- หน้าแรก
- กลับชาติมาเกิดเป็นสัตว์อสูรของจักรพรรดินี
- บทที่ 97 : ระดับพลังโลหิตทะลวงสู่ระดับสาม! ผู้ว่ามณฑลซุ่ยหมิงมาเยือนถึงที่?
บทที่ 97 : ระดับพลังโลหิตทะลวงสู่ระดับสาม! ผู้ว่ามณฑลซุ่ยหมิงมาเยือนถึงที่?
บทที่ 97 : ระดับพลังโลหิตทะลวงสู่ระดับสาม! ผู้ว่ามณฑลซุ่ยหมิงมาเยือนถึงที่?
บทที่ 97 : ระดับพลังโลหิตทะลวงสู่ระดับสาม! ผู้ว่ามณฑลซุ่ยหมิงมาเยือนถึงที่?
หางตาของกู่เยว่ซีกระตุกยิกๆใบหน้าของเธอเห่อร้อนแดงก่ำขึ้นมาด้วยความโกรธจัด
'ไอ้แมลงเวรนี่! มันคิดจะทำแบบนี้จริงๆด้วย! ไม่ได้! ไม่ได้เด็ดขาด!'
'ฉันผู้เป็นถึงจักรพรรดินีอสูรผู้ยิ่งใหญ่ จะยอมให้เจ้ายุงตัวแค่นี้มาขี่หัวข่มเหงได้ยังไงกัน?!'
ในวินาทีนั้นเอง ภายในใจของกู่เยว่ซีก็พลันบังเกิดความรู้สึกถึงวิกฤตและความกดดันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
พลังจิต!
เธอจะต้องรีบยกระดับพลังจิตให้เร็วที่สุด!
แถมยังต้องเป็นการยกระดับแบบก้าวกระโดดเพื่อทิ้งห่างให้ได้รวดเดียวด้วย!
เธอจะต้อง…ต้องหาสุดยอดของวิเศษสายพลังจิตที่เธอใช้ได้และเจ้ายุงนี่ดูดซับไม่ได้ให้เจอ!
มิเช่นนั้น เธอคงไม่มีวันสลัดตัวอันตรายแฝงที่ยิ่งใหญ่นี้ให้พ้นทางได้แน่!
ทว่าปัญหาคือ ของวิเศษสายพลังจิตนั้นหายากสุดขีด
อย่าว่าแต่ในโรงเรียนมัธยมตูหนานที่หนึ่งเลย ต่อให้เป็นระดับศูนย์กลางของมณฑลก็ยังไม่แน่ว่าจะมีของที่เธอต้องการ
ส่วนของวิเศษระดับสวรรค์อย่าง 'ผลึกบำรุงจิต' นั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง มองดูทั่วทั้งประเทศตอนนี้ เกรงว่าคงไม่อาจหาชิ้นที่สองได้อีกแล้ว
'ถ้าอย่างนั้น…แล้วจะไปหาได้จากที่ไหนอีกล่ะ?'
ในหัวของกู่เยว่ซีมีความคิดมากมายแล่นผ่านไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ชื่อสถานที่แห่งหนึ่งจะผุดขึ้นมาในความทรงจำอย่างชัดเจน...
เกาะฮ่องกง!
เมืองที่พิเศษที่สุดในสหพันธรัฐต้าเซี่ย ทั้งยังเป็นถึงเมืองหลวงแห่งฮวงจุ้ยและค่ายกลที่โด่งดังไปทั่วโลก!
ด้วยทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์อันเป็นเอกลักษณ์ ทำให้เกาะฮ่องกงเป็นศูนย์รวมของปรมาจารย์ฮวงจุ้ยและปรมาจารย์ค่ายกลมากที่สุดในโลก ซ้ำยังมีแม้กระทั่งนักโหราศาสตร์และร่างทรงจากโลกตะวันตก!
ดังนั้น พวกสมุนไพรและของวิเศษต่างๆที่ช่วยยกระดับพลังจิตและหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ จึงไม่ใช่ของหายากอะไรนักในสถานที่แห่งนั้น!
ขอเพียงเธอได้ไปอยู่ที่เกาะฮ่องกงสักพัก เธอมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าจะต้องหาของวิเศษที่เหมาะกับตัวเอง แล้วทิ้งห่างเจ้ายุงนี่ได้อย่างแน่นอน!
'หืม? เกาะฮ่องกงงั้นเหรอ?'
ฉู่เซิงที่ได้ยินเสียงในใจของเธอพลันรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที
ฟังดูเป็นสถานที่ที่น่าไปไม่เลว!
ตอนนี้พลังโลหิตของเขากำลังพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว แต่การเติบโตของพลังจิตกลับตามไม่ค่อยจะทันเท่าไรนัก
ถ้าหากได้ของดีๆอย่างผลึกบำรุงจิตมาสูบอีกสักสองสามอึกละก็...
'ถึงตอนนั้น พลังจิตของฉันก็คงจะแซงหน้าจักรพรรดินีได้ และท่านยุงผู้นี้ก็จะพลิกกลับไปเป็นเจ้านายแทน!
“แต่จักรพรรดินีนี่ก็เจ้าเล่ห์ไม่เบา ถึงกับคิดจะหาของวิเศษสายพลังจิตที่เธอซึมซับได้แค่คนเดียวเชียว? ไม่อยากโดนฉันควบคุมขนาดนั้นเลยสิเนี่ย?'
ฉู่เซิงนึกในใจอย่างไม่ยอมแพ้
เขาไม่เชื่อหรอกว่าบนโลกใบนี้จะมีอะไรที่เขาดูดซับไม่ได้?
รอให้เขาวิวัฒนาการอีกสักสองสามครั้งจนตัวใหญ่ขึ้นและมีปากที่หนาขึ้นเสียก่อนเถอะ ถึงตอนนั้น ต่อให้เป็นของวิเศษบ้าบออะไร เขาก็จะปักปากลงไปแล้วสูบให้เกลี้ยงเลยคอยดู!
'เจ้ายุงเวรนี่...'
เมื่อสัมผัสได้ถึงอารมณ์ 'ไม่ยอมแพ้' ของฉู่เซิง กู่เยว่ซีก็ยิ่งกัดฟันกรอด
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าการไปเกาะฮ่องกงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้!
หลังจากสอบประเมินผลร่วมเสร็จสิ้น ยังมีเวลาเหลืออีกตั้งสองเดือนเต็มๆกว่ามหาวิทยาลัยจะเปิดเทอม ช่วงเวลานี้นี่แหละเหมาะเจาะที่สุด
ทว่า...การจะเดินทางไปเกาะฮ่องกงนั้นจำเป็นต้องใช้บัตรผ่านพิเศษ ซึ่งเจ้านี่มันไม่ใช่สิ่งที่จะทำกันได้ง่ายๆเลยนี่สิ
พอคิดถึงจุดนี้ กู่เยว่ซีก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความหนักใจ เนื่องจากสถานการณ์ที่เกาะฮ่องกงนั้นค่อนข้างพิเศษ
ที่นั่นมีกองกำลังจากต่างชาติแทรกซึมอยู่ไม่น้อย แถมยังมีขุมกำลังใต้ดินอีกนับไม่ถ้วน เป็นแหล่งรวมผู้คนร้อยพ่อพันแม่จนถูกขนานนามว่าเป็น 'นครแห่งบาป'!
ทางสหพันธรัฐจึงมีมาตรการตรวจสอบที่เข้มงวดมากสำหรับเหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่จะเดินทางไปที่นั่น เพราะเกรงว่าจะถูกกองกำลังฝ่ายศัตรูลอบสังหารหรือลักพาตัวไป
ยิ่งด้วยสถานะของเธอในตอนนี้ที่ถูกจัดให้เป็น 'ความลับสุดยอด' แล้วล่ะก็ การจะทำบัตรผ่านให้ผ่านการอนุมัตินั้น คงยากยิ่งกว่าปีนขึ้นสวรรค์เสียอีก...
'ช่างเถอะ เดี๋ยวพอถึงเวลาทางออกมันก็คงมาเองนั่นแหละ เลิกคิดมากดีกว่า รอสอบเสร็จแล้วค่อยหาทางเอาทีหลังก็แล้วกัน'
กู่เยว่ซีรวบรวมสมาธิ ปัดความฟุ้งซ่านทิ้งไป แล้วกลับมาตั้งใจหลอมรวมแก่นโลหิตระดับราชาต่อไป
….
ราตรีนั้นผ่านพ้นไปอย่างไร้สรรพเสียงใดๆ
เช้าตรู่ของวันต่อมา เมื่อแสงแดดแรกสาดส่องผ่านหน้าต่างห้องบำเพ็ญเพียรเข้ามา
ฉู่เซิงก็ลืมตาขึ้นด้วยความพึงพอใจอย่างเต็มเปี่ยม
หลังจากผ่านการย่อยสลายมาทั้งคืน แก่นโลหิตระดับราชาที่เขาสูบเข้าไปก็ถูกแปรสภาพกลายเป็นพลังของเขาเองโดยสมบูรณ์
….
[ติ๊ง! ย่อยสลายโลหิตเสร็จสิ้น! ได้รับแต้มวิวัฒนาการ 107 แต้ม! แต้มวิวัฒนาการปัจจุบัน: 235 แต้ม!]
เขาไม่ยอมหยุดพักแม้แต่น้อย บินตรงไปยังกล่องที่บรรจุแก่นโลหิตของวานรยักษ์ แล้วสูบเข้าไปอีกอึกใหญ่!
[ติ๊ง! โฮสต์ดูดซับพลังโลหิต 545 แต้ม! พลังโลหิตรวมปัจจุบันคือ 2253!]
[ระยะเวลาย่อยสลายที่คาดไว้คือ 8 ชั่วโมง เมื่อย่อยสลายเสร็จสิ้นคาดว่าจะได้รับแต้มวิวัฒนาการ 110 แต้ม!]
[ติ๊ง! ระดับพลังโลหิตของโฮสต์ทะลวงเข้าสู่ระดับสามขั้นต้น!]
[ติ๊ง! พลังจิตของโฮสต์เพิ่มขึ้นเล็กน้อย พลังจิต +50! พลังจิตปัจจุบันคือ 950!]
….
ระดับสามแล้ว!
ฉู่เซิงสัมผัสได้ถึงพลังในร่างกายที่แข็งแกร่งกว่าเดิมหลายเท่าตัว ในใจเต็มไปด้วยความฮึกเหิม
เเถมค่าพลังโลหิตสำหรับการวิวัฒนาการครั้งที่ห้านั้นเพียงพอแล้ว!
ขาดก็แค่แต้มวิวัฒนาการเท่านั้น!
หากย่อยสลายรอบนี้เสร็จ แต้มวิวัฒนาการรวมก็จะไปถึง 345…ขาดอีกแค่ 5 แต้ม
ถึงตอนนั้นไปสูบพลังจากสมุนไพรวิญญาณสักสองสามอึกก็ครบแล้ว!
ทว่ากระบวนการวิวัฒนาการครั้งที่ห้าต้องใช้เวลาถึงสองวันเต็มๆซึ่งค่อนข้างนานเอาเรื่อง
ไว้รอให้เซียวหรานส่งสมุนไพรวิญญาณทั้งร้อยต้นนั่นมาก่อนก็แล้วกัน พวกของวิเศษเหล่านั้นน่าจะช่วยร่นระยะเวลาวิวัฒนาการไปได้เยอะทีเดียว!
ไม่นานนัก โทรศัพท์มือถือของกู่เยว่ซีก็สั่นเตือนขึ้น
เป็นข้อความที่ถูกส่งมาจากเซียวหรานนั่นเอง:
[เพื่อนร่วมชั้นกู่ ตอนนี้ข้ามาถึงหน้าประตูโรงเรียนแล้ว เธออยู่ไหนหรือ? ฉันเตรียมสมุนไพรวิญญาณระดับสามจำนวนร้อยต้นไว้เรียบร้อยแล้ว สะดวกออกมาเอาไหม?]
ในที่สุดก็มาสักที!
กู่เยว่ซีและฉู่เซิงต่างก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที
ทั้งคู่เตรียมตัวออกไปรับของ แล้วตั้งใจว่าจะรีบกลับมาเก็บตัวบำเพ็ญเพียรต่อทันที
อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขาเดินออกจากห้องบำเพ็ญเพียรมาถึงหน้าประตูโรงเรียน กลับต้องตกตะลึงกับฉากตรงหน้า
เพราะที่หน้าประตูโรงเรียนไม่ได้มีเพียงรถสปอร์ตคันหรูรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันสุดฉูดฉาดของเซียวหรานจอดอยู่เท่านั้น
แต่ถัดออกไปยังมีขบวนรถเก๋งสีดำที่ติดป้ายทะเบียนพิเศษจอดต่อคันกันเป็นแถวยาวเหยียด กลุ่มบอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำจำนวนมากที่มีกลิ่นอายอันหนักแน่น ต่างพากันตรึงกำลังปิดล้อมพื้นที่บริเวณนั้นไว้ทั้งหมด
เซียวหรานกำลังยืนอยู่ข้างรถด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ในขณะที่ข้างกายเขามีบุคคลหลายคนที่มีกลิ่นอายอันทรงพลังยืนอยู่
ผู้อำนวยการจางเฉิงเยี่ยจากสำนักการศึกษามณฑลกำลังยืนขนาบข้างและปฏิบัติตนอย่างนอบน้อมต่อชายวัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งสวมชุดจงซานและมีใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยบารมี
ชายวัยกลางคนผู้นั้นเพียงแค่ยืนนิ่งๆทว่าร่างกายกลับแผ่ซ่านกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวที่ลึกล้ำดั่งห้วงมหาสมุทรออกมา ราวกับว่าเขาคือศูนย์กลางของฟ้าดินแห่งนี้!
ยอดฝีมือระดับราชา!
นัยน์ตาของกู่เยว่ซีหดเกร็งเล็กน้อย เธอจำบุคคลผู้นี้ได้ดี
เขาคือผู้ว่ามณฑลหมิง 'ฉีฉงซาน'! ตัวตนที่มีอำนาจมากที่สุดและแข็งแกร่งที่สุดในมณฑลหมิงแห่งนี้!
ว่าแต่…เขามาทำอะไรที่นี่กันล่ะ?
"หึ่งๆ? (เชี่ยเอ๊ย นี่ใครวะเนี่ย? ทำไมจัดขบวนมาซะใหญ่โตขนาดนี้?)"
ฉู่เซิงที่เกาะอยู่บนไหล่ของกู่เยว่ซีก็แอบงุนงงไม่แพ้กัน
เขาสัมผัสได้ว่าชายวัยกลางคนในชุดจงซานที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุด มีพลังอันน่าเกรงขามที่หยั่งไม่ถึงแอบแฝงอยู่ภายใน
มันเป็นการสะกดข่มที่เด็ดขาดในระดับชั้นของสายพันธุ์ชีวิต ซึ่งมันน่ากลัวกว่ายอดฝีมือหน้าไหนๆที่เขาเคยพบเจอมาเสียอีก!
"เธอคงจะเป็นนักเรียนที่ชื่อกู่เยว่ซีสินะ?"
บนใบหน้าที่ดูมีอำนาจน่าเกรงขามของผู้ว่าฉีฉงซานพลันปรากฏรอยยิ้มอันอบอุ่นขึ้นมาบางๆก่อนที่เขาจะเป็นฝ่ายเดินเข้ามาทักทาย
สายตาของเขาหยุดอยู่ที่กู่เยว่ซีเพียงครู่เดียว จากนั้นก็ละสายตาไปมองเจ้ายุงหน้าตาดูดุร้ายที่เกาะอยู่บนไหล่ของเธอ
ทันใดนั้น ภายในแววตาของเขาฉายแววความตื่นตะลึงออกมาเล็กน้อย
ผู้อำนวยการจางเฉิงเยี่ยรีบกล่าวแนะนำทันที "นักเรียนกู่ ท่านนี้คือผู้ว่ามณฑลซุ่ยหมิงของพวกเรา ท่านผู้ว่าฉีฉงซาน!"
"สวัสดีค่ะ ท่านผู้ว่าฉี" กู่เยว่ชีพยักหน้าทักทายอย่างมีมารยาท ไม่ถ่อมตัวและไม่แข็งกร้าวจนเกินไป
"ฮ่าๆๆไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นหรอก"
ฉีฉงซานโบกมือไปมา ก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็นอย่างตรงไปตรงมา
"ที่ข้ามาในวันนี้ ก็เพื่อเป็นตัวแทนของเมืองตูหนานทั้งเมือง มาขอบคุณเธอและอสูรพันธสัญญาของเธอ ที่ช่วยพวกเราแก้ปัญหาใหญ่ระดับพลิกฟ้าคว่ำดินได้สำเร็จ!"
เขาชี้ไปทางภูเขาด้านหลังโรงเรียน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรู้สึกทึ่งอย่างเห็นได้ชัด
"ภัยพิบัติแมลงของโรงเรียนมัธยมตูหนานที่หนึ่งแห่งนี้ แม้แต่รัฐบาลมณฑลและทีมผู้เชี่ยวชาญของสหพันธรัฐยังต้องใช้เวลาศึกษาอยู่ถึงสองปีแต่ก็ไม่มีทางแก้!"
"นึกไม่ถึงเลยว่า…พวกเธอจะใช้เวลาจัดการมันให้จบลงได้ในเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมง! สมกับคำที่ว่าวีรบุรุษมักเกิดจากคนหนุ่มสาวจริงๆ!"
"หึ่ง หึ่ง หึ่ง…(วีรบุรุษที่ไหนกัน วีรชนยุงต่างหากโว้ย...)" ฉู่เซิงแอบแย้งอยู่ในใจเงียบๆ
จางเฉิงเยี่ยที่ยืนอยู่ด้านข้างก็พลอยพยักหน้าสมทบด้วยความชื่นชม
สายตาที่เขามองไปยังกู่เยว่ซีและฉู่เซิงนั้นเปี่ยมล้นไปด้วยความประทับใจและพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง
…………..