- หน้าแรก
- กลับชาติมาเกิดเป็นสัตว์อสูรของจักรพรรดินี
- บทที่ 105 : ผู้บรรลุเจตจำนงแห่งดาบขั้นต้น ไพ่ตายของมัธยมตูหนานที่สาม?
บทที่ 105 : ผู้บรรลุเจตจำนงแห่งดาบขั้นต้น ไพ่ตายของมัธยมตูหนานที่สาม?
บทที่ 105 : ผู้บรรลุเจตจำนงแห่งดาบขั้นต้น ไพ่ตายของมัธยมตูหนานที่สาม?
บทที่ 105 : ผู้บรรลุเจตจำนงแห่งดาบขั้นต้น ไพ่ตายของมัธยมตูหนานที่สาม?
ณ อัฒจันทร์อีกฝั่งหนึ่ง
เซียวหรานและคนอื่นๆต่างก็เบนสายตาไปทางเวทีประลองหมายเลข 166 เช่นกัน
พวกเขาก็แอบสงสัยในความแข็งแกร่งที่แท้จริงของกู่เยว่ซีอยู่เหมือนกัน แต่พอเห็นข้อมูลที่ปรากฏบนหน้าจอ ก็พาให้รู้สึกฉงนใจไม่น้อย
“ผู้ฝึกสัตว์อสูรระดับสองขั้นกลางงั้นเหรอ? ฉันจำได้ว่าเธออยู่แค่ระดับสองขั้นต้นไม่ใช่หรือไง?”
“หรือว่า...เพิ่งจะทะลวงระดับได้ในช่วงสองสามวันนี้?”
เห็นทีนี่คงจะเป็นคำอธิบายเดียวที่เป็นไปได้แล้วล่ะ
ทุกคนไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอะไรมากมายนัก เพราะการเลื่อนระดับย่อยขึ้นมาขั้นหนึ่ง ถือเป็นเรื่องปกติวิสัยในการบำเพ็ญเพียรอยู่แล้ว
“แต่ต่อให้เจ้ายุงนั่นจะทะลวงขึ้นสู่ระดับสองขั้นกลางได้แล้วก็เถอะ การต่อสู้รอบนี้ คงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเธอหรอกนะ”
ฉู่ยี่หรานส่ายหน้าเบาๆพลางวิเคราะห์สถานการณ์ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“คนที่ชื่อหลัวเฉิงนั่นน่ะ เป็นถึงไพ่ตายของโรงเรียนมัธยมตูหนานที่สามเลยนะ ถึงแม้เขาจะยังเป็นแค่จอมยุทธ์ระดับสองขั้นต้น ทว่าเขากลับสามารถทำความเข้าใจ ‘เจตจำนงแห่งดาบขั้นต้น’ ได้สำเร็จแล้ว”
“แถมเพลงดาบระดับแก่นแท้ขั้นกลางที่เขาฝึกฝน ก็บรรลุถึงขั้นสูงสุดแล้วด้วย หากวัดกันที่พลังรบล้วนๆเขาสามารถต่อกรกับจอมยุทธ์ระดับสองขั้นสูงทั่วไปได้อย่างสูสีเลยทีเดียว”
“เจตจำนงแห่งดาบขั้นต้นงั้นเหรอ? แถมเพิ่งจะบรรลุขั้นแรกเริ่มเนี่ยนะ?” ฮั่วหมิงเซียนเบะปากอย่างดูแคลน
“กระจอกชะมัด! ตอนอายุสิบห้า ฉันก็บรรลุเจตจำนงแห่งทองคำขั้นแรกเริ่มได้แล้วเฟ้ย!”
“ก็จริงของนาย” เซียวหรานพยักหน้าเห็นด้วย แต่หัวคิ้วกลับขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
“แต่นักเรียนกู่มาจากเมืองเล็กๆอย่างเจียงเฉิง โอกาสที่เธอจะทำความเข้าใจเจตจำนงขั้นต้นได้นั้นมีน้อยมาก เกรงว่าเธอคงไม่มีความสามารถพอที่จะสู้ข้ามระดับได้หรอก...การต้องมาเจอกับหลัวเฉิงแบบนี้ ดูทรงแล้วคงรอดยาก”
‘ระดับขั้น’ เป็นเพียงตัวบ่งชี้พื้นฐานที่สุด ถึงความแข็งแกร่งของพลังปราณหรือพลังจิตของผู้ฝึกตนเท่านั้น
แต่สิ่งที่ตัดสินขีดจำกัดสูงสุดและพลังรบที่แท้จริงของอัจฉริยะอย่างแท้จริง นอกจากความเชี่ยวชาญในวิชายุทธ์และเคล็ดวิชาลับแล้ว ก็คือ ‘การบรรลุเจตจำนง’ นี่แหละ!
และนี่คือไพ่ตายที่ทำให้อัจฉริยะตัวจริง สามารถต่อกรกับคู่ต่อสู้ที่ระดับสูงกว่าได้!
สิ่งที่เรียกว่า ‘เจตจำนง’ นั้น คือสภาวะการยกระดับทางจิตวิญญาณขั้นสูง
ผู้ฝึกตนกว่าเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ ไม่สามารถบรรลุถึงขั้นนี้ได้เลยตลอดชีวิตของพวกเขา
เจตจำนงแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักๆหนึ่งคือ ‘เจตจำนงแห่งวิถียุทธ์’ เช่น เจตจำนงแห่งดาบ เจตจำนงแห่งกระบี่ เจตจำนงแห่งทวน และอื่นๆ...ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มพูนพลังรบของจอมยุทธ์ได้อย่างมหาศาล
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อจอมยุทธ์ฝึกฝนวิถียุทธ์แขนงใดแขนงหนึ่งจนถึงขั้นแตกฉานทะลุปรุโปร่ง จนเกิดความเข้าใจในแก่นแท้ของวิถีนั้นๆและหล่อหลอมออกมาเป็นพลังใจอันแน่วแน่
ส่วนประเภทที่สองคือ ‘เจตจำนงแห่งธรรมชาติ’ ซึ่งเป็นความเข้าใจในพลังธรรมชาติแห่งฟ้าดิน
เช่น เจตจำนงแห่งไฟ เจตจำนงแห่งน้ำ...ซึ่งมักจะพบเห็นในหมู่จอมยุทธ์ได้น้อยกว่า แต่สำหรับผู้ฝึกตนสายพลังจิต มักจะทำความเข้าใจได้ง่ายกว่า
เมื่อผู้ฝึกสัตว์อสูรบรรลุเจตจำนงแห่งธรรมชาติได้แล้ว พวกเขาสามารถใช้มันเพื่อเพิ่มพลังรบให้กับอสูรพันธสัญญาของตนเองได้ เปรียบเสมือนการบัฟพลังอันแข็งแกร่งให้กับพวกมันนั่นเอง
‘เจตจำนง’ เปรียบเสมือนบัตรผ่านประตูสู่ระดับที่สูงขึ้นไป
มีเพียงผู้ที่บรรลุเจตจำนงเท่านั้น จึงจะมีคุณสมบัติก้าวข้ามจากระดับ 4 ขึ้นสู่ระดับกลางได้
และมีเพียงผู้ที่ฝึกฝนเจตจำนงจนถึงขั้นสมบูรณ์แบบเท่านั้น จึงจะสามารถก้าวข้ามจากระดับ 7 ขึ้นสู่ระดับสูงได้!
ก้าวต่อไปหลังจากเจตจำนง ก็คือ ‘แก่นแท้’ !
และมีเพียงผู้ที่เข้าถึงแก่นแท้เท่านั้น จึงจะสามารถก้าวขึ้นสู่ระดับราชาได้!
ดังนั้น การเลื่อนระดับได้เร็ว จึงเป็นเพียงตัวบ่งบอกว่าบุคคลนั้นมีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรพลังปราณหรือพลังจิตสูงเท่านั้น
ทว่าการทำความเข้าใจเจตจำนง และความเชี่ยวชาญในวิชายุทธ์และเคล็ดวิชาลับ ล้วนต้องอาศัย ‘ความเข้าใจ’ หรือ ‘สติปัญญาในการเรียนรู้’ ในระดับที่สูงลิบลิ่ว
ผู้ที่มีทั้งพรสวรรค์และความเข้าใจในระดับสูงสุดเท่านั้น จึงจะได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘อัจฉริยะ’ ในสถานที่อย่างเมืองตูหนานแห่งนี้!
เกณฑ์ขั้นต่ำในการเข้าศึกษาในห้องมังกรซ่อนแห่งโรงเรียนมัธยมตูหนานที่หนึ่ง นอกจากจะต้องมีระดับพลังอยู่ที่ 2 ขั้นกลางแล้ว ยังต้องทำความเข้าใจเจตจำนงขั้นต้นให้ถึงระดับสมบูรณ์แบบอย่างน้อยหนึ่งประเภทด้วย!
แค่เงื่อนไขข้อนี้ข้อเดียว ก็เพียงพอที่จะสกัดดาวรุ่งระดับสองขั้นกลางจำนวนนับไม่ถ้วน ให้ร่วงหล่นลงมาได้แล้ว!
แม้หลัวเฉิงผู้นี้ จะบรรลุเจตจำนงแห่งดาบขั้นต้นเพียงแค่ระดับแรกเริ่มเท่านั้นก็ตาม
แต่ถึงกระนั้น หากนำเขาไปเปรียบเทียบกับนักเรียนในโรงเรียนมัธยมตูหนานที่หนึ่ง เขาก็ยังถือว่าอยู่ในระดับหัวกะทิของห้องคิงสายวิชายุทธ์ห้องที่หนึ่งอยู่ดี
และยิ่งถ้าเอาเขาไปเปรียบเทียบกับเด็กในเมืองเล็กๆอย่างเจียงเฉิงล่ะก็ นั่นมันคือการเอาผู้ใหญ่ไปรังแกเด็กชัดๆ
อย่าว่าแต่นักเรียนรุ่นราวคราวเดียวกันเลย เผลอๆแม้แต่อาจารย์ระดับสามในโรงเรียน เขาก็ยังสามารถต่อกรได้สองสามกระบวนท่าด้วยซ้ำ!
เจ้ายุงของกู่เยว่ซีน่ะ มีความสามารถที่ยอดเยี่ยมก็จริง แต่มันเห็นได้ชัดว่าเป็นสายซัพพอร์ต
ต่อให้มันจะทะลวงขึ้นสู่ระดับสองขั้นกลางได้แล้วจริงๆ…แต่จะเป็นคู่ต่อสู้ของจอมยุทธ์สายดาบอย่างหลัวเฉิงได้หรือ?
ในหมู่จอมยุทธ์ระดับเดียวกัน พวกที่ใช้ดาบเป็นอาวุธ มักจะได้รับการยอมรับว่ามีพลังรบที่ดุดันและแข็งแกร่งที่สุด!
กลุ่มนักเรียนจากห้องมังกรซ่อนต่างก็ไม่ได้ตั้งความหวังกับกู่เยว่ซีมากนัก
ดีไม่ดี เธออาจจะทนได้แค่กระบวนท่าเดียว แล้วก็ต้องยอมแพ้ไปอย่างน่าเวทนาก็เป็นได้
……
บนแท่นประธาน
จางเฉิงเยี่ยจากกรมการศึกษามณฑล ก็ได้แสดงความคิดเห็นในทำนองเดียวกันนี้ กับผู้นำระดับสูงคนอื่นๆ
“ท่านผู้ว่าการฉีครับ ฉันเคยได้ยินชื่อหลัวเฉิงคนนี้มาบ้าง เขาเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ด้านดาบสูงมากทีเดียว ถึงแม้อสูรพันธสัญญาของนักเรียนกู่จะอยู่ระดับสองขั้นกลางก็เถอะ แต่สัตว์อสูรประเภทแมลง ไม่ค่อยถนัดการต่อสู้ซึ่งๆหน้าเท่าไหร่นัก การประลองรอบนี้...เธอจะไม่เป็นอันตรายไปหน่อยหรือ?”
“ดีไม่ดีอาจจะได้รับบาดเจ็บเอาง่ายๆนะครับ…”
เมื่อฉีฉงซานได้ยินเช่นนั้น มุมปากของเขากลับกระตุกยิ้มขึ้นมาอย่างเหยียดหยาม
“อันตรายงั้นรึ? บาดเจ็บงั้นรึ?”
“พวกนายกังวลมากเกินไปแล้ว เจ้ายุงตัวนั้นของเธอ ตอนนี้มันมีพลังอยู่ในระดับสามขั้นสูงแล้วนะ การจะจัดการกับหลัวเฉิงที่อยู่แค่ระดับสองขั้นต้นน่ะ มันง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือเลยล่ะ”
“อะไรนะ?! ระดับสามขั้นสูง?!”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ จางเฉิงเยี่ยและผู้นำมณฑลคนอื่นๆถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนลูกตาแทบจะถลนออกมานอกเบ้า
จะเป็นไปได้ยังไง?!
เท่าที่พวกเขารู้มา ขนาดผู้ฝึกสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาผู้เข้าสอบจากเมืองหลวงในปีนี้ อสูรพันธสัญญาของเขาก็เพิ่งจะอยู่แค่ระดับสามขั้นกลางเท่านั้นเองนะ!
แล้วอสูรของกู่เยว่ซีจะก้าวล้ำไปถึงระดับสามขั้นสูงได้ยังไง?
เจ้ายุงนั่น...คงไม่ได้มีสายเลือดระดับจักรพรรดิหรอกนะ?!
ฉีฉงซานมองดูท่าทางตื่นตูมเหมือนคนบ้านนอกเข้ากรุงของพวกนั้น แล้วก็ลอบหัวเราะเยาะในใจ
พวกแกไม่รู้หรือไง ว่าคำว่า ‘อัจฉริยะระดับความลับขั้นสูงสุด’ มันหมายความว่ายังไง?
แน่นอนว่า ถึงแม้ภายนอกเขาจะแสดงท่าทีไม่แยแสและดูถูก…แต่ลึกๆในใจเขากลับตกตะลึงแทบบ้าเหมือนกัน
ตอนที่เข้าไปในแดนลับเมื่อสองวันก่อน เจ้ายุงนั่นมันเพิ่งจะอยู่แค่ระดับสามขั้นต้นแท้ๆ…แต่พอออกมาปุ๊บ แม่งดันกลายเป็นระดับสามขั้นสูงไปซะแล้ว!
ความเร็วในการเจริญเติบโตแบบนี้ มันเหมือนกับการจับฉีดฮอร์โมนเร่งโตชัดๆ
สาเหตุที่เขาไม่ได้แก้ข้อมูลของกู่เยว่ซีให้เป็น ‘ผู้ฝึกสัตว์อสูรระดับสามขั้นสูง’ ตรงๆก็เพราะกลัวว่าจะเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ขึ้นน่ะสิ
ขืนประกาศออกไป ใครมันจะไปเชื่อวะ!
ผู้ฝึกสัตว์อสูรระดับสามขั้นสูงในวัยแค่สิบแปดปีเนี่ยนะ?
ขนาดในเมืองหลวงยังไม่เคยมีปรากฏการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาก่อนเลยด้วยซ้ำ!
แต่ช่างมันเถอะ
เดี๋ยวพอกู่เยว่ซีขึ้นเวทีไปโชว์ฝีมือให้ประจักษ์แก่สายตา ข้อกังขาและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหลายก็คงจะมลายหายไปเองนั่นแหละ!
……
และในขณะเดียวกัน บนเวทีประลองหมายเลข 166
กู่เยว่ซีเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงกลางเวทีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เธอปรายตามองเด็กหนุ่มที่ยืนถือดาบยาวอยู่ฝั่งตรงข้าม ก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ลงมือสิ”
“….?” หลัวเฉิงทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก
เขากวาดสายตามองกู่เยว่ซีตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความฉงน
“เธอไม่ได้เป็นผู้ฝึกสัตว์อสูรหรอกเหรอ? แล้วอสูรพันธสัญญาของเธอไปไหนซะล่ะ?”
“อย่างนายน่ะเหรอ? ยังไม่คู่ควรให้อสูรของฉันต้องออกโรงหรอก” กู่เยว่ซีตอบกลับด้วยใบหน้าไร้อารมณ์
หลัวเฉิง: “???”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันขวับไปมองกรรมการผู้ตัดสินที่ยืนอยู่ข้างๆ
“กรรมการครับ…ระหว่างการแข่งขัน การใช้คำพูดดูถูกคู่ต่อสู้แบบนี้ ไม่ถือว่าผิดกฎเหรอครับ?”
กรรมการชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะรีบก้มหน้าก้มตาเปิดคู่มือกฎกติกาในมือดูอย่างละเอียดถี่ยิบ
สักพักเขาก็เงยหน้าขึ้นมาตอบ
“ในนี้ไม่ได้ระบุไว้! ถ้าไม่ได้ระบุไว้ ก็แปลว่าไม่ผิด!”
“อ้อ ถ้างั้นก็แล้วไป!” หลัวเฉิงโล่งใจขึ้นมาเปราะหนึ่ง
เขาหันกลับมามองกู่เยว่ซี แล้วเปิดฉากแขวะทันที
“เธอนี่เองสินะ ยัยเด็กเส้นที่เขาลือกันให้แซ่ดไปทั่วน่ะ?”
“นี่สมองเธอมีปัญหาหรือเปล่าเนี่ย? เป็นแค่ผู้ฝึกสัตว์อสูร ริอ่านจะมาสู้กับจอมยุทธ์สายบู๊อย่างฉัน แถมยังไม่ยอมเรียกอสูรพันธสัญญาออกมาช่วยอีก…ไม่บ้าก็โง่แล้วปะวะ?”
“อย่าบอกนะว่า เธอคิดจะเอาชนะฉันด้วยตัวเปล่าๆจริงๆอะ?”
“โอ๊ย ขำจะบ้าตายอยู่แล้ว! เชื่อไหมว่าเธอจะไม่มีวันได้แตะแม้แต่ชายเสื้อของฉันด้วยซ้ำ?!”
กู่เยว่ซี: “……”
คิ้วเรียวสวยของเธอขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเริ่มจะรำคาญไอ้หมอนี่เต็มทนแล้ว
ส่วนกรรมการผู้ตัดสินก็ได้ถามย้ำเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง
“เธอจะไม่ใช้อสูรพันธสัญญาจริงๆใช่ไหม?”
กู่เยว่ซีพยักหน้ารับ
“ก็ได้…” กรรมการถอนหายใจอย่างจนปัญญา ก่อนจะประกาศเสียงดังฟังชัด
“การแข่งขัน...เริ่มได้!”
มุมปากของหลัวเฉิงยกยิ้มขึ้นอย่างยียวน ใบหน้าเต็มไปด้วยความอวดดี
เขาถึงขั้นเก็บดาบยาวเข้าฝัก แล้วกอดอกยืนจ้องหน้ากู่เยว่ซีด้วยท่าทางหยิ่งยโส:
“ฉันบอกไว้ก่อนเลยนะ ว่าการประลองครั้งนี้...เธอจะไม่มีโอกาสได้แตะแม้แต่ชายเสื้อของฉันด้วยซ้ำ!”
แววตาของกู่เยว่ซีเย็นเยียบลง เธอเตรียมพร้อมที่จะลงมือ
ทว่าวินาทีต่อมา...จู่ๆหลัวเฉิงก็ชูมือขวาขึ้นฟ้าจนสุดแขน:
“ฉันขอยอมแพ้!!”
กู่เยว่ซี: “……?”
กรรมการ: “….???”
…….