- หน้าแรก
- คู่มือยั่วรักฉบับตัวประกอบ ทะลุมิติ ไปจับหัวใจนายทหาร
- บทที่ 6: คุณอยู่ต่อได้ไหม?
บทที่ 6: คุณอยู่ต่อได้ไหม?
บทที่ 6: คุณอยู่ต่อได้ไหม?
บทที่ 6: คุณอยู่ต่อได้ไหม?
"ทนหน่อยนะ" กู้เป่ยเจิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ พลางผ่อนแรงกดที่มือขณะนวดเท้าให้เธอต่อไป
เท้าของสวี่โจวโจวไม่เพียงแต่ขาวเนียน ทว่ายังได้สัดส่วน ส่วนโค้งเว้าดูงดงาม นิ้วเท้าอวบอิ่มอมชมพูระเรื่อ ฝ่ามือใหญ่ของชายหนุ่มแทบจะกอบกุมเอาไว้ได้มิด ภายในห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงเสียดสีของผิวหนังที่ดังเป็นจังหวะ
สวี่โจวโจวจ้องมองใบหน้าของชายหนุ่มด้วยความรู้สึกสับสนระคนสงสัย ทำไมใบหน้านี้ถึงได้เหมือนกับคนที่เธอเห็นแวบหนึ่งในโทรศัพท์ของจี้อวิ๋นราวกับฝาแฝด?
นี่เป็นพรหมลิขิตหรือเวรกรรมอะไรจากสวรรค์กันแน่?
กู้เป่ยเจิงราวกับรับรู้ได้ถึงสายตาของเธอ เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับเธอตรงๆ จนชะงักไปชั่วขณะ
สวี่โจวโจวรีบเก็บซ่อนสีหน้าที่อาจดูเหมือนติ่งบ้าผู้ชายของตัวเองอย่างรวดเร็ว แล้วเอ่ยถาม "เอ่อ... ทำไมคุณถึงไปอยู่ที่นั่นได้คะ?"
"มีของสำคัญอยู่ในเสื้อโค้ตตัวที่ผมให้คุณไป ผมเลยมาเอาคืน"
หลังจากกลับไปที่บ้านของติงหลาน เขาก็รู้สึกกระวนกระวายใจ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าจดหมายที่ตั้งใจจะมอบให้พี่ติงหลานยังคงอยู่ในกระเป๋าเสื้อโค้ตตัวนั้น
ความจริงไม่จำเป็นต้องรีบมาเอาคืนตอนนี้ก็ได้ แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง เขากลับรู้สึกว่าควรจะเดินมาสักรอบ
เขาจึงมุ่งหน้ามายังจุดพักยุวชน ใครจะไปคิดว่าพอมาถึงหน้าหมู่บ้านก็จะได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ?
เสียงนั้นทำให้ใจเขากระตุกวูบ เมื่อวิ่งไปถึง เขาก็เห็นลู่ซื่อเจี๋ยกำลังขึ้นคร่อมร่างของสวี่โจวโจวอยู่
ทันทีที่เห็นภาพนั้น เขาก็รู้สึกเหมือนเลือดในกายเดือดพล่านราวกับถูกไฟสุม เขาเตะลู่ซื่อเจี๋ยกระเด็นออกไป ก่อนจะประเคนเท้าเข้าที่หน้าอกของมันอีกหลายครั้ง นึกอยากจะกระทืบให้พิการไปซะเดี๋ยวนี้เลย
เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าความโหดเหี้ยมนั้นพุ่งปรี๊ดมาจากไหน มานึกดูตอนนี้ ถ้าเขาทำไอ้เด็กนั่นพิการจริงๆ ตัวเขาเองก็คงเดือดร้อนไม่น้อย
ขณะที่กำลังคิด เรี่ยวแรงในมือของเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างไม่รู้ตัว กระทั่งได้ยินเสียงสวี่โจวโจวร้องครางออกมา เขาถึงได้สติและรีบคลายมือ
"ขอโทษที"
สวี่โจวโจวสูดปากด้วยความเจ็บ "ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณนะคะคุณกู้... สหายกู้" เธอเกือบจะหลุดปากพูดผิด จึงรีบปรับสรรพนามให้เข้ากับยุคสมัย
กู้เป่ยเจิงเหลือบมองเธอแต่ไม่ได้พูดอะไร เขาไม่แน่ใจว่าเธอขอบคุณที่เขานวดคลายปวดให้ หรือขอบคุณที่เขาไล่ลู่ซื่อเจี๋ยไปกันแน่
สวี่โจวโจวแอบคิดในใจว่า วันนี้พวกเขาก็เพิ่งจะเจอกันเป็นครั้งแรก แต่เขากลับช่วยชีวิตเธอไว้ถึงสองครั้ง เขาคงคิดว่าเธอเป็นตัวปัญหาและไม่อยากจะยุ่งด้วยแน่ๆ
เพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ สวี่โจวโจวจึงค้นดูความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม
หลังจากที่ยุวชนทยอยกลับเมืองไป หมู่บ้านก็เริ่มนำระบบแบ่งสรรที่ดินทำกินให้แต่ละครัวเรือนมาใช้
เมื่อไม่มีที่ดินให้ทำกิน เจ้าของร่างเดิมจึงไม่ต้องไปทำนาเพื่อแลกแต้มค่าแรงอีก กลายเป็นคนว่างงานในหมู่บ้านไปโดยปริยาย
ต่อมา ครูใหญ่ของโรงเรียนประถมในหมู่บ้านรู้ว่าเธอเรียนจบมัธยมปลาย จึงไปปรึกษากับผู้ใหญ่บ้านและพาเธอมาเป็นครูสอนที่โรงเรียน
เธอจำได้ว่า ติงหลานที่กู้เป่ยเจิงพูดถึง คือแม่ของนักเรียนคนหนึ่งในชั้นเรียนของเธอที่ชื่อ เสี่ยวเถา
"คุณติงหลานคือ..." สวี่โจวโจวลองหยั่งเชิงถาม
กู้เป่ยเจิงตอบ "พี่สาวผมน่ะ"
ติง? กู้? ลูกพี่ลูกน้องกันเหรอ?
สวี่โจวโจวไม่อยากจะละลาบละล้วงมากเกินไป หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง
เธอก็เอ่ยขึ้น "เสี่ยวเถาเป็นเด็กดีนะคะ ทั้งฉลาดแล้วก็ขยัน โตขึ้นไปจะต้องได้ดีแน่ๆ ค่ะ"
การพูดเรื่องอื่นอาจจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ แต่การชมลูกหลานคนอื่นรับรองว่าไม่มีพลาด
กู้เป่ยเจิงยังคงก้มหน้าและพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ต่อให้ได้ดีแค่ไหน เธอก็เป็นแค่ผู้หญิงอยู่ดี"
สวี่โจวโจวขมวดคิ้ว เธอไม่นึกเลยว่าผู้ชายหน้าตาหล่อเหลาคนนี้จะมีความคิดชายเป็นใหญ่แบบนี้
เธออดไม่ได้ที่จะสวนกลับไป "คุณเห็นผู้ชายดีกว่าผู้หญิงงั้นเหรอ?"
กู้เป่ยเจิงเงยหน้าขึ้น ทันจับแววตาเหยียดหยามของเธอได้พอดี "คุณฟังจากคำไหนถึงคิดว่าผมเห็นผู้ชายดีกว่าผู้หญิง?"
สวี่โจวโจวเม้มปาก... ทุกคำนั่นแหละ
กู้เป่ยเจิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก "ผมแค่หมายความว่า เกิดเป็นผู้หญิงบนโลกใบนี้มันไม่ง่าย ยิ่งทะเยอทะยานมากเท่าไหร่ก็ยิ่งลำบาก ไม่ใช่แค่ผู้ชายที่ทำให้พวกเธอต้องทนทุกข์ แต่รวมถึงผู้หญิงด้วยกันเอง ชีวิตมันยากลำบาก"
"คุณคิดแบบนั้นจริงๆ เหรอคะ?" คำพูดของเขาเบาและนิ่งสงบ สวี่โจวโจวไม่ได้ยินความดูแคลนสตรีเพศในน้ำเสียงนั้นเลย กลับกัน เธอสัมผัสได้ถึงความเวทนาสงสารด้วยซ้ำ สมัยนี้ คนที่เห็นอกเห็นใจผู้หญิงมีน้อยนัก และถ้าเป็นผู้ชายก็แทบจะหาได้ยากยิ่ง
"แน่นอนสิ การเรียนรู้สิ่งต่างๆ ให้มากขึ้นมันไม่เคยเป็นเรื่องผิดหรอกนะ ดังนั้น ผมต้องขอบคุณครูสวี่ด้วยที่ช่วยดูแลเสี่ยวเถา" กู้เป่ยเจิงเงยหน้ามองหญิงสาวที่กำลังทำหน้าอึ้งไปเล็กน้อย
สวี่โจวโจวได้สติกลับมา "ฉันเป็นครู นี่เป็นสิ่งที่สมควรทำอยู่แล้วค่ะ แต่ว่าการที่พี่สาวของคุณสนับสนุนให้เด็กผู้หญิงได้เรียนหนังสือแบบนี้ มันหาได้ยากจริงๆ นะคะ"
"เธอแค่ไม่อยากให้ลูกสาวต้องมาใช้ชีวิตเหมือนอย่างตัวเองน่ะ" พอพูดถึงพี่สาว แววตาที่เคยเฉยชาก็ปรากฏร่องรอยของความเศร้าสร้อยพาดผ่าน
สวี่โจวโจวลอบสังเกตสีหน้าของเขา ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม สามีของติงหลานเพิ่งจะเสียชีวิตไปเมื่อเดือนที่แล้ว ดูเหมือนจะเกิดอุบัติเหตุในเหมืองแร่
เธอจำได้ว่าติงหลานเป็นผู้หญิงผิวคล้ำและผอมบาง และดูเหมือนเสี่ยวเถาจะเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของเธอ
เด็กหญิงคนนั้นฉลาดมากและตั้งใจเรียนสุดๆ
สิ่งที่น่ายกย่องไปกว่านั้นคือ ในบรรดาเด็กผู้หญิงเพียงไม่กี่คนในห้อง เธอเป็นคนที่ดูสะอาดสะอ้านและเป็นระเบียบเรียบร้อยที่สุด
ผมเผ้าของเธอไม่ยุ่งเหยิง มือเล็กๆ ก็ไม่สกปรกมอมแมม แม้เสื้อผ้าจะมีรอยปะชุน แต่ก็ซักจนสะอาดหมดจด บ่งบอกว่าผู้เป็นแม่เลี้ยงดูเธอมาเป็นอย่างดี
ในยุคที่ลูกสาวมักถูกมองว่าเป็น 'สินค้าขาดทุน' ผู้หญิงที่ยังกัดฟันส่งเสียลูกสาวให้เรียนหนังสือได้ จิตใจของเธอจะต้องสว่างไสวและเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักมากแน่ๆ จริงไหม?
เธอเลือกสรรคำพูดอย่างระมัดระวังเพื่อปลอบโยนเขา "ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ไม่ช้าก็เร็ว โลกใบนี้จะต้องตอบแทนพ่อแม่ในชนบทที่ยอมส่งลูกสาวเรียนหนังสืออย่างแน่นอน"
คิ้วของกู้เป่ยเจิงกระตุกเล็กน้อย เขาเงยหน้าขึ้น หรี่ตาคมกริบลงเล็กน้อยขณะจ้องมองเธอ มุมปากยกโค้งขึ้นนิดๆ
นั่นมันสีหน้าเย้ยหยันแบบไหนกัน?
สวี่โจวโจวครุ่นคิดในใจ สีหน้าของเขาทำให้เธอรู้สึกเหมือนคำพูดเมื่อกี้ของตัวเองฟังดูเป็นนักปราชญ์ผู้คร่ำครึไม่มีผิด
"คุณไม่เชื่อฉันเหรอคะ?" คิ้วเรียวสวยของสวี่โจวโจวขมวดเข้าหากัน เธอพยายามชักเท้ากลับตามสัญชาตญาณ
"เชื่อสิ!" กู้เป่ยเจิงดึงเท้าของเธอกลับมา มองดูใบหน้าที่แฝงความขุ่นเคืองเล็กๆ ของหญิงสาว "ผมเชื่อจริงๆ ครูสวี่พูดถูกเผงเลย"
สวี่โจวโจวกลอกตาอยู่รำไร เขาเห็นชัดๆ ว่ากำลังล้อเลียนเธอ ถ้าเท้าและชีวิตของเธอไม่ได้อยู่ในกำมือเขาล่ะก็ เธออยากจะถีบเขากระเด็นออกไปจริงๆ
หลังจากนวดคลึงให้อีกพักหนึ่ง กู้เป่ยเจิงก็วางเท้าของเธอลง "เอาล่ะ พรุ่งนี้ทายานวดสักหน่อยก็ไม่น่ามีปัญหาแล้ว"
พูดจบ เขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่
"คุณ... คุณจะไปแล้วเหรอคะ?" สวี่โจวโจวเกิดอาการกระวนกระวายขึ้นมาทันที
กู้เป่ยเจิงมองดูความกังวลที่เอ่อล้นอยู่ในดวงตากลมโตสุกใสของเธอ แล้วเดาะลิ้นในใจ นี่มันโรคใจอ่อนบ้าบออะไรกัน?
ใจเขาคิดว่า: 'แล้วแกจะไปใส่ใจเธอทำไม?'
แต่ปากกลับพูดออกไปว่า: "ผมจะซ่อมหน้าต่างให้"
"อ้อ ขอบคุณค่ะ"
สวี่โจวโจวนั่งอยู่บนเตียง มองดูกู้เป่ยเจิงที่อยู่ด้านนอกหน้าต่าง
เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นมาถึงข้อศอก เผยให้เห็นท่อนแขนกำยำ ขณะที่เขาจับกรอบหน้าต่างที่พังทลายเพื่อประกอบเข้าไปใหม่ มัดกล้ามเนื้อแขนท่อนบนที่นูนเด่นยังเห็นได้ชัดเจนแม้จะอยู่ภายใต้เสื้อเชิ้ตก็ตาม
สวี่โจวโจวถอนหายใจแผ่วเบา ถึงที่สุดแล้ว เขาก็เป็นแค่ผู้ชายแปลกหน้าคนหนึ่ง แต่เธอกลับรู้สึกไว้ใจเขาอย่างบอกไม่ถูก ทำไมกันนะ? เป็นเพราะเขาเป็นทหารอย่างนั้นเหรอ?
ตอนนี้เป็นเวลาดึกสงัดแล้ว หลังจากผ่านพ้นวันที่ต้องเผชิญทั้งอุบัติเหตุรถชน ทะลุมิติ เกือบจมน้ำตาย แถมยังต้องวิ่งหนีเอาชีวิตรอด สวี่โจวโจวที่เหนื่อยล้าสายตัวแทบขาดก็ฝืนทนต่อไปไม่ไหวอีก ความง่วงงุนค่อยๆ เข้าครอบงำ จนเธอผล็อยหลับไปขณะที่ยังพิงหลังอยู่กับหัวเตียง
กู้เป่ยเจิงซ่อมหน้าต่างจนเสร็จ เขาจับโต๊ะและเก้าอี้ให้กลับมาตั้งตรงตามเดิม แล้วเดินมาที่ข้างเตียง ก้มมองร่างที่กำลังนอนขดตัวอยู่
หญิงสาวหลับตาพริ้ม ขนตาของเธอสั่นระริกเบาๆ มียุงสองสามตัวบินหึ่งๆ อยู่รอบๆ ทำให้เธอขมวดคิ้วเป็นระยะๆ ดูเหมือนจะหลับไม่ค่อยสนิทนัก