- หน้าแรก
- กลับชาติมาเกิดเป็นสัตว์อสูรของจักรพรรดินี
- บทที่ 101 : เปิดม่านการสอบประเมินผลร่วม
บทที่ 101 : เปิดม่านการสอบประเมินผลร่วม
บทที่ 101 : เปิดม่านการสอบประเมินผลร่วม
บทที่ 101 : เปิดม่านการสอบประเมินผลร่วม
ทว่าตอนนี้ จักรพรรดิอสนีกลับฉีกกระชากข้ออ้างบังหน้าของเขาออกอย่างไม่ไว้หน้าสักนิด…ทำให้เขาต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริงอันโหดร้าย
นี่ก็ผ่านไปสองวันแล้ว กู่เยว่ซีกับเจ้ายุงนั่นยังไม่ออกมาอีก
หรือว่า…หรือว่าจะเกิดเรื่องร้ายขึ้นอย่างที่จักรพรรดิอสนีพูดจริงๆ?
จางเฉิงเยี่ยและคนอื่นๆที่อยู่รอบข้าง ต่างก็หน้าซีดเผือดราวกับคนตาย
ถ้ากู่เยว่ซีมาตายที่เมืองตูหนานจริงๆล่ะก็ พวกเขาทุกคนที่อยู่ที่นี่ ไม่มีใครรอดพ้นความผิดไปได้สักคนแน่!
เมื่อเห็นท่าทางเหม่อลอยไร้สติของฉีฉงซาน ประกายความดูแคลนก็พาดผ่านนัยน์ตาของจักรพรรดิอสนี
เพื่อรักษาตำแหน่งหน้าที่การงานของตัวเอง ถึงกับยอมทำทุกวิถีทางเลยสินะ!
คนพรรค์นี้น่ะหรือ…ที่คู่ควรจะเป็นถึงยอดฝีมือระดับราชา?
"แม่หนูนั่นเข้าไปตั้งแต่เมื่อไหร่?" จักรพรรดิอสนีเอ่ยถามเสียงเย็น
"สะ…สองวันก่อน..."
"ถ้าอย่างนั้นก็คงตายไปแล้วล่ะ" จักรพรรดิอสนีหน้าตึง ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแทบจะในทันที
ในมุมมองของเขา อัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่ระดับไม่ถึงระดับสาม ต่อให้จะมีพรสวรรค์ล้นฟ้าแค่ไหน ก็ไม่มีทางเอาชีวิตรอดท่ามกลางฝูงแมลงนับร้อยล้านตัวได้ถึงสองวันเต็มๆหรอก
สิ้นคำกล่าวนั้น
บรรยากาศทั่วทั้งบริเวณก็พลันถูกปกคลุมไปด้วยความสิ้นหวังและความเงียบสงัดดั่งป่าช้าในพริบตา
วูบ--!!
ทว่าในตอนนั้นเอง
รอยแยกมิติที่เงียบสงบมาตลอดสองวัน จู่ๆก็เกิดระลอกคลื่นสั่นไหวขึ้นมา
ตามมาด้วยร่างบอบบางอันเย็นชาของหญิงสาว ก้าวเดินออกมาจากรอยแยกนั้นอย่างช้าๆ
เด็กสาวยังคงสวมชุดกระโปรงสีขาวสะอาดตา ไร้ซึ่งรอยขีดข่วนหรือฝุ่นละอองใดๆสีหน้าของเธอเรียบเฉย ราวกับว่าแค่ไปเดินเล่นแถวชานเมืองมาเท่านั้น
บนไหล่ของเธอ มียุงสีเลือดหน้าตาดุร้ายเกาะอยู่อย่างเกียจคร้าน ท่าทางเหมือนยังอิ่มเอมไม่สุด
หนึ่งคนหนึ่งยุงกลับออกมาอย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน!
"ตุ้บ!"
ซากแมลงขนาดยักษ์สีดำทะมึนที่ส่งกลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้ง ถูกกู่เยว่ซีโยนออกมาจากแหวนมิติอย่างลวกๆกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น
เธอไม่ได้สนใจสีหน้าตกตะลึงราวกับเห็นผีของคนอื่นๆเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
"พญาแมลงจัดการเรียบร้อยแล้วค่ะ"
"ส่วนแมลงกลืนวิญญาณในดินแดนลับ ก็ถูกกวาดล้างไปเกือบหมดแล้ว ขอแค่จัดการพวกที่อยู่ข้างนอกนี่ให้หมด ก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้วล่ะค่ะ"
"..."
ทั่วทั้งบริเวณเงียบกริบ
ทุกคนต่างเบิกตากว้างจ้องมองซากพญาแมลงขนาดยักษ์สลับกับกู่เยว่ซีที่มีท่าทีสบายๆและเจ้ายุงที่เกาะอยู่บนไหล่ของเธอ
ตอนนี้…ทุกคนต่างก็อยู่ในอาการงุนงงเป็นไก่ตาแตก
แม้แต่ใบหน้าของจักรพรรดิอสนีก็ยังเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
เขาจ้องมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
เธอ…รอดชีวิตกลับมาแบบสวยๆอย่างนี้เลยเหรอ?
นี่ท่านจักรพรรดิผู้นี้ โดนตบหน้าฉาดใหญ่เข้าให้แล้วใช่ไหม?
เดี๋ยวสิ แล้วเธอทำได้ยังไงกัน?
พึ่งแค่เจ้ายุงตัวนั้นน่ะนะ?!
จักรพรรดิอสนีจ้องมองลึกเข้าไปที่ฉู่เซิงซึ่งเกาะอยู่บนไหล่ของกู่เยว่ซี
เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังโลหิตอันมหาศาลภายในตัวของเจ้ายุง หัวใจของเขาก็เต้นระรัวขึ้นมาทันที
ความแข็งแกร่งของพลังโลหิตระดับนี้…ระดับสามขั้นปลายงั้นเรอะ?!
นายหญิงอายุแค่สิบแปด ยังไม่เข้ามหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ แต่อสูรพันธสัญญากลับอยู่ระดับสามขั้นปลายแล้วเนี่ยนะ?
ความเร็วในการเติบโตของยุงตัวนี้มันจะน่ากลัวเกินไปแล้วไหม?
เจ้านี่มัน...อนาคตไร้ขีดจำกัดชัดๆ!
จักรพรรดิอสนีมีลางสังหรณ์ว่าอีกไม่นาน หนึ่งคนหนึ่งยุงคู่นี้ อาจจะมีคุณสมบัติพอที่จะร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเขาได้เลยทีเดียว!
"ดี! ดี! ดีมาก!"
คนที่ตั้งสติได้เป็นคนแรกก็คือฉีฉงซาน!
เขามองดูซากพญาแมลงตัวนั้น ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้น
ความสิ้นหวังและความหวาดกลัวเมื่อวินาทีก่อน ถูกแทนที่ด้วยความปีติยินดีอย่างหาที่สุดไม่ได้ในพริบตา!
พนันชนะแล้ว! ฉันพนันชนะแล้วโว้ย!
"ท่านผู้ว่าฉีคะ การสอบประเมินผลร่วมใกล้จะเริ่มแล้วใช่ไหมคะ? รบกวนช่วยพาพวกเราไปส่งให้เร็วที่สุดทีเถอะค่ะ"
กู่เยว่ซีเหลือบมองเวลา ก่อนจะหันไปส่งสายตาประหลาดใจให้จักรพรรดิอสนีแวบหนึ่ง แล้วจึงหันมาพูดกับฉีฉงซาน
จักรพรรดิอสนีขมวดคิ้ว ในใจรู้สึกแปลกๆกับสายตาของเด็กสาว
เมื่อครู่…ทำไมมองเหมือนคนรู้จักกันเลยล่ะ?
คิดไปเองมั้ง? เธอจะไปรู้จักฉันได้ยังไง?
จักรพรรดิอสนีส่ายหน้าสลัดความคิดทิ้งไป หันไปสั่งการฉีฉงซานทันที
"นายพาเธอไปเถอะ ทางนี้ฉันจัดการเอง"
"ได้! ได้เลยครับ!"
ฉีฉงซานพยักหน้ารัวๆ
ตอนนี้เขาแทบอยากจะอัญเชิญกู่เยว่ซีขึ้นหิ้งบูชาเป็นบรรพบุรุษอยู่แล้ว
การไปส่งเธอเข้าสอบด้วยตัวเอง มันก็แค่เรื่องขี้ปะติ๋วเท่านั้นแหละ!
กู่เยว่ซีอดไม่ได้ที่จะปรายตามองจักรพรรดิอสนีด้วยความประหลาดใจอีกครั้ง
ไม่นึกเลยว่า 'เสี่ยวเล่ยจื่อ' ที่เคยคุกเข่าอ้อนวอนเรียกเธอว่าท่านย่าในชาติก่อน พอมาชาตินี้จะเก๊กขรึมได้เนียนขนาดนี้?
...
ณ สนามกีฬาใจกลางมณฑลซุ่ยหมิง
สนามกีฬาขนาดยักษ์ที่สามารถจุคนได้ถึงหนึ่งแสนคน บัดนี้เนืองแน่นไปด้วยผู้คนจนแทบไม่มีที่ว่าง
นักเรียนชั้นมัธยมปลายปีสามนับหมื่นคนจากทั่วทั้งมณฑล ต่างมารวมตัวกันที่นี่
การสอบประเมินผลร่วมในปีนี้ มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขันครั้งใหญ่
สามวันแรก จะเป็นการแข่งขันรอบ 'คัดเลือก' ภายในมณฑลซุ่ยหมิง
ผู้เข้าสอบที่ทำคะแนนรวมติดสามพันอันดับแรกในการแข่งรอบคัดเลือกเท่านั้น ถึงจะมีสิทธิ์ผ่านเข้ารอบต่อไป เพื่อเป็นตัวแทนของมณฑลซุ่ยหมิง ไปประชันฝีมือกับเหล่ายอดอัจฉริยะจากมณฑลชางหลานและมณฑลเทียนหั่ว
นั่นแหละถึงจะเป็น 'การสอบประเมินผลร่วมสามมณฑล' ของจริง
และในเวลานี้ บริเวณที่นั่งของโรงเรียนมัธยมตูหนานที่หนึ่งภายในสนามกีฬา
กลุ่มนักเรียนที่รวมตัวกันประท้วงเรื่อง 'กู่เยว่ซี' ต่างก็จับกลุ่มพูดคุยกันอย่างออกรส
"นี่ พวกนายคิดว่าคนที่ชื่อกู่เยว่ซีนั่น วันนี้จะมาไหม?"
"ต้องมาสิ! โรงเรียนออกประกาศขนาดนั้นแล้ว…ถ้าเธอไม่มา ผู้บริหารโรงเรียนก็หน้าแตกน่ะสิ?"
"หึ! ตามกฎกติกาของปีนี้ ด้วยฝีมือแค่นั้นของยัยนั่น เกรงว่าจะไม่ผ่านเข้ารอบประเมินผลสามมณฑลของจริงด้วยซ้ำ!"
พอมีคนพูดขึ้นมาแบบนี้ ก็มีเสียงสนับสนุนดังขึ้นมาทันที
"นั่นสิ! ต้องติดสามพันอันดับแรกของมณฑลถึงจะได้เข้าสอบรอบจริง นักเรียนโรงเรียนตูหนานที่หนึ่งของพวกเรามีตั้งพันกว่าคน ต้องได้โควตากันทุกคนแน่นอน…หึๆยกเว้นยัยนั่นล่ะนะ!"
"ฮ่าๆๆ! แค่ระดับหนึ่งขั้นกลาง แถมอสูรพันธสัญญายังเป็นแค่ยุงลายอีก จะเอาอะไรไปติดสามพันอันดับแรก? เธอเตรียมรอขายหน้าได้เลย!"
"ฉันว่านะ ไม่ต้องรอถึงรอบสามมณฑลหรอก…แค่รอบคัดเลือก ยัยนั่นก็คงโดนอัดยับแล้วล่ะ!"
"ใช่แล้ว! ขอแค่ให้ฉันจับคู่เจอยัยนั่นเถอะ ฉันจะทำให้ยัยนั่นรู้ซึ้งเองว่า การไม่มีฝีมือ เอาแต่พึ่งพาเส้นสาย มันไม่มีประโยชน์อะไรหรอก!"
ทุกคนต่างมีสีหน้าโกรธแค้นและฮึกเหิม ราวกับพร้อมที่จะเป็นตัวแทนแห่งความยุติธรรมลงทัณฑ์คนผิดแล้ว
ทว่า ก็มีบางคนที่แอบหวั่นใจอยู่เหมือนกัน
เด็กหนุ่มหน้าตาธรรมดาคนหนึ่งเอ่ยขึ้นเสียงเบา
"พูดน่ะมันก็ง่าย…แต่ถ้าเกิดเบื้องหลังของยัยนั่นมันยิ่งใหญ่มากจริงๆล่ะ? ถ้าพวกเราไปสั่งสอนยัยนั่นหนักมือเกินไป จะไม่โดนแก้แค้นเอาเหรอ?"
"กลัวบ้าอะไรเล่า!" เด็กหนุ่มร่างบึกบึนที่อารมณ์ร้อนตะคอกกลับทันที
"คนเยอะขนาดนี้ กฎหมายเอาผิดไม่ไหวหรอก! พวกเรามีตั้งกี่คน ยัยนั่นมีปัญญาจัดการพวกเราหมดเหรอ?"
"ถ้ายัยนั่นกล้าทำแบบนั้นจริงๆมันก็ยิ่งตอกย้ำว่ายัยนั่นใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มเหงคนอื่นน่ะสิ! ถึงตอนนั้น กระแสสังคมก็จะยิ่งเข้าข้างพวกเรา!"
เสียงเห็นด้วยดังระงมขึ้นรอบด้านทันที
เมื่อเห็นดังนั้น เด็กหนุ่มร่างบึกบึนก็ยิ่งเลือดเดือด ก้าวออกมายืนข้างหน้าแล้วประกาศกร้าว
"ทุกคนพูดถูก! พวกเราไม่ต้องกลัว!"
"ที่พวกเราทำแบบนี้ ไม่ได้ตั้งใจจะรังแกใคร พวกเราก็แค่อยากได้ความยุติธรรม!
“พวกเราต้องการให้พวกผู้ดีตีนแดงที่ชอบทำตัวอยู่เหนือคนอื่น ได้เห็นความโกรธเกรี้ยวของคนธรรมดาอย่างพวกเรา!”
"พวกเราจะทำให้พวกมันรู้ว่า อภิสิทธิ์ชน ไม่มีสิทธิ์อยู่เหนือกฎเกณฑ์! อย่างน้อย…วันหลังถ้าพวกมันคิดจะทำเรื่องแบบนี้อีก ก็จะได้หัดชั่งน้ำหนักดูบ้าง!"
คำพูดเหล่านั้นช่างปลุกเร้าอารมณ์และหนักแน่นทรงพลัง
เหล่านักเรียนที่รายล้อมอยู่พอได้ยินเข้า ก็เหมือนถูกฉีดสารกระตุ้น พากันโห่ร้องสนับสนุนกันยกใหญ่
ทว่าในตอนนั้นเอง...
ครืน--!
เหนือสนามกีฬา จู่ๆก็เกิดเสียงโซนิคบูมดังสนั่นหวั่นไหว!
ทุกคนสะดุ้งสุดตัว เงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ
ลำแสงสายหนึ่งพุ่งทะยานลงมาจากฟากฟ้าด้วยความเร็วเหลือเชื่อ ก่อนจะหยุดร่อนลงอย่างนุ่มนวลกลางอากาศ เหนือบริเวณที่นั่งของโรงเรียนตูหนานที่หนึ่งพอดี
เมื่อแสงสว่างจางลง ก็เผยให้เห็นร่างสองร่างปรากฏขึ้น
ผู้ที่ยืนอยู่ด้านหน้า คือชายวัยกลางคนในชุดจงซาน ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยบารมีน่าเกรงขาม
ส่วนข้างกายเขา คือเด็กสาวแสนสวยในชุดกระโปรงสีขาว ท่าทีเย็นชาเเละเยือกเย็น
"นะ…นั่นมัน…ท่านผู้ว่าไม่ใช่เหรอ?!"
มีคนจำหน้าฉีฉงซานได้ ถึงกับร้องอุทานออกมาด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา!
ในชั่วพริบตานั้น ทั่วทั้งบริเวณที่นั่งของโรงเรียนตูหนานที่หนึ่ง ก็ตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า
ทุกคนเบิกตาค้าง สมองขาวโพลนไปหมด
ผู้ว่า…มาส่งนักเรียนเข้าสอบด้วยตัวเองเนี่ยนะ?
นี่มันระดับอภิสิทธิ์ชนขั้นไหนกันวะเนี่ย?!
"เชี่ย!" เด็กหนุ่มร่างบึกบึนอ้าปากค้าง
"แบบนี้แม่ง…ยังจะกล้าบอกว่าไม่ใช่เด็กเส้นอีกเรอะ?!"
….........