เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 105 : ผู้บรรลุเจตจำนงแห่งดาบขั้นต้น ไพ่ตายของมัธยมตูหนานที่สาม?

บทที่ 105 : ผู้บรรลุเจตจำนงแห่งดาบขั้นต้น ไพ่ตายของมัธยมตูหนานที่สาม?

บทที่ 105 : ผู้บรรลุเจตจำนงแห่งดาบขั้นต้น ไพ่ตายของมัธยมตูหนานที่สาม?


บทที่ 105 : ผู้บรรลุเจตจำนงแห่งดาบขั้นต้น ไพ่ตายของมัธยมตูหนานที่สาม?

ณ อัฒจันทร์อีกฝั่งหนึ่ง

เซียวหรานและคนอื่นๆต่างก็เบนสายตาไปทางเวทีประลองหมายเลข 166 เช่นกัน

พวกเขาก็แอบสงสัยในความแข็งแกร่งที่แท้จริงของกู่เยว่ซีอยู่เหมือนกัน แต่พอเห็นข้อมูลที่ปรากฏบนหน้าจอ ก็พาให้รู้สึกฉงนใจไม่น้อย

“ผู้ฝึกสัตว์อสูรระดับสองขั้นกลางงั้นเหรอ? ฉันจำได้ว่าเธออยู่แค่ระดับสองขั้นต้นไม่ใช่หรือไง?”

“หรือว่า...เพิ่งจะทะลวงระดับได้ในช่วงสองสามวันนี้?”

เห็นทีนี่คงจะเป็นคำอธิบายเดียวที่เป็นไปได้แล้วล่ะ

ทุกคนไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอะไรมากมายนัก เพราะการเลื่อนระดับย่อยขึ้นมาขั้นหนึ่ง ถือเป็นเรื่องปกติวิสัยในการบำเพ็ญเพียรอยู่แล้ว

“แต่ต่อให้เจ้ายุงนั่นจะทะลวงขึ้นสู่ระดับสองขั้นกลางได้แล้วก็เถอะ การต่อสู้รอบนี้ คงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเธอหรอกนะ”

ฉู่ยี่หรานส่ายหน้าเบาๆพลางวิเคราะห์สถานการณ์ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“คนที่ชื่อหลัวเฉิงนั่นน่ะ เป็นถึงไพ่ตายของโรงเรียนมัธยมตูหนานที่สามเลยนะ ถึงแม้เขาจะยังเป็นแค่จอมยุทธ์ระดับสองขั้นต้น ทว่าเขากลับสามารถทำความเข้าใจ ‘เจตจำนงแห่งดาบขั้นต้น’ ได้สำเร็จแล้ว”

“แถมเพลงดาบระดับแก่นแท้ขั้นกลางที่เขาฝึกฝน ก็บรรลุถึงขั้นสูงสุดแล้วด้วย หากวัดกันที่พลังรบล้วนๆเขาสามารถต่อกรกับจอมยุทธ์ระดับสองขั้นสูงทั่วไปได้อย่างสูสีเลยทีเดียว”

“เจตจำนงแห่งดาบขั้นต้นงั้นเหรอ? แถมเพิ่งจะบรรลุขั้นแรกเริ่มเนี่ยนะ?” ฮั่วหมิงเซียนเบะปากอย่างดูแคลน

“กระจอกชะมัด! ตอนอายุสิบห้า ฉันก็บรรลุเจตจำนงแห่งทองคำขั้นแรกเริ่มได้แล้วเฟ้ย!”

“ก็จริงของนาย” เซียวหรานพยักหน้าเห็นด้วย แต่หัวคิ้วกลับขมวดเข้าหากันเล็กน้อย

“แต่นักเรียนกู่มาจากเมืองเล็กๆอย่างเจียงเฉิง โอกาสที่เธอจะทำความเข้าใจเจตจำนงขั้นต้นได้นั้นมีน้อยมาก เกรงว่าเธอคงไม่มีความสามารถพอที่จะสู้ข้ามระดับได้หรอก...การต้องมาเจอกับหลัวเฉิงแบบนี้ ดูทรงแล้วคงรอดยาก”

‘ระดับขั้น’ เป็นเพียงตัวบ่งชี้พื้นฐานที่สุด ถึงความแข็งแกร่งของพลังปราณหรือพลังจิตของผู้ฝึกตนเท่านั้น

แต่สิ่งที่ตัดสินขีดจำกัดสูงสุดและพลังรบที่แท้จริงของอัจฉริยะอย่างแท้จริง นอกจากความเชี่ยวชาญในวิชายุทธ์และเคล็ดวิชาลับแล้ว ก็คือ ‘การบรรลุเจตจำนง’ นี่แหละ!

และนี่คือไพ่ตายที่ทำให้อัจฉริยะตัวจริง สามารถต่อกรกับคู่ต่อสู้ที่ระดับสูงกว่าได้!

สิ่งที่เรียกว่า ‘เจตจำนง’ นั้น คือสภาวะการยกระดับทางจิตวิญญาณขั้นสูง

ผู้ฝึกตนกว่าเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ ไม่สามารถบรรลุถึงขั้นนี้ได้เลยตลอดชีวิตของพวกเขา

เจตจำนงแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักๆหนึ่งคือ ‘เจตจำนงแห่งวิถียุทธ์’ เช่น เจตจำนงแห่งดาบ เจตจำนงแห่งกระบี่ เจตจำนงแห่งทวน และอื่นๆ...ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มพูนพลังรบของจอมยุทธ์ได้อย่างมหาศาล

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อจอมยุทธ์ฝึกฝนวิถียุทธ์แขนงใดแขนงหนึ่งจนถึงขั้นแตกฉานทะลุปรุโปร่ง จนเกิดความเข้าใจในแก่นแท้ของวิถีนั้นๆและหล่อหลอมออกมาเป็นพลังใจอันแน่วแน่

ส่วนประเภทที่สองคือ ‘เจตจำนงแห่งธรรมชาติ’ ซึ่งเป็นความเข้าใจในพลังธรรมชาติแห่งฟ้าดิน

เช่น เจตจำนงแห่งไฟ เจตจำนงแห่งน้ำ...ซึ่งมักจะพบเห็นในหมู่จอมยุทธ์ได้น้อยกว่า แต่สำหรับผู้ฝึกตนสายพลังจิต มักจะทำความเข้าใจได้ง่ายกว่า

เมื่อผู้ฝึกสัตว์อสูรบรรลุเจตจำนงแห่งธรรมชาติได้แล้ว พวกเขาสามารถใช้มันเพื่อเพิ่มพลังรบให้กับอสูรพันธสัญญาของตนเองได้ เปรียบเสมือนการบัฟพลังอันแข็งแกร่งให้กับพวกมันนั่นเอง

‘เจตจำนง’ เปรียบเสมือนบัตรผ่านประตูสู่ระดับที่สูงขึ้นไป

มีเพียงผู้ที่บรรลุเจตจำนงเท่านั้น จึงจะมีคุณสมบัติก้าวข้ามจากระดับ 4 ขึ้นสู่ระดับกลางได้

และมีเพียงผู้ที่ฝึกฝนเจตจำนงจนถึงขั้นสมบูรณ์แบบเท่านั้น จึงจะสามารถก้าวข้ามจากระดับ 7 ขึ้นสู่ระดับสูงได้!

ก้าวต่อไปหลังจากเจตจำนง ก็คือ ‘แก่นแท้’ !

และมีเพียงผู้ที่เข้าถึงแก่นแท้เท่านั้น จึงจะสามารถก้าวขึ้นสู่ระดับราชาได้!

ดังนั้น การเลื่อนระดับได้เร็ว จึงเป็นเพียงตัวบ่งบอกว่าบุคคลนั้นมีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรพลังปราณหรือพลังจิตสูงเท่านั้น

ทว่าการทำความเข้าใจเจตจำนง และความเชี่ยวชาญในวิชายุทธ์และเคล็ดวิชาลับ ล้วนต้องอาศัย ‘ความเข้าใจ’ หรือ ‘สติปัญญาในการเรียนรู้’ ในระดับที่สูงลิบลิ่ว

ผู้ที่มีทั้งพรสวรรค์และความเข้าใจในระดับสูงสุดเท่านั้น จึงจะได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘อัจฉริยะ’ ในสถานที่อย่างเมืองตูหนานแห่งนี้!

เกณฑ์ขั้นต่ำในการเข้าศึกษาในห้องมังกรซ่อนแห่งโรงเรียนมัธยมตูหนานที่หนึ่ง นอกจากจะต้องมีระดับพลังอยู่ที่ 2 ขั้นกลางแล้ว ยังต้องทำความเข้าใจเจตจำนงขั้นต้นให้ถึงระดับสมบูรณ์แบบอย่างน้อยหนึ่งประเภทด้วย!

แค่เงื่อนไขข้อนี้ข้อเดียว ก็เพียงพอที่จะสกัดดาวรุ่งระดับสองขั้นกลางจำนวนนับไม่ถ้วน ให้ร่วงหล่นลงมาได้แล้ว!

แม้หลัวเฉิงผู้นี้ จะบรรลุเจตจำนงแห่งดาบขั้นต้นเพียงแค่ระดับแรกเริ่มเท่านั้นก็ตาม

แต่ถึงกระนั้น หากนำเขาไปเปรียบเทียบกับนักเรียนในโรงเรียนมัธยมตูหนานที่หนึ่ง เขาก็ยังถือว่าอยู่ในระดับหัวกะทิของห้องคิงสายวิชายุทธ์ห้องที่หนึ่งอยู่ดี

และยิ่งถ้าเอาเขาไปเปรียบเทียบกับเด็กในเมืองเล็กๆอย่างเจียงเฉิงล่ะก็ นั่นมันคือการเอาผู้ใหญ่ไปรังแกเด็กชัดๆ

อย่าว่าแต่นักเรียนรุ่นราวคราวเดียวกันเลย เผลอๆแม้แต่อาจารย์ระดับสามในโรงเรียน เขาก็ยังสามารถต่อกรได้สองสามกระบวนท่าด้วยซ้ำ!

เจ้ายุงของกู่เยว่ซีน่ะ มีความสามารถที่ยอดเยี่ยมก็จริง แต่มันเห็นได้ชัดว่าเป็นสายซัพพอร์ต

ต่อให้มันจะทะลวงขึ้นสู่ระดับสองขั้นกลางได้แล้วจริงๆ…แต่จะเป็นคู่ต่อสู้ของจอมยุทธ์สายดาบอย่างหลัวเฉิงได้หรือ?

ในหมู่จอมยุทธ์ระดับเดียวกัน พวกที่ใช้ดาบเป็นอาวุธ มักจะได้รับการยอมรับว่ามีพลังรบที่ดุดันและแข็งแกร่งที่สุด!

กลุ่มนักเรียนจากห้องมังกรซ่อนต่างก็ไม่ได้ตั้งความหวังกับกู่เยว่ซีมากนัก

ดีไม่ดี เธออาจจะทนได้แค่กระบวนท่าเดียว แล้วก็ต้องยอมแพ้ไปอย่างน่าเวทนาก็เป็นได้

……

บนแท่นประธาน

จางเฉิงเยี่ยจากกรมการศึกษามณฑล ก็ได้แสดงความคิดเห็นในทำนองเดียวกันนี้ กับผู้นำระดับสูงคนอื่นๆ

“ท่านผู้ว่าการฉีครับ ฉันเคยได้ยินชื่อหลัวเฉิงคนนี้มาบ้าง เขาเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ด้านดาบสูงมากทีเดียว ถึงแม้อสูรพันธสัญญาของนักเรียนกู่จะอยู่ระดับสองขั้นกลางก็เถอะ แต่สัตว์อสูรประเภทแมลง ไม่ค่อยถนัดการต่อสู้ซึ่งๆหน้าเท่าไหร่นัก การประลองรอบนี้...เธอจะไม่เป็นอันตรายไปหน่อยหรือ?”

“ดีไม่ดีอาจจะได้รับบาดเจ็บเอาง่ายๆนะครับ…”

เมื่อฉีฉงซานได้ยินเช่นนั้น มุมปากของเขากลับกระตุกยิ้มขึ้นมาอย่างเหยียดหยาม

“อันตรายงั้นรึ? บาดเจ็บงั้นรึ?”

“พวกนายกังวลมากเกินไปแล้ว เจ้ายุงตัวนั้นของเธอ ตอนนี้มันมีพลังอยู่ในระดับสามขั้นสูงแล้วนะ การจะจัดการกับหลัวเฉิงที่อยู่แค่ระดับสองขั้นต้นน่ะ มันง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือเลยล่ะ”

“อะไรนะ?! ระดับสามขั้นสูง?!”

เมื่อได้ยินประโยคนี้ จางเฉิงเยี่ยและผู้นำมณฑลคนอื่นๆถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนลูกตาแทบจะถลนออกมานอกเบ้า

จะเป็นไปได้ยังไง?!

เท่าที่พวกเขารู้มา ขนาดผู้ฝึกสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาผู้เข้าสอบจากเมืองหลวงในปีนี้ อสูรพันธสัญญาของเขาก็เพิ่งจะอยู่แค่ระดับสามขั้นกลางเท่านั้นเองนะ!

แล้วอสูรของกู่เยว่ซีจะก้าวล้ำไปถึงระดับสามขั้นสูงได้ยังไง?

เจ้ายุงนั่น...คงไม่ได้มีสายเลือดระดับจักรพรรดิหรอกนะ?!

ฉีฉงซานมองดูท่าทางตื่นตูมเหมือนคนบ้านนอกเข้ากรุงของพวกนั้น แล้วก็ลอบหัวเราะเยาะในใจ

พวกแกไม่รู้หรือไง ว่าคำว่า ‘อัจฉริยะระดับความลับขั้นสูงสุด’ มันหมายความว่ายังไง?

แน่นอนว่า ถึงแม้ภายนอกเขาจะแสดงท่าทีไม่แยแสและดูถูก…แต่ลึกๆในใจเขากลับตกตะลึงแทบบ้าเหมือนกัน

ตอนที่เข้าไปในแดนลับเมื่อสองวันก่อน เจ้ายุงนั่นมันเพิ่งจะอยู่แค่ระดับสามขั้นต้นแท้ๆ…แต่พอออกมาปุ๊บ แม่งดันกลายเป็นระดับสามขั้นสูงไปซะแล้ว!

ความเร็วในการเจริญเติบโตแบบนี้ มันเหมือนกับการจับฉีดฮอร์โมนเร่งโตชัดๆ

สาเหตุที่เขาไม่ได้แก้ข้อมูลของกู่เยว่ซีให้เป็น ‘ผู้ฝึกสัตว์อสูรระดับสามขั้นสูง’ ตรงๆก็เพราะกลัวว่าจะเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ขึ้นน่ะสิ

ขืนประกาศออกไป ใครมันจะไปเชื่อวะ!

ผู้ฝึกสัตว์อสูรระดับสามขั้นสูงในวัยแค่สิบแปดปีเนี่ยนะ?

ขนาดในเมืองหลวงยังไม่เคยมีปรากฏการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาก่อนเลยด้วยซ้ำ!

แต่ช่างมันเถอะ

เดี๋ยวพอกู่เยว่ซีขึ้นเวทีไปโชว์ฝีมือให้ประจักษ์แก่สายตา ข้อกังขาและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหลายก็คงจะมลายหายไปเองนั่นแหละ!

……

และในขณะเดียวกัน บนเวทีประลองหมายเลข 166

กู่เยว่ซีเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงกลางเวทีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เธอปรายตามองเด็กหนุ่มที่ยืนถือดาบยาวอยู่ฝั่งตรงข้าม ก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ลงมือสิ”

“….?”  หลัวเฉิงทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก

เขากวาดสายตามองกู่เยว่ซีตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความฉงน

“เธอไม่ได้เป็นผู้ฝึกสัตว์อสูรหรอกเหรอ? แล้วอสูรพันธสัญญาของเธอไปไหนซะล่ะ?”

“อย่างนายน่ะเหรอ? ยังไม่คู่ควรให้อสูรของฉันต้องออกโรงหรอก” กู่เยว่ซีตอบกลับด้วยใบหน้าไร้อารมณ์

หลัวเฉิง: “???”

เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันขวับไปมองกรรมการผู้ตัดสินที่ยืนอยู่ข้างๆ

“กรรมการครับ…ระหว่างการแข่งขัน การใช้คำพูดดูถูกคู่ต่อสู้แบบนี้ ไม่ถือว่าผิดกฎเหรอครับ?”

กรรมการชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะรีบก้มหน้าก้มตาเปิดคู่มือกฎกติกาในมือดูอย่างละเอียดถี่ยิบ

สักพักเขาก็เงยหน้าขึ้นมาตอบ

“ในนี้ไม่ได้ระบุไว้! ถ้าไม่ได้ระบุไว้ ก็แปลว่าไม่ผิด!”

“อ้อ ถ้างั้นก็แล้วไป!” หลัวเฉิงโล่งใจขึ้นมาเปราะหนึ่ง

เขาหันกลับมามองกู่เยว่ซี แล้วเปิดฉากแขวะทันที

“เธอนี่เองสินะ ยัยเด็กเส้นที่เขาลือกันให้แซ่ดไปทั่วน่ะ?”

“นี่สมองเธอมีปัญหาหรือเปล่าเนี่ย? เป็นแค่ผู้ฝึกสัตว์อสูร ริอ่านจะมาสู้กับจอมยุทธ์สายบู๊อย่างฉัน แถมยังไม่ยอมเรียกอสูรพันธสัญญาออกมาช่วยอีก…ไม่บ้าก็โง่แล้วปะวะ?”

“อย่าบอกนะว่า เธอคิดจะเอาชนะฉันด้วยตัวเปล่าๆจริงๆอะ?”

“โอ๊ย ขำจะบ้าตายอยู่แล้ว! เชื่อไหมว่าเธอจะไม่มีวันได้แตะแม้แต่ชายเสื้อของฉันด้วยซ้ำ?!”

กู่เยว่ซี: “……”

คิ้วเรียวสวยของเธอขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเริ่มจะรำคาญไอ้หมอนี่เต็มทนแล้ว

ส่วนกรรมการผู้ตัดสินก็ได้ถามย้ำเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง

“เธอจะไม่ใช้อสูรพันธสัญญาจริงๆใช่ไหม?”

กู่เยว่ซีพยักหน้ารับ

“ก็ได้…” กรรมการถอนหายใจอย่างจนปัญญา ก่อนจะประกาศเสียงดังฟังชัด

“การแข่งขัน...เริ่มได้!”

มุมปากของหลัวเฉิงยกยิ้มขึ้นอย่างยียวน ใบหน้าเต็มไปด้วยความอวดดี

เขาถึงขั้นเก็บดาบยาวเข้าฝัก แล้วกอดอกยืนจ้องหน้ากู่เยว่ซีด้วยท่าทางหยิ่งยโส:

“ฉันบอกไว้ก่อนเลยนะ ว่าการประลองครั้งนี้...เธอจะไม่มีโอกาสได้แตะแม้แต่ชายเสื้อของฉันด้วยซ้ำ!”

แววตาของกู่เยว่ซีเย็นเยียบลง เธอเตรียมพร้อมที่จะลงมือ

ทว่าวินาทีต่อมา...จู่ๆหลัวเฉิงก็ชูมือขวาขึ้นฟ้าจนสุดแขน:

“ฉันขอยอมแพ้!!”

กู่เยว่ซี: “……?”

กรรมการ: “….???”

…….

จบบทที่ บทที่ 105 : ผู้บรรลุเจตจำนงแห่งดาบขั้นต้น ไพ่ตายของมัธยมตูหนานที่สาม?

คัดลอกลิงก์แล้ว