- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นอ๋องตกอับ ขอพลิกชะตาด้วยระบบก๊อปปี้สุดโกง
- บทที่ 2 - สุดยอดวิชาลอบครู
บทที่ 2 - สุดยอดวิชาลอบครู
บทที่ 2 - สุดยอดวิชาลอบครู
บทที่ 2 - สุดยอดวิชาลอบครู
ยามที่หลิวอี้ยังอยู่ในตำหนักบรรทม เขาได้ทำความเข้าใจระบบฝึกฝนในพริบตานี้จนทะลุปรุโปร่งแล้ว และเพราะสิ่งนี้เองที่ทำให้คนธรรมดาเลเวลศูนย์อย่างเขากล้ามาเผชิญหน้า
เขาเปิดห่อของขวัญชิ้นส่วนทักษะระดับต้น และได้รับชิ้นส่วนมา 300 ชิ้น
ชิ้นส่วนทักษะสามารถใช้เพื่อเรียนรู้ทักษะในพริบตา และยังใช้เพื่ออัปเกรดทักษะได้อีกด้วย
และทักษะเหล่านี้ก็คือเคล็ดวิชา กระบวนท่า และความสามารถต่างๆ ในโลกใบนี้
ไม่ต้องพูดถึงการกดขี่ข่มเหงของตำหนักชิงซวี เอาแค่ของรางวัลชิ้นส่วน 100 ชิ้นจากภารกิจ ครั้งนี้เขาก็จำเป็นต้องมาให้ได้
เขาก้าวออกไปเบื้องหน้าและประสานมือคำนับ
"กระหม่อมถวายบังคมฝ่าบาท"
แม้ว่าพี่ชายหุ่นเชิดผู้นี้จะไร้ความสามารถ ทว่าเขาก็ไม่อาจละเลยกิริยามารยาทได้ อย่างไรเสียตัวเขาในยามนี้ก็ยังไร้ซึ่งพลังฝีมือเช่นกัน
"น้องรองมิต้องมากพิธี ครั้งนี้เจ้ามาเพื่อรับคำท้าประลองงั้นหรือ" หลิวเจินเอ่ยถาม
"พ่ะย่ะค่ะ!"
"น้องรองระวังตัวด้วย" หลิวเจินเพียงแค่กล่าวเตือนสติประโยคหนึ่ง ท้ายที่สุดก็ยังคงไม่กล้ายื่นมือเข้าช่วยเหลือหลิวอี้
ทว่าในตอนนั้นเอง ขุนนางผู้หนึ่งก็ก้าวออกมารายงาน
ชายผู้นี้ดูอายุราวห้าสิบปี ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายแห่งความเที่ยงธรรม
เขาก้าวมาเบื้องหน้าและประสานมือ
"ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องจะกราบทูล"
"โอ้ ท่านซือถูซ่าง เชิญว่ามา" หลิวเจินอนุญาต
"ฝ่าบาท เป็นที่ทราบกันดีว่าท่านอ๋องเป็นเพียงคนธรรมดา ยามนี้ก็ยังไม่บรรลุนิติภาวะ จะไปประลองกับนักพรตแห่งตำหนักชิงซวีได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นท่านอ๋องยังเป็นถึงองค์ชายสูงศักดิ์ หากนักพรตตำหนักชิงซวีต้องการจะประลอง ก็สมควรเลือกประลองกับคนในกองทัพ ครั้งนี้เกรงว่าคงจะเลือกคนผิดไปแล้วกระมัง"
เมื่อชายผู้นี้กล่าวจบ เขายังจงใจปรายตามองผู้อาวุโสหวังแห่งตำหนักชิงซวี เห็นได้ชัดว่าเขาไม่พอใจคนของตำหนักชิงซวีอย่างมาก
หลิวอี้จำคนผู้นี้ได้ เขาชื่อซ่างซื่อ ดำรงตำแหน่งซือถู จัดอยู่ในกลุ่มคนที่ยังคงมีความหวังริบหรี่ต่อต้าฮั่น ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่เขาจะไม่อยากให้หลิวอี้ต้องตกอยู่ในอันตราย
"ท่านซือถูซ่างล้อเล่นแล้ว พวกเราไหนเลยจะกล้ารังแกท่านอ๋อง เพียงแต่ก่อนหน้านี้ท่านอ๋องได้กล่าวไว้ว่า ศิษย์ตัวน้อยของข้าต่อให้มีอาจารย์ชื่อดังคอยชี้แนะ ท้ายที่สุดก็ไม่อาจได้ดี ดังนั้นจึงมาขอรับคำชี้แนะจากท่านอ๋องต่างหาก"
"ยิ่งไปกว่านั้น แม้ท่านอ๋องจะไม่ได้ฝึกฝนพลังบำเพ็ญ แต่ก็ยังได้ศึกษาวิชาหกประการของวิญญูชน คาดว่าวิชากระบี่คงจะไม่ธรรมดาเป็นแน่ และศิษย์ของข้าปีนี้ก็เพิ่งจะอายุสิบห้า อ่อนกว่าท่านอ๋องถึงสองปี เช่นนี้ยังนับว่าไม่ยุติธรรมอีกหรือ"
เห็นได้ชัดว่าตำหนักชิงซวีเตรียมตัวมาอย่างดี เมื่อผู้อาวุโสหวังกล่าวจบ เขาก็มองไปที่ซ่างซื่อด้วยความมั่นใจ
ซ่างซื่อยังคิดจะกล่าวอันใดอีก ทว่าหลิวอี้กลับก้าวออกไปขัดเสียก่อน
"ท่านซือถูซ่างมิต้องกล่าวอันใดให้มากความ ที่นี่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเถอะ!" หลิวอี้กล่าวเสียงเรียบ
ผู้อาวุโสหวังหัวเราะร่วน
"ท่านอ๋องช่างมีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก นักพรตเฒ่าเลื่อมใสยิ่ง"
ทว่าในใจของเขากลับแค่นเสียงหัวเราะเยาะ และมองหลิวอี้เป็นเพียงคนตายไปแล้ว
ในเส้นทางการฝึกฝน ทุกครั้งที่ทะลวงผ่านหนึ่งระดับ พลังจะเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล อย่าว่าแต่หลิวอี้ที่เป็นเพียงคนธรรมดา ต่อให้หลิวอี้เกิดมาเป็นจอมพลัง เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับศิษย์ของเขา ก็มีแต่ความตายสถานเดียว
ผู้ฝึกฝนขั้นแรกเริ่มในโลกใบนี้จะถูกเรียกว่าผู้ฝึกวิญญาณ ซึ่งผู้ฝึกวิญญาณแบ่งออกเป็นสิบระดับชั้น
เมื่อทะลวงผ่านไปได้ จะเปิดทวารรับรู้แห่งฟ้า ดิน เรียกว่าระดับทวารวิญญาณ ซึ่งแบ่งออกเป็นสิบระดับชั้นเช่นกัน
เหนือกว่านั้นยังมีระดับขุนพลวิญญาณ และระดับวิญญาณมายา
สิ่งเหล่านี้ถูกผู้คนขนานนามว่าสี่มหาขอบเขตวิญญาณ
สูงขึ้นไปกว่านั้นยังมียอดฝีมือที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า ทว่าส่วนใหญ่ล้วนปลีกวิเวกซ่อนตัวฝึกฝนอยู่ตามหุบเขา
แต่ยามนี้ต้าฮั่นเกิดความวุ่นวาย เกรงว่าในอนาคตผู้ที่ปลีกวิเวกเหล่านี้ก็คงจะทยอยปรากฏตัวออกมา
ศิษย์ตัวน้อยของผู้อาวุโสหวังผู้นั้นเพิ่งเข้าสำนักมาได้เพียงหนึ่งปี ทว่ายามนี้กลับบรรลุถึงผู้ฝึกวิญญาณระดับสามแล้ว
ส่วนหลิวอี้ เป็นเพียงคนธรรมดาเท่านั้น
ดังนั้นการประลองในครั้งนี้ แม้เปลือกนอกจะดูเหมือนการประลอง แต่มันก็คือการฆาตกรรมชัดๆ
เมื่อเห็นหลิวอี้ยังคงไม่สะทกสะท้าน หลายคนต่างก็ถอนหายใจเงียบๆ เกรงว่าท่านอ๋องน้อยผู้นี้คงถูกฮ่องเต้ยั่วโมโหจนเสียสติไปแล้วแน่ๆ
เพราะหลายคนต่างรู้ดีว่าหลิวอี้เคยไปหาหลิวเจินมาก่อน จากนั้นก็กลับไปล้มป่วยและไม่อาจลุกขึ้นมาได้อีก
ผู้คนจะไปรู้ได้อย่างไรว่า ในเวลานี้หลิวอี้กำลังใช้ระบบค้นหาทักษะที่เขาสามารถเรียนรู้ได้อยู่
"ค้นหาทักษะ!" หลิวอี้ออกคำสั่งในใจ
"กำลังค้นหา โปรดรอสักครู่!"
จากนั้น หลิวอี้ก็มองเห็นหน้าจอแสงปรากฏขึ้น ด้านบนแสดงรายชื่อผู้คนและทักษะของพวกเขา
และหน้าจอแสงนี้ก็มีเพียงเขาเท่านั้นที่มองเห็น ผู้อื่นเพียงแค่รู้สึกว่าเขายืนโง่งมอยู่ตรงนั้น
หวังหมิง ระดับวิญญาณมายาขั้นหนึ่ง ทักษะ: กระบี่สุริยันเยาว์ 700 ชิ้นส่วน ก้าวย่างมายา 700 ชิ้นส่วน กระบี่มายาสุญตา 800 ชิ้นส่วน...
หวังหมิงผู้นี้ก็คือผู้อาวุโสหวังนั่นเอง ทว่าทักษะเหล่านี้ของเขา ไม่มีทักษะใดเลยที่หลิวอี้สามารถเรียนรู้ได้
แต่เขาก็ค้นพบทักษะที่เหมาะสมได้อย่างรวดเร็ว ท้ายที่สุดที่นี่ก็มีผู้ฝึกฝนอยู่มากมาย ทั้งระดับสูงและต่ำ
จงหลิงอวี่ ระดับขุนพลวิญญาณขั้นสอง ทักษะ: กระบี่พิรุณสารท 300 ชิ้นส่วน วิถีหงสา 500 ชิ้นส่วน...
ชิ้นส่วนที่ต้องใช้ในลำดับถัดๆ ไปค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น หลิวอี้จึงไม่ได้ดูต่อไป
วิชากระบี่พิรุณสารทนี้หลิวอี้รู้จัก มันคือเคล็ดวิชากระบี่ของศิษย์สายในแห่งตำหนักชิงซวี ศิษย์ของผู้อาวุโสหวังผู้นั้นเพิ่งเข้าสำนักมา ควรจะอยู่เพียงลานนอก เรียนรู้วิชากระบี่พิรุณสารทนี้เพียงอย่างเดียวก็น่าจะเพียงพอแล้ว
หลิวอี้กดเลือกกระบี่พิรุณสารท
"ผู้ครอบครองต้องการเรียนรู้วิชากระบี่พิรุณสารทหรือไม่ ใช้ชิ้นส่วน 300 ชิ้น"
"เรียนรู้"
"ขอแสดงความยินดี ผู้ครอบครองเรียนรู้วิชากระบี่พิรุณสารทระดับปฐพีสำเร็จ!"
"หักชิ้นส่วน 300 ชิ้น!"
จากนั้น หลิวอี้ก็รู้สึกได้ว่าในสมองของเขามีบางสิ่งเพิ่มเข้ามามากมาย และสิ่งนั้นก็คือวิชากระบี่พิรุณสารทนี่เอง
ยามนี้หลิวอี้กลับมาดูสถานะของตนเองอีกครั้ง
ผู้ครอบครอง: หลิวอี้ เลเวล: 0 ค่าประสบการณ์: 0/100 ชิ้นส่วน: 0 ทักษะ: กระบี่พิรุณสารทระดับปฐพี ขั้นทะลุปรุโปร่ง (0/1000)
ในโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพลงกระบี่หรือกระบวนท่าใดๆ ล้วนแบ่งความชำนาญออกเป็นสี่ระดับ ได้แก่ ขั้นแรกเริ่ม ขั้นทะลุปรุโปร่ง ขั้นเหนือมนุษย์ และขั้นรู้แจ้ง
เขาไม่นึกเลยว่าวิชาที่ตนเพิ่งลอบขโมยมาจะไปถึงขั้นทะลุปรุโปร่งแล้ว หากผู้อื่นล่วงรู้เข้า ไม่รู้ว่าจะต้องอิจฉาตาร้อนกันเพียงใด
ส่วนระดับปฐพีนั้นหมายถึงคุณภาพของเพลงกระบี่ คุณภาพของวิชายุทธ์แบ่งออกเป็นระดับมนุษย์ ระดับลี้ลับ ระดับปฐพี และระดับสวรรค์
ส่วนระดับที่สูงกว่านั้น ไม่เรียกว่าวิชายุทธ์อีกต่อไป แต่เรียกว่าพลังเทวะ ยามนี้ในต้าฮั่นยังไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ใดครอบครองพลังเทวะเลย
ถึงเวลานี้ ศิษย์ของหวังหมิงผู้นั้นก็ก้าวขึ้นมาแล้ว
เขาถือกระบี่ในมือ มองหลิวอี้ด้วยสายตาเย็นชา
แม้คนตรงหน้าจะเป็นถึงท่านอ๋อง แต่เขากลับไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ซ้ำยังแฝงแววเหยียดหยามอยู่ลึกๆ
เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าต้าฮั่นตกต่ำลงแล้ว ไม่ใช่ต้าฮั่นเมื่อหกร้อยปีก่อนอีกต่อไป
"ท่านอ๋อง กระบี่ไร้ตา หากประเดี๋ยวพลาดพลั้งทำร้ายท่านเข้า หวังว่าท่านคงจะอภัยให้" เขาประสานมือถือกระบี่เอ่ย
"บนลานประลอง เป็นตายตามลิขิตฟ้า" หลิวอี้ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
เมื่อทุกคนได้ฟัง ต่างก็พากันถอนหายใจ
ท่านอ๋องผู้นี้เสียสติไปแล้วจริงๆ
ในเวลานั้น องครักษ์นายหนึ่งได้นำกระบี่เดินเข้ามา และส่งให้หลิวอี้ด้วยความเคารพ
"ท่านอ๋อง เชิญพ่ะย่ะค่ะ"
หลิวอี้รับกระบี่มา แม้จะเป็นเพียงเหล็กธรรมดา แต่ก็นับว่าใช้ได้ทีเดียว
"พวกเจ้าว่า อีกนานแค่ไหนหลิวอี้ถึงจะร้องขอชีวิต" ศิษย์ตำหนักชิงซวีคนหนึ่งหันไปกระซิบกับคนข้างๆ
"ให้ข้าเดานะ สามกระบวนท่า"
"ไม่ ข้าว่าแค่สองกระบวนท่าก็เกินพอแล้ว คนธรรมดาคนหนึ่ง จะไปสู้กับผู้ฝึกวิญญาณระดับสามได้อย่างไร เอามาเทียบกันไม่ได้หรอก"
"ที่เจ้าพูดมาก็ถูก แต่สองกระบวนท่ามันไม่ประเมินเขาสูงไปหน่อยหรือ ตามที่ข้าเห็น แค่กระบวนท่าเดียวก็จัดการได้แล้ว"
ขณะที่ทุกคนกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรส หญิงสาวคนหนึ่งก็เดินเข้ามาพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"ที่นี่คือพระราชวังซั่งหยาง พวกเจ้ามาทำเสียงหนวกหูอยู่ที่นี่ อยากจะทำให้ตำหนักชิงซวีของเราต้องขายหน้าหรืออย่างไร"
"อ๊ะ ศิษย์พี่หญิงจง ศิษย์พี่หญิงจงสั่งสอนได้ถูกต้องแล้ว พวกเราจะหุบปากเดี๋ยวนี้" เมื่อเหล่าศิษย์ตำหนักชิงซวีเห็นนาง พวกเขาก็รีบประสานมือคำนับทันที
เพราะผู้ที่มาเยือนก็คือ จงหลิงอวี่ ศิษย์สายในผู้มีสถานะเทียบเท่ากับผู้อาวุโสหวังในครั้งนี้นั่นเอง
ตำหนักชิงซวีสายในให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก จึงส่งศิษย์สายในหนึ่งคนมาพร้อมกับผู้อาวุโสหวังเพื่อคอยตรวจสอบ อย่างไรเสียเป้าหมายที่พวกเขาต้องจัดการก็คือท่านอ๋องแห่งต้าฮั่น พระอนุชาแท้ๆ ของฮ่องเต้
ในขณะเดียวกัน บนลานประลองทั้งสองคนได้ชักกระบี่ออกมาแล้ว ศิษย์ตำหนักชิงซวีเหยียดยิ้มอย่างดูแคลน พลางเอ่ยขึ้น
"ท่านอ๋อง เชิญ!"
[จบแล้ว]