เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 631 ไอ้พวกยุ่นกับตะพาบเฒ่า

ตอนที่ 631 ไอ้พวกยุ่นกับตะพาบเฒ่า

ตอนที่ 631 ไอ้พวกยุ่นกับตะพาบเฒ่า


เช้าตรู่ในฤดูใบไม้ร่วง สายหมอกบางเบาลอยเอื่อยๆ ปกคลุมภูเขา

นกยางขาวฝูงหนึ่งบินทะลุม่านหมอกออกจากรัง

เสียงเครื่องยนต์รถไถดังกึกก้องสอดประสานกับเสียงสุนัขเห่าระงมดังมาจากฟาร์ม

เฉินหลิงขับรถไถที่มีกระบะบรรทุกข้าวโพดเต็มคัน ค่อยๆ ขับออกจากสวนผลไม้ วันนี้เขาต้องเอาข้าวโพดไปส่งที่สหกรณ์การเกษตรในตำบล

และตามหลังเขามาติดๆ ก็คือเกวียนเทียมวัว

ซึ่งมีวัวน้ำสีขาวเป็นตัวลากจูง คนขับเกวียนคือชายชราสวมเสื้อเชิ้ตสีเทาอมฟ้า โพกผ้าขาวไว้บนหัว บนเกวียนมีเด็กผู้ใหญ่สองคนและเด็กเล็กอีกหนึ่งคน

เจ้าเด็กจอมซนทั้งสามคนนั่งไม่ติดที่เลยล่ะ

เอาแต่ส่งเสียงเรียกพวกลูกสุนัข อยากจะให้พวกมันตามมาด้วย

ลูกสุนัขพวกนี้น่ะชอบเด็กๆ จะตายไป พอคุ้นเคยกันดีแล้ว พอเด็กๆ เรียก พวกมันก็จะวิ่งเข้าไปหาทันที

ยิ่งคนขับเกวียนก็เป็นคนที่พวกมันคุ้นเคยดีที่สุดด้วยแล้ว

พวกลูกสุนัขตัวอ้วนกลมก็เลยพากันวิ่งเตาะแตะตามหลังเกวียนวัวมาเป็นพรวน

ชายชราก็เอาแต่ยิ้มร่า ไม่ยอมไล่กลับ ปล่อยให้พวกสุนัขตัวใหญ่ในฟาร์มเห่าเรียกด้วยความร้อนใจ

โชคดีนะที่เสียงเห่าของสุนัขตัวใหญ่ยังพอมีความน่าเกรงขามอยู่บ้าง

พอลูกสุนัขอ้วนกลมพวกนั้นวิ่งตามเกวียนวัวมาถึงนอกสวนผลไม้ พวกมันก็พร้อมใจกันหยุดกึก

แล้วก็เข้าแถวเรียงหน้ากระดานอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย มองดูเกวียนวัวและรถไถที่ค่อยๆ หายลับสายตาไป รูปร่างอ้วนกลมของพวกมันดูเหมือนตุ๊กตาหมีตัวน้อยๆ ไม่มีผิด... พวกมันส่งเสียงเห่าหงิงๆ เบาๆ ทำท่าอยากจะวิ่งตามไป แต่พอเห็นสุนัขตัวใหญ่ยืนจ้องอยู่ ก็เลยไม่กล้าวิ่งเพ่นพ่าน

แต่ถึงอย่างนั้น ลูกสุนัขก็เหมือนกับเด็กเล็กๆ นั่นแหละ ความสนใจมักจะเปลี่ยนไปไวเสมอ

อย่างเช่นลูกสุนัขสีน้ำตาลไหม้ที่หวังลี่เซี่ยนเลือกไว้ จู่ๆ มันก็ทำตัวเหมือนสุนัขบ้า แลบลิ้นแฮ่กๆ พุ่งเข้าใส่ฝูงไก่ที่เพิ่งจะถูกปล่อยออกมาหากิน

มันกำลังเลียนแบบพวกสุนัขตัวใหญ่ที่ชอบต้อนไก่น่ะ

แต่เห็นได้ชัดว่ามันยังทำไม่เป็น วิ่งไปได้ไม่ไกลก็หน้าคะมำหัวทิ่มลงไปในหลุมโคนต้นไม้ซะงั้น

พอลุกขึ้นมาได้ มันก็สะบัดหัวไล่ฝุ่นและเศษใบไม้ออก แล้วก็วิ่งไล่ตามไก่ต่ออย่างคึกคัก สนุกสนาน

ถ้าเฉินหลิงหรือหวังลี่เซี่ยนมาเห็นภาพนี้เข้าล่ะก็ คงจะพอใจมากแน่ๆ เพราะนี่แสดงให้เห็นว่า การฝึกฝนเมื่อวานนี้ประสบความสำเร็จ สัญชาตญาณนักล่าของมันถูกกระตุ้นให้ตื่นตัวขึ้นมาแล้ว

ถึงแม้ว่าจะใช้เลือดหมูป่าในการฝึกก็ตาม แต่ในช่วงแรกๆ ลูกสุนัขก็มักจะเป็นแบบนี้แหละ มันจะมีความอยากรู้อยากเห็นและสนใจสัตว์มีชีวิตทุกชนิดที่เคลื่อนไหวได้ พอผ่านช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้และสำรวจนี้ไป ความสนใจของมันก็จะค่อยๆ ลดลง และในที่สุดก็จะมุ่งเป้าไปที่หมูป่าเพียงอย่างเดียว

เรื่องนี้ก็เปรียบเสมือนเด็กหนุ่มในวัยแรกรุ่นนั่นแหละ ที่มักจะหวั่นไหวและสนใจเพศตรงข้ามทุกคนที่เดินผ่านไปมา ซึ่งมันก็เป็นสัญชาตญาณตามธรรมชาติ แต่พอเวลาผ่านไป ได้เรียนรู้และเติบโตขึ้น เขาก็จะค่อยๆ รู้ว่า ผู้หญิงแบบไหนที่เหมาะกับตัวเอง และพร้อมจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันไปตลอดชีวิต

เรื่องของลูกสุนัขพวกนี้ ก็ใกล้จะถึงเวลาที่พวกมันจะต้องแยกย้ายไปอยู่บ้านใหม่แล้ว

เฉินหลิงตั้งใจว่า หลังจากที่เถ้าแก่พวกนั้นมารับลูกสุนัขที่ซื้อไว้กลับไปแล้ว เขาก็จะรีบให้ญาติๆ และเพื่อนสนิท มารับลูกสุนัขตัวโตๆ ที่เขาตั้งใจจะเก็บไว้ให้ไปเลี้ยงดูเหมือนกัน

ขืนปล่อยให้เลี้ยงไว้ที่บ้านนานกว่านี้ อย่าว่าแต่พ่อตาเลย แม้แต่เขากับหวังซูซูก็คงจะเริ่มผูกพันและตัดใจให้ใครไม่ลงเหมือนกัน

ในแง่ของเหตุผล เขารู้ดีว่าไม่สามารถเลี้ยงสุนัขเยอะแยะขนาดนี้ไว้ได้หรอก

แต่ในแง่ของความรู้สึก มันก็อดที่จะรู้สึกผูกพันไม่ได้

ดังนั้น รีบตัดใจส่งให้คนอื่นไปเลี้ยงตั้งแต่เนิ่นๆ น่าจะดีที่สุด

แต่สิ่งที่เฉินหลิงไม่คาดคิดก็คือ บรรดาเถ้าแก่พวกนั้น พอได้มาสัมผัสชีวิตชนบทแล้ว กลับไม่ยอมกลับกันง่ายๆ เลย

เมื่อวานตอนบ่าย พวกเขาตามชาวบ้านขึ้นเขาไปเก็บผลไม้ป่า พอตกเย็นกลับมาก็พากันไปกราบไหว้ราชาตะพาบยักษ์ที่อ่างเก็บน้ำ

และเช้าวันนี้ ตอนที่เฉินหลิงกำลังจะไปส่งข้าวโพด พวกเขาก็ตื่นตั้งแต่ไก่โห่ ไปกราบไหว้ราชาตะพาบยักษ์ที่อ่างเก็บน้ำอีกแล้ว คราวนี้มีทีมงานจากกองถ่ายไซอิ๋วตามไปด้วยนะ พอเห็นเฉินหลิง พวกเขาก็โบกมือทักทายอย่างเป็นกันเอง พร้อมกับบอกว่า หลังจากไหว้ที่อ่างเก็บน้ำเสร็จ กินข้าวเช้าเรียบร้อยแล้ว ก็จะไปตระเวนไหว้ตามแม่น้ำลำคลองในตัวเมืองต่อ

แถมยังประกาศกร้าวด้วยนะว่า จะไปกราบไหว้ให้ครบทุกที่ที่มีแหล่งน้ำ เพื่อแสดงความศรัทธาอย่างแรงกล้า

เฉินหลิงได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่ส่ายหน้าแล้วก็ขับรถไถออกไป

ส่วนหวังฉุนเย่น่ะเหรอ แกกลับรู้สึกภาคภูมิใจและแอบขำกับเรื่องนี้อยู่ลึกๆ

พอไปถึงตัวตำบล แกก็อดไม่ได้ที่จะถามเฉินหลิงว่า "นี่หลิงเอ๊ย พ่อสงสัยจริงๆ ว่าพวกเถ้าแก่ที่ทำธุรกิจใหญ่โต ร่ำรวยเงินทองตั้งมากมาย พวกเขาก็ต้องฉลาดเป็นกรดกันทุกคนสิ แล้วทำไมถึงมางมงายกับเรื่องพวกนี้ได้ล่ะเนี่ย..."

พูดยังไม่ทันจบ แกก็นึกขึ้นได้ว่าพูดจาลบหลู่ ก็เลยรีบพนมมือไหว้ไปทางหมู่บ้านเฉินหวัง ปากก็พร่ำบอกว่าไม่ได้ตั้งใจจะลบหลู่ท่านราชาตะพาบยักษ์แต่อย่างใด

เฉินหลิงเห็นท่าทางของพ่อตาแล้วก็อดขำไม่ได้ แต่ก็ตอบกลับไปว่า "ก็เพราะพวกเขาฉลาดเป็นกรดนั่นแหละครับ ถึงได้งมงายกันแบบนี้ พ่อลองลงไปเที่ยวทางใต้ดูสิครับ ทางภาคใต้ หรือแม้แต่พวกคนจีนโพ้นทะเลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พวกที่ยิ่งรวย ยิ่งฉลาด ก็จะยิ่งงมงายและเชื่อเรื่องพวกนี้หนักกว่านี้อีกนะครับ"

"อ้าว? ทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะ?"

หวังฉุนเย่กระโดดลงมาจากเกวียนวัว อุ้มเด็กๆ ลงมาทีละคน พลางเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ

"ใครจะไปรู้ล่ะครับ สมัยก่อนพวกฮ่องเต้ก็ยังงมงายเชื่อเรื่องพวกนี้เลย โธ่พ่อครับ... เราเอาข้าวโพดไปส่งให้เสร็จก่อนเถอะครับ ส่งเสร็จแล้วค่อยพาเด็กๆ ไปเดินเล่นซื้อของในตลาด แล้วค่อยกลับบ้านไปทำธุระต่อ"

ตอนนี้ก็เลยช่วงเวลาที่คนจะมาส่งผลผลิตทางการเกษตรกันอย่างเนืองแน่นแล้ว แถมพวกเขามาเช้ามาก การส่งมอบข้าวโพดก็เลยผ่านพ้นไปอย่างราบรื่นรวดเร็ว พอเฉินหลิงขับรถไถออกจากสหกรณ์การเกษตร

ตลาดนัดในตัวตำบลก็เพิ่งจะเริ่มมีคนทยอยมาตั้งแผงขายของกัน

แต่หวังฉุนเย่น่ะเหรอ แกเอาแต่ดูแลเด็กๆ ไปพลาง ยืนคุยกับคนรู้จักที่ร้านตัดผมหน้าสหกรณ์ร้านค้าอย่างออกรสออกชาติ

แกกำลังเล่าเรื่องที่หมู่บ้านเฉินหวังเปิดรับซื้อผลไม้ป่า และเรื่องที่มีคนมากราบไหว้ราชาตะพาบยักษ์แทบทุกวันให้คนอื่นฟัง

เฉินหลิงมองไป ก็เห็นว่าเป็นคนคุ้นเคยกันทั้งนั้น เถ้าแก่ปาพ่อค้าคนกลางค้าสัตว์ปศุสัตว์ที่เคยเจอกันบ่อยๆ ก็อยู่ที่นั่นด้วย พอแกจำควายขาวน้อยได้ ก็เลยเดินเข้ามาทักทายหวังฉุนเย่

จากนั้นก็เริ่มถามไถ่สารทุกข์สุกดิบและเรื่องราวในหมู่บ้านเฉินหวัง ยิ่งคุยก็ยิ่งออกรส แม้แต่ลุงช่างตัดผมก็ยังอดไม่ได้ที่จะร่วมวงสนทนาด้วย

"อ้าว! ฟูกุ้ยมาแล้ว! พ่อตาของเอ็งเพิ่งจะบอกว่า ยิ่งคนรวยก็ยิ่งงมงาย วันหลังเอ็งก็รีบสร้างศาลเจ้าให้ราชาตะพาบยักษ์ในหมู่บ้านเฉินหวังซะสิ พวกคนรวยจะได้แห่กันมากราบไหว้ขอพร แล้วหมู่บ้านเราก็จะได้จัดงานวัดกันทุกวันเลย ฮ่าๆๆ"

พอเห็นเฉินหลิงจอดรถไถแล้วเดินเข้ามาหา เถ้าแก่ปาก็ตะโกนแซวเสียงดัง

"พอเถอะครับลุง ขืนทำแบบนั้นเดี๋ยวราชาตะพาบยักษ์ก็หนีเตลิดไปหมดหรอก ถึงตอนนั้นก็จะไม่มีใครคอยคุ้มครองพวกเราชาวบ้านตาดำๆ แล้ว"

อาจจะเป็นเพราะซ่วนโถวและพรรคพวกของมัน เป็นสัตว์เลี้ยงที่เขาฟูมฟักมาด้วยตัวเอง เฉินหลิงก็เลยรู้สึกแปลกๆ และอึดอัดใจนิดหน่อย เวลาที่เห็นพวกมันถูกคนอื่นเอามากราบไหว้บูชาแบบนี้

"พูดอะไรแบบนั้น ราชาตะพาบยักษ์เป็นถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์นะโว้ย ทั้งช่วยชีวิตคน ทั้งบันดาลให้ปีนี้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล ดูสิ ปีนี้เข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ฝนตกน้อยมากเลยนะ ถ้าเป็นเมื่อก่อน พอเข้าหน้าใบไม้ร่วงทีไร ฝนตกหนักจนน้ำท่วมไปหมด

ลองถามพ่อตาของเอ็งดูสิ โดยเฉพาะทางฝั่งหุบเขาลมพัดน่ะ ฝนตกหนักจนชาวบ้านลงจากเขาไม่ได้เลยนะเว้ย"

เถ้าแก่ปาเถียงคอเป็นเอ็น

จากนั้นแกก็ดึงแขนเฉินหลิงให้นั่งลงบนเก้าอี้พับตัวเล็กๆ ข้างๆ ร้านตัดผม แล้วก็เริ่มชวนคุย

เฉินหลิงเห็นว่าพ่อตาก็กำลังจะตัดผมเหมือนกัน ก็เลยนั่งลงคุยเป็นเพื่อนคนรู้จักไปพลางๆ

เสี่ยวพ่างจื่อและเสี่ยวลี่จื่อไม่เคยเห็นบรรยากาศการตัดผมริมถนนแบบนี้มาก่อน ก็เลยตื่นตาตื่นใจกันใหญ่ เสวี่ยเสวี่ยก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เด็กทั้งสามคนเบิกตากว้างจ้องมองดูทุกขั้นตอนอย่างใจจดใจจ่อ

ลุงช่างตัดผมหน้าตาคล้ายๆ หม่าซานลี่ นักแสดงตลกชื่อดังของจีน แกกำลังถือปัตตาเลี่ยนไถผมบนหัวของชายชราคนหนึ่งดัง แกรกๆๆ เส้นผมสีขาวร่วงกราวลงมาเหมือนตอนเกี่ยวข้าว ปัตตาเลี่ยนไถไปทางไหน ผมก็แหว่งเตียนไปทางนั้น ดูแล้วเพลินตาแปลกๆ ดึงดูดความสนใจของเด็กๆ ได้อยู่หมัดเลยทีเดียว

หลังจากใช้ปัตตาเลี่ยนไถผมจนสั้นแล้ว แกก็ใช้มีดโกนคมกริบโกนผมที่เหลือออกจนเกลี้ยงเกลา เสียงมีดโกนขูดกับหนังหัวดังแกรกๆฟังดูน่าหวาดเสียว แต่ชายชราที่ถูกโกนหัวกลับหลับตาพริ้ม ทำหน้าฟินสุดๆ

ดูเหมือนว่าการโกนผมแบบนี้ มันจะทำให้รู้สึกสบายและผ่อนคลายหนังหัวเอามากๆ เลยนะ

เด็กๆ เห็นแบบนั้น ก็เริ่มจะคันไม้คันมืออยากจะลองบ้าง เสวี่ยเสวี่ยวิ่งเข้ามาดึงแขนเสื้อเฉินหลิง ชี้ให้ดู "พ่อจ๋า... ดูนั่น..."

"ตัดผมไงลูก หนูยังเด็กอยู่ หนังหัวยังบาง ไปตัดผมแบบนั้นไม่ได้หรอกนะ ยืนดูอยู่ตรงนี้แหละ เดี๋ยวพอถึงคิวคุณตาตัดผม หนูค่อยขยับเข้าไปดูใกล้ๆ ก็ได้"

เฉินหลิงลูบหัวลูกชายเบาๆ แล้วหันไปมองเสี่ยวพ่างจื่อกับเสี่ยวลี่จื่อที่กำลังทำตาละห้อย "แต่ว่า... เรามาตัดผมที่นี่ไม่ได้นะ เดี๋ยวกลับถึงบ้าน คุณอาจะตัดให้พวกหนูเองดีไหม? เราจะตัดให้เหมือนกับคุณลุงคนนี้เลย"

"แล้วคุณอามีมีดโกนเล็กๆ แบบนี้ไหมครับ?"

"มีสิลูก! มีทั้งปัตตาเลี่ยน ทั้งมีดโกนเลยล่ะ คุณอาเตรียมไว้หมดแล้ว ประจวบเหมาะกับที่คุณน้าซูซูของพวกหนูกำลังจะออกจากช่วงอยู่ไฟพอดี เธอก็อยากจะตัดผมเหมือนกัน"

เฉินหลิงตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

พอได้ยินแบบนั้น เด็กๆ ทั้งสามคนก็ร้องเฮด้วยความดีใจ

แน่นอนว่า เสียงเฮนั้นมาจากเสี่ยวพ่างจื่อและเสี่ยวลี่จื่อเท่านั้นแหละ

ส่วนเสวี่ยเสวี่ยยังไม่รู้ประสาหรอก แค่เห็นพวกพี่ๆ หัวเราะดีใจ ก็เลยพลอยดีใจหัวเราะเอิ๊กอ๊ากตามไปด้วย

แต่การที่มีกิจกรรมน่าตื่นเต้นรออยู่ที่บ้าน ก็ช่วยดึงดูดความสนใจของเด็กๆ ให้สงบลงได้เยอะเลย

"เด็กๆ สมัยนี้ โชคดีกันจังเลยนะ" เถ้าแก่ปาคาบกล้องยาสูบในปาก พลางบ่นพึมพำ

เฉินหลิงยิ้มบางๆ แล้วส่ายหน้า "ฮ่าๆ ก็กำลังอยู่ในวัยกำลังซนไงครับ ลืมตาตื่นปุ๊บ ก็อยากจะวิ่งเล่นไปซะทุกที่"

"ก็เป็นเรื่องปกตินี่นา เด็กวัยนี้ถ้าไม่ให้วิ่งเล่นแล้วจะให้ทำอะไรล่ะ? เอ็งดูพ่อตาของเอ็งสิ แกมีความสุขจะตายไป คนแก่ๆ อย่างพวกเราน่ะ แค่ได้เห็นเด็กๆ วิ่งเล่นซนอยู่รอบๆ ตัว ก็มีความสุขแล้ว"

"ฮ่าๆ นั่นก็จริงครับ เอ้อ... ลุงปาครับ ฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ฝนตกน้อย อากาศก็เลยค่อนข้างแห้ง พวกปศุสัตว์ที่ลุงดูแลอยู่ เป็นยังไงบ้างครับ มีตัวไหนป่วยหรือเป็นโรคอะไรบ้างไหมครับ?"

บางที ถ้าสภาพอากาศในปีนั้นๆ ผิดแปลกไปจากปกติอย่างรุนแรง พวกสัตว์เลี้ยงหรือสัตว์ปศุสัตว์ก็มักจะเจ็บป่วยหรือเป็นโรคระบาดได้ง่าย

"ไม่มีปัญหาอะไรเลย เอ็งก็คิดดูสิ นี่ถ้าไม่ใช่เพราะบารมีของท่านราชาตะพาบยักษ์คุ้มครอง แล้วจะเป็นเพราะอะไรล่ะ? ถึงปีนี้ฝนจะตกน้อย แต่ก็ไม่มีสัตว์เลี้ยงบ้านไหนล้มป่วยเลยนะ"

"อ้าว? เป็นแบบนั้นหรอกเหรอครับ? ถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็ดีแล้วครับ ไม่อย่างนั้นพวกเราที่ศูนย์สัตวแพทย์ก็คงจะต้องวุ่นวายหัวปั่นกันอีกแน่ๆ"

"ฮ่าๆๆ เอ็งนี่นะ... หาเรื่องอู้ตลอดเลยนะ"

เฉินหลิงยืนคุยกับเถ้าแก่ปาไปเรื่อยเปื่อย ไม่นานนัก ก็ถึงคิวของหวังฉุนเย่ตัดผมแล้ว ตอนนี้คนเริ่มทยอยมาเดินตลาดกันเยอะขึ้นเรื่อยๆ

เสี่ยวพ่างจื่อตาไว เหลือบไปเห็นจางเตี๋ยเกิน ลุงขายขนมน้ำตาลปั้นที่เขาเคยรู้จัก เขาก็เลยลากเสี่ยวลี่จื่อและเสวี่ยเสวี่ยวิ่งไปออดอ้อนขอขนมน้ำตาลปั้นมาได้คนละไม้

เฉินหลิงรู้ดีว่า ถ้ามีตลาดนัดในตัวตำบล ลุงจางเตี๋ยเกินก็มักจะมาตั้งแผงขายขนมอยู่แล้ว วันนี้ที่เขาพาเด็กๆ มาด้วย ก็เพราะตั้งใจจะพาเสี่ยวพ่างจื่อไปเยี่ยมพ่อแม่ของหลิวหยินหวนด้วยนั่นแหละ

ความจริงแล้ว ตอนที่ฉินหรงเซียนและเหลียงหงอวี๋เพิ่งจะเดินทางมาถึงตัวตำบล พวกเขาก็เคยแวะไปเยี่ยมเยียนพ่อแม่ของหลิวหยินหวนมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ตอนนั้นเสี่ยวพ่างจื่อมัวแต่ห่วงเล่น ก็เลยไม่ได้ตามไปด้วย

ตอนนี้พวกผู้ใหญ่ในครอบครัวต่างก็รู้กันหมดแล้ว ว่าเหลียงเยว่หมินกับเฉินหลิงสนิทสนมกันและร่วมหุ้นทำธุรกิจด้วยกัน

ในเมื่อดั้นด้นมาถึงตัวตำบลแล้ว เฉินหลิงก็เลยคิดว่าควรจะพาเสี่ยวพ่างจื่อไปเยี่ยมปู่ย่าตายายของเขาสักหน่อย

หลังจากแวะพูดคุยทักทายกับลุงจางเตี๋ยเกินที่แผงขายขนมน้ำตาลปั้นได้สักพัก ลุงช่างตัดผมฝีมือดีก็จัดการตัดผมให้หวังฉุนเย่เสร็จเรียบร้อย เฉินหลิงก็เลยพาพ่อตาและเด็กๆ ขึ้นเกวียนวัว แล้วก็พานั่งเกวียนตระเวนเที่ยวรอบตลาดนัดอีกสองรอบ

แวะซื้อของกินของเล่นมาเพียบเลย แถมยังพาไปเดินดูตลาดค้าปศุสัตว์ ให้เด็กๆ ได้ดูทั้งหมู สุนัข วัว ม้า และแพะอย่างจุใจ ทำเอาเด็กๆ สนุกสนานกันสุดๆ

บนเกวียนวัวก็เลยมีข้าวของกองอยู่เต็มไปหมด

แน่นอนว่าบนเกวียนก็มีของที่เตรียมมาจากบ้านอยู่แล้วด้วย อย่างเช่น เนื้อกวางตุ๋น และเหล้าผลไม้อีกสองไห ก็แหม... จะไปเยี่ยมบ้านคนอื่นทั้งที จะให้ไปมือเปล่าได้ยังไงล่ะ

หลังจากเดินตลาดนัดจนหนำใจ พวกเขาก็ตรงไปที่บ้านของพ่อแม่หลิวหยินหวน พอไปถึง คนเฒ่าคนแก่ทั้งสองก็ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น และพยายามรบเร้าให้เฉินหลิงอยู่กินข้าวเที่ยงด้วยกันให้ได้ พวกท่านรีบกุลีกุจอจะเข้าครัวไปทำกับข้าวมาต้อนรับเลยทีเดียว

ไม่ใช่แค่ดีใจที่ได้เจอเสี่ยวพ่างจื่อ หลานชายสุดที่รักหรอกนะ แต่การที่เฉินหลิงแวะมาเยี่ยมถึงบ้าน ก็เป็นเรื่องที่น่าดีใจมากเหมือนกัน

พวกท่านคุ้นเคยและเคยเจอหน้าเฉินหลิงมาหลายครั้งแล้วล่ะ แต่ก็มักจะบังเอิญเจอกันตอนที่เฉินหลิงขับรถผ่านตัวตำบลเท่านั้นแหละ แค่หยุดพูดคุยทักทายกันนิดหน่อย แต่ยังไม่เคยได้เชิญเขามานั่งเล่นที่บ้านเลยสักครั้ง

ดังนั้น คราวนี้พวกท่านก็เลยอยากจะให้เขาอยู่กินข้าวด้วยกันจริงๆ

แต่เฉินหลิงก็พยายามบ่ายเบี่ยงและปฏิเสธอย่างสุภาพ อ้างว่าช่วงนี้เขากับเหลียงเยว่หมินมีธุระต้องรีบไปจัดการต่อ ผู้เฒ่าทั้งสองถึงได้ยอมปล่อยตัวไป แต่ตอนที่เดินออกมาส่ง พวกท่านก็ยังเดินตามมาส่งตั้งไกล ปากก็พร่ำบ่นด้วยความเสียดาย อยากให้พวกเขาอยู่ต่ออีกสักพัก

เฉินหลิงก็เลยต้องหยุดเกวียน แล้วลงมานั่งสูบยาสูบเป็นเพื่อนพ่อของหลิวหยินหวน พูดคุยสัพเพเหระกันอีกพักใหญ่ กว่าจะขอตัวลากลับมาได้

ฤดูใบไม้ร่วงในเทือกเขาฉินหลิ่ง ท้องฟ้าแจ่มใส อากาศเย็นสบาย ทิวทัศน์งดงามตระการตา เอาจริงๆ นะ มันเป็นฤดูกาลที่เหมาะกับการออกเดินทางท่องเที่ยวมากกว่าฤดูใบไม้ผลิซะอีก

ขอแค่ผ่านช่วงเช้าตรู่ที่อากาศเย็นยะเยือกไปได้ พอแสงแดดสาดส่องลงมา ลมบนภูเขาก็ไม่หนาวเหน็บอีกต่อไป

แสงแดดอบอุ่นที่สาดส่องลงมา ทำให้ทิวทัศน์ในฤดูใบไม้ร่วงดูงดงามยิ่งกว่าฤดูใบไม้ผลิเสียอีก สายลมอ่อนๆ พัดโชยมาเบาๆ ช่างเป็นบรรยากาศที่แสนจะสบายและผ่อนคลายจริงๆ

ใช่แล้วล่ะ

เด็กๆ ก็ชอบออกไปเที่ยวเล่นในฤดูกาลแบบนี้เหมือนกัน ตอนที่นั่งเกวียนกลับจากตัวตำบล พวกเขาหัวเราะร่าเริงกันตลอดทางเลยล่ะ

มองดูผู้คนที่สัญจรไปมาบนท้องถนน ทั้งคนที่ขี่จักรยาน ขับเกวียน ขี่ลา...

กระต่ายป่าที่วิ่งเพ่นพ่านอยู่ริมทาง นกอินทรีที่บินโฉบเฉี่ยวอยู่บนท้องฟ้า ฝูงห่านป่าที่บินอพยพผ่านมาเป็นระยะๆ

รวมถึงคนที่กำลังถือปืนซุ่มยิงนกน้ำอยู่ริมแม่น้ำ และชาวบ้านที่กำลังเก็บเกี่ยวผักฤดูหนาวอยู่ในทุ่งนา

ไม่ว่าพวกเขาจะเห็นอะไร ก็ดูน่าตื่นเต้นและน่าสนใจไปซะหมด

สีสันของฤดูใบไม้ร่วงในเทือกเขาฉินหลิ่ง ไม่ได้ราบเรียบเหมือนกันไปหมดหรอกนะ ความงดงามของมันจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงและไล่ระดับสีไปเรื่อยๆ สีสันของต้นฤดูใบไม้ร่วงก็สวยงามไปแบบหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความเข้มของสีสันและมิติของธรรมชาติก็จะยิ่งงดงามมากขึ้นไปอีก

เป็นความงดงามที่ต่อให้คนในพื้นที่มองทุกวันก็ไม่มีวันเบื่อ

ท่ามกลางบรรยากาศในฤดูใบไม้ร่วงอันแสนงดงามนี้ ทันทีที่เฉินหลิงกลับมาถึงหมู่บ้าน เขาก็ได้รับข่าวที่น่าประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง นั่นก็คือ ราชาตะพาบยักษ์ได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งแล้ว

คราวนี้ไปโผล่ที่บริเวณแม่น้ำจินสุ่ยตอนใต้ ซึ่งอยู่ติดกับแม่น้ำหนานซาในตัวเมืองเลยทีเดียว

พอข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ผู้คนก็แห่กันไปมุงดูและกราบไหว้กันอย่างล้นหลาม บรรดาเถ้าแก่กระเป๋าหนัก หรือแม้แต่จ้าวอวี้เป่า โจวเว่ยจวิน และเฉินเสี่ยวเอ้อร์ ก็ไม่พลาดที่จะตามไปดูด้วยเหมือนกัน

แต่น่าเสียดาย ที่ราชาตะพาบยักษ์โผล่ขึ้นมาให้เห็นแค่แป๊บเดียว แล้วก็ดำดิ่งหายวับไปในน้ำอย่างไร้ร่องรอย

แต่เรื่องแค่นี้ ก็ไม่อาจดับความร้อนแรงและความศรัทธาของผู้คนได้หรอก โดยเฉพาะพวกเศรษฐีและคนต่างถิ่น

บรรดาเถ้าแก่นี่ถึงขั้นแสดงอาการเว่อร์วังอลังการ ก้มกราบไหว้แบบสามก้าวหนึ่งกราบ ราวกับกำลังเดินทางไปจาริกแสวงบุญยังไงยังงั้น ทั้งกราบไหว้ด้วยความตื่นเต้นและศรัทธาอย่างเปี่ยมล้น แถมยังเหมาของเซ่นไหว้มาถวายชุดใหญ่ แล้วก็ยังติดต่อขอบริจาคเงินให้ทางการอำเภออีกด้วย วุ่นวายและเว่อร์วังจนน่าปวดหัวเลยทีเดียว

เฉินหลิงได้ยินเรื่องนี้แล้วก็รู้สึกเอือมระอา เมื่อก่อนเขาก็ไม่เข้าใจพฤติกรรมของคนพวกนี้หรอกนะ

ก็เหมือนกับที่พ่อตาเขาเคยสงสัยนั่นแหละ คนที่ทำธุรกิจใหญ่โต ร่ำรวยเงินทอง มีแต่พวกหัวกะทิและฉลาดเป็นกรดกันทั้งนั้น แล้วทำไมถึงได้มางมงายกับเรื่องแบบนี้ได้นะ

ความจริงแล้ว ต่อให้ไม่มีเรื่องราชาตะพาบยักษ์ พวกเขาก็มักจะตระเวนไปกราบไหว้ขอพรตามวัดวาอารามหรือศาลเจ้าดังๆ อยู่เป็นประจำอยู่แล้ว แถมยังทุ่มเงินบริจาคแบบไม่อั้นอีกต่างหาก

ไม่ใช่แค่พวกเขาหรอกนะ พวกเศรษฐีชาวจีนโพ้นทะเลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยิ่งมีพฤติกรรมที่หนักกว่านี้อีก

จนกระทั่งในภายหลัง... ตอนที่เขาได้ไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นกับคนรู้จัก และบังเอิญเก็บถ้ำสวรรค์สุริยันจันทรามาได้นั่นแหละ คำพูดของพี่ชายคนหนึ่งก็ทำให้เขาถึงบางอ้อทันที

พี่ชายคนนั้นบอกว่า ประสบการณ์การใช้ชีวิตของคนที่ทำธุรกิจหรือเป็นพ่อค้าน่ะ บางครั้งมันก็เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายและอธิบายไม่ได้ด้วยเหตุผล

เปรียบเสมือนนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ เมื่อเดินทางมาถึงจุดหนึ่งของชีวิต พอหันกลับไปมองเส้นทางที่ผ่านมา เขาจะพบว่า การตัดสินใจที่เขาใช้หลักการวิเคราะห์อย่างมีเหตุมีผล การรวบรวมข้อมูลอย่างรอบด้าน การชั่งน้ำหนักผลดีผลเสีย หรือแม้กระทั่งการใช้เงินติดสินบนเพื่อหาเส้นสาย... ทุกสิ่งที่เขาเชื่อมั่นว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องในท้ายที่สุดแล้ว มันอาจจะไม่ได้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีเสมอไป

ในขณะเดียวกัน การตัดสินใจที่ดูเหมือนจะผิดพลาด หรือการเลือกทางออกที่เลวร้าย ซึ่งบางครั้งก็เป็นเพียงการตัดสินใจแบบขอไปที กลับนำพาไปสู่ผลลัพธ์ที่ถูกต้องและประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

และเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้ซะอีก

เมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า...

บรรดาหัวกะทิและชนชั้นนำในสังคมเหล่านี้... ก็มักจะเกิดความรู้สึกท้อแท้และสิ้นหวังขึ้นมาในใจ

พวกเขาจะเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ในเมื่อฉันพยายามตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้องมาตลอด แต่ผลลัพธ์กลับออกมาเลวร้าย

แต่พอฉันตัดสินใจผิดพลาด หรือทำอะไรแบบส่งๆ ผลลัพธ์กลับออกมาดีเกินคาดซะงั้น

งั้นก็แสดงว่า... โชคชะตาเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้สินะ ในเมื่อโชคชะตามันคาดเดาไม่ได้ ฉันก็ขอหันไปพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มองไม่เห็น เพื่อเป็นที่พึ่งทางใจและเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจก็แล้วกัน

นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไม บรรดานักธุรกิจระดับมหาเศรษฐีที่ฉลาดเป็นกรด ถึงได้มีความเชื่อเรื่องโชคลางและสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างงมงาย

ไม่ใช่ว่าพวกเขาโง่ หรือโดนหลอกง่ายหรอกนะ

แต่บางเรื่อง มันก็เหนือความควบคุมของพวกเขาจริงๆ

...

"มิโยโกะ... ฉันว่าพวกเราทำเรื่องเกินตัวไปหน่อยแล้วมั้ง... ราชาตะพาบยักษ์พวกนั้นจะเลิกไว้ใจพวกเราหรือเปล่านะ?"

หลังจากที่ท้องฟ้ามืดมิดลง หลี่จงอี้ที่ยืนอยู่บนสะพานใกล้กับแม่น้ำหนานซา ในตัวอำเภอ ก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดและกังวล

ชิชิมะ มิโยโกะ เองก็รู้สึกกระวนกระวายและสับสนวุ่นวายใจไม่แพ้กัน

แต่เธอไม่ได้แสดงสีหน้าอมทุกข์เหมือนหลี่จงอี้ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพยายามพูดปลอบใจตัวเองว่า "ฉันคิดว่าไม่เป็นไรหรอก พวกมันเป็นสัตว์ที่อ่อนโยน ใจดี และเป็นมิตรกับมนุษย์มาก เหมือนกับเทพารักษ์แห่งสายน้ำเลยล่ะ ขอแค่พวกเราพยายามสานสัมพันธ์และเข้าหาพวกมันอย่างจริงใจ ฉันเชื่อว่าพวกเราต้องสามารถหลอกล่อให้พวกมันกลับมาที่แม่น้ำจินสุ่ยได้อีกแน่นอน

ถึงตอนนั้น พอพวกมันข้ามมาถึงแม่น้ำจินสุ่ยเมื่อไหร่ พวกเราก็จะให้คนมาช่วยลากตัวพวกมันไป..."

ย้อนกลับไปตอนที่พวกเขาสองคนบังเอิญไปเจอราชาตะพาบยักษ์ที่ทะเลสาบหยาปา พวกเขาก็ได้ค้นพบความจริงที่ว่า สัตว์ประหลาดยักษ์พวกนี้ไม่ได้ดุร้ายหรือกระหายเลือดเหมือนที่จินตนาการไว้เลยสักนิด

ในทางกลับกัน พวกมันกลับดูใสซื่อ เป็นมิตร และเข้าถึงง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ พวกเขาก็เลยพยายามหาสารพัดวิธีในการเอาของกินมาล่อและตีสนิทกับพวกมัน

สัตว์ประหลาดยักษ์พวกนี้ก็เริ่มจะคุ้นเคยและเป็นมิตรกับพวกเขามากขึ้นเรื่อยๆ แถมบางครั้งก็ยังยอมให้พวกเขาจับต้องและเล่นด้วย

ความผูกพันที่เกิดขึ้น ทำให้พวกเขาทั้งสองคนรู้สึกตื่นเต้นและดีใจเป็นอย่างมาก

และในสายตาก็คือ ช่วงนี้พวกเขาพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อเอาอกเอาใจและตีสนิทกับราชาตะพาบยักษ์พวกนี้อย่างสุดความสามารถ

และการที่ซ่วนโถวปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ก็ย่อมเป็นผลงานความพยายามของพวกเขาอย่างไม่ต้องสงสัยเลย

"ไม่ใช่แบบนั้นสิ มิโยโกะ... ฉันหมายความว่า... พวกมันช่างใสซื่อและเป็นมิตรขนาดนั้น ยอมให้เราเข้าไปลูบคลำใกล้ๆ ได้ด้วยซ้ำ แล้วพวกเราทำแบบนี้... มันจะไม่เป็นการเนรคุณพวกมันไปหน่อยเหรอ..."

หลังจากพูดจบ สีหน้าของหลี่จงอี้ก็ยิ่งดูทุกข์ใจมากขึ้นไปอีก แววตาของเขาแฝงไปด้วยความรู้สึกผิดบาปอย่างลึกซึ้ง

ก็แหม... ราชาตะพาบยักษ์พวกนั้น เป็นถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนมากมายให้ความเคารพกราบไหว้เชียวนะ เป็นถึงเทพารักษ์แห่งสายน้ำ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ลูกหลานของเจ้าสมุทรเลยนะเว้ย

แล้วการที่พวกมันยอมลดตัวลงมาเป็นมิตรกับพวกเขา

จะบอกว่าพวกเขาไม่รู้สึกตื่นเต้น หรือไม่หวั่นไหวเลย มันก็โกหกชัดๆ

ชิชิมะ มิโยโกะ ได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาของเธอสั่นไหวและมีความรู้สึกลังเลพาดผ่าน แต่ทว่า... เธอก็รีบสลัดความคิดนั้นทิ้งไป แล้วปรับสีหน้าให้กลับมาเด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่นอีกครั้ง "คุณโอยาโนะ... คุณกำลังใจอ่อนงั้นเหรอ? คุณลืมไปแล้วหรือไงว่านี่คือภารกิจของเรา เป็นภารกิจสำคัญที่องค์กรไว้วางใจมอบหมายให้เรามาทำ และเราก็ต้องทำให้สำเร็จลุล่วงให้จงได้

การที่เรานำราชาตะพาบยักษ์พวกนี้กลับไปที่ประเทศของเรา เพื่อทำการศึกษาวิจัย มันก็ถือเป็นการช่วยเหลือและทำประโยชน์ให้กับพวกมันด้วยเหมือนกันนะ"

"ผะ... ผมไม่ได้ลืมครับ... เพียงแต่ว่า... เฮ้อ..."

หลี่จงอี้ยกมือขึ้นขยี้ผมตัวเองอย่างแรงด้วยความอึดอัดใจ บางครั้งมนุษย์เราก็สามารถโหดร้ายอำมหิตและลงมือฆ่าแกงกันเองได้อย่างเลือดเย็น แต่พอเป็นเรื่องของความผูกพันระหว่างคนกับสัตว์ บางทีก็กลับกลายเป็นคนที่ใจอ่อนและขี้สงสารขึ้นมาซะงั้น

"เอ๊ะ?"

ระหว่างที่กำลังถอนหายใจ จู่ๆ หลี่จงอี้ก็ชะงัก สายตาเพ่งมองไปที่ฝั่งตรงข้ามของสะพาน เขาเห็นเงาดำตะคุ่มๆ กำลังทำลับๆ ล่อๆ อยู่ "นั่นขโมยหรือเปล่า?"

พวกเขามาอยู่ที่นี่ได้สักพักใหญ่แล้ว

ก็เลยพอจะรู้ว่า ในยุคสมัยนี้ ไม่ว่าจะเป็นในชนบทหรือในเมือง พวกหัวขโมยและพวกตีนแมวน่ะ มีให้เห็นเกลื่อนเมืองไปหมด การปีนกำแพงเข้าบ้านคนอื่นเพื่อขโมยของ ก็ถือเป็นเรื่องปกติที่เห็นกันจนชินตาแล้ว

ชิชิมะ มิโยโกะ เองก็สังเกตเห็นเหมือนกัน "ไม่ใช่ขโมยหรอก หมอนั่นถือถังใบเล็กๆ ไว้ในมือ ท่าทางมีพิรุธสุดๆ สงสัยกำลังจะทำเรื่องไม่ดีแน่ๆ"

"หืม? หรือว่าจะเป็นระเบิด?"

"ไม่ใช่ระเบิดหรอก เขากำลังพ่นสีหรือเขียนอะไรสักอย่างอยู่"

ทั้งสองคนแอบซุ่มดูอยู่ใต้ร่มเงาของต้นหลิวใหญ่ริมสะพาน จ้องมองเงาดำที่กำลังขีดๆ เขียนๆ อะไรบางอย่างอยู่บนกำแพงบ้านเช่าฝั่งตรงข้ามโรงเรียน

"เดี๋ยวนะ ตรงนั้นมันเหมือนจะเป็นบ้านเช่าในเมืองของเฉินหลิงเลยนี่นา หรือว่าหมอนั่นจะเป็นศัตรูของเขากันแน่?"

"...อืม ฉันก็คิดว่าน่าจะเป็นไปได้สูงนะ"

"ถ้าอย่างนั้น มิโยโกะ... ฉันว่านี่มันเป็นโอกาสทองที่เราจะได้สร้างความดีความชอบและตีสนิทกับเฉินหลิงเลยนะ เธอคิดว่าไง?"

"เอ๊ะ? หมายความว่าไง? ...อ๋อ จริงด้วยสิ เพื่อนทางจดหมายคนอื่นๆ ของเขา ล้วนแต่ได้รับการต้อนรับอย่างดี มีแต่คุณคนเดียวที่..."

ทั้งสองคนแอบกระซิบกระซาบปรึกษาหารือกันเป็นภาษาญี่ปุ่น ต้องยอมรับเลยนะว่า สายลับสองคนนี้สายตาดีเยี่ยมจริงๆ ท่ามกลางความมืดมิด ไฟถนนก็ไม่มี แม้แต่แสงไฟจากโรงเรียนก็ยังส่องมาไม่ถึง พวกเขาก็ยังอุตส่าห์มองเห็นรายละเอียดต่างๆ ได้ชัดเจนขนาดนี้ สมแล้วที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดี

"ตรงนั้น... ตรงคันดินฝั่งตรงข้ามมีคอกสัตว์เก่าๆ อยู่ เธอไปหาเก็บก้อนอิฐมานะ ส่วนฉันจะหาท่อนไม้เหมาะๆ สักท่อน..."

หลี่จงอี้กัดฟันกรอด กระซิบสั่งการเสียงต่ำ

ที่บอกว่าจะใช้โอกาสนี้ตีสนิทกับเฉินหลิงน่ะ เป็นแค่ข้ออ้างบังหน้าเท่านั้นแหละ ความจริงก็คือ เขากำลังรู้สึกอึดอัดและหงุดหงิดใจเรื่องราชาตะพาบยักษ์ ก็เลยอยากจะหาที่ระบายอารมณ์และปลดปล่อยความอัดอั้นตันใจนี้ออกมาต่างหากล่ะ

จบบทที่ ตอนที่ 631 ไอ้พวกยุ่นกับตะพาบเฒ่า

คัดลอกลิงก์แล้ว