศิษย์ผู้นั้นก็แปะยันต์ไว้ที่ขาทั้งสองข้าง แล้วบอกกับเฉินเซวียนว่า "เกาะข้าไว้ให้แน่นๆ ล่ะ"
"เจ้าไม่มียันต์ที่ขยายขนาดแล้วขึ้นไปยืนเหยียบได้เลยหรือ?" เฉินเซวียนถามอย่างไม่เชื่อสายตา หรือว่าพวกเขาขี้เหนียวจนไม่อยากใช้ยันต์เหาะเหินกันนะ?
"เจ้าหมายถึงยันต์ทองคำของศิษย์พี่เย่น่ะหรือ? นั่นมันของวิเศษระดับสูงนะ เจ้าคิดว่าใครๆ ก็มีกันหรือไง?" ศิษย์หนุ่มกลอกตาใส่
เฉินเซวียนจำต้องสวมกอดเขาจากด้านหลังอย่างเสียไม่ได้ เฮ้อ อยู่ใต้ชายคาบ้านคนอื่น ก็ต้องยอมก้มหัวให้
เมื่อมาถึงยอดเขาเพียวเยว่ ศิษย์ผู้นั้นก็ทิ้งเฉินเซวียนไว้แล้ววิ่งเตลิดหนีไปโดยไม่พูดไม่จา
เฉินเซวียนถึงกับอึ้งกิมกี่ อย่างน้อยก็ควรมาส่งให้ถึงที่สิ ลากันสักคำก็ไม่มี
"เจ้าเป็นใคร? กล้าดีอย่างไรถึงบุกรุกขึ้นมาบนยอดเขาเพียวเยว่ของข้า?" ศิษย์สตรีหน้าตาจิ้มลิ้มผู้หนึ่งชักกระบี่ออกมาเสียงดังเคร้ง แล้วจ่อปลายกระบี่มาที่คอหอยของเขา
"ข้าบอกว่าท่านเจ้าสำนักสั่งให้ข้ามาฝากตัวเป็นศิษย์ เจ้าจะเชื่อข้าไหม?" เฉินเซวียนยกมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือหัว กลืนน้ำลายลงคอ พลางจ้องมองกระบี่เขม็ง
"ดีมาก มาฝากตัวเป็นศิษย์ถึงยอดเขาเพียวเยว่ของข้าเลยเชียว" ศิษย์สตรีแสยะยิ้ม จู่ๆ ก็ลดสายตาลงมองที่เป้ากางเกงของเขา "เจ้าจะเป็นศิษย์ก็ได้นะ แต่เจ้าคงต้องเตรียมใจรับผลที่ตามมาด้วยล่ะ"
เฉินเซวียนสะดุ้งโหยง หากต้องแลกความสุขส่วนตัวเพื่อการเป็นศิษย์ล่ะก็ เขาขอไม่เป็นเสียดีกว่า
"ข้ามาหาเย่หลิงหวง" เฉินเซวียนกล่าว
"ศิษย์พี่ไม่อยู่หรอก นางลงไปรับคนที่ชื่อเฉินตานชิงอะไรนั่น"
"นั่นแหละข้าเอง! ข้าเพิ่งกลับมาจากยอดเขาหลักเนี่ย" เฉินเซวียนเอ่ยอย่างหมดคำจะพูด