- หน้าแรก
- วันนี้มันบรรลุเซียนแล้วหรือยังเนี่ย
- บทที่ 112 คืนพระจันทร์เต็มดวง
บทที่ 112 คืนพระจันทร์เต็มดวง
บทที่ 112 คืนพระจันทร์เต็มดวง
บทที่ 112 คืนพระจันทร์เต็มดวง
เยว่เหวินแอบลังเลในใจนิดหน่อย
ตอนที่เขาหลอมปราณคุ้มกาย จ้าวซิงเอ๋อร์ก็ควักเงินให้ยืมแบบไม่ปริปากบ่นสักคำ ตอนนี้เขาเป็นฝ่ายทะลวงระดับได้ก่อน พอถึงตานางบ้าง เขาก็ต้องช่วยอยู่แล้ว
คนหลอมก่อนก็ต้องช่วยดึงคนหลอมทีหลังสิ
ถ้าตอนที่เขาหลอมปราณคุ้มกายนางทุ่มเทสนับสนุนเต็มที่ แต่พอนางจะหลอมบ้างเขากลับลอยแพ แบบนั้นมันก็หมาเกินไปแล้ว
ถ้าแค่ไม่มีเงิน มันก็ไม่ได้มีอะไรให้ต้องคิดมากหรอก แต่ปัญหาคือตอนนี้มีดอกบัวหิมะเมฆาตั้งสี่ดอกวางอยู่ตรงหน้า แค่เอาไปขาย ค่าใช้จ่ายในการหลอมปราณคุ้มกายของจ้าวซิงเอ๋อร์ก็ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว
แต่ทว่า—
มันต้องแลกมาด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดีนี่สิ
ที่เขาไม่ยอมเก็บดอกบัวหิมะเมฆา ก็เพราะอยากจะสะสมเงินสยบมาร เขาเป็นคนเลือกที่จะสละมันเอง ส่วนการที่เพื่อนร่วมทีมเก็บได้เยอะ มันก็เป็นสิ่งที่พวกเขาควรจะได้
คนที่ร่วมทีมกันมาแต่ละคนล้วนเป็นคนดี คิดว่าเขาตายไปแล้ว ถึงได้ส่งของปลอบขวัญมูลค่ามหาศาลมาให้ขนาดนี้ ถ้าเขาไม่ยอมบอกความจริง แล้วหน้าด้านๆ รับไว้หมด มันก็ดูไร้คุณธรรมเกินไปหน่อย
คิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง เยว่เหวินก็ตัดสินใจได้ "ถึงพวกเราจะจน แต่เราก็ต้องมีศักดิ์ศรี! ดอกบัวหิมะเมฆาพวกนี้ข้าจะส่งคืนให้พวกเขา ส่วนซิงเอ๋อร์ กว่าจะฝึกจากระดับปลายไปจนถึงระดับสมบูรณ์ก็ต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ ช่วงนี้ข้าจะขยันออกไปเขตแดนรกร้างบ่อยๆ เก็บสมุนไพรวิเศษบ้าง ล่าสัตว์ประหลาดมาขายบ้าง น่าจะพอรวบรวมเงินค่าหลอมปราณคุ้มกายให้เจ้าได้แหละ"
"อืม" ฉีเตี่ยนพยักหน้าหงึกๆ มองเขาด้วยสายตาชื่นชม "สมกับเป็นพี่เยว่จริงๆ"
"ลูกพี่ ลูกผู้ชายตัวจริง!" จ้าวซิงเอ๋อร์เดินมาตบไหล่เยว่เหวินป้าบๆ "ต่อไปนี้เจ้าคือลูกพี่ใหญ่คนเดียวของข้า ส่วนฉีเตี่ยนก็คือลูกน้องเบอร์หนึ่งของข้า"
"หา?" ฉีเตี่ยนทำหน้างง "แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้าเนี่ย? แล้วทำไมตอนมาใหม่ข้าเป็นผู้ช่วยของผู้ช่วย แต่ตอนนี้กลายเป็นลูกน้องของลูกน้องไปแล้วล่ะ—สถานะมันจะตกต่ำเกินไปแล้วนะเว้ย?"
"พวกเราสามเจเนอเรชั่น วัยเก๋า วัยกลางคน วัยรุ่น ต้องร่วมมือกันสร้างอนาคตที่สดใสให้กับสำนักงานของเราสิ!" เยว่เหวินชูกำปั้นขึ้นอย่างฮึกเหิม
"ทำไมถึงมีสามเจเนอเรชั่นได้ล่ะ?" ฉีเตี่ยนกุมขมับ "ไม่ต้องสืบก็รู้ว่าข้าต้องเป็นรุ่นเล็กสุดใช่ไหม?"
เยว่เหวินส่งข้อความในกลุ่มทันที แจ้งข่าวเพื่อนร่วมทีมว่าเขายังไม่ตาย และเตรียมจะส่งดอกบัวหิมะเมฆาทั้งหลายคืนให้พวกเขา
กลุ่มที่เคยเงียบเหงาก็ระเบิดความดีใจขึ้นมาทันที ทุกคนใช้ชื่อนิรนามเหมือนกันหมด แสดงความดีใจออกมาเหมือนกันเป๊ะ จนแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร มีบางคนบอกว่าเยว่เหวินไม่ต้องคืนดอกบัวหิมะเมฆาหรอก ทั้งหมดนั่นมันเป็นสิ่งที่เขาสมควรได้จากการล่อฝูงสัตว์ประหลาดไป
แต่เยว่เหวินยืนกรานว่าเขาไม่ควรรับของเยอะขนาดนี้ แถมเขาก็รับเงินในบัตรมาแล้ว ถือว่าได้ค่าตอบแทนไปแล้ว
สปิริตการปฏิเสธดอกบัวหิมะเมฆาของเขา ยิ่งทำให้ทุกคนรู้สึกประทับใจในตัวเขามากขึ้นไปอีก
ของมีค่ามหาศาลขนาดนี้ส่งมาให้ถึงมือ แถมทุกคนก็แค่บังเอิญมาร่วมทางกัน ไม่ได้รู้จักมักจี่อะไรกันมาก่อน ถ้าเป็นคนอื่นคงแอบฮุบไว้แล้ว แล้วพวกเขาก็คงไม่มีทางรู้ด้วย
พี่เยว่ นี่มันแสงสว่างของมวลมนุษยชาติชัดๆ!
แต่ทุกคนก็ยืนยันว่า ในเมื่อเยว่เหวินเป็นคนที่ทำผลงานเยอะสุด จะให้ได้ผลตอบแทนน้อยสุดมันก็ดูไม่ยุติธรรม ถ้าจะดึงดันคืนให้ได้จริงๆ ตอนที่เยว่เหวินเอาดอกบัวหิมะเมฆามาคืน พวกเขาก็จะเตรียมของขวัญตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ ไว้ให้เป็นการชดเชยแล้วกัน
ระหว่างที่กำลังคุยกันอยู่ในกลุ่ม มือถือของเยว่เหวินก็สั่นเตือนอีกครั้ง ปรากฏว่าเป็นหวังโส่วไฉที่ส่งลิงก์อะไรสักอย่างมาให้
หวังโส่วไฉ: "เรื่องคืนเงินยังไม่ต้องรีบนะ ลองดูนี่ก่อน"
เยว่เหวินหัวเราะหึๆ เขาเพิ่งจะกลับมาถึง ดอกบัวหิมะเมฆาก็ยังไม่ได้ขาย เงินในบัตรก็ยังไม่ได้เบิก เขาเลยยังไม่ได้ส่งข้อความหาหวังโส่วไฉเลย
ใครรีบกันแน่?
เดาว่าหวังโส่วไฉคงคำนวณเวลาดูแล้ว กะว่าเขาน่าจะกลับมาจากเขตแดนรกร้างแล้ว ก็เลยรีบส่งข้อความมาเตือนความจำซะหน่อย
ลิงก์ที่ส่งมาเขียนหัวข้อว่า "ประกาศเปิดรับสมัครการแข่งขันเก็บคะแนนสายผู้ฝึกตนอิสระ ศึกฮีโร่เมืองเจียงเฉิง" เยว่เหวินเลยกดเข้าไปดู
หลังจากอ่านจบ เขาก็หันไปบอกอีกสองคนว่า "กรมควบคุมสิ่งเหนือธรรมชาติออกประกาศแล้ว การแข่งขันเก็บคะแนนสายผู้ฝึกตนอิสระของศึกฮีโร่เมืองเปิดรับสมัครแล้วนะ จะเริ่มแข่งสัปดาห์หน้า"
"จะเริ่มแล้วเหรอเนี่ย?" ฉีเตี่ยนชะโงกหน้าเข้ามาดู "มิน่าล่ะคราวก่อนหัวหน้าหวังถึงพูดเรื่องนี้ งั้นพวกเราก็ไปสมัครกันให้หมดเลยสิ"
"พวกเจ้าดูนี่สิ" เยว่เหวินชูมือถือขึ้นมา ชี้ไปที่บรรทัดหนึ่ง "สามอันดับแรกของการแข่งขันเก็บคะแนนมีเงินรางวัลให้ด้วยนะ ที่หนึ่งได้เงินสดสามล้าน ที่สองได้สองล้าน ส่วนที่สามได้หม้อหุงข้าว"
"เอาจริงดิ?" ฉีเตี่ยนรับมือถือมาดู "ของรางวัลมันจะต่างกันเกินไปไหมเนี่ย?"
"เรื่องนี้ข้าเคยได้ยินมาบ้าง เพราะของรางวัลสำหรับอันดับต้นๆ ของการแข่งขันเก็บคะแนนมันมาจากสปอนเซอร์ที่ถ่ายทอดสด ซึ่งในเมืองเจียงเฉิงมีสปอนเซอร์รายใหญ่แค่สองเจ้า เลยมีเงินรางวัลให้แค่อันดับหนึ่งกับสอง" เยว่เหวินอธิบาย "แต่เพื่อความสวยงาม ทางผู้จัดก็เลยควักเนื้อตัวเองซื้อหม้อหุงข้าวมาเป็นรางวัลให้ที่สาม ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ทำสืบต่อกันมาหลายครั้งแล้ว"
"หม้อหุงข้าวตราบิยองเต้ซะด้วย" จ้าวซิงเอ๋อร์ตาลุกวาว "เขาว่ากันว่าหุงข้าวออกมาหอมสุดๆ ไปเลยนะ"
"นี่เจ้ายังอุตส่าห์อยากได้อีกเหรอ?" ฉีเตี่ยนมองหน้านางอย่างอึ้งๆ
"คนที่สั่งข้าวกล่องกินทุกวันน่ะ เลิกฝันถึงหม้อหุงข้าวไปได้เลย" เยว่เหวินโบกมือเรียกความสนใจของทั้งสองคนกลับมา "เห็นหรือเปล่า? ที่หนึ่งสามล้าน! ที่สองสองล้าน! ขอแค่เราคว้ามาได้สักรางวัล ค่าหลอมปราณคุ้มกายของซิงเอ๋อร์ก็แทบจะครบแล้ว"
ไหนๆ พวกเขาก็ต้องลงแข่งเก็บคะแนนอยู่แล้ว ถ้าลงแข่งแล้วดันฟลุ๊คได้เงินมาสักหลายล้าน มันก็โคตรจะคุ้มเลยสิ ไวกว่าให้เขาวิ่งรอกเข้าออกเขตแดนรกร้างตั้งหลายรอบ
"การแข่งขันเก็บคะแนนงั้นรึ?" แววตาของจ้าวซิงเอ๋อร์ลุกโชนไปด้วยไฟแห่งการต่อสู้ "งั้นข้าก็จะพยายามให้ติดท็อปทรีให้ได้ อย่างน้อยต้องเอาหม้อหุงข้าวมาให้จงได้!"
"ได้หม้อหุงข้าวมาก็ไม่ได้ช่วยอะไรเว้ย!" ฉีเตี่ยนถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะยกมือขึ้นเกาหัว "ถ้าเป็นอย่างที่หัวหน้าหวังบอกว่าจะมีพวกผู้ฝึกตนอิสระจากต่างถิ่นแห่กันมาเยอะๆ ข้าจะได้เข้าถึงรอบห้าสิบคนสุดท้ายหรือเปล่าก็คงต้องพึ่งดวงแล้วล่ะมั้ง?"
ตั้งแต่เขาออกมาท่องโลกกว้าง ความมั่นใจของเขาก็โดนตบซ้ายตบขวาจนแทบไม่เหลือชิ้นดีแล้ว ตอนนี้เขาไม่ค่อยมีความกล้าที่จะไปฟาดฟันกับยอดฝีมือทั่วหล้าสักเท่าไหร่
แค่ในห้องนี้ก็มีสองคนที่เขาสู้ไม่ได้แล้ว—เผลอๆ อาจจะสามด้วยซ้ำ
"หึ" เยว่เหวินยิ้มบางๆ "ครอบครัวนี้ยังไงก็ต้องพึ่งข้าเป็นเสาหลักอยู่ดีสินะ รางวัลที่หนึ่งของการแข่งขันเก็บคะแนน ข้าขอรับไว้เองก็แล้วกัน"
ค่ำคืนคืบคลานเข้ามา ท้องฟ้าประดับไปด้วยดวงจันทร์กลมโตราวกับจานกระเบื้อง
แสงจันทร์ในเมืองสว่างไสวกว่าในเขตแดนรกร้างเยอะ
เยว่เหวินกลับมาที่ห้องพักเล็กๆ บนชั้นสอง หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวเข้านอน เขาก็รวบรวมสมาธิ ดำดิ่งลงสู่ตำหนักสีดำขลิบทอง
"หวังต้าหลง! ป๋ามาอุดหนุนแล้วโว้ย!" พอเข้ามาถึง เขาก็ตะโกนลั่นอย่างโอหัง
"เจ้า—" หวังต้าหลงลืมตาขึ้น เปลวไฟในดวงตาลุกโชน "ชักจะทำตัวไม่เคารพข้าหนักขึ้นทุกวันแล้วนะ"
จากนั้น เปลวไฟในดวงตาของมันก็กะพริบวาบ เพราะมันเห็นเยว่เหวินสาดเงินสยบมารสี่ร้อยเก้าสิบเก้าเหรียญปลิวว่อนไปทั่ว
ลอยเกลื่อนเต็มท้องฟ้า
หวังต้าหลงสูดหายใจเข้าลึกๆ ดึงเอาเงินสยบมารทั้งหมดเข้าไปในรวดเดียว
กลิ่นอายสีทองสายนี้เข้มข้นซะจนมันต้องหลับตาพริ้มดื่มด่ำอยู่นานสองนาน ถึงค่อยลืมตาขึ้นมาช้าๆ "แต่เอาเถอะ เห็นแก่ที่เจ้าอายุยังไม่ถึงพันแปดร้อยปี ถือว่ายังไม่บรรลุนิติภาวะ ข้าจะยอมยกโทษให้ความหยาบคายของเจ้าก็แล้วกัน"
พูดจบ มันก็พ่นคำรามเสียงมังกรอันไร้เยื่อใยออกมา "เฮอะ"
ภาพเพ่งสมาธิของ 《วิชามังกรวารีทะลวงมิติ》 ปรากฏขึ้นในหัวของเยว่เหวินในชั่วพริบตา
ในที่สุดก็ได้มาสักที!
เยว่เหวินกำหมัดแน่น ถ้าฝึกวิชานี้สำเร็จ เขาก็จะเปิดของวิเศษเก็บของของตี๋ผู่ซีเคอ แล้วเอากระถางทองแดงภูเขางูออกมาได้
เพื่อกระถางใบนี้ เขาต้องเหนื่อยสายตัวแทบขาดเลยนะเนี่ย
แต่พอนึกถึงว่ากระถางใบนี้เอาไปขายข้างนอกได้ตั้งพันสามร้อยล้าน เขาก็รู้สึกว่าความเหนื่อยล้ามันคุ้มค่าสุดๆ ถ้าบอกว่าเหนื่อยสักเดือนนึงแล้วได้เงินพันกว่าล้าน คงไม่มีใครหน้าไหนปฏิเสธหรอกมั้ง?
ไอ้พวกที่ปฏิเสธก็คงนึกว่าเป็นพวกคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงชัวร์
ฟู่—
"วิชาพิสดารของมังกรแท้จริงนั้นครอบคลุมสรรพสิ่ง ไร้ขีดจำกัด เจ้าจงตั้งใจฝึกฝนเคล็ดวิชาลมหายใจมังกรแท้จริงให้ดี วันข้างหน้ายังมีเรื่องให้เจ้าได้ใช้อีกเยอะ" หวังต้าหลงเอ่ยเตือนอีกครั้ง
"ข้ารู้แล้วน่า"
ช่วงนี้เวลาที่เยว่เหวินฝึกบำเพ็ญเพียร เขาก็มักจะฝึกเคล็ดวิชาลมหายใจมังกรแท้จริงควบคู่ไปด้วย ตอนนี้ก็กักเก็บลมหายใจมังกรไว้ได้บ้างแล้ว แถมยังมีเวลาแวบไปเอาลมหายใจมังกรสายหนึ่งไปหล่อเลี้ยงนิ้วมังกรนั่น รอคอยวันที่มันจะฟื้นคืนชีพกลับมา
ถึงเขาจะหมั่นไส้ท่าทีหยิ่งยโสของหวังต้าหลง แต่เยว่เหวินก็ไม่เคยสงสัยในประสิทธิภาพของเคล็ดวิชาที่มันให้มาเลย
ก็แค่หมั่นไส้ที่มันชอบเก๊ก ไม่ได้แปลว่าวิชามันห่วยแตกนี่หว่า?
หลังจากได้ภาพเพ่งสมาธิมาแล้ว เยว่เหวินก็หยิบกระบี่ทองเหลืองเล่มเล็กนั่นออกมา แล้วถามว่า "เจ้ารู้จักไอ้นี่ไหม? ข้าเอามันมาใช้จะมีผลข้างเคียงอะไรหรือเปล่า?"
ระหว่างที่ถาม เขาก็โยนเงินสยบมารห้าเหรียญออกไปเป็นค่าข้อมูล
หวังต้าหลงสูดเงินเข้าไปอย่างไม่ค่อยใส่ใจนัก ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า "วัสดุหลักคือทองแดงสวรรค์เซียนอวี่ ข้างในสลักค่ายกลวัชระเพลิงพุทธะ มีความศักดิ์สิทธิ์แฝงอยู่จางๆ ตัวมันเองก็แค่กระบี่ธรรมดาๆ ที่พวกมนุษย์ตีขึ้นมานั่นแหละ—แต่ไม่รู้ทำไม ทั้งข้างในข้างนอกมันถึงมีกลิ่นอายที่ทำให้ข้าโคตรจะหงุดหงิดแฝงอยู่—ส่วนผลข้างเคียง นอกจากจะทำให้ข้าเหม็นขี้หน้าแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่เป็นอันตรายหรอก"
ตอนที่เยว่เหวินกำกระบี่ทองเหลืองเล่มเล็กไว้ในมือ เขาก็สัมผัสได้เหมือนกันว่า พออยู่ต่อหน้าหวังต้าหลง กระบี่เล่มนี้ก็แผ่คลื่นแสงสีทองออกมาอีกครั้ง แถมยังเรียกร้องขอพลังจากเขาด้วย
มันอยากจะฟันหวังต้าหลง!
ให้ตายเถอะ
เยว่เหวินแอบยกนิ้วโป้งให้มันในใจ เอ็งนี่ไม่ได้รังแกแต่พวกอ่อนแอแล้วกลัวพวกแข็งแกร่งนะเนี่ย แต่เอ็งมีอคติกับสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์อย่างเท่าเทียมกันเลย
เอ็งนี่มันกระบี่อัศวินเหยียดเผ่าพันธุ์ของแท้
ส่วนที่หวังต้าหลงวิจารณ์ว่ามันเป็นของธรรมดาๆ นั้น—
ของวิเศษที่ระดับต่ำกว่าของวิเศษจิตวิญญาณ ในสายตาหวังต้าหลงมันก็คือขยะทั้งนั้นแหละ การที่มันยอมประเมินให้ว่า "ธรรมดาๆ" ก็ถือว่าหรูแล้ว
นี่ต้องเป็นกระบี่วิเศษที่ร้ายกาจมากแน่ๆ
ส่วนไอ้ค่ายกลวัชระเพลิงพุทธะอะไรนั่น เยว่เหวินก็ไม่มีความรู้เรื่องการหลอมสร้าง หรือการสลักค่ายกลหรอกนะ แต่ฟังจากชื่อแล้ว เดาว่าน่าจะเป็นผลงานของสายพุทธกระมัง
งั้นกระบี่เล่มนี้ก็อาจจะเป็นของทางพุทธศาสนาสินะ?
งั้นเวลาจะหยิบมาใช้ก็ต้องระวังตัวหน่อย อย่าให้ใครเห็นพล่อยๆ—ได้ยินมาว่าผู้ฝึกตนสายพุทธบางคนก็แอบเจ้าคิดเจ้าแค้นไม่เบาเหมือนกัน
ที่เขาเอามาให้หวังต้าหลงช่วยตรวจสอบ ก็เพราะกระบี่เล่มนี้มันมีจิตวิญญาณของตัวเองนี่แหละ เขากลัวว่าวันดีคืนดีมันจะเกิดบ้าคลั่งขึ้นมาสูบพลังเขาจนแห้ง หรือไม่ก็โมโหไม่เลือกหน้า ปล่อยไฟมาคลอกเขาจนเกรียมเหมือนสองคนบนเฮลิคอปเตอร์นั่น
ขอแค่ไม่มีผลข้างเคียงแบบนี้ก็ถือว่าโอเคแล้ว
ส่วนเงินสยบมารที่เหลืออีกร้อยแปดสิบหกเหรียญ เขายังคิดไม่ออกว่าจะเอาไปซื้ออะไรดี ก็เลยเก็บตุนไว้ก่อน
จากนั้นเขาก็สลายสัมผัสวิญญาณ แล้วออกจากที่นี่ไป
ขณะเดียวกัน ที่ชั้นหนึ่งของสำนักงาน ต้าไป๋กำลังนั่งตัวตรงแหน่ว แหงนหน้ามองดวงจันทร์กลมโตบนท้องฟ้า ดวงตาของมันส่องประกายสว่างวาบ
เมื่อพระจันทร์ลอยเด่นกลางฟ้า จู่ๆ มันก็ส่งเสียงเห่าหอนยาวนาน "อ๊าววววู้ว—"
หมาป่าสวรรค์หอนจันทรา!
หอนได้แค่ครึ่งเสียง ก็โดนท่อนขาเรียวยาวที่ลอยมาจากข้างหลังเตะเข้าที่ก้านคอ ซัดหมาตัวโตกระเด็นลอยละลิ่วไปไกล
"ดึกดื่นป่านนี้จะมาเห่าหอนหาอะไรฮะ?" จ้าวซิงเอ๋อร์ที่อยู่ในชุดนอนลายหมีเดินงัวเงียออกมา "หนวกหูคนจะหลับจะนอนโว้ย!"
ด่าเสร็จ นางก็หันหลังเดินกลับเข้าห้องเก็บของแล้วปิดประตูดังปัง
ต้าไป๋หมอบราบอยู่บนพื้นอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่กล้าหือแม้แต่นิดเดียว
เพียงแต่เมื่อแสงจันทร์ยามเที่ยงคืนสาดส่องลงมากระทบร่าง ขนสีขาวบริสุทธิ์ของมันก็เริ่มเปล่งประกายแสงสีเงินขาวออกมาเป็นสายๆ—