- หน้าแรก
- ร้านของฉันเชื่อมหมื่นมิติพันพิภพ
- ตอนที่ 26 ดอกไม้ประดับ
ตอนที่ 26 ดอกไม้ประดับ
ตอนที่ 26 ดอกไม้ประดับ
ตอนที่ 26 ดอกไม้ประดับ
พอเข้าใจรายละเอียดพอสมควรแล้ว เสิ่นโย่วก็บอกว่าจะเดินชมบริเวณเปิดด้านหน้าของสวนสักหน่อย เพื่อดูสถาปัตยกรรมโบราณ
เจียงเหอเสนอตัวไปเป็นเพื่อนเธอด้วย บอกว่าสามารถเดินชมไปตามทางจนถึงทางออกได้พอดี
ระหว่างเดินผ่านสระน้ำที่มีหินไท่หูทรงโบราณสง่างามตั้งอยู่ ก็ได้เจอกับคนรู้จัก เถ้าแก่ฮั่ว
เขาเดินมาพร้อมเจ้าของร้านขายของเก่าอีกสองคนจากถนนขายของเก่า พอเห็นเสิ่นโย่วก็ทักทายอย่างเป็นกันเอง
“เถ้าแก่เสิ่น คุณก็มาด้วยเหรอ? ครั้งนี้เอาของดีอะไรมาเข้าประมูลล่ะ?”
เถ้าแก่ฮั่วมีสีหน้าอยากรู้อยากเห็นเต็มที่
เสิ่นโย่วยิ้ม “ก็แค่ของชิ้นเล็กๆ ไม่กี่อย่าง พวกงานแกะสลักหยก แกะสลักไม้ อะไรทำนองนั้นค่ะ”
“ของที่ออกจากมือคุณ ไม่มีชิ้นไหนธรรมดาหรอก” เถ้าแก่ฮั่วหัวเราะ เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อคำว่า ‘ของชิ้นเล็กๆ’ ที่เธอพูดเลย
ของที่เขานำมาประมูลคือชามกระเบื้องลายครามสมัยราชวงศ์หมิงหนึ่งคู่ ซึ่งก็นับเป็นของดีเช่นกัน
เจียงเหอมองดูเสิ่นโย่วคุยกับเถ้าแก่ฮั่ว พลางรักษารอยยิ้มไว้บนใบหน้าเสมอ
เถ้าแก่ฮั่วเองก็เป็นบุคคลที่มีชื่อมีเสียงในวงการ มีเครือข่ายกว้างขวาง
ไม่ว่าเถ้าแก่เสิ่นจะมีคนหนุนหลัง หรือมาจากตระกูลใหญ่ การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับเธอไว้ ยังไงก็ไม่มีผลเสียต่อตัวเอง
หลังอำลาเถ้าแก่ฮั่ว เสิ่นโย่วก็เดินอ้อมมาทางด้านข้าง ไปยังลานจอดรถเฉพาะของหอศึกษาซีลู่
เจียงเหอโบกมือ “เถ้าแก่เสิ่น เดินทางกลับดีๆ นะคะ ถ้ามีปัญหาอะไรสามารถติดต่อฉันได้ตลอด”
“ได้ค่ะ วันนี้ขอบคุณมากนะ”
ข้างหอศึกษาซีลู่ก็คือหนานหู สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังที่สุดของเมืองเจียงเฉิง ตอนนี้ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดเอื่อยๆ ผิวน้ำมีเรือท่องเที่ยว แล้วยังมีร้านอาหารหรูหลายแห่งเรียงรายอยู่ริมทะเลสาบ รวมถึงโฮมสเตย์ที่พักคืนละห้าพันหยวนอีกด้วย
พอจะเห็นได้เลยว่าวิวทิวทัศน์ที่นี่มีมูลค่ามากแค่ไหน
รถของเสิ่นโย่วที่ขับออกมาจากด้านใน จึงให้ความรู้สึกขัดกันอย่างประหลาด
เพราะขั้นตอนของงานประมูลห้ามถ่ายรูป เธอจึงเพิ่งหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูข้อความตอนกลับถึงบ้านแล้ว
ทั้งสวีเจี่ยเหยียน และกู้เซ่าอวี่ต่างก็ถามเธอว่า จะไปงานประมูลของหอศึกษาซีลู่หรือเปล่า
เสิ่นโย่วพิมพ์ตอบ “ไปค่ะ”
สองคนนี้น่าจะเดาไว้แล้วว่าเธอต้องไป ก่อนหน้านี้เธอก็เคยถามเรื่องงานประมูลอยู่หลายอย่าง
ยิ่งงานประมูลฤดูใบไม้ร่วงของหอศึกษาซีลู่ ก็ยังถือเป็นงานที่มีหน้ามีตาพอสมควรในเมืองเจียงเฉิงด้วย
กู้เซ่าอวี่ตอบกลับว่า “บังเอิญจริงๆ ผมน่าจะไปดูอยู่สองรอบเหมือนกัน บางทีถึงตอนนั้นพวกเราสามคนอาจจะได้เจอกันก็ได้”
ส่วนสวีเจี่ยเหยียนถามว่า พรุ่งนี้เธอจะไปดูช่วงแสดงสินค้าล่วงหน้าตอนไหน เขาจะได้แวะไปรับเธอระหว่างทาง
เสิ่นโย่ว “คงไม่ดีกว่าค่ะ ฉันยังไม่ได้ตัดสินใจเวลาแน่ชัด”
หลังคุยกันบนโทรศัพท์สองสามประโยค เธอก็เปิดดูสถิติราคาปิดประมูลในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาบนเว็บไซต์ทางการของบริษัทประมูลแบบผ่านๆ โดยเฉพาะของบางชิ้นที่ตัวเองสนใจ
บ่ายวันนั้นไม่มีอะไรต้องทำมาก รับพัสดุไปชุดหนึ่งแล้วก็นั่งเอนบนเก้าอี้โยกไถคลิปวิดีโอเล่น
ไม่รู้ว่ากำลังเล่นมุกประหลาดอะไร สร้อยข้อมือที่ทำจากขวดเบียร์ กลับมีคนบอกในรายการประเมินของว่ามันเป็นหยกจักรพรรดิ
แต่กำไลแก้วในยุคโบราณก็มีราคาแพงจริงๆ
เมื่อวานเธอเพิ่งซื้อกำไลคริสตัลสีชมพูกับกำไลอะความารีนจากไลฟ์สดมาอย่างละสองวง
ในยุคปัจจุบันราคาแค่หลักหลายร้อยถึงพัน แต่ถ้าอยู่ในยุคโบราณก็นับเป็นของล้ำค่า
เพราะยุคโบราณเองก็ทำกำไลแบบนี้ไม่ได้ เนื้อวัสดุเปราะบางเกินไป รวมถึงพวกหินโมราแดงใต้ส่วนใหญ่ ปัจจุบันก็ต้องอัดกาวก่อน จึงจะใช้เครื่องขึ้นรูปได้ การอัดกาวเป็นมาตรฐานที่ยอมรับกันได้ และไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
วันแรกของการแสดงสินค้าล่วงหน้า สวีเจี่ยเหยียนก็ส่งข้อความมาอีก บอกว่าเขาเตรียมจะไปดูตอนบ่ายโมง
เสิ่นโย่วคิดอยู่ครู่หนึ่ง วันนี้เหมือนเธอเองก็ไม่มีเรื่องอะไรต้องทำมากนัก จึงตอบกลับไปว่า
“ฉันน่าจะไปถึงช้าหน่อย”
เมื่อวานเธอลืมไป มัวแต่ไปสั่งตัดเสื้อผ้า แต่ไม่ได้เตรียมรองเท้าไว้ให้เข้าชุด ดังนั้นก่อนจะไปดูงานแสดง เธอจึงแวะไปห้างสรรพสินค้าย่านใจกลางเมืองก่อน
พนักงานขายคนเดิมในร้านแบรนด์หรูแทบไม่สนใจเธอ เสิ่นโย่วเองก็ไม่ยอมตามใจทันที เปลี่ยนไปเรียกพนักงานอีกคน แล้วซื้อรองเท้าส้นเตี้ยหัวตันแบบใส่ง่ายได้สองคู่
เธอไม่อยากใส่ส้นสูง มันเมื่อยเกินไป
รองเท้าสองคู่ราคา 17,000 หยวน ในเมื่อใช้เงินของตัวเอง ก็ต้องให้ความสุข และความสบายของตัวเองมาก่อน
เธอถือถุงไปโยนไว้ในท้ายรถ จากนั้นก็ขับรถมุ่งหน้าไปยังหอศึกษาซีลู่
วันแรกของช่วงแสดงสินค้าล่วงหน้า มีคนมาไม่น้อย ที่จอดรถแทบจะเต็มพื้นที่อยู่แล้ว
ฝั่งเสิ่นโย่วเพิ่งจอดรถเสร็จ โทรศัพท์ก็ดังขึ้น เป็นเถ้าแก่ร้านตัดเสื้อจากเมื่อวาน
“เถ้าแก่เสิ่น คืออย่างนี้นะครับ เมื่อกี้มีลูกค้าเก่าคนหนึ่งของผมมาเห็นผ้าของคุณเข้า แล้วชอบมากเลย ฝากผมมาถามว่า คุณซื้อผ้านั่นมาจากที่ไหนหรือครับ?”
นี่...จะตอบยังไงดี?
เสิ่นโย่วคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ผ้าผืนนั้นมีแค่ผืนเดียวค่ะ ฉันเองก็ฝากคนอื่นช่วยซื้อมาเหมือนกัน”
“ลูกค้าเก่าคนนั้นหมายความว่า ถ้าคุณยินดีโอนให้ เธอสามารถจ่ายให้ในราคาสองเท่า แล้วก็ออกค่าตัดชุดครั้งนี้ให้คุณด้วย”
เถ้าแก่รีบเสริมอธิบายอีกว่า
“ผมไม่ได้เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของคุณนะครับ เพียงแต่ทางนั้นเป็นลูกค้าเก่าหลายปีแล้ว ผมถึงได้ช่วยโทรมาถามให้สักหน่อย”
ถ้าเป็นคนทั่วไปขอมา เขาคงไม่มาถามแน่นอน แต่ฐานะของอีกฝ่าย ทำให้ปฏิเสธลำบากจริงๆ
“ฉันเข้าใจค่ะ” เสิ่นโย่วพูดเสียงเบา
ทุกคนต่างก็เป็นคนทำร้านเหมือนกัน เธอรู้ความลำบากใจของเถ้าแก่ดี
“แต่ผ้าผืนนี้ฉันไม่อยากโอนต่อจริงๆ ค่ะ มันหาซื้อยากมาก”
เถ้าแก่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ผ้าทอมือดีขนาดนี้ไม่มีทางมีเยอะอยู่แล้ว และคนที่ซื้อได้ก็คงไม่ได้ขาดเงิน
“เถ้าแก่เสิ่น ถ้าคราวหน้าทางคุณมีผ้าแบบนี้อีก พอจะแบ่งไว้ให้ร้านผมบ้างได้ไหมครับ?”
“ได้ค่ะ แต่ฉันไม่แน่ใจว่าจะมีมาเมื่อไหร่เหมือนกัน” เสิ่นโย่วตอบตกลง
นี่ถือเป็นช่องทางที่ดีทีเดียว ผ้าพวกนี้เธอไม่ค่อยสะดวกเอาออกมาวางขาย ลูกค้าก็เป็นวงแคบค่อนข้างตายตัว
เดิมทีเธอไม่มีช่องทางแบบนี้ ไม่อย่างนั้นยังไงก็คงแบกกลับมาอีกสักสองพับ
เถ้าแก่ร้านตัดเสื้อยิ้มพลางพูดว่า “ไม่เป็นไรครับ ถ้ามีเมื่อไหร่ค่อยติดต่อผมก็พอ”
อย่างน้อยแบบนี้ เขาก็มีคำตอบให้ลูกค้าเก่าได้
ก่อนวางสาย เถ้าแก่ยังบอกอีกว่าจะพยายามเร่งตัดชุดของเธอให้เสร็จเร็วขึ้น
เสิ่นโย่วเพิ่งเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า เตรียมลงจากรถ ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งในชุดแบรนด์หรูเดินเข้ามาหา
สายตาของอีกฝ่ายทอดผ่านกระจกรถที่เปิดอยู่ มาหยุดที่ตัวเธอ น้ำเสียงเจือความยโสอยู่หลายส่วน
“ที่นี่เป็นที่จอดรถเฉพาะ รถจากข้างนอกจอดไม่ได้”
คนนี้จอดรถแล้วไม่ดูเลยหรือไง? หลับหูหลับตาขับเข้ามาแบบนี้?
ไม่เห็นหรือว่ารถที่จอดอยู่ข้างๆ เป็นรถระดับไหนกันบ้าง?
ต่งเหวินซินคิดอย่างรังเกียจ เกรงว่าอีกฝ่ายคงจงใจแอบปะปนเข้ามา อยากหาโอกาสเกาะคนมีเส้นสาย
เสิ่นโย่วมองคนด้านนอกอย่างสงสัย “คุณเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลลานจอดรถที่นี่หรือคะ?”
เธอถามอย่างจริงใจล้วนๆ แต่สีหน้าของต่งเหวินซินกลับเปลี่ยนไปในทันที ก่อนจะถามกลับอย่างคาดคั้นว่า
“คุณหมายความว่ายังไง? ตัวเองไม่ดูป้ายบอกทาง แล้วยังจะมามีเหตุผลอีกเหรอ?”
“ฉันดูแล้วค่ะ เป็นลานจอดรถเฉพาะจริง” เสิ่นโย่วปิดกระจกรถแล้วลงจากรถ
แววตาของต่งเหวินซินเต็มไปด้วยความดูแคลน คิดว่าตัวเองเดาถูกแล้ว
ในตอนนั้นเอง เสียงผู้ชายดังขึ้นจากด้านหนึ่ง “มีอะไรกัน?”
“ฉันหวังดีเตือนคุณผู้หญิงท่านนี้ ว่าที่นี่จอดรถมั่วๆ ไม่ได้ ใครจะไปคิดว่ากลับโดนด่าซะได้” ต่งเหวินซินพูดอย่างไม่พอใจ
“จะไปถือสาอะไรกับคนแบบนี้ เรียกรปภ.มา...”
ชายชุดสูทยังพูดไม่ทันจบ พอเหลือบไปเห็นคนที่ยืนอยู่ข้างรถ แววตาก็มีประกายตื่นตะลึงวาบหนึ่ง
รปภ.ที่ต่งเหวินซินเรียกไว้รีบเดินมา ต่งเหวินซินแค่นเสียงเย็น รอดูอีกฝ่ายถูกไล่ออกไปอย่างขายหน้า
รปภ. มองรถของเสิ่นโย่วแวบหนึ่ง ยังไม่ทันได้พูดอะไร ชายชุดสูทก็เปิดปากก่อน
“จอดผิดก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอกครับ คุณผู้หญิง เราแอดเพื่อนกันไว้หน่อยดีไหม?”
เธอวิ่งมาถึงที่นี่ ก็ไม่ใช่เพื่อการนี้หรอกเหรอ
แววตากึ่งล้อเลียนของชายชุดสูททำให้เสิ่นโย่วขมวดคิ้ว
“นี่ไม่ใช่รถของเถ้าแก่เสิ่นเหรอ?” รปภ.หันไปมองต่งเหวินซินอย่างงุนงง “ไม่ได้จอดผิดนี่ครับ”
เมื่อวานตอนเถ้าแก่เสิ่นมา พวกเขายังตรวจสอบข้อมูลกันแล้ว คนรวยและนักสะสมที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายก็มีไม่น้อย แต่เรียบง่ายขนาดนี้ นับเป็นครั้งแรกจริงๆ
เบื้องบนยังจงใจย้ำกับทั้งข้างในและข้างนอกไว้โดยเฉพาะ ให้ปฏิบัติต่อเถ้าแก่เสิ่นคนนี้อย่างสุภาพหน่อย
ต่งเหวินซินอ้าปากค้างอยู่ชั่วขณะ สีหน้าดูอึดอัดขึ้นมาทันที
และก็เป็นตอนนั้นเองที่เฟอร์รารีสีแดงคันหนึ่งมาจอดบนถนน กู้เซ่าอวี่ลงจากรถ เห็นคนหลายคนยืนอยู่ตรงนั้นก็เอ่ยถามว่า
“เกิดอะไรขึ้น?”
เสิ่นโย่ว “ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
ทันทีที่ชายชุดสูทเห็นกู้เซ่าอวี่ รอยยิ้มบนใบหน้าก็ลึกขึ้น “คุณชายกู้ ลมอะไรหอบคุณมาถึงที่นี่ได้ นี่เป็นเพื่อนที่คุณพามาด้วยหรือครับ?”
กู้เซ่าอวี่พูดชัดเจน “เป็นเพื่อนของผม แต่ไม่ได้มากับผม”
แน่นอนว่าเขาเข้าใจดีว่าคำพูดของอีกฝ่ายหมายความว่ายังไง เด็กสาวอายุน้อยที่เข้ามาในงานแบบนี้ได้ ส่วนใหญ่ก็มากับคนอื่นเพื่อเป็นเพียงฉากประกอบ
แต่เสิ่นโย่วไม่ใช่
หลังเหตุการณ์เล็กๆ ที่ไม่น่ารื่นรมย์เมื่อครู่ ทั้งสี่คนก็ทยอยกันไปถึงโถงจัดแสดงล่วงหน้า
สวีเจี่ยเหยียนเองก็อยู่ที่นี่เช่นกัน พอเห็นเสิ่นโย่วเดินมากับกู้เซ่าอวี่ สีหน้าของเขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนถามอย่างไม่เป็นธรรมชาติว่า “พวกคุณ...”
“เมื่อกี้เพิ่งเจอกันที่ลานจอดรถ” พูดจบ ความสนใจของเสิ่นโย่วก็ตกไปอยู่ที่ของที่จะขึ้นประมูลในอีกสองวันข้างหน้าแล้ว
“อีกเดี๋ยวถ้าผมเห็นของที่อยากประมูล พวกคุณสองผู้เชี่ยวชาญช่วยดูให้หน่อยได้ไหม?” กู้เซ่าอวี่ยิ้มพลางพูด
“ไม่มีปัญหา” สวีเจี่ยเหยียนยิ้มบางๆ พอได้ยินว่าแค่เจอกันที่ลานจอดรถ ก้อนหินในใจเขาก็พลอยตกลงมาเช่นกัน
“คุณชายสวี”
ชายวัยกลางคนในชุดสูทสไตล์จีนคนหนึ่งเดินมาทัก น้ำเสียงมีความประหลาดใจอยู่เล็กน้อย “ได้ยินว่าครั้งนี้ปู่ของคุณจะมางานประมูลด้วย จริงหรือเปล่าครับ?”
สำหรับงานประมูลระดับนี้ ในสายตาของคนระดับนั้นก็นับเป็นเพียงงานเล็กๆ ตอนที่ได้ยินข่าวเขายังไม่ค่อยเชื่อ
ไม่คิดว่าพอหันกลับมา ก็จะได้เห็นสวีเจี่ยเหยียนอยู่ที่นี่จริงๆ
“ยังต้องดูว่าวันนั้นจะมีเวลาจริงหรือเปล่าครับ” สวีเจี่ยเหยียนไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน
แต่คนที่ฟังก็เข้าใจได้ทันที ว่าโอกาสที่ปู่ของเขาจะมาด้วยตัวเองมีสูงมาก
งานประมูลครั้งนี้คงน่าติดตามแล้ว
“เถ้าแก่เสิ่น”
เจียงเหอสังเกตเห็นเสิ่นโย่ว จึงเดินเข้ามาพูดกับเธอเสียงเบา
“ชุดแท่นฝนหมึกกับพู่กันที่คุณส่งมาประมูล มีหลายคนสนใจมากค่ะ ดูจากสถานการณ์แล้ว ราคาปิดน่าจะไม่ต่ำอย่างแน่นอน”
พูดจบ เธอกำลังจะช่วยแนะนำเสิ่นโย่วให้รู้จักนักสะสมสองสามคนที่ตัวเองคุ้นเคย แต่เจิ้งหมิงป๋อกลับเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน
“เถ้าแก่เสิ่น!”
ดังนั้นงานนี้เลยตกเป็นของเจิ้งหมิงป๋อแทน เขาเอ่ยเพียงว่าเสิ่นโย่วคือคนที่ขายพัดงาช้างแกะสลักให้ตน หลายคนก็ถามกันทันทีว่าร้านของเสิ่นโย่วตั้งอยู่ตรงไหน
“ได้ยินจากเหล่าเจิ้งว่า ของที่คุณขายล้วนเป็นของล้ำค่า ครั้งหน้าถ้ามีของดี ก็ส่งข่าวให้ฉันบ้างนะ”
“เหล่าเจิ้ง นายนี่ไม่แฟร์เลย มีของดีแล้วเก็บเงียบไว้เอง พอซื้อเสร็จค่อยเอารูปออกมาอวดให้คนอื่นอิจฉา”
พวกเขาเคยเห็นพัดงาช้างแกะสลักอันนั้นมาแล้ว ต่างก็ตาลุกวาวกันทั้งนั้น แต่เจิ้งหมิงป๋อกลับไม่ยอมขายต่อไม่ว่าจะยังไง
อีกทั้งยังได้ยินอีกว่าคนขายก็คือคนเดียวกับที่บริจาคเครื่องลายครามมูลค่ากว่าร้อยล้าน แถมยังเป็นศิษย์ที่ศาสตราจารย์หลี่ยอมรับด้วยตัวเอง ในเมื่อมาเจอกันถึงที่นี่แล้ว จะไม่เข้ามาทำความรู้จักได้อย่างไร
หลังจากทักทายพูดคุยกันอยู่หลายรอบ กู้เซ่าอวี่ที่ยืนอยู่ด้านข้างกลับกลายเป็นเพียงตัวประกอบไปเสียแล้ว
กู้เซ่าอวี่รู้สึกงุนงงเล็กน้อย ความรู้สึกแบบตอนเด็กๆ ที่เคยตามผู้ใหญ่ออกไปพบปะผู้คนนั้น ทั้งคุ้นเคย และแปลกใหม่จริงๆ
ชายชุดสูทเองก็เป็นคนหัวไว พอเห็นนักสะสมคนหนึ่งที่ตนเคยพบมาก่อน เรียกสวีเจี่ยเหยียนว่า ‘คุณชายสวี’
คิดแวบเดียวก็เข้าใจทันที ว่าอีกฝ่ายมีภูมิหลังไม่ธรรมดา
ยังมีเจียงเหออีก หล่อนเป็นหลานสาวของผู้ถือหุ้นบริษัทประมูล แม้อายุยังน้อย แต่ในวงการก็ขึ้นชื่อเรื่องเข้าสังคมเก่งรอบด้านแล้ว
พอมองท่าทีที่เสิ่นโย่วอยู่กับพวกเขา ก็เห็นชัดเลยว่าเธอไม่ใช่แจกันประดับที่ใครพามาแน่นอน
ทีนี้ล่ะซวยแล้ว ดันไปล่วงเกินเธอเข้า ตอนนี้เขาอยากเดินตามไปทักทายก็ทำไม่ได้แล้ว
คิดถึงตรงนี้ เขาก็ยิ่งไม่พอใจต่งเหวินซินที่เดิมก็มีอยู่แล้ว ยิ่งต่งเหวินซินยังพูดไม่หยุด ว่าผู้หญิงที่ขับรถเก่าๆ คนนั้นเป็นใครกันแน่ ถึงได้สนิทกับคนพวกนั้นขนาดนี้
เขาโมโหจนแทบระเบิด พอเดินไปถึงมุมที่ไม่มีคน จึงกดเสียงต่ำเตือนอย่างแข็งกร้าวว่า
“ฉันยอมพาเธอมา ไม่ได้ให้เธอมาทำตัวขายหน้า วันงานประมูลจริง เธอไม่ต้องมาแล้ว”
ต่งเหวินซินเบิกตากว้าง ยื่นมือจะไปดึงเขาไว้ ตั้งใจจะดัดเสียงพูดดีๆ เพื่อขอคืนดี
ใครจะคิดว่า ผู้ชายที่แต่เดิมเคยแพ้ทางไม้ตายนี้ กลับสะบัดมือเธอออกตรงๆ แล้วเดินไปทางทางออกทันที
ในใจเธอรู้สึกน้อยใจ แต่ก็ทำได้เพียงรีบตามไป ออกจากสถานที่จัดแสดงล่วงหน้าด้วยกัน