- หน้าแรก
- วันนี้มันบรรลุเซียนแล้วหรือยังเนี่ย
- บทที่ 114 เหล่าซื่อ
บทที่ 114 เหล่าซื่อ
บทที่ 114 เหล่าซื่อ
บทที่ 114 เหล่าซื่อ
วู้ว—
ค่ำคืนฤดูหนาวอันเงียบสงบและเหน็บหนาว ถนนหนทางว่างเปล่า มีเพียงลมหนาวพัดโชยมาเป็นระลอก
มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันเล็กสีขาวแล่นฉิวลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอย มุ่งหน้าสู่ชานเมืองอันห่างไกล บนรถอัดแน่นไปด้วยครอบครัวสุขสันต์สี่คน เยว่เหวินยังคงรับหน้าที่สารถี จ้าวซิงเอ๋อร์ซ้อนท้าย ส่วนฉีเตี่ยนก็นั่งยองๆ อยู่ตรงที่ว่างข้างหน้าเหมือนเดิม
เพิ่มเติมคือมีเด็กผู้ชายหางพวงโตนั่งขี่คอเยว่เหวินอยู่ สองมือน้อยๆ จับผมเยว่เหวินไว้แน่น หลับตาพริ้มราวกับกำลังใช้สัมผัสอะไรบางอย่าง
"เห็นไหม ข้าไม่ได้หลอกเจ้าซะหน่อย" เยว่เหวินเอื้อมมือไปตบหัวฉีเตี่ยนเบาๆ "รถคันนี้ยัดต้าไป๋เพิ่มอีกคนก็ยังไหว"
"ก็ตอนนี้ตัวมันหดเล็กลงตั้งเยอะ มันก็ต้องไหวสิ" ฉีเตี่ยนบ่นอุบอิบ "แล้วก็ช่วยเลิกตบหัวข้าจากข้างหลังสักทีเถอะ ทำแบบนี้มันยิ่งดูเหมือนลูกชายเข้าไปใหญ่แล้วนะโว้ย!"
"ไม่เป็นไรน่า" เยว่เหวินปลอบใจ "ลูกคนเล็กมักจะเป็นที่รักที่สุดในบ้านอยู่แล้ว พวกเราจะดูแลเจ้าอย่างดีเลย ต่อไปนี้เวลาหมางเมินของอร่อยๆ ข้าจะให้เจ้ากินคำแรกเลยนะ"
"ใครมันจะไปอยากได้วะ!" ฉีเตี่ยนแผดเสียงลั่น
ปกติเขาเป็นคนพูดน้อย ออกจะเย็นชาซะด้วยซ้ำ แต่ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ เขากลับรู้สึกว่ามีเรื่องให้ต้องแหกปากโวยวายทุกวี่ทุกวัน
มันสุดจะทนจริงๆ
"ชู่ว เบาๆ หน่อย เดี๋ยวก็กวนสมาธิพี่ต้าไป๋หรอก" เยว่เหวินเหลือบตามองขึ้นข้างบนนิดนึง แล้วถามว่า "เป็นไงบ้าง? ไอ้นั่นตามมาหรือเปล่า?"
"ตามมาครับ" ต้าไป๋ตอบ "มันเคลื่อนไหวเร็วมาก สะกดรอยตามพวกเรามาตลอด ฝีมือซ่อนกลิ่นอายก็ยอดเยี่ยม ถ้าไม่ใช่เพราะจมูกของเผ่าพันธุ์หมาป่าสวรรค์หอนจันทราอย่างพวกเราไวเป็นพิเศษล่ะก็ คงจับสังเกตไม่ได้แน่ๆ"
"กะแล้วเชียวว่าต้องมาสะกดรอยตามพวกเรา" เยว่เหวินพูด "งั้นก็ทำตามแผนเลย"
เพราะแถวสำนักงานมีบ้านเรือนผู้คนอยู่เยอะ พวกเขาเลยไม่ได้กะจะลงมือแถวนั้น ขืนยอดฝีมือระดับห้าซัดกันตู้มต้ามขึ้นมา มีหวังชาวบ้านตาดำๆ ได้โดนลูกหลงไปด้วยแน่
พอมาถึงหน้าป่าทึบแถวชานเมือง มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าก็เร่งเครื่องปรู๊ด ทิ้งรอยล้อไว้เบื้องหลัง พุ่งพรวดเข้าไปในป่าทึบทันที
แต่พอทะลุออกไปอีกฝั่งของป่า เด็กผู้ชายที่ขี่คอเยว่เหวินอยู่ก็อันตรธานหายไปแล้ว
และห่างออกไปทางด้านหลังไม่ไกล ไม่กี่สิบวินาทีต่อมา เงาดำสายหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบจริงๆ
เป็นชายวัยกลางคนอายุราวๆ สี่สิบ ใส่เสื้อแจ็คเก็ตกันลมหนาเตอะ ดวงตาเล็กตี่แต่สาดประกายคมปลาบ เขาหยุดยืนอยู่บนกิ่งไม้อยู่ครู่หนึ่ง คิ้วตกๆ สองข้างขมวดเข้าหากัน ดูเหมือนจะสงสัยอะไรบางอย่าง
ดึกดื่นป่านนี้ มาทำอะไรในที่แบบนี้กันนะ?
แต่เขาไม่มีเวลาให้คิดมาก เพราะเป้าหมายเคลื่อนที่ไวสุดๆ เขาเลยต้องรีบเหินร่างตามไปติดๆ
ทว่าวินาทีต่อมา จู่ๆ ก็มีเงาสีขาวพุ่งพรวดลงมาจากกลางอากาศ โถมเข้าใส่เขาทันที! จากร่างเงาของเด็กผู้ชาย ก็กลายร่างเป็นหมาสีขาวยักษ์กลางอากาศ!
"โฮก—"
ชายคนนั้นปฏิกิริยาไวแสง รีบซัดฝ่ามือสวนกลับไปทันที พลังฝ่ามือรุนแรงระดับทลายภูผาผ่าปฐพี
แต่หมาตัวยักษ์ก็ร้ายกาจไม่เบา ราวกับอ่านทางออกล่วงหน้า มันบิดร่างอันใหญ่โตหลบอย่างคล่องแคล่ว เอาอุ้งเท้าทั้งสองตะปบเข้าที่ไหล่ของชายคนนั้น แล้วงับเข้าให้เต็มเหนี่ยว!
ชายคนนั้นกระแทกไหล่เข้าที่ใต้คางของหมายักษ์ หลบคมเขี้ยวไปได้อย่างหวุดหวิด แต่ก็ต้านทานแรงกระแทกมหาศาลไม่ไหว โดนกดทับจนล้มตึงลงไปกองกับพื้นดังปัง
แทบจะในเวลาเดียวกัน มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันเล็กที่หายไปไหนไม่รู้ ก็วนกลับมา พุ่งทะยานขึ้นฟ้า วัยรุ่นสามคนที่ดุดันราวกับเสือหิวก็กระโจนลงมาจากรถ
"ย้าก—"
จังหวะที่ชายคนนั้นกำลังพัลวันอยู่กับการป้องกันคมเขี้ยวของต้าไป๋ ทั้งสามคนก็รุมกระทืบเขาอย่างบ้าคลั่ง
แต่พลังบำเพ็ญของชายคนนี้แข็งแกร่งมาก น่าจะเป็นยอดฝีมือสายวรยุทธ์ระดับห้าเลยล่ะ พอเขาเร่งเร้าพลังร่างจำแลงวรยุทธ์ ขุนพลเกราะทองคำก็ปรากฏตัวขึ้นมาคุ้มครองร่าง ทำให้การรุมกินโต๊ะของแก๊งสำนักงานทั้งสามคนแทบจะไม่ระคายผิวเขาเลย
มีแค่คมเขี้ยวของต้าไป๋เท่านั้นแหละที่ทำให้เขาต้องออกแรงต้านทานบ้าง
"เดี๋ยวก่อน—" ซัดกันอยู่ดีๆ จ้าวซิงเอ๋อร์ก็รู้สึกทะแม่งๆ นางผลักเยว่เหวินกับฉีเตี่ยนออกไป แล้วยืนเพ่งมองดูชัดๆ ก่อนจะร้องอุทานออกมา "คุณอาสี่!"
อีกสองคนกับอีกหนึ่งตัวถึงกับเหวอไปตามๆ กัน "คุณอาสี่?"
พอต้าไป๋หยุดงับ ก็คืนร่างเดิมเป็นเด็กผู้ชายตัวเล็ก
ส่วนชายวัยกลางคนก็ยิ้มเจื่อนๆ จัดเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยให้เข้าที่ แล้วเงยหน้าขึ้นบอก "คุณหนูใหญ่ โดนท่านจับได้ซะแล้ว แบบนี้พอกลับไป นายท่านคงด่าข้าหูชาแน่ๆ ว่าทำงานไม่เอาถ่าน"
"โดนข้าจับได้มันแปลกตรงไหน สติปัญญาอย่างท่านจะมาสู้ข้าได้ยังไง?" จ้าวซิงเอ๋อร์กอดอก "ไหนอธิบายมาซิ ว่าทำไมท่านถึงมาอยู่ที่นี่ได้?"
"ความจริงแล้ว—" ชายวัยกลางคนลุกขึ้นยืน ตอบด้วยท่าทีเก้อเขิน "ข้าตามท่านมาตั้งแต่ตอนที่ท่านมาถึงเมืองเจียงเฉิงแล้วล่ะ"
"อะไรนะ?" จ้าวซิงเอ๋อร์ตกใจตาโต
หลังจากชายวัยกลางคนเล่าเรื่องราวคร่าวๆ ให้ฟัง เยว่เหวินกับพวกถึงได้บางอ้อ ชายคนนี้เป็นคนรับใช้ของตระกูลจ้าวแห่งเขตเทียนฝู่ และเป็นมือขวาของพ่อจ้าวซิงเอ๋อร์ด้วย ปกติทุกคนจะเรียกเขาว่า "เหล่าซื่อ"
ที่จ้าวซิงเอ๋อร์เรียกเขาว่าคุณอาสี่ ก็เป็นแค่คำเรียกให้เกียรติ ไม่ได้เป็นญาติโกโหติกาอะไรกันหรอก
ตระกูลใหญ่ๆ มักจะรับอุปการะเด็กกำพร้าที่มีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียร ให้ใช้นามสกุลของตระกูล เลี้ยงดูปูเสื่อมาตั้งแต่เด็ก เพื่อให้คอยรับใช้ตระกูล ถึงจะเรียกว่าคนรับใช้ แต่ก็ได้รับความเคารพยำเกรงไม่น้อย
ตั้งแต่จ้าวซิงเอ๋อร์หนีออกจากบ้าน เหล่าซื่อก็รับหน้าที่คอยตามคุ้มครองนางอยู่ห่างๆ และปักหลักอยู่ที่เมืองเจียงเฉิงเป็นเพื่อนนางมาตลอด
"หลังจากที่ท่านหนีมา นายท่านก็เดาได้ทันทีว่าท่านต้องไปหาเพื่อนสนิทที่บ้านทำธุรกิจสีเทาคนนั้นแน่ๆ เลยไปสืบดู ปรากฏว่าช่วงนั้นบ้านเพื่อนท่านทำบัตรประชาชนปลอมล็อตใหญ่จริงๆ พอลองไล่ตรวจสอบดูทีละใบ ก็แจ็คพ็อตเจอของท่านพอดี—เพราะท่านดันเอารูปจริงไปทำบัตรปลอมไง มองแวบเดียวก็รู้แล้ว" เหล่าซื่อตอบเสียงอ่อย
เผชิญกับสายตาเคลือบแคลงของเยว่เหวินและฉีเตี่ยน จ้าวซิงเอ๋อร์ก็ตอบอย่างหน้าตาเฉย "ก็ข้าต้องเข้าเรียนนี่นา ขืนเอารูปปลอมไปสมัคร แล้วโรงเรียนจับได้จะทำยังไงล่ะ?"
"ความรู้เปลี่ยนโชคชะตาจริงๆ ด้วยแฮะ" เยว่เหวินแซวขำๆ
"ที่นายท่านส่งจดหมายเปิดผนึกในแชทกลุ่มผู้ฝึกตน ความจริงก็คืออยากจะขอโทษท่านจากใจจริงนั่นแหละ แต่ติดที่ว่าไม่กล้ามาพูดต่อหน้า ก็เลยต้องใช้วิธีนั้น" เหล่าซื่อเล่าต่อ "หลังจากนั้นนายท่านก็สั่งข้าไว้ว่า ขอแค่ดูแลความปลอดภัยของท่านให้ดีก็พอ ปล่อยให้ท่านเล่นจนพอใจแล้วเดี๋ยวก็คงกลับบ้านเอง"
"ความจริงไม่ใช่แค่ครั้งนั้นหรอกนะ หลังจากที่ท่านไปออกรายการไลฟ์สดนั่น มีตระกูลในมณฑลเทียนเป่ยเป็นสิบๆ ตระกูลโทรไปรายงานข่าวนายท่าน หวังจะประจบสอพลอตระกูลเรา แต่นายท่านก็สั่งให้ทำเป็นหูทวนลมไปหมด"
"ในนั้นก็มีตระกูลหูด้วยนะ คราวก่อนที่ท่านบาดเจ็บนิดหน่อยที่สถาบันวิจัยนั่น ผู้นำตระกูลหูยังอุตส่าห์โทรไปขอโทษนายท่านเราด้วยตัวเองเลย บอกว่าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ—"
"บรรดาตระกูลเซียนใหญ่ๆ ในเมืองเจียงเฉิง ที่พอจะมีเส้นสายกับตระกูลจ้าวของเรา ล้วนรู้กันหมดแล้วว่าท่านคือคุณหนูใหญ่" เหล่าซื่อเผยรอยยิ้มแปลกๆ ออกมา พยายามจะกลั้นขำแต่ก็กลั้นไม่อยู่ "แค่ไม่มีใครกล้าบอกท่านเท่านั้นเอง"
"ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง" เยว่เหวินถึงบางอ้อ
มิน่าล่ะ ตระกูลหูถึงเงียบกริบไม่มีวี่แววว่าจะมาแก้แค้นเลย ที่ไหนได้ นอกจากจะไม่กล้าหือแล้ว ยังแอบไปขอโทษลับหลังอีกต่างหาก
อิทธิพลของตระกูลจ้าวในแวดวงผู้ฝึกตนเหนือกว่าตระกูลหูแบบคนละชั้นจริงๆ ถึงแม้จะอยู่กันคนละทิศคนละทาง แต่เพื่อความชัวร์ จะเกรงใจก็เป็นเรื่องปกติ
ฉีเตี่ยนก็นึกถึงสำนักของตัวเองขึ้นมา ที่กลัวจะไปล่วงเกินตระกูลหูจนต้องบังคับให้เขาไปขอโทษถึงที่
การมีอิทธิพลล้นฟ้านี่มันดีจริงๆ นะ
ส่วนจ้าวซิงเอ๋อร์หน้าแดงแปร๊ด อุตส่าห์ซ่อนตัวมาตั้งนาน นึกว่าแนบเนียนไร้ที่ติแล้วซะอีก ที่แท้ก็รู้กันให้แซ่ดไปหมดแล้ว
นางตบหน้าผากตัวเองด้วยความเจ็บใจ "โธ่เอ๊ย! คนเก่งอย่างข้าก็ยังมีพลาดกันได้!"
เยว่เหวินส่ายหน้า กระซิบเบาๆ "ไม่ได้เก่งหรอก"
ฉีเตี่ยนก็กระซิบสมทบ "แล้วก็ไม่ได้พลาดแค่ครั้งเดียวด้วย"
ในเมื่อความลับแตกแล้ว เหล่าซื่อก็เลยพูดตรงๆ "ในเมื่อท่านรู้ความจริงแล้ว คุณหนูใหญ่ กลับบ้านเถอะครับ ความจริงนายท่านคิดถึงท่านมากนะ และก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไรท่านด้วย—เรื่องที่ท่านก่อไว้ พอกลับไปก็แค่ขอโทษทุกคนนิดๆ หน่อยๆ อืม—โขกหัวสักสามที โดนตีสักสองสามไม้ โดนกักบริเวณสักสองสามปี—เดี๋ยวก็ได้ออกมาแล้ว คนกันเองทั้งนั้น ไม่มีใครเขาถือสาหาความกับท่านจริงๆ หรอก"
"คนกันเองงั้นเหรอ?" จ้าวซิงเอ๋อร์ส่ายหน้า "ข้าไม่เชื่อเรื่องคนกันเองอะไรนั่นหรอก คุณอาสี่ ท่านรู้ไหมว่าทำไมข้าถึงต้องหนีออกจากบ้าน?"
"ไม่ใช่เพราะ—หนีความผิดหรอกเหรอครับ?" เหล่าซื่อถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ
"แน่นอนว่าไม่ใช่" จ้าวซิงเอ๋อร์ปฏิเสธเสียงแข็ง ชะงักไปนิดนึง แล้วพูดต่อ "ก็มีส่วนนิดนึงล่ะนะ"
สีหน้านางจริงจังขึ้นมา "ตั้งแต่ข้าเริ่มฝึกบำเพ็ญเพียร ข้าก็ขยันสร้างเรื่องอยู่เรื่อย ถึงทุกครั้งท่านพ่อจะเข้าข้างข้า แต่ข้าก็รู้ดีว่าจริงๆ แล้วท่านต้องแบกรับความกดดันไว้เยอะมาก ในตระกูล สายของท่านลุงใหญ่กับท่านอาสามก็คอยจ้องจะแย่งตำแหน่งผู้นำตระกูลจากท่านพ่ออยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเรื่องพลังบำเพ็ญหรือเล่ห์เหลี่ยม พวกเขาก็โค่นท่านพ่อไม่ได้หรอก จนกระทั่งมีข้านี่แหละ ที่กลายมาเป็นหอกข้างแคร่คอยทิ่มแทงท่านพ่อ คนทั้งตระกูลมองข้าเป็นตัวป่วน เป็นมารร้าย—"
มองว่าเป็นมารร้ายนี่คืออคติจริงๆ เหรอ?
เยว่เหวินกับฉีเตี่ยนมองหน้ากัน ในใจมีคำถามเดียวกันเป๊ะ
แต่เห็นจ้าวซิงเอ๋อร์กำลังเปิดอกคุยอย่างจริงจัง พวกเขาก็เลยต้องสะกดวิญญาณนักแซะเอาไว้ก่อน
ส่วนเยว่เหวินก็เพิ่งเข้าใจว่าทำไมซิงเอ๋อร์ถึงเกลียดท่านอาสามเข้าไส้ ที่แท้ก็มีความแค้นส่วนตัวกันจริงๆ ด้วย
"คุณหนูใหญ่—" เหล่าซื่อทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ที่ซิงเอ๋อร์พูดมามันก็เป็นเรื่องจริงทั้งนั้น เขาเลยเถียงไม่ออก ได้แต่อึกอัก
"วันนั้นที่โรงพยาบาล ข้าเห็นท่านพ่อต้องก้มหัวขอโทษพวกตระกูลเล็กตระกูลน้อยที่กระจอกกว่าเราตั้งเยอะ แล้วท่านอาสามก็เอาเรื่องนี้มาโจมตีท่านพ่อ ข้าเริ่มรู้ตัวแล้วว่า ถึงข้าจะไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ตราบใดที่ข้ายังใช้ชื่อตระกูลจ้าว ข้าก็ต้องเป็นภาระให้ท่านพ่ออยู่ดี ตระกูลคือเกราะคุ้มกัน แต่ในขณะเดียวกันมันก็คือโซ่ตรวน"
"ที่ข้าหนีออกจากบ้าน ก็เพราะอยากจะสร้างชื่อเสียงด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพิงบารมีของตระกูล" จ้าวซิงเอ๋อร์พูดต่อ "มีทางนี้ทางเดียวเท่านั้น ข้าถึงจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นได้ว่า ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด ท่านพ่อก็ไม่ได้ทำอะไรผิด ท่านไม่ใช่แค่ผู้นำตระกูลที่ยอดเยี่ยม แต่ยังสอนลูกมาได้ดีเยี่ยมด้วย! วันข้างหน้า ข้าไม่อยากให้ท่านพ่อต้องไปตามเช็ดตามล้างให้ข้าอีกแล้ว แต่ข้าจะเป็นที่พึ่งพาให้ท่านพ่อเอง!"
"คุณหนูใหญ่!" เหล่าซื่อฟังแล้วน้ำตาซึม "ถ้านายท่านรู้ว่าท่านมีความตั้งใจดีๆ แบบนี้ นายท่านต้องภูมิใจในตัวท่านมากแน่ๆ!"
"อ้อ แล้วก็ไอ้นี่ด้วย" จ้าวซิงเอ๋อร์ถอดกำไลข้อมือของตัวเองออก แล้วยื่นให้ "ตอนที่หนีออกมา ข้าแอบฉกของจากคลังอาวุธมานิดหน่อย ตอนนี้ข้าไม่ต้องการมันแล้ว"
"นี่?" เหล่าซื่อลังเล "ต้องทำถึงขนาดนี้เลยเหรอครับคุณหนูใหญ่? ท่านน่าจะเก็บอาวุธไว้ป้องกันตัวสักชิ้นนะ"
"ไม่ต้องหรอก ท่านกลับไปบอกท่านพ่อได้เลยว่า ถึงไม่มีอาวุธของตระกูลจ้าว ข้าก็เอาชนะศัตรูได้เหมือนกัน!" จ้าวซิงเอ๋อร์พูดอย่างหนักแน่น "ตอนนี้ข้าอยู่ที่สำนักงานผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลเยว่ ไม่ต้องให้ใครมาคอยคุ้มครอง ไม่ต้องให้ใครมาเป็นห่วง สักวันนึง สำนักงานแห่งนี้จะยิ่งใหญ่เกรียงไกรกว่าตระกูลจ้าวซะอีก!
ไม่เชื่อก็คอยดูละกัน!"
—จะโม้ก็โม้ไปคนเดียวสิ อย่าลากพวกข้าไปเอี่ยวด้วยสิโว้ย—
รอจนนางพูดจบ เยว่เหวินก็หันไปกระซิบ "พวกเรายังเคารพตระกูลจ้าวอยู่นะครับ"
ฉีเตี่ยนก็เสริม "แต่ที่ซิงเอ๋อร์พูดก็ถูกนะคุณอาสี่ นางอยู่กับพวกเรา ท่านวางใจได้เลย"
ต้าไป๋ที่อยู่ข้างหลังก็แอบกระซิบเตือน "เจ้าควรจะเรียกเขาว่าคุณปู่ทวดสี่นะ"