- หน้าแรก
- กลับชาติมาเกิดเป็นสัตว์อสูรของจักรพรรดินี
- บทที่ 109 : จักรพรรดินีคิดบัญชีรวบยอด
บทที่ 109 : จักรพรรดินีคิดบัญชีรวบยอด
บทที่ 109 : จักรพรรดินีคิดบัญชีรวบยอด
บทที่ 109 : จักรพรรดินีคิดบัญชีรวบยอด
บนลานประลองตกอยู่ในความเงียบสงัดราวกับป่าช้า
กรรมการยกมือขึ้นด้วยความสั่นเทา ก่อนจะประกาศด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
"ละ...ลานประลองหมายเลขหนึ่งร้อยหกสิบหก! โรงเรียนมัธยมตูนานที่หนึ่ง กู่เยว่ซี เป็นฝ่ายชนะ!"
สิ้นเสียงประกาศ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ในชุดกาวน์สีขาวหลายคนก็รีบวิ่งกรูกันขึ้นมาบนเวทีทันที พวกเขาช่วยกันหามร่างของหลัวเฉิงขึ้นเปลพยาบาลอย่างฉุกละหุก
อาการบาดเจ็บของเขาไม่เบาเลย
ซี่โครงหักไปหลายซี่ ลมปราณและเลือดลมในร่างปั่นป่วนอย่างหนัก เกรงว่าการสอบร่วมสามมณฑลหลังจากนี้ คงไม่อาจเข้าร่วมได้อีกแล้ว
ทว่าในใจของหลัวเฉิงกลับไม่มีความโกรธแค้นเลยแม้แต่น้อย
กลับกัน เขากลับรู้สึกโล่งใจและโชคดีราวกับเพิ่งรอดพ้นจากความตายมาได้หวุดหวิด
เขารู้ดีแก่ใจว่า ดรรชนีเมื่อครู่นี้...อีกฝ่ายได้ออมมือและไว้หน้าเขาอย่างถึงที่สุดแล้ว
มิเช่นนั้น สิ่งที่แหลกละเอียดเป็นชิ้นๆคงไม่ใช่แค่ดาบของเขา...แต่เป็นหัวของเขาต่างหาก!
สัตว์ประหลาด...ผู้หญิงคนนี้คือสัตว์ประหลาดของแท้เลย...
...
ทางด้านกู่เยว่ซียังคงมีสีหน้าเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่นดั่งสายลมพัดผ่าน ราวกับว่าเมื่อครู่นี้เธอเพิ่งจะปัดแมลงวันทิ้งไปตัวหนึ่งเท่านั้น
แต่ในความเป็นจริง ด้วยระดับลมปราณและพลังจิตที่อยู่เพียงระดับสองขั้นกลาง การต้องฝืนใช้เจตจำนงยุทธ์ระดับสมบูรณ์แบบพร้อมกันถึงสามสาย นับเป็นภาระที่หนักหนาสาหัสเอาการ
เพียงแค่ดรรชนีเมื่อครู่ ก็แทบจะสูบพลังลมปราณในร่างของเธอไปถึงครึ่งหนึ่งแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้น...เธอก็จำเป็นต้องทำ
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เจ้ายุงบ้าตัวนั้น...มันทำผลงานโดดเด่นเกินหน้าเกินตาเธอมากเกินไปแล้ว!
เดี๋ยวก็ชำระล้างคำสาปได้ เดี๋ยวก็ช่วยสัตว์อสูรวิวัฒนาการได้ หนำซ้ำยังจัดการปัญหาภัยพิบัติแมลงที่แม้แต่ทางมณฑลยังจนปัญญาแก้ไขได้อย่างง่ายดายอีก
ขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ทุกคนก็คงคิดว่า กู่เยว่ซีคนนี้...เป็นแค่ปลิงที่คอยเกาะขาเจ้ายุงตัวนั้นกินเท่านั้นน่ะสิ!
แบบนั้นมันจะไปใช้ได้ยังไง?!
ฉันคือถึงจักรพรรดินีแห่งการอัญเชิญเชียวนะ!
จะยอมลดตัวไปเป็นแค่ไม้ประดับของยุงตัวหนึ่งได้อย่างไร?
ฉันจะต้องทำให้ทุกคนได้เห็นกับตาให้ชัดเจนแจ่มแจ้งไปเลยว่า...ใครกันแน่! ที่เป็นผู้กุมอำนาจที่แท้จริงของการจับคู่นี้!
ใครกันแน่! ที่เป็นผู้ครอบครองศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดอย่างแท้จริง!
ยิ่งไปกว่านั้น...
กู่เยว่ซีตระหนักดีว่า คุณค่าของเธอ...จะต้องถูกกุมเอาไว้ในมือของเธอเองเท่านั้น
ต่อให้เจ้ายุงตัวนี้จะมีความสามารถฝืนลิขิตสวรรค์มากแค่ไหน แต่มันก็เป็นเพียงแค่ 'สัตว์อสูรในพันธสัญญา' เท่านั้น
ตัวเธอต่างหาก...ที่เป็นเจ้านายที่แท้จริง!
เธอจำเป็นต้องแสดงศักยภาพที่เหนือชั้นกว่าเจ้ายุงตัวนี้ให้เป็นที่ประจักษ์
เพื่อที่ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ต้องเดินทางไปเมืองหลวง เธอจะได้กอบโกยทรัพยากรต่างๆมาเป็นของตัวเองให้ได้มากที่สุด
เธอไม่อยากให้พวกตัวบิ๊กๆ เอาทรัพยากรล้ำค่าเหล่านั้นไปประเคนให้เจ้ายุงตัวนั้นโดยระบุชื่อเจาะจงหรอกนะ!
ส่วนเหตุผลว่า...ทำไมเธอถึงเลือกที่จะเปิดเผยพลังฝีมือที่แท้จริงกลางงานสอบร่วมแบบนี้?
มีอยู่สองเหตุผลด้วยกัน!
ข้อแรก!
เธอต้องการให้พวกที่เคยตั้งข้อกังขา สร้างข่าวลือเสียๆหายๆและด่าทอเธอ ได้เบิกตาดูให้เต็มตา ว่าคนที่พวกมันล่วงเกิน...คือตัวตนระดับไหนกันแน่!
และข้อสอง...เธอจะใช้โอกาสนี้...'คิดบัญชีรวบยอด' ไปเลยทีเดียว
กู่เยว่ซียังไม่ได้ก้าวลงจากลานประลอง
สายตาเย็นชาเย่อหยิ่งของเธอกวาดมองลงไปยังฝูงชนของโรงเรียนมัธยมตูนานที่หนึ่ง ก่อนจะหยุดชะงักและล็อกเป้าหมายไปที่บริเวณที่หวังเทาและพรรคพวกยืนอยู่อย่างแม่นยำ
ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงและเคลือบแคลงสงสัยของคนนับหมื่น เธอค่อยๆหยิบไมโครโฟนอันหนึ่งออกมาจากถุงเก็บของมิติอย่างใจเย็น
นี่คือไมโครโฟนที่เธอถือวิสาสะขอยืมมาจากฉีฉงซานตอนอยู่บนอัฒจันทร์ฝั่งประธานเมื่อครู่นี้นั่นเอง
ทันทีที่เห็นการกระทำนั้น หัวใจของหวังเทาก็หล่นวูบ ลางสังหรณ์ร้ายบางอย่างแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทั้งร่างในฉับพลัน
นะ...เธอคิดจะทำอะไรกันแน่?
วินาทีต่อมา น้ำเสียงเย็นเยียบของกู่เยว่ซีก็ดังกังวานผ่านไมโครโฟน ทะลุทะลวงไปถึงทุกซอกทุกมุมของสนามกีฬาแห่งนี้อย่างชัดเจน
"มีใครหน้าไหนที่ยังสงสัยว่าฉันเป็นพวกใช้เส้นสายอยู่อีกไหม? ถ้ามี...ก็ขึ้นมาประลองกับฉันได้เลย"
ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ
ในกลุ่มนักเรียนของโรงเรียนมัธยมตูนานที่หนึ่ง บรรดานักเรียนที่เมื่อครู่นี้ยังฮึกเหิมโกรธแค้น ยามนี้กลับหดหัวเงียบกริบราวกับเป็ดที่ถูกบีบคอ แต่ละคนหน้าซีดเผือด แม้แต่หายใจแรงๆยังไม่กล้า
ล้อเล่นหรือไงวะ?
ขึ้นไปสู้กับเธอเนี่ยนะ?
ขนาดหลัวเฉิงที่หยั่งรู้ถึงเค้าโครงเจตจำนงแห่งดาบได้ ยังรับดรรชนีเดียวของเธอไม่ไหว
ขืนพวกเขาสาระแนขึ้นไป...ไม่เท่ากับรนหาที่ตายหรอกรึ?
สายตาของกู่เยว่ซีกวาดมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดผวาและสำนึกเสียใจเหล่านั้น ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าบาดลึก
"ในเมื่อไม่มี...งั้นไอ้พวกที่คอยสร้างข่าวลือเสียๆหายๆอยู่ลับหลัง...และพวกที่ด่าทอหมิ่นประมาทฉันอย่างเปิดเผยก่อนหน้านี้...จะไม่คิดออกมาให้คำอธิบายกับฉันหน่อยหรือ?"
ทั้งสนามตกอยู่ในความเงียบสงัดราวกับป่าช้า
ใบหน้าของหวังเทาซีดขาวราวกับกระดาษไปแล้ว
ส่วนพวกคนที่ยืนอยู่ข้างๆเขายิ่งอาการหนักกว่า ขาพวกมันสั่นพั่บๆจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่
ส่วนพวกนักเรียนห้องหัวกระทิที่เคยปากดีก่อนหน้านี้ ยามนี้ก็หุบปากเงียบกริบราวกับจักจั่นในฤดูหนาว บางคนที่ขี้ขลาดหน่อยถึงกับเริ่มแอบถอยร่นไปหลบอยู่หลังฝูงชน เตรียมตัวเผ่นหนีเอาตัวรอดแล้ว
ก่อนหน้านี้ใครจะไปคาดคิดล่ะว่า...ไอ้คนที่พวกเขาตราหน้าว่าเป็น 'เด็กเส้น' คนนี้...จะเก่งกาจถึงขั้นนี้?!
ดรรชนีเดียวซัดหลัวเฉิงร่วง!
พลังฝีมือระดับนี้...อย่างน้อยๆก็ต้องอยู่ระดับสองขั้นสูงสุดแล้วไม่ใช่หรือไง?
เผลอๆ อาจจะแข็งแกร่งกว่าไอ้พวกสัตว์ประหลาดในห้องเรียนมังกรซ่อนนั่นซะด้วยซ้ำ!
แถมท่านผู้ว่าการมณฑลยังให้ความสำคัญกับเธอถึงขนาดนี้...
ถ้าเธอไม่ใช่เด็กเส้น...งั้นก็เหลือความเป็นไปได้เพียงข้อเดียว
นั่นก็คือ...เธอเป็นอัจฉริยะระดับสัตว์ประหลาดที่เก่งกาจและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคนทั้งแปดในห้องเรียนมังกรซ่อนรวมกันเป็นร้อยเป็นพันเท่า!
และพวกเขา...ดันไปล่วงเกินตัวตนแบบนี้เข้าเสียแล้ว?
นี่มันน่ากลัวยิ่งกว่าไปล่วงเกินเด็กเส้นที่มีแบ็คเป็นผู้ใหญ่ในกระทรวงซะอีก!
เพราะต่อให้เป็นตระกูลหรือขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่คับฟ้าแค่ไหน ก็คงไม่ยอมเปลืองแรงมาปกป้องลูกหลานที่ไร้ความสามารถหรอกจริงไหม?
แต่ถ้าเป็นสุดยอดอัจฉริยะล่ะก็...หากวันข้างหน้าเธอเติบโตกลายเป็นยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่ แล้วย้อนกลับมาคิดบัญชีแค้นกับพวกล่ะ?
แค่คิด...ขาของทุกคนก็เริ่มสั่นพั่บๆอย่างควบคุมไม่อยู่
จบกัน...คราวนี้จบเห่ของจริงแล้ว!
เมื่อเห็นว่ายังคงไม่มีใครกล้าเสนอหน้าออกมาพูดอะไร ริมฝีปากของกู่เยว่ซีก็กระตุกยิ้มเย้ยหยัน
เธอหันหน้าไปทางอัฒจันทร์ฝั่งประธาน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"อาจารย์ใหญ่เฉิน รายชื่อที่ฉันขอให้ท่านช่วยตรวจสอบก่อนหน้านี้ล่ะ? รบกวนฉายมันขึ้นบนหน้าจอยักษ์ให้ที"
"หา?"
เฉินเซียวจางที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ถึงกับชะงักไป
ก่อนหน้านี้กู่เยว่ซีขอให้เขาช่วยตรวจสอบรายชื่อนักเรียนทุกคนที่มีส่วนร่วมในการประท้วงจริง เขาเองก็หลงคิดว่าเธอคงแค่อยากรู้ว่าใครเป็นตัวการใหญ่เท่านั้น
ใครจะไปคิดล่ะว่า...เธอถึงกับกล้าเอารายชื่อนั้นมาเปิดเผยต่อสาธารณชน ท่ามกลางสายตาของผู้บริหารระดับสูงของมณฑลและผู้คนนับหมื่นแบบนี้?
นี่เธอคิดจะทำอะไรกันแน่?
จะประหารชีวิตประจานกลางสี่แยกเลยหรือไง?
เฉินเซียวจางรู้สึกลังเล จึงอดไม่ได้ที่จะหันไปมองท่านผู้ว่าการมณฑลด้วยสายตาขอคำปรึกษา
ทว่าสำหรับฉีฉงซานแล้ว กู่เยว่ซีในเวลานี้เปรียบดั่งคุณย่าทวดบังเกิดเกล้า มีหรือที่เขาจะกล้าขัดใจ?
เขารีบพยักหน้าหงึกหงักอนุญาตทันที
เมื่อได้รับไฟเขียวจากท่านผู้ว่าการ เฉินเซียวจางก็ไม่ลังเลอีกต่อไป รีบสั่งการให้คนนำรายชื่อที่รวบรวมไว้ ฉายขึ้นบนหน้าจอโฮโลแกรมขนาดยักษ์กลางสนามกีฬาในทันที
พรึ่บ!
รายชื่อที่อัดแน่นเป็นพรืดปรากฏขึ้นจนเต็มหน้าจอ จำนวนของมันมีมากถึงหลายพันคนเลยทีเดียว!
"เชี่ยเอ๊ย!!"
"นี่...นี่มันหมายความว่ายังไงกัน?!"
"อย่าบอกนะว่า...จะจัดการกับพวกเราทีละคนจริงๆน่ะ? กฎหมายเขาไม่ลงโทษคนหมู่มากนะเว้ย!"
บรรดานักเรียนที่มีชื่อโชว์หราอยู่บนหน้าจอต่างพากันแตกตื่นลุกลี้ลุกลน หันไปกระซิบกระซาบปรึกษากันอย่างร้อนรน
ส่วนพวกนักเรียนห้องหัวกระทิที่เห็นรายชื่อนั้น กลับพากันขมวดคิ้วแน่น หันมามองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ
หมายความว่ายังไงวะเนี่ย?
จะประจานให้ได้อายงั้นหรือ?
แต่...ทำแบบนี้มันจะได้ประโยชน์อะไรวะ?
พวกเขาคิดว่ากู่เยว่ซีก็คงแค่เอาชื่อมาโชว์ข่มขู่ เชือดไก่ให้ลิงดู เพื่อสร้างความยำเกรงก็เท่านั้นแหละ
ท้ายที่สุดแล้ว เบื้องหลังของพวกเขาก็ล้วนมีเส้นสายและภูมิหลังที่ไม่ธรรมดากันทั้งนั้น
ทางโรงเรียนและทางมณฑลคงไม่มีทางยอมแตกหักกับพวกเขาทั้งหมด เพียงเพื่อเห็นแก่กู่เยว่ซีแค่คนเดียวหรอก...ใช่ไหม?
ทว่า...ประโยคถัดมาของกู่เยว่ซี กลับทำให้ทุกคนเบิกตาโพลงด้วยความตื่นตะลึงจนแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
"บุคคลที่มีรายชื่อปรากฏอยู่บนหน้าจอเหล่านี้ ได้กระทำการสร้างข่าวลือและหมิ่นประมาทฉันอย่างเปิดเผย ซึ่งส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อชื่อเสียงและสุขภาพจิตของฉัน"
"ตามกฎหมายของสหพันธ์ต้าเซี่ย ผู้ใดกระทำการดูหมิ่นผู้อื่นอย่างเปิดเผย หรือปั้นน้ำเป็นตัวเพื่อหมิ่นประมาทผู้อื่น หากเป็นความผิดร้ายแรง จะต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีขึ้นไป"
"ฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า...ทางมณฑลจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ตรวจสอบทุกคนที่มีรายชื่ออยู่นี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน
“ใครก็ตามที่มีส่วนร่วมในการสร้างข่าวลือ หมิ่นประมาท หรือโจมตีฉันด้วยถ้อยคำหยาบคาย...ขอให้ศาลตัดสินจำคุกตั้งแต่สามปีขึ้นไป...ทั้งหมดทุกคน!”
ตู้มมม—!!!
สิ้นคำประกาศิตนั้น ทั่วทั้งสนามก็เกิดความโกลาหลขึ้นในพริบตา!
ทุกคนต่างเบิกตาโพลง จ้องมองเธอราวกับคนเสียสติ!
เชี่ยเอ๊ย?!
ยัยนี่มันบ้าไปแล้วหรือไง?!
รายชื่อนั่นมีตั้งหลายพันคนเลยนะเว้ย?
จะให้จับติดคุกให้หมดเลยเนี่ยนะ?
แถมแต่ละคนก็เป็นถึงนักเรียนหัวกะทิของโรงเรียนมัธยมตูนานที่หนึ่งทั้งนั้น! เเละในนั้นยังมีลูกหลานตระกูลขุนเธอผู้มีอิทธิพลอีกตั้งมากมาย!
ถึงกฎหมายของต้าเซี่ยจะบัญญัติเอาไว้แบบนั้นก็เถอะ แต่ในโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กแบบนี้ ใครมันจะไปบ้าทำตามกฎหมายเป๊ะๆทุกกระเบียดนิ้วกันวะ?!
นี่เธอคิดว่ามณฑลซุ่ยหมิงเป็นบริษัทส่วนตัวของครอบครัวเธอหรือไง?!
สามปีเชียวนะ!
พวกเขาเพิ่งจะอายุสิบเจ็ดสิบแปดกันเท่านั้น ถ้าต้องเข้าไปนอนในคุกตั้งสามปี...เท่ากับว่าต้องสูญเสียช่วงเวลาทองในการฝึกฝนไปอย่างเปล่าประโยชน์!
ต่อให้มีพรสวรรค์สูงส่งแค่ไหน อนาคตก็ต้องดับวูบลงไปกว่าครึ่งอย่างแน่นอน!
แบบนี้มันจะโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว!
และ...มันก็เป็นความคิดที่เพ้อฝันเกินจริงไปหน่อยล่ะมั้ง!
หลังจากหายจากอาการตกตะลึง พวกกลุ่มลูกคุณหนูลูกขุนเธอก็พากันถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะเปลี่ยนสายตามามองกู่เยว่ซีราวกับกำลังมองคนโง่งม
แม่สาวคนนี้พรสวรรค์สูงส่งเทียมฟ้าก็จริงอยู่ แต่ความคิดความอ่าน...ช่างอ่อนต่อโลกและไร้เดียงสาเสียเหลือเกิน
ถึงขั้นคิดจะใช้ 'กฎหมาย' มาลงโทษพวกเขาทั้งหมดเนี่ยนะ?
ล้อเล่นหรือไง?
ขุมกำลังตระกูลที่หนุนหลังพวกเขาอยู่มันหยั่งรากลึกและสลับซับซ้อนแค่ไหน บางตระกูลถึงขั้นมียอดฝีมือระดับราชาคอยคุ้มกะลาหัวอยู่ด้วยซ้ำ!
ถ้าขืนพวกเขารวมหัวกันต่อต้านล่ะก็...รับรองได้เลยว่าเศรษฐกิจของมณฑลซุ่ยหมิงจะต้องถอยหลังเข้าคลองไปเป็นสิบปีแน่นอน!
ต่อให้เป็นถึงผู้ว่าการมณฑลอย่างฉีฉงซาน ก็ไม่มีทางกล้าหักด้ามพร้าด้วยเข่า ล่วงเกินพวกเขาทั้งหมดอย่างเด็ดขาด!
…….....