- หน้าแรก
- เกมจิ๊กซอว์วันสิ้นโลกกับระบบคำใบ้สุดกวน
- บทที่ 270 โลกที่หลิ่วหู่คือคนซื่อบื้อเพียงคนเดียว
บทที่ 270 โลกที่หลิ่วหู่คือคนซื่อบื้อเพียงคนเดียว
บทที่ 270 โลกที่หลิ่วหู่คือคนซื่อบื้อเพียงคนเดียว
เมื่อประตูสีแดงในส่วนลึกของจิตใจถูกปิดลงอีกครั้ง ไป๋อู้ก็กลับมาเป็นฉนวนกันอารมณ์ด้านลบอีกครั้ง
เขามองดูกัปตัน คำใบ้จากดวงตายังคงเหมือนเดิม สิ่งเดียวที่ต่างออกไปก็คือ ตอนที่อยู่นอกหอคอย มันจะแสดงค่าพลังการต่อสู้ของกัปตันให้เห็นด้วย
นี่คือกัปตันตัวเป็น ๆ แน่นอน แต่เขาจำได้แม่นเลยนะว่า... กัปตันตายไปแล้ว เพื่อปกป้องเขา
ถึงแม้ร่างกายจะไม่ตาย แต่จิตวิญญาณก็ถูกพวกก๊อบปี้ไอแค้นรุมทึ้งจนหมดสิ้นแล้วนี่นา
"คราวนี้พอสำรวจพื้นที่เสร็จ คนที่งงเป็นไก่ตาแตกก็ไม่ใช่ฉันแล้วแฮะ" อู่จิ่วพูดติดตลกพลางยิ้มบาง ๆ
ไป๋อู้สังเกตเห็นสีหน้าของหงอิน ก็พอจะเดาได้ว่า หงอินคงจะแอบใช้ลูกเล่นอะไรบางอย่างแน่ ๆ
แต่ไม่นานเขาก็เลิกใส่ใจ กัปตันคงจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟังเองแหละ หรือถึงจะไม่เล่าก็ไม่เป็นไร สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ... กัปตันยังมีชีวิตอยู่
"พวกเรากลับกันเถอะ" อู่จิ่วพูดขึ้น
หงอินดูมีท่าทีอิดออด ไม่อยากให้ไป๋อู้กลับ ไป๋อู้ก็เลยพูดขึ้นว่า :
"การจะดูดซับพลังของเทพแห่งทะเลสาบให้สมบูรณ์ คงต้องใช้เวลาอีกสักพักใช่ไหม?"
ชุดกระโปรงสีแดงของหงอิน กลายเป็นสีดำไปเกินครึ่งแล้ว ถึงแม้ 'เสี่ยวหง' (หงอินชุดแดง/ความดีงาม) จะทำพลาดไปในครั้งนี้ แต่ในอนาคต 'เสี่ยวเฮย' (หงอินชุดดำ/ความชั่วร้าย) ก็คงจะไม่ทำพลาดแบบเดียวกันอีกแน่นอน
และสำหรับไป๋อู้แล้ว หงอินก็คือคนที่ควรค่าแก่การปกป้องเช่นกัน
หงอินพยักหน้ารับ :
"หลังจากดูดซับไอแค้นพวกนี้ไปแล้ว ก็ต้องใช้เวลาค่อย ๆ หลอมรวมพวกมันอีกค่ะ ถึงจะสามารถดึงพลังมาใช้ได้อย่างแท้จริง"
"งั้นก็พอดีเลยล่ะ เพราะกว่าพวกมันจะตามหาเธอเจอ ก็คงต้องใช้เวลาเหมือนกัน"
เนื่องจากมีเยี่ยนจื่อไจ้กับเซี่ยสิงจือยืนอยู่ด้วย ไป๋อู้ก็เลยไม่อยากพูดอะไรให้มันโจ่งแจ้งนัก แต่หงอินก็เข้าใจความหมายดี ว่าพี่ชายกำลังชวนเธอไปอยู่ด้วย
ไป๋อู้มีความคิดที่จะรวบรวมพรรคพวกทุกคน มารวมตัวกันที่เมืองไป่ชวน มหันตภัยเจ็ดวันในอดีต ทำให้เมืองไป่ชวนกลายเป็นพื้นที่ภัยพิบัติขั้นวิกฤต
แต่ไป๋อู้ก็มั่นใจ ว่าด้วยความช่วยเหลือจากกู้ไห่หลิน, หลิวหมู่, เจียงอีหมี่, เนี่ยจงซาน, หลินรุ่ย, และหงอิน... พวกเขาจะสามารถกวาดล้างผู้ร่วงหล่นทั้งหมดในเมืองไป่ชวนให้กลับมาบริสุทธิ์ได้ทีละนิด ๆ อย่างแน่นอน
หงอินลองคิดดู... จุดประสงค์ที่เธอมาที่หมู่บ้านแห่งนี้ ก็เพื่อมาตามหาร่องรอยของคุณยาย
แต่คนในหมู่บ้านนี้ ก็ถูกจับยัดเข้าไปในโลกเบื้องหลังจนหมดแล้ว หมู่บ้านนี้ก็เลยกลายเป็นหมู่บ้านร้างที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตใด ๆ หลงเหลืออยู่อีกต่อไป
หงอินพยักหน้ารับ โดยไม่ได้พูดอะไรอีก
ไป๋อู้มองไปยังฝั่งตรงข้ามของทะเลสาบเจ่า จู่ ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ว่า :
"แล้วกวางขาวตัวนั้น เคยปรากฏตัวออกมาบ้างไหม?"
"ไม่เคยเลยค่ะ ตั้งแต่หนูมาถึงที่นี่ หนูก็อยู่ในโลกเบื้องหลังมาโดยตลอด เฝ้ามองดูความดีงามเหล่านั้นตายแล้วตายเล่า... ส่วนอีกฝั่งของทะเลสาบ ก็ไม่เคยมีกวางขาวปรากฏตัวออกมาเลยค่ะ"
อู่จิ่วถามขึ้นมาว่า :
"นายคิดว่ากวางขาวตัวนั้นมีปัญหาเหรอ?"
"อืม ร่างต้นของเทพแห่งทะเลสาบ ก็ลอกเลียนแบบมาจากกวางขาวตัวนั้นแหละ การที่กวางขาวในฐานะผู้ร่วงหล่น ปรากฏตัวขึ้นมาในยุคนั้น มันเร็วเกินไปครับ เรียกได้ว่า... เป็นผู้ร่วงหล่นตัวแรกสุด เท่าที่เราเคยเจอมาจากการสำรวจนอกหอคอยเลยก็ว่าได้"
ไป๋อู้ไม่ได้บอกความในใจที่แท้จริงออกไปหรอกนะ ในมุมมองของเขา พื้นที่นอกหมู่บ้านนั่นแหละ... คือเส้นทางที่มุ่งหน้าไปสู่ 'บ่อน้ำ'
แต่นี่ก็เป็นแค่การรู้ทิศทางคร่าว ๆ เท่านั้น วงล้อนำทางได้บันทึกพิกัดของสถานที่แห่งนี้ไว้แล้ว ไว้มีโอกาสค่อยกลับมาสำรวจใหม่ก็ยังไม่สาย
ถ้าแค่พื้นที่รอบนอกสุด ยังสามารถให้กำเนิดสัตว์ประหลาดอย่างเทพแห่งทะเลสาบได้ขนาดนี้... พื้นที่ที่อยู่ลึกเข้าไปใกล้บ่อน้ำมากกว่านี้ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ก็คงจะยิ่งบิดเบี้ยวและซับซ้อนกว่านี้เป็นแน่
แถมยัง... กว้างใหญ่กว่านี้ด้วย
จนถึงตอนนี้ พื้นที่ที่ไป๋อู้เคยไปสำรวจมา ล้วนแต่เป็นพื้นที่ที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก
ไม่ว่าจะเป็นตู้โทรศัพท์, คฤหาสน์, กาสิโน, โรงพยาบาล, โรงเรียน, หรือสวนสัตว์ ต่างก็เป็นแค่สถานที่เล็ก ๆ
พื้นที่ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เขาเคยได้ยินมา ก็คงจะเป็นเมืองจักรกล ไป๋อู้สังหรณ์ใจว่า ในอนาคตเขาคงจะได้เจอกับพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬารอย่างแน่นอน
เมืองที่รวบรวมเอาความบิดเบี้ยวทุกรูปแบบมารวมไว้ด้วยกัน
ไป๋อู้ไม่ได้ข้ามทะเลสาบเจ่าไป สีหน้าของอู่จิ่วก็ดูเหมือนจะมีเรื่องอยากจะคุยกับเขา ซึ่งก็คงต้องรอให้กลับถึงหอคอยก่อนนั่นแหละ ถึงจะคุยกันได้
"จะว่าไป... พวกเราอยู่ที่นี่กันนานแค่ไหนแล้วครับ?"
"ไม่ถึงสี่ชั่วโมงหรอก" คนที่ตอบคำถามนี้ ไม่ใช่หงอิน แต่เป็นอู่จิ่ว
"ดูเหมือนว่าเวลาในโลกเบื้องหลังจะเดินเร็วกว่าสินะ แต่เวลาในโลกความเป็นจริง กลับผ่านไปช้ามาก"
"อืม ที่นี่ก็เหมือนกับความฝันนั่นแหละ ในความฝันอาจจะรู้สึกเหมือนผ่านไปเนิ่นนาน แต่ในความเป็นจริง... อาจจะผ่านไปแค่ชั่วโมงสองชั่วโมง หรืออาจจะสั้นกว่านั้นด้วยซ้ำ"
ความสงสัยของไป๋อู้ได้รับการคลี่คลาย
ทั้งกลุ่มเดินกลับมาที่ทางเข้าหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว เพราะหลิ่วหู่ยังนอนสลบอยู่ที่นี่
อู่จิ่วหันไปถามเยี่ยนจื่อไจ้ :
"การมาตรวจสอบของกลุ่มระเบียบในครั้งนี้ คิดว่ากองกำลังสำรวจของพวกเรามีปัญหาอะไรไหม?"
เป้าหมายเดิมของกลุ่มระเบียบ ก็คือการมาประเมินขีดจำกัดความแข็งแกร่งของบุคลากรในสี่ชั้นล่าง และก็มาสืบสวนเรื่องบางอย่างด้วย
แน่นอนว่า ในตอนแรก เยี่ยนจื่อไจ้และพวกพ้อง ล้วนดูถูก 'นักรบชั้นต่ำ' อย่างอู่จิ่วและไป๋อู้ ถึงแม้จะไม่ได้แสดงออกชัดเจนเท่าหลิ่วหู่ก็เถอะ
แต่จากการสำรวจในครั้งนี้ ความคิดของเยี่ยนจื่อไจ้ก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว
เขามั่นใจเลยว่า ไป๋อู้กับอู่จิ่ว มีความแข็งแกร่งพอที่จะเข้าไปสำรวจพื้นที่สีแดงได้แล้วจริง ๆ
เพียงแต่ในตอนนี้ คงต้องจับตาดูต่อไปอีกสักพัก ถึงจะสามารถยืนยันข้อมูลอื่น ๆ ของทั้งสองคนนี้ได้
เขาไม่ได้ตั้งใจจะรายงานเรื่องนี้ให้ผู้ปกครองหอคอยทราบในทันที ก็เลยเปลี่ยนเรื่องคุย :
"พวกนายหาสถานที่แห่งนี้เจอได้ยังไง? ในเมื่อพวกนายรู้จักกับเธอ ก็แสดงว่าพวกนายไม่ได้ใช้ศิลาวาร์ปสุ่มมาที่นี่สินะ? หมายความว่า... พวกนายมีวงล้อนำทางงั้นเหรอ?"
แววตาของคาอินเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น เขาอยากรู้เหลือเกิน ว่าไป๋อู้จะแก้ตัวยังไง
ก็แหม... วงล้อนำทางของไป๋อู้ มันเป็นของที่เขาทิ้งเอาไว้นี่นา
ไป๋อู้ตอบกลับไปว่า :
"เมื่อกี้ยังสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันอยู่เลย ตอนนี้กลับมาตั้งคำถามสอบสวนผมซะแล้ว มิตรภาพชั่วข้ามคืนจริง ๆ เลยนะ"
"ที่ฉันช่วยนายก่อนหน้านี้ ก็เพราะผลประโยชน์ของเรามันตรงกันต่างหาก อย่าคิดนะ ว่าทำแบบนี้แล้ว... จะสามารถตีสนิทกับพวกเราได้"
เห็นได้ชัดว่าเยี่ยนจื่อไจ้ไม่อยากให้ไป๋อู้คิดว่า... การร่วมเป็นร่วมตายกันในครั้งนี้ จะสามารถลบเลือนช่องว่างระหว่างพวกเขาได้
ไป๋อู้ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรอยู่แล้ว :
"ก็ได้ครับ ผมมันก็แค่คนชั้นต่ำ ไม่เคยคิดจะปีนเกลียวไปตีสนิทกับคุณหรอก คุณช่วยชีวิตผมไว้ แต่ถ้าไม่มีผม... คุณก็คงไม่รอดเหมือนกัน ถือว่าเราเจ๊ากันก็แล้วกัน"
"รู้ตัวก็ดีแล้ว"
"ส่วนเรื่องวงล้อนำทางอะไรนั่น... ผมก็เพิ่งจะรู้ชื่อมันนี่แหละครับ แทนที่จะถามผมเรื่องนี้... สู้ถามผมดีกว่าไหมครับ ว่าไปรู้จักกับผู้ร่วงหล่นได้ยังไง"
เยี่ยนจื่อไจ้ขมวดคิ้ว เขาดูเหมือนจะลืมอะไรบางอย่างไป ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเพิ่งช่วยกันกำจัดเทพแห่งทะเลสาบไปหมาด ๆ แต่ตอนนี้... สัตว์ประหลาดที่น่ากลัวกว่าเทพแห่งทะเลสาบ ก็ยังยืนอยู่ตรงนี้นะ
เพียงแต่การที่หงอินช่วยชำระล้างสัดส่วนการถูกแทรกซึมจากความชั่วร้าย และอารมณ์ด้านลบให้เขา มันก็เลยทำให้เยี่ยนจื่อไจ้รู้สึกดีกับหงอินอยู่ลึก ๆ และไม่ได้มองว่าเธอเป็นความชั่วร้าย
แต่พอได้ยินคำพูดของไป๋อู้ เขาก็เพิ่งจะตระหนักได้ว่า หงอินคือผู้ร่วงหล่น... คือตัวตนอันน่าสะพรึงกลัว ที่สามารถฆ่าล้างบางพวกเขาทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย
หงอินรู้ใจไป๋อู้ดี ก็เลยพูดสนับสนุนคำพูดของไป๋อู้ว่า :
"ของชิ้นนี้... หนูเป็นคนให้พี่ชายเองแหละค่ะ หนูไม่สนหรอกนะคะว่าพวกคุณจะเป็นใคร แต่ห้ามรังแกพี่ชายของหนูเด็ดขาด ไม่อย่างนั้น... ต่อให้พวกคุณจะหลบซ่อนตัวอยู่แต่ในหอคอย หนูขอบอกไว้เลยว่า... ไม่ว่าจะหนีไปสุดหล้าฟ้าเขียว หนูตามล่าพวกคุณแน่"
เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่พูดจาดุดันและกร้าวร้าวแบบนี้ ดูยังไงก็ขัดกับภาพลักษณ์ของเธอสุด ๆ
แต่หงอินไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย... ดวงตาที่ลอยอยู่บนลูกโป่งที่เธอถืออยู่ ล้วนจ้องมองมาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยาม
ภายนอกเธอดูไร้พิษสง แต่หลังจากที่ดูดซับไอแค้นของเทพแห่งทะเลสาบเข้าไป กลิ่นอายของหงอินก็ดูชั่วร้ายและน่าเกรงขามขึ้นมาทันที
ไม่ว่าจะเป็นเยี่ยนจื่อไจ้, เซี่ยสิงจือ, หรือแม้แต่คาอิน ต่างก็รู้ซึ้งถึงความอันตรายของเด็กผู้หญิงคนนี้เป็นอย่างดี
คาอินในร่างของเจียงเสวียน แอบอิจฉาไป๋อู้อยู่ลึก ๆ ในบรรดาสาวกทั้งหมดของเขา ไม่มีใครที่สามารถเทียบชั้นกับหงอินได้เลยสักคน
ความจริงแล้วอีไลจาห์ก็มีศักยภาพที่ซ่อนอยู่ไม่น้อยเลยนะ... แต่โดนหงอินเอาไอแค้นฟาดซะจนเสียศูนย์ไปเลย แถมยังไม่ได้เห็นแม้แต่ร่างต้นของหงอินด้วยซ้ำ
"ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว... ไม่ลองเล่าเรื่องวงล้อนำทางให้ฟังหน่อยเหรอครับ?" ไป๋อู้ถือโอกาสเสนอแนะ
เยี่ยนจื่อไจ้ก็ไม่ได้ปิดบังอะไร :
"ของชิ้นนี้ สามารถก้าวข้ามกฎเกณฑ์การออกนอกหอคอยสามวันครั้งได้ พูดง่าย ๆ ก็คือ... จะออกไปถี่แค่ไหนก็ได้ตามใจชอบ และสามารถเดินทางเข้าออกพื้นที่นอกหอคอยได้อย่างอิสระ สามารถกลับไปยังสถานที่ที่เคยไปมาแล้วได้ ถ้ามีวงล้อนำทางล่ะก็... การวาดแผนที่โลกภายนอกหอคอยของมนุษยชาติ ก็คงจะเสร็จสมบูรณ์ไปนานแล้วล่ะ แต่น่าเสียดายที่ของวิเศษชิ้นนี้ มีอยู่แค่เจ็ดชิ้นเท่านั้น ว่ากันว่าเมื่อเจ็ดร้อยปีก่อน... ของทั้งเจ็ดชิ้นนี้ เคยอยู่ในความครอบครองของผู้ปกครองหอคอยชั้นห้า แต่ต่อมา... จำนวนผู้ปกครองหอคอยก็ลดลงเรื่อย ๆ แล้วก็มีบางคน... นำมันติดตัวออกไปตอนที่หนีออกไปจากหอคอยด้วย"
ไป๋อู้ลองนึกดู คาอินมีวงล้อนำทางอยู่สองชิ้น ชิ้นหนึ่งอยู่กับเขา ส่วนตระกูลจงก็มีชิ้นหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ก็มาตกอยู่ในมือของเขาแล้วเหมือนกัน
ส่วนอีกสี่ชิ้นที่เหลือ... เห็นได้ชัดว่ามันไม่พอแบ่งให้กับทั้งเจ็ดตระกูลผู้ปกครองหอคอยแน่ ๆ แถมจากที่เยี่ยนจื่อไจ้พูด... ดูเหมือนว่าจะมีอีกหลายชิ้นเลย ที่ถูกคนอื่นเอาออกไป
"หมายความว่า... พวกคุณรู้จักของชิ้นนี้ แต่ไม่เคยเห็นของจริงสินะครับ?"
"พวกเรารู้ข้อมูลพวกนี้มาจากคนตระกูลจงน่ะ"
ผู้ประสานงานตระกูลจง อย่างจงเสวี่ย และก็จงซวี่ ต่างก็ตายไปหมดแล้ว คนที่รู้เรื่องนี้ในตอนนี้ ก็น่าจะมีแค่เซี่ยอิงเจี๋ยเท่านั้น
"นอกจากตระกูลจงแล้ว ตระกูลผู้ปกครองทั้งเจ็ดของพวกคุณ ไม่มีของแบบนี้เลยเหรอ?"
"วงล้อนำทางเป็นของหายากมาก แต่ละตระกูลก็เลยผลัดกันครอบครองน่ะ อีกไม่นาน... ตระกูลจงก็คงต้องส่งมอบมันคืน เพื่อให้ตระกูลอื่นเอาไปเก็บรักษาต่อ โดยปกติแล้ว ก็จะสลับกันดูแลตระกูลละไม่กี่ปี แต่ไม่ว่าใครจะเป็นคนเก็บรักษา... ก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธคำร้องขอใช้จากตระกูลอื่น ๆ"
ก็ถือว่าเป็นวิธีบริหารจัดการทรัพยากรที่สมเหตุสมผลดี ไป๋อู้พูดขึ้นว่า :
"คุณคงไม่ได้คิดจะแย่งวงล้อนำทางของผมไปใช่ไหมครับ?"
"ในเมื่อมันเป็นของที่เธอคนนั้นให้มา... วงล้อนี้ก็ย่อมเป็นของนาย ถึงแม้ของชิ้นนี้จะมีค่ามากก็เถอะ... แต่ต่อให้มีเพิ่มมาอีกสักชิ้นสองชิ้น มันก็ไม่ได้สร้างความแตกต่างอะไรมากนักหรอก"
ก็อย่างที่เยี่ยนจื่อไจ้พูดนั่นแหละ ถ้ามนุษย์ทุกคนมีวงล้อนำทางคนละอัน บางทีการวาดแผนที่โลกภายนอกหอคอย คงจะเสร็จสมบูรณ์ไปตั้งนานแล้ว
แต่น่าเสียดายที่มันมีแค่เจ็ดชิ้น ต่อให้มีเพิ่มมาเป็นเจ็ดสิบชิ้น... มันก็ไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรมากมายหรอก
ดูจากสีหน้าและน้ำเสียงแล้ว เยี่ยนจื่อไจ้ไม่ได้โกหกแน่ ๆ ไป๋อู้ก็เลยสบายใจขึ้นมาหน่อย ถือว่าเป็นข่าวดีเลยนะเนี่ย เพราะตอนนี้... ตระกูลผู้ปกครองทั้งเจ็ด ไม่มีวงล้อนำทางเหลืออยู่ในมือเลยสักชิ้นเดียว
อย่างน้อย ๆ... พวกเขาก็ไม่สามารถตามมารังควานหงอินในพื้นที่แห่งนี้ได้ล่ะนะ
แต่ข้อมูลเหล่านี้ ก็ทำให้ไป๋อู้ได้มองเห็นตัวตนของคาอินในมุมมองใหม่
การที่คาอินสามารถฉกชิงวงล้อนำทาง มาจากเงื้อมมือของผู้ปกครองหอคอยได้ถึงสองชิ้น... เป็นการยืนยันได้เลยว่า ก่อนที่คาอินจะขึ้นไปยังชั้นหก พลังของเขาในช่วงพีกสุด... จะต้องเหนือกว่าผู้ปกครองหอคอยอย่างแน่นอน
"ได้เวลากลับแล้วล่ะ เขาเป็นอะไรไหมครับ?"
ไป๋อู้ชี้ไปที่หลิ่วหู่
เยี่ยนจื่อไจ้ดูจะไม่พอใจกับผลงานของหลิ่วหู่เอาซะเลย สายตาของเขามองหลิ่วหู่ราวกับกำลังมองดูความน่าอับอายของกลุ่มระเบียบ :
"ไม่เป็นไรหรอก ถึงเป็นอะไรไป... ก็ช่างหัวมันเถอะ"
ทุกคนทยอยเปิดใช้งานวงล้อนำทางเพื่อกลับหอคอย การผจญภัย ณ ทะเลสาบเจ่า... ก็เป็นอันสิ้นสุดลงแต่เพียงเท่านี้
ตอนที่กำลังจะจากไป ดวงตาของเพลเยอร์ไม่ได้เด้งข้อความสรุปผลการสำรวจพื้นที่เหมือนทุกครั้ง
ดูเหมือนว่า... ข้อมูลทั้งหมด น่าจะถูกเปิดเผยไปตั้งแต่ตอนที่พวกเขากำลังจะออกจากโลกเบื้องหลังแล้ว
...
...
เมื่อเดินทางกลับมาถึงหอคอย แสงสีแดงฉานจากศิลาวาร์ป เป็นเครื่องบ่งบอกว่า ศัตรูที่พวกไป๋อู้ต้องเผชิญหน้าด้วยในการเดินทางครั้งนี้... มีความแข็งแกร่งเหนือกว่าพื้นที่สีแดงทั่วไปมากนัก
ทันทีที่พวกเขาปรากฏตัวขึ้นที่ชั้นล่างสุดของหอคอย พวกเขาก็กลายเป็นจุดสนใจของทุกคนอีกครั้ง
แต่โชคดีที่คราวนี้ มีพวกเยี่ยนจื่อไจ้คอยเป็นกันชนให้ ไป๋อู้และอู่จิ่วก็เลยไม่ต้องตกเป็นเป้าสายตามากนัก
ส่วนเรื่องรายงานผลการสำรวจ... เขาก็คิดคำตอบเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วเหมือนกัน
ไป๋อู้กับอู่จิ่วกำลังจะขึ้นไปที่ชั้นสอง ส่วนเจียงเสวียนก็ขอตัวไปเดินเล่นที่ชั้นหนึ่ง
เยี่ยนจื่อไจ้กับเซี่ยสิงจือจะกลับไปที่ชั้นห้า ในระหว่างที่อยู่ในลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังชั้นห้า เซี่ยสิงจือก็เปิดบทสนทนาขึ้น :
"เห็นได้ชัดเลยนะ ว่าไป๋อู้กับกู่ชิงอวี้ มีความสามารถทัดเทียมกับพวกเราเลย... นายจะรายงานเบื้องบนยังไงดีล่ะ? พวกเราต่างก็รู้ดี ว่าเบื้องบนส่งพวกเรามา... ก็เพื่อสืบหาสาเหตุที่ธุรกิจของพวกเขาถูกทำลาย และจากผลงานในการทำภารกิจครั้งนี้... ความสามารถของพวกเขาก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า... พวกเขามีศักยภาพพอ ที่จะทำลายธุรกิจของพวกผู้มีอำนาจเบื้องบนได้จริง ๆ"
การที่กาสิโนถูกทำลาย สำหรับเยี่ยนจื่อไจ้แล้ว... มันถือเป็นเรื่องดีซะอีก อย่างน้อย ๆ... ความทรงจำของเขาก็ไม่ต้องถูกลบอีกต่อไปแล้ว
เขาเริ่มจำเรื่องราวบางอย่างได้บ้างแล้ว จำได้ว่าเขา... เคยมีน้องสาวอยู่คนหนึ่ง
แต่น้องสาวของเขา... ได้จากโลกนี้ไปแล้ว
เมื่อกลับมาถึงหอคอย และปราศจากการครอบงำของไอแค้น เยี่ยนจื่อไจ้ก็กลับมามีสติสัมปชัญญะและเยือกเย็นเหมือนเดิม :
"เท่าที่ฉันรู้ ตระกูลเซี่ยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจนั่นนี่นา กองกำลังนอกหอคอยที่พวกนายติดต่อด้วย... ก็เป็นคนละกลุ่มกันไม่ใช่เหรอ"
"ใช่ มันเป็นแบบนั้นจริง ๆ"
"งั้นไป๋อู้กับกู่ชิงอวี้ สำหรับตระกูลเซี่ยของนาย... ก็คงไม่นับว่าเป็นศัตรูขัดผลประโยชน์หรอกมั้ง?"
"ก็คงจะพูดแบบนั้นได้แหละ"
"ถ้างั้น... นายจะรายงานเรื่องนี้ไปตามตรงไหมล่ะ?"
"ฉันไม่ใช่กัปตันซะหน่อย หลิ่วหู่ที่สลบเหมือดไปตั้งแต่ต้นจนจบ ก็คงไม่รู้เรื่องอะไรเลย ส่วนฉันน่ะเหรอ... ฉันก็แค่สนใจพวกเขาเฉย ๆ แต่ก็เป็นแค่ความสนใจนั่นแหละนะ ส่วนเรื่องจะรายงานหรือเปล่า... ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายแล้วล่ะ"
ความจริงแล้ว เซี่ยอิงเจี๋ย บรรพบุรุษของตระกูลเซี่ย ได้ส่งซิกมาบอกเซี่ยสิงจือแล้ว ว่าไป๋อู้น่ะ... ถือเป็นพันธมิตรกลาย ๆ ของพวกเขา และตัวเขาเองกับเซี่ยอิงเจี๋ย ก็รับรู้ถึงขุมกำลังที่หนุนหลังไป๋อู้เป็นอย่างดี
บทสนทนานี้... เป็นเพียงการหยั่งเชิงของเซี่ยสิงจือ เพื่อดูท่าทีของเยี่ยนจื่อไจ้ และพยายามจะช่วยเหลือไป๋อู้ในทางอ้อมเท่านั้น
แต่สิ่งที่เซี่ยสิงจือไม่รู้ก็คือ... เยี่ยนจื่อไจ้เอง ก็ตั้งใจจะช่วยเหลือไป๋อู้เหมือนกัน
เขาจะรายงานความแข็งแกร่งของอู่จิ่วและไป๋อู้ไปตามความเป็นจริง และอย่างละเอียดหรือไม่... เยี่ยนจื่อไจ้ไม่ได้บอกเซี่ยสิงจือหรอกนะ
ตอนนี้เขาต้องการเวลาสงบสติอารมณ์สักพัก... เพราะความทรงจำที่เพิ่งผุดขึ้นมา กำลังค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงตัวเขาไปอย่างเงียบ ๆ
ถ้าเซี่ยสิงจือรู้ว่าเยี่ยนจื่อไจ้กำลังคิดอะไรอยู่ เขาคงจะสงสารหลิ่วหู่จับใจเลยล่ะ —
ก็แหม... ในบรรดาสมาชิกกลุ่มระเบียบทั้งสามคนเนี่ย มีแค่หลิ่วหู่คนเดียวเท่านั้นแหละ ที่ยังมีจุดยืนแน่วแน่ ส่วนอีกสองคนที่เหลือ... ดันกลายเป็นพวกทรยศไปซะแล้วสิ
...
...
หอคอยชั้นสอง ศูนย์บัญชาการกองกำลังสำรวจ
"แสดงว่าสถานการณ์ในตอนนั้นก็คือ... กัปตันตายไปแล้วจริง ๆ แต่ชิ้นส่วนจันทร์เพ็ญ สามารถชุบชีวิตกัปตันขึ้นมาได้งั้นเหรอครับ?"
"ใช่แล้วล่ะ" อู่จิ่วไม่ได้ปิดบังไป๋อู้เลย
เขาเล่าแม้กระทั่งเนื้อหาในจดหมายของไป๋หย่วนให้ฟังด้วย ถึงแม้ไป๋หย่วนจะหวังให้เขาเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ... แต่อู่จิ่วก็คิดว่า... ถึงแม้จะเป็นแค่ข้อความในจดหมาย ผู้ชายคนนั้นก็ยังให้ความรู้สึกที่อันตรายสุด ๆ อยู่ดี
เขายอมเชื่อใจไป๋อู้มากกว่า
ไป๋อู้ทำหน้าแปลก ๆ
ตอนที่กัปตันตาย... จู่ ๆ เขาก็สามารถสัมผัสได้ถึงความโกรธขึ้นมา เรื่องนี้ต้องไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ ๆ
เขาเดาว่า... มันน่าจะเกี่ยวข้องกับการกระทำอะไรบางอย่างของพ่อเขาแน่ ๆ
"หมายความว่า... นั่นไม่ใช่แค่ความยึดติดของผม แต่เป็นวิญญาณของเขาจริง ๆ งั้นเหรอ..."
ถ้าเป็นแบบนั้นจริง... ก็แปลว่าในช่วงหลายวันที่ผ่านมา หลังจากที่เขาข้ามมิติมายังโลกใบนี้... คนที่เขาเจอมาตลอด ก็คือพ่อของเขาจริง ๆ น่ะสิ
พอนึกถึงสมาร์ตโฟนสถิตวิญญาณยี่ห้อไห่หวัง ที่มีชื่อ 'ไป๋หย่วน' บันทึกไว้เป็นเบอร์แรกในรายชื่อผู้ติดต่อ... ไป๋อู้ก็รู้สึกแปลก ๆ ในใจอย่างบอกไม่ถูก
ความตาย... เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่ แต่เบาะแสหลาย ๆ อย่างกำลังชี้ให้เห็นว่า... การเดินทางของเขาในครั้งนี้ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หรืออุบัติเหตุเลยสักนิด
แต่เรื่องพวกนี้... คิดให้ตายยังไงก็ไม่มีทางเข้าใจหรอก ถ้าคำตอบมันรออยู่ข้างนอกหอคอย... งั้นก็แค่ออกไปสำรวจมันเรื่อย ๆ ก็พอแล้ว
บางทีสักวันหนึ่ง เมื่อปริศนาเรื่องสาเหตุที่หอคอยถูกสร้างขึ้น และความบิดเบี้ยวของโลกภายนอกหอคอยถูกไขกระจ่าง... ปริศนาอื่น ๆ ที่กวนใจเขาอยู่ ก็คงจะคลี่คลายไปพร้อม ๆ กันนั่นแหละ
การเดินทางออกนอกหอคอยในครั้งนี้ ทำให้ไป๋อู้นึกถึงใครบางคนขึ้นมา
ความเชื่อเรื่องงมงาย ได้ให้กำเนิดสัตว์ประหลาดอย่างเทพแห่งทะเลสาบขึ้นมา แต่ก็ใช่ว่าการให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ จะสามารถลบล้างความงมงายให้หายไปได้หรอกนะ
ยุคสมัยที่บิดเบี้ยว จะก่อให้เกิดความศรัทธาที่บิดเบี้ยว และความศรัทธาที่บิดเบี้ยว ก็จะผลักดันให้ผู้คนทำเรื่องบ้าคลั่งได้เสมอ
ไม่ว่าจะเป็นการจับลูกหลานตัวเองไปถ่วงน้ำ หรือ... พฤติกรรมบ้าคลั่งอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับหอคอย
การที่ต้องออกไปทำภารกิจนอกหอคอยบ่อยครั้ง ทำให้ไป๋อู้ไม่มีเวลามาสะสางเรื่องราวภายในหอคอยเลย ก่อนที่จะออกไปทำภารกิจครั้งหน้า... เขาตั้งใจจะสืบเรื่องบางอย่างให้รู้เรื่องซะก่อน
และเป้าหมายของไป๋อู้ ก็คือบ้านของหร่วนชิงอวิ้น... หรือก็คือบ้านของ 'ซ้ออู่' นั่นเอง
เขาต้องการจะไปพบลิลิธ... เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับแผนการกวาดล้างสมาคมเทวะหอคอย
(จบบท)