- หน้าแรก
- ปรมาจารย์สัตว์อสูร ผมมีระบบสังเคราะห์ไร้ขีดจำกัด
- บทที่ 495 - การยกระดับของเป้าสือ
บทที่ 495 - การยกระดับของเป้าสือ
บทที่ 495 - การยกระดับของเป้าสือ
บทที่ 495 - การยกระดับของเป้าสือ
มุมปากของเสี่ยวซิ่งกระตุกเล็กน้อย มันหันไปมองหนูตัวผู้ที่อยู่ข้างๆ แล้วด่ากราด
"เลิกทำตัวกระแดะสักที"
แม้ฉืออานหลินจะคอยสอนมันว่า เป็นหนูต้องมีมารยาท แต่มันรู้สึกว่า ต้องพ่นคำหยาบออกมา ปากถึงจะสะอาด ถ้ากลืนคำหยาบลงไป จิตใจต่างหากที่จะสกปรก
และในเวลานี้ หนูตัวผู้ตัวหนึ่งที่อยู่ข้างๆ ก็พูดขึ้น
"ที่รัก เจ้าเป็นผีเสื้อหรือเปล่า ทำไมถึงได้หอมขนาดนี้..."
ยังไม่ทันพูดจบ เสี่ยวซิ่งก็สวนกลับทันที
"ใช่แล้ว พ่อเจ้ามาแล้ว!"
เมื่อเห็นพวกหนูตัวผู้ทำท่าทางยั่วยวนอยู่ข้างๆ สีหน้าของเสี่ยวซิ่งก็ยิ่งดูไม่ได้ ท้ายที่สุดก็ทนไม่ไหว ลงมือจัดการพวกมันจนตายเรียบ
ซวยชะมัด จะไม่มาเหยียบอีกแล้ว ต้องให้ดาวเดียวไปเลย
ไม่นาน เสี่ยวซิ่งก็ผ่านด่านต่อไป ความเร็วในการผ่านด่านถึงกับเร็วกว่าฉืออานหลินเสียอีก
ในตอนที่ลงมือ ฉืออานหลินมองดูเหล่าเทพธิดาที่สวมเสื้อผ้าน้อยชิ้น แล้วก็อดถอนใจไม่ได้ สิ่งที่ไม่ควรมอง ก็อย่ามอง
ดังนั้น เขาจึงฉีกเสื้อผ้ามาทำเป็นผ้าปิดตา แล้วปล่อยหมัดออกไป ซัดเข้าเนื้อเน้นๆ
เมื่อผ่านด่านกามารมณ์ไปได้ ด่านที่เหลือสำหรับฉืออานหลินก็ถือว่าง่ายมาก
การถูกบั่นทอนกำลังใจในรูปแบบต่างๆ หากเป็นอัจฉริยะทั่วไป ก็อาจจะสูญเสียความมุ่งมั่นในใจ และกลายเป็นคนต้อยต่ำ แต่สำหรับฉืออานหลินแล้ว ในอดีตตอนที่ยังไม่ทะลุมิติมา เขาก็ถูกบั่นทอนกำลังใจมาตลอด และตอนนี้เมื่อเจอการบั่นทอนกำลังใจ การถูกการถูกควบคุมทางอารมณ์ ในรูปแบบต่างๆ เขาก็เอาแต่คิดว่าจะฆ่าพวกมันยังไงดี
ส่วนความหวาดกลัวต่อความตาย ฉืออานหลินก็ชินชาไปแล้ว เขามักจะรู้สึกว่า ถ้าวันไหนไม่ได้ตายสักหลายๆ รอบ วันนั้นก็คงไม่ใช่ตัวเขา
ความเจ็บปวด ความยากลำบาก สำหรับฉืออานหลินแล้ว เป็นแค่เรื่องจิ๊บจ๊อย
และไม่นาน ฉืออานหลินก็มาถึงไม่กี่ด่านสุดท้าย
เบื้องหน้าของเขา ปรากฏเงาร่างที่คุ้นเคยหลายสาย
ในบรรดาเงาร่างเหล่านี้ มีทั้งเพื่อนฝูง ครอบครัว และยังมีเสี่ยวซิ่ง อีอี เซี่ยวเย่ว์ และสัตว์อสูรตัวอื่นๆ ที่เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเขา
ส่วนอีกด้านหนึ่ง คือเส้นทางสายหนึ่ง เส้นทางที่ทอดยาวไปสู่การเป็นพระเจ้า
พระเจ้าไม่สามารถมีจุดอ่อนได้ และก็ไม่อาจมีความรู้สึกได้เช่นกัน พระเจ้าที่มีความรู้สึก ท้ายที่สุดก็จะไม่ใช่พระเจ้าที่สมบูรณ์แบบ
ด้านหนึ่งคือการกลายเป็นพระเจ้า เมื่อเป็นพระเจ้า ก็จะได้เป็นผู้ควบคุมทุกสรรพสิ่งบนโลก มีอายุขัยเป็นอมตะ
ส่วนอีกด้านหนึ่ง คือความรักความผูกพันของครอบครัวและมิตรสหาย
จากนั้น ฉืออานหลินก็ปฏิเสธการเป็นพระเจ้าอย่างไม่ลังเล
วินาทีต่อมา แดนมายาก็เริ่มเปลี่ยนแปลง และมีเสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวของฉืออานหลิน
"ทำไม"
ความทรงจำทั้งหมดหลั่งไหลกลับคืนมา เมื่อได้ยินเสียงนี้ ฉืออานหลินก็คิดในใจ ที่นี่ก็มีเศษเสี้ยววิญญาณของเจ้าแห่งมรณะอเวจีอยู่ด้วยหรือ
"เมื่อกลายเป็นพระเจ้า ก็สามารถควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกได้ สิ่งที่เรียกว่าเพื่อนฝูง ครอบครัว ก็เป็นเพียงแค่สิ่งของนอกกายเท่านั้น"
ฉืออานหลินส่ายหัวแล้วพูด "ทำไมเป็นพระเจ้าถึงมีความรักความผูกพันไม่ได้ล่ะ"
"พระเจ้าที่มีจุดอ่อน ย่อมไม่ใช่พระเจ้าที่แท้จริง"
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ฉืออานหลินก็หัวเราะออกมา
"บนโลกใบนี้ไม่ควรมีสิ่งที่สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว สิ่งที่เรียกว่าพระเจ้า หากไร้ซึ่งความรู้สึก ก็ไม่ต่างอะไรกับเครื่องจักร ถ้าเป็นแบบนั้น การเป็นพระเจ้าจะมีความหมายอะไร"
"ความกลัวไม่ใช่เรื่องน่าละอาย กามารมณ์ก็ไม่ใช่เรื่องน่าละอาย ความสุขก็ไม่ใช่เรื่องน่าละอาย สิ่งที่เรียกว่าความรู้สึกทั้งหมด ล้วนไม่ใช่สิ่งที่น่าละอาย"
"และเพราะการหลอมรวมของความรู้สึกเหล่านี้แหละ ถึงทำให้ข้าเป็นคนอย่างแท้จริง"
ฉืออานหลินพูดอย่างไม่แยแส หากต้องละทิ้งความรู้สึกเพื่อเป็นพระเจ้า เขาก็ยอมไม่เป็นพระเจ้าเสียดีกว่า
ยกเว้นว่าจะเจอพล็อตเรื่องน้ำเน่า ประเภทที่ต้องเป็นพระเจ้าเท่านั้นถึงจะปกป้องทุกคนได้ อะไรทำนองนั้น
และเมื่อได้ยินคำพูดของฉืออานหลิน เจ้าแห่งมรณะอเวจีก็เงียบไป
เริ่มแล้ว ช่วงเวลาพ่นคำคมสุดเท่ของตัวเอก
ฉืออานหลินยืดหลังตรง รอรับการสืบทอดมรดก แต่วินาทีต่อมา เบื้องหน้าของฉืออานหลิน กลุ่มไอความตายอันหนาทึบก็ปรากฏขึ้น
"ข้าไม่เคยพบเจอคนโง่เขลาเช่นนี้มาก่อน ถึงกับยอมละทิ้งโอกาสที่จะได้เป็นพระเจ้าเพียงเพราะความรู้สึกไร้สาระ พระเจ้าไม่ควรมีความรู้สึกใดๆ พระเจ้าที่มีความรู้สึก สำหรับทุกสรรพสิ่งแล้ว ถือเป็นหายนะแห่งการทำลายล้าง แม้พรสวรรค์ของเจ้าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบเจอมา แต่เจ้าไม่อาจเป็นพระเจ้าได้"
จากนั้น ท่ามกลางความงุนงงของฉืออานหลิน ไอความตายก็พุ่งเข้าโจมตีเขาทันที
ล้อเล่นหรือเปล่า เจ้านี่ไม่ยอมฟังคำคมของเขางั้นหรือ
ฉืออานหลินถอนหายใจ ก่อนจะเรียกเป้าสือออกมาโดยตรง
เมื่อครู่นี้เป้าสือกำลังกลืนกินไอความตายและวิญญาณมรณะในโลกวิญญาณมรณะอย่างมีความสุข จู่ๆ ถูกเรียกตัวมา ก็ยังงุนงงอยู่บ้าง แต่พอเห็นกลุ่มไอความตายอันหนาทึบตรงหน้า น้ำลายก็ไหลย้อยออกมาทันที
แต่วินาทีต่อมา รูม่านตาของเป้าสือก็เหม่อลอยไปเล็กน้อย ตกอยู่ในแดนมายาโดยตรง
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฉืออานหลินก็ถอนหายใจ ช่วงนี้มันเกิดอะไรขึ้น รู้สึกว่าทำอะไรก็ไม่ราบรื่นเลย ช่างเถอะ กลับไปที่โลกมิติขนาดย่อมดีกว่า
และในวินาทีต่อมา เป้าสือก็กลับมามีสติอีกครั้ง
สิ่งที่เรียกว่าการหลอมจิต สำหรับเป้าสือแล้วไม่มีประโยชน์อะไรเลย เมื่อเห็นอสูรกลืนฟ้าตัวเมียนับไม่ถ้วน เป้าสือก็เพียงแต่กัดกินไปทั่วอย่างบ้าคลั่ง กัดตรงนั้นที กัดตรงนี้ที อ้าปากงับก้นอสูรกลืนฟ้าตัวเมียจนแหว่งไปเลย
ส่วนด่านอื่นๆ เป้าสือก็ผ่านไปได้ด้วยการกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง
จากนั้น การโจมตีของเจ้าแห่งมรณะอเวจีก็หยุดลง เงาร่างสายหนึ่งปรากฏขึ้น เขามองเป้าสือด้วยความไม่อยากเชื่อ
บนโลกใบนี้ ถึงกับมีสิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้อยู่ด้วย แม้สติปัญญาจะไม่สูงนัก แต่กลับไม่สนใจสิ่งยั่วยวนใดๆ เอาแต่กลืนกินอย่างบ้าคลั่งเพียงอย่างเดียว
สำหรับเป้าสือแล้ว เงาร่างของเพื่อนฝูงเหล่านั้น ก็เป็นเพียงแค่เงาร่างเท่านั้น ล้วนเป็นพลังงาน ไม่สนว่าจะเป็นเพื่อนหรือไม่ ไม่สนว่าจะเป็นเส้นทางสู่การเป็นพระเจ้าหรือไม่ มันกลืนกินเข้าไปให้หมด
และสำหรับเจ้าแห่งมรณะอเวจีแล้ว นี่แหละคือพระเจ้าที่สมบูรณ์แบบที่สุด
จากนั้น พลังปราณวิญญาณอันเข้มข้นก็หลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของเป้าสือ ถึงกับเริ่มผลักดันให้ระดับพลังของเป้าสือเพิ่มสูงขึ้น
ต้องรู้ว่า เป้าสือที่กลืนกินไอความตายในโลกวิญญาณมรณะมาตั้งนาน ก็ยังเติบโตขึ้นเพียงแค่สามขั้นเท่านั้น
คราวนี้ถึงตาฉืออานหลินที่ต้องงุนงงบ้างแล้ว นี่มันอะไรกัน มรดกไม่เหมาะกับเขา แต่กลับเหมาะกับเป้าสืออย่างนั้นหรือ
แม้เป้าสือจะไม่มีความรู้สึกใดๆ ต่อสิ่งมีชีวิตอื่น และหากเขาไม่ควบคุม ก็อาจจะกลืนกินสิ่งมีชีวิตในโลกมิติขนาดย่อมไปจนหมดด้วยซ้ำ แต่เจ้านี่แหละที่ไม่เหมาะสมที่จะเป็นพระเจ้ามากที่สุด
หากเป้าสือกลายเป็นพระเจ้า โลกทั้งใบก็คงถูกมันกลืนกินจนหมดสิ้น
ความอยากอาหาร ก็ไม่นับว่าเป็นความรู้สึกหรือไง
ที่สำคัญที่สุดคือ รางวัลของมรดกนี้ คือรางวัลทางด้านระดับพลัง เขาเองก็อยากได้เหมือนกันนะ
วินาทีต่อมา ฉืออานหลินก็ค้นพบผ่านตัวเป้าสือว่า คะแนนบนตัวเป้าสือ ถึงกับพุ่งขึ้นไปถึงสามหมื่นคะแนน
ด่านนี้ด่านเดียว ถึงกับได้รับคะแนนมากมายขนาดนี้เลยหรือ
ฉืออานหลินยืนอึ้งไปเลย สูดหายใจเข้าลึกๆ มองไปที่เป้าสือที่กำลังสู้กับขาของตัวเองอยู่ข้างๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
"โปรดไสหัวออกไปเลย!"
จากนั้น เขาก็ส่งเป้าสือกลับไปยังโลกวิญญาณมรณะโดยตรง พลังงานในครั้งนี้ เพียงพอที่จะทำให้เป้าสือเพิ่มระดับพลังขึ้นไปได้อีกสองขั้นเล็กๆ
และพลังรบในปัจจุบันของเป้าสือ ก็แซงหน้าเขาไปแล้ว อีกไม่นานเป้าสือก็น่าจะกลายเป็นสัตว์อสูรตัวแรกของฉืออานหลินที่มีพลังรบระดับโบราณ
หลังจากปลุกกายาเทพโกลาหล ความเร็วในการเติบโตของเป้าสือก็กลายเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ยังดีที่มีโลกวิญญาณมรณะให้มันกลืนกิน ไม่อย่างนั้นฉืออานหลินก็ไม่แน่ใจว่าจะเลี้ยงมันไหวหรือไม่