- หน้าแรก
- ฝ่ามิติทะลุจักรวาล
- ตอนที่ 40 สะกดรอย
ตอนที่ 40 สะกดรอย
ตอนที่ 40 สะกดรอย
“กู้เมิ่ง ปล่อยไปเถอะ”
เด็กสาวที่ยืนอยู่ข้างกู้เมิ่งรีบเอ่ยปราม
“ฮึ่ม” กู้เมิ่งแค่นเสียงฮึดฮัด ถือว่าเป็นการยอมถอยไปโดยปริยาย
ส่วนฉีเซิน ใจหนึ่งก็ไม่อยากจะควักกระเป๋าจ่ายแพงๆ แต่อีกใจก็ไม่อยากจะเสียหน้าต่อหน้ากู้เมิ่ง จึงแกล้งพูดเหน็บแนมซูหมิงว่า
“เก่งแต่ปากเสนอราคาสูงปรี๊ด ถึงเวลาจะจ่ายเงินจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ดีแต่เห่าน่ะสิ”
ซูหมิงคร้านจะไปต่อล้อต่อเถียงกับฉีเซิน เขาหันไปบอกผู้จัดการว่านซาน
“สแกนคิวอาร์โค้ด จ่ายเงิน!”
วินาทีนี้ สายตาที่ผู้จัดการว่านซานมองซูหมิงเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เขารีบกุลีกุจอจัดการให้ทันที
“ได้เลยครับๆ!”
ในยุคนี้ คนที่กล้าทุ่มเงินถึงชั่วโมงละสามพันเพื่อเช่าเครื่องฝึกจำลอง ถ้าไม่ใช่พวกโง่ถูกหลอกฟันหัวแบะ ก็ต้องเป็นมหาเศรษฐีตัวจริงเสียงจริงเท่านั้น
ซูหมิงใช้โทรศัพท์โอนเงินค่ามัดจำ 20,000 เหรียญสหพันธรัฐไปอย่างรวดเร็ว สักพักก็มีข้อความแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาที่หน้าจอโทรศัพท์ของเขา
‘เรียนท่านลูกค้า บัญชีของท่านได้ทำรายการโอนออกจำนวน 20,000 เหรียญสหพันธรัฐ ยอดเงินคงเหลือ: 21,253,000 เหรียญสหพันธรัฐ!’
เมื่อซูหมิงเห็นข้อความแจ้งเตือนยอดเงินคงเหลือ เขาก็ถึงกับอึ้งไปเลย ในความทรงจำเขาก็รู้แหละว่าตัวเองค่อนข้างมีเงิน แต่ไม่คิดเลยว่าจะรวยอู้ฟู่ขนาดนี้ ยอดเงินในบัญชีมีเยอะจนซื้อหุ่นยนต์รุ่นที่สองระดับทั่วไปได้สบายๆ เลยทีเดียว
แต่พอนึกทบทวนดู เขาก็จำได้ว่าเงินก้อนนี้มาจากเงินแต๊ะเอียและของขวัญวันเกิดที่เขาได้มาตั้งแต่เล็กจนโต ซึ่งก็มาจากพ่อแม่ ญาติพี่น้อง และคุณปู่นั่นเอง
และที่สำคัญ ทรัพย์สินของเขาไม่ได้มีแค่นี้หรอกนะ พวกฟิกเกอร์และโมเดลรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันที่ตั้งโชว์อยู่ในห้องของเขาก็มีมูลค่ามหาศาล แถมยังปล่อยขายเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่ายมากอีกด้วย
ถ้าจะให้พูดตรงๆ เขานี่แหละคือลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเศรษฐีที่ดินของแท้
“เอาล่ะครับ ลูกค้าผู้มีเกียรติท่านนี้ได้ชำระเงินจองเครื่องเรียบร้อยแล้ว เครื่องฝึกจำลองตกเป็นของเขานะครับ ทุกคนสลายตัวได้เลย!”
ผู้จัดการว่านซานหันไปตะโกนบอกฝูงชนที่กำลังมุงดู
กู้เมิ่งตวัดสายตามองซูหมิงอย่างขุ่นเคือง อันที่จริงเธอไม่ได้อยากจะแย่งเครื่องฝึกจำลองอะไรมากมายหรอก เป้าหมายหลักของเธอคือการหาเรื่องหลินชูอวี่ต่างหาก
เธอรู้จักหลินชูอวี่มาตั้งนานแล้ว เมื่อก่อนพวกเธอเคยเรียนโรงเรียนเดียวกัน ตอนนั้นหลินชูอวี่เก่งกว่าเธอแทบทุกเรื่อง เธอเลยเกลียดขี้หน้าหลินชูอวี่เข้าไส้
แต่โชคดีที่ตอนขึ้นมัธยมต้น เธอสามารถสอบเข้าวิทยาลัยระดับท็อปได้ ส่วนหลินชูอวี่ที่มีฐานะทางบ้านไม่สู้ดีนัก ต้องไปเรียนที่วิทยาลัยระดับกลางแห่งที่สาม
พอมาบังเอิญเจอกันที่นี่ เธอเลยตั้งใจจะใช้โอกาสนี้เล่นงานหลินชูอวี่สักหน่อย แต่ดันถูกซูหมิงเข้ามาขวางซะได้
ซูหมิงไม่ได้สนใจกู้เมิ่ง เขาล้วงธนบัตรหนึ่งร้อยเหรียญออกจากกระเป๋าแล้วยื่นให้หลินชูอวี่
“รับไปสิ ฉันต้องรีบไปเรียนแล้ว ขอตัวก่อนนะ”
“ขอบใจนะ” หลินชูอวี่รับเงินจากซูหมิง
เมื่อฉีเซินเห็นหลินชูอวี่รับเงินจากซูหมิง ก็หันไปพูดกระแนะกระแหนกับกู้เมิ่งว่า
“เห็นไหมล่ะกู้เมิ่ง ข่าวลือนั่นท่าจะจริง ยัยหลินชูอวี่นี่ก็แค่พวกผู้หญิงหิวเงิน สงสัยจะโดนเสี่ยเลี้ยงเข้าแล้วล่ะ เราอย่าไปลดตัวเกลือกกลั้วกับพวกมันเลย”
“หึ ไปกันเถอะ”
กู้เมิ่งได้ยินคำพูดของฉีเซินแล้วก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาทันที เธอสะบัดหน้าแล้วเดินจากไป
ซูหมิงปรายตามองแผ่นหลังของกลุ่มกู้เมิ่งที่เดินจากไปอย่างเฉยชา ก่อนที่เขาจะหันหลังกลับ หลินชูอวี่ก็เอ่ยเรียกเขาไว้ก่อน
“ซูหมิง เดี๋ยวก่อน”
“มีอะไรเหรอ? ยังมีเรื่องอะไรอีกงั้นเหรอ?”
ซูหมิงหันไปมองหลินชูอวี่ด้วยความสงสัย
“ขอเบอร์โทรศัพท์นายหน่อยสิ พรุ่งนี้ฉันจะเอาเงินมาคืนนายให้”
หลินชูอวี่บอกจุดประสงค์ของเธอ
“ได้ เบอร์ฉันคือ...”
ซูหมิงบอกเบอร์โทรศัพท์ของเขาให้หลินชูอวี่ฟัง เขาเชื่อว่าด้วยความจำระดับเธอ ฟังแค่รอบเดียวก็จำได้ขึ้นใจแล้ว
“อืม ฉันจำได้แล้วล่ะ”
หลินชูอวี่พยักหน้าตอบรับหลังจากจดจำเบอร์โทรศัพท์ของซูหมิงได้อย่างแม่นยำ
“ฉันไปล่ะ” ซูหมิงหันหลังเดินมุ่งหน้าไปยังบันไดเลื่อนทันที
หลินชูอวี่มองตามแผ่นหลังของซูหมิงที่ค่อยๆ หายลับไป นัยน์ตาของเธอฉายแววครุ่นคิดบางอย่าง
ช่วงพลบค่ำ
ซูหมิงเอามือซุกกระเป๋ากางเกง เดินทอดน่องไปตามถนนที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนด้วยความรู้สึกกลุ้มใจ
“เริ่มจะยุ่งยากซะแล้วสิ” ซูหมิงพึมพำกับตัวเองเบาๆ
เขาไม่ได้คาดคิดเลยว่าเครื่องฝึกจำลองหุ่นยนต์รบจะเนื้อหอมขนาดนี้ แถมเวลาของเขาก็มีจำกัดด้วย แบบนี้คงยากที่จะจองคิวซ้อมได้
ที่สำคัญที่สุดคือ ในเขตที่สิบสามแห่งนี้ นอกจากคลับแห่งนี้แล้ว ก็ไม่มีที่ไหนมีเครื่องฝึกจำลองหุ่นยนต์รบอีกเลย
ในระหว่างที่เขากำลังกลุ้มใจอยู่นั้น ก็มีเงาร่างหลายสายซ่อนตัวอยู่ในฝูงชน คอยจับจ้องมาที่ซูหมิงอย่างเงียบๆ และสะกดรอยตามเขามาติดๆ
จู่ๆ ซูหมิงก็หยุดชะงัก เงาร่างที่เดินตามมาก็หยุดชะงักตามไปด้วย
ทว่าเพียงครู่เดียว ซูหมิงก็ก้าวเดินต่อไป
เมื่อมาถึงทางแยก ซูหมิงหันซ้ายหันขวาก่อนจะเลี้ยวเข้าไปในตรอกที่ค่อนข้างเงียบเหงา
เงาร่างเหล่านั้นตาเป็นประกาย รีบเร่งฝีเท้าตามเข้าไปในตรอกทันที
ซูหมิงเดินลึกเข้าไปในตรอก เมื่อเดินผ่านซอยแคบๆ เขาก็เลี้ยวเข้าไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากเข้าไปในซอย เขาก็วิ่งตรงไปข้างหน้า เลี้ยวซ้ายทีขวาทีไปเรื่อยๆ
แต่ในตอนที่เขาเลี้ยวเข้าซอยลึก ซวยซ้ำซวยซ้อน ดันไปเจอเข้ากับทางตันเสียได้
ขณะที่เขากำลังจะหันหลังกลับ ก็พบว่ามีพวกอันธพาลถือท่อนไม้และไม้กระบองห้าคนยืนขวางทางออกอยู่
“วิ่งสิ! แกวิ่งเก่งนักไม่ใช่เหรอไงวะ!”
หวังเฉียงคาบบุหรี่ไว้ในปาก แสยะยิ้มเยือกเย็นพลางจ้องมองซูหมิง
ซูหมิงไม่ได้ตอบโต้อะไร เขาเพียงกวาดสายตามองพวกมันทีละคน
“ไอ้อ้วนบัดซบ! คราวก่อนก็เตือนมึงไปแล้ว ยังไม่รู้จักเจียมกะลาหัวอีกนะมึง!”
หวังเฉียงเห็นซูหมิงเงียบไป ก็คิดว่าอีกฝ่ายกำลังหวาดกลัว จึงพูดข่มขู่ด้วยน้ำเสียงดุดัน
“อ้อ แล้วพวกนายจะเอายังไงล่ะ?”
ซูหมิงล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง มองดูหวังเฉียงและพวกด้วยสีหน้าเรียบเฉย ราวกับกำลังดูคณะตลกเล่นจำอวด
หวังเฉียงเห็นซูหมิงทำหน้านิ่งสงบ แถมยังมองมาด้วยสายตาเหยียดหยาม ความโกรธก็พุ่งปรี๊ดขึ้นสมองทันที เขาตะโกนลั่นด้วยความแค้น
“จะเอายังไงน่ะเหรอ? วันนี้กูจะส่งมึงลงนรกไปเลยไง!”
“ก็ต้องดูว่าพวกนายมีปัญญาทำได้หรือเปล่า”
ซูหมิงมองพวกมันด้วยสายตาสมเพชราวกับมองพวกปัญญาอ่อน
หวังเฉียงโมโหจนควันออกหู เขาชูท่อนไม้ในมือขึ้นแล้วสั่งลูกสมุนทุกคน
“อัดมันเลย!”
ในจังหวะที่หวังเฉียงและพวกลูกสมุนกำลังจะพุ่งเข้าใส่ ซูหมิงก็ควักปืนพกเลเซอร์ขนาดกะทัดรัดที่ถูกสลักลวดลายอย่างประณีตออกมาจากกระเป๋ากางเกงด้วยมือขวา!
ฟิ้ว~
ซูหมิงเหนี่ยวไกปืนอย่างเด็ดขาดและแม่นยำ
ลำแสงพุ่งทะยานออกไป เจาะเข้าที่ขาขวาของหวังเฉียงอย่างจัง
“อ๊าก~”
หวังเฉียงร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ล้มทรุดลงไปกองกับพื้น มือสองข้างกุมบาดแผลที่เลือดไหลทะลักออกมาไม่หยุด
พวกลูกสมุนของหวังเฉียงต่างตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก พากันชะงักฝีเท้าแล้วมองซูหมิงด้วยความหวาดกลัว
พวกเขาไม่คาดคิดเลยว่าซูหมิงจะมีปืนพกอยู่ในมือ ต้องรู้ไว้เลยว่าสหพันธรัฐเก่ามีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดเอามากๆ
ซูหมิงถือปืนเลเซอร์เดินตรงเข้าไปหาหวังเฉียงและพรรคพวก
ลูกสมุนของหวังเฉียงต่างถอยกรูดด้วยความกลัว หลายคนอยากจะวิ่งหนี แต่ปากกระบอกปืนของซูหมิงยังคงจ่อมาที่พวกเขา
พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว เพราะกลัวว่าจะถูกยิงทิ้งเสียก่อน
“ทิ้งอาวุธซะ เอามือกุมหัวแล้วหันหน้าเข้ากำแพง ใครกล้าตุกติก ฉันยิงทิ้งแน่!”
ซูหมิงออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชา
เพียงเสี้ยววินาที ลูกสมุนของหวังเฉียงก็รีบโยนท่อนไม้และไม้กระบองทิ้ง รีบทำตามคำสั่งโดยการเอามือกุมหัวแล้วนั่งยองๆ หันหน้าเข้าหากำแพงอย่างว่าง่าย
จากนั้นซูหมิงก็เดินเข้าไปหาหวังเฉียง เอาปืนจ่อไปที่หัวของหวังเฉียงด้วยแววตาที่แฝงความอำมหิต
ไอ้พวกนี้นี่มันตามรังควานไม่เลิกราจริงๆ โชคดีที่เขารอบคอบ พอออกจากบ้านก็แวะไปหยิบปืนเลเซอร์ที่พ่อแอบเก็บซ่อนไว้ในห้องมาด้วย
หวังเฉียงกัดฟันข่มความเจ็บปวด แล้วพูดข่มขู่ซูหมิงด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
“ไอ้หนู! มึงอย่าคิดนะว่ามีปืนแล้วจะเจ๋ง”