- หน้าแรก
- ออลอินตลาดหุ้น พลิกฟ้าสู่เจ้าสัวหมื่นล้าน !
- บทที่ 670 ใครจะไปเชื่อน้ำยาอินเดียกันล่ะ!
บทที่ 670 ใครจะไปเชื่อน้ำยาอินเดียกันล่ะ!
บทที่ 670 ใครจะไปเชื่อน้ำยาอินเดียกันล่ะ!
บทที่ 670 ใครจะไปเชื่อน้ำยาอินเดียกันล่ะ!
ในขณะที่จางหยางปฏิเสธอย่างหนักแน่น
เขาก็ยังคงอธิบายต่อไปว่า
"เพราะเรื่องที่เป็นความลับขนาดนี้"
"พวกเขาจะต้องคุยกันในสถานที่ที่คิดว่าปลอดภัยที่สุดอย่างแน่นอน"
"แต่ตอนนี้มันไม่เพียงแต่หลุดออกไปเท่านั้น"
"แถมยังมีคนแอบอัดเสียงไว้อีกต่างหาก"
"คนที่สามารถทำเรื่องแบบนี้ได้"
"จะต้องมีเส้นสายและอิทธิพลในพื้นที่นั้นไม่ใช่น้อยเลย"
"ซึ่งผมไม่มีอิทธิพลขนาดนั้นหรอกครับ"
มณฑลซานซีเป็นถิ่นของเจ้าพ่อเหมืองถ่านหิน
และจางหยางก็ไม่เคยก้าวล่วงเข้าไปสร้างเครือข่ายในพื้นที่นั้นเลย
ต่อให้เขาจะเข้าไปสร้างเครือข่ายจริงๆ
พวกเจ้าถิ่นก็คงไม่โง่พอที่จะไปเจรจาธุรกิจในถิ่นของคนแปลกหน้าหรอก
การกระทำแบบนั้นมันโง่สิ้นดี
เหตุผลที่จางหยางยกมาอ้างเพื่อปกป้องตัวเองนั้นช่างไร้ที่ติ
คนนอกฟังยังไงก็จับผิดไม่ได้
ทว่ามีเพียงเหยาเจิ้นหัวเท่านั้นที่รู้ความจริง
ถึงแม้จางหยางจะไม่ได้มีเส้นสายในซานซี
แต่ "หุ้นส่วน" ของเขาอย่างหลิวหัว
กลับวางรากฐานอยู่ในไท่หยวนและพื้นที่อื่นๆ มานานหลายปีแล้ว
เป้าซิงเหว่ยเหลือบมองหวังฉือและเหยาเจิ้นหัวที่อยู่ข้างๆ
ก่อนจะหันไปถามจางหยางต่อว่า
"งั้นก็แปลว่า"
"นายไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับคดีของซ่งมู่เลยสินะ?"
"ใช่ครับ ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย"
จางหยางตอบกลับอย่างรวดเร็ว
เมื่อได้ยินคำตอบนี้
แววตาของเป้าซิงเหว่ยไม่ได้แสดงความผิดหวังออกมาเลยแม้แต่น้อย
แถมเขายังลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกอีกต่างหาก
ในเมื่อไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดมายืนยันว่า
จางหยางคือผู้เปิดโปงลึกลับคนนั้น
การปฏิเสธเสียงแข็งก็ถือเป็นวิธีป้องกันตัวที่ดีที่สุดแล้วล่ะ
เพราะถ้าหากเขายอมรับ
จางหยางก็จะต้องอธิบายให้ได้ว่ารู้เรื่องที่ซ่งมู่และเฉียวอี้มีการถ่ายเทผลประโยชน์กันได้ยังไง
และไปเอาคลิปเสียงนั้นมาจากไหน
ขั้นตอนมันก็เป็นแบบนี้แหละ
ถ้านายไม่ยอมรับ
ก็ไม่มีใครทำอะไรนายได้
แต่ถ้านายยอมรับเมื่อไหร่
พวกเขาก็ต้องดำเนินการสืบสวนนายตามขั้นตอนทางกฎหมาย
มันก็เหมือนกับกรณีที่มีคนแก่หกล้ม
แล้วนายเดินผ่านมาเจอ
นายจะเลือกเข้าไปช่วยพยุงหรือเปล่านั่นแหละ
ถ้านายเลือกที่จะเซฟตัวเอง
ทำเป็นมองไม่เห็นแล้วเดินจากไป
สำหรับนายแล้ว
มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ถ้านายเลือกที่จะเข้าไปช่วยพยุง
นายก็ต้องหาหลักฐานมาพิสูจน์ให้ได้ว่านายไม่ใช่ต้นเหตุที่ทำให้คนแก่คนนั้นหกล้ม
แถมยังต้องรับความเสี่ยงที่จะถูกคนแก่หรือญาติของคนแก่คนนั้นแบล็กเมลอีกด้วย
และถ้าเกิดคนแก่คนนั้นเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆ
นายก็อาจจะถูกตำรวจเชิญตัวไปสอบสวน
ไม่ใช่ว่าคนสมัยนี้ใจจืดใจดำหรอกนะ
แต่ต้นทุนในการเข้าไปช่วยพยุงมันสูงเกินไปต่างหาก
สูงมากพอที่จะทำลายครอบครัวธรรมดาๆ ครอบครัวหนึ่งให้พังพินาศลงได้เลยล่ะ
สาเหตุที่เป้าซิงเหว่ยเดินทางมาเซี่ยงไฮ้
นอกจากจะมาหยั่งเชิงจางหยางแล้ว
เขายังอยากจะมาเตือนจางหยางว่าอย่าเที่ยวไปรับสารภาพมั่วซั่ว
ต่อให้เรื่องนี้จะเป็นฝีมือของนายจริงๆ ก็ตาม
หลังจากถอนหายใจด้วยความโล่งอกแล้ว
เป้าซิงเหว่ยก็เอ่ยถามขึ้นมาอีกว่า
"แล้วเป้าหมายในการประกาศถือหุ้นว่านเคอของนายคืออะไรล่ะ?"
"ฉันเชื่อว่าประธานหวังเองก็คงอยากจะรู้คำตอบนี้เหมือนกัน"
ในระหว่างที่พูด
เขาก็ปรายตามองไปทางหวังฉือ
หวังฉือและเหยาเจิ้นหัวไม่ได้โง่
พวกเขามองออกว่าเป้าซิงเหว่ยกำลังสั่งสอนจางหยางอยู่
ไม่ได้มาเพื่อเอาผิดแต่อย่างใด
"ชาวนาอพยพเข้าเมือง ทำให้ราคาบ้านพุ่งสูงขึ้น"
"ผมเชื่อว่าในช่วงสิบปีต่อจากนี้"
"ราคาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศจีนจะยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง"
"มันก็เป็นแค่การลงทุนตามปกตินั่นแหละครับ"
จางหยางให้เหตุผล
คำตอบของเขาแทบจะไม่มีช่องโหว่เลย
เพราะมันตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง
นับตั้งแต่มีการประกาศใช้ "แผนกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยโครงสร้างพื้นฐานสี่ล้านล้านหยวน" เมื่อปลายปีสองพันแปด
เม็ดเงินสินเชื่อที่ถูกนำมาใช้ก็พุ่งสูงถึงสิบกว่าล้านล้านหยวน
หรืออาจจะหลายสิบล้านล้านหยวนด้วยซ้ำ
นโยบายต้องใช้เวลาในการส่งผ่านผลลัพธ์
และการอพยพเข้าเมืองของชาวนาก็ต้องใช้เวลาในการลงหลักปักฐานเช่นเดียวกัน
หลายคนมองเห็นข้อดีของนโยบาย
แต่ก็มองเห็นแค่เปลือกนอกเท่านั้น
ไม่ได้เจาะลึกเข้าไปถึงแก่นแท้เลย
อย่างเช่น "แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะห้าปี"
ทำไมถึงต้องเรียกว่าแผนพัฒนาห้าปีล่ะ?
ทำไมไม่เรียกว่าแผนพัฒนาเฉยๆ?
เหตุผลนั้นเรียบง่ายมาก
ห้าปี คือระยะเวลาในการดำเนินการ
ส่วนแผนพัฒนา คือทิศทางในการดำเนินงาน
ต้องใช้เวลาห้าปีในการทำให้แผนพัฒนาต่างๆ บรรลุผลสัมฤทธิ์
แน่นอนล่ะ
แผนการมักจะตามการเปลี่ยนแปลงไม่ทันเสมอ
ถ้าห้าปีไม่พอ ก็ขยายเป็นสิบปี
ตราบใดที่เป้าหมายหลักยังคงเดิม
มันก็จะไม่เกิดความสั่นคลอนแต่อย่างใด
หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นในระหว่างนั้น
ยกตัวอย่างเช่นเพจเจอร์ในช่วงต้นยุคเก้าศูนย์
สมมติว่าในแผนพัฒนาห้าปีระบุไว้ว่าจะต้องก้าวข้ามเทคโนโลยีทั้งหมดของเพจเจอร์ให้ได้
และต้องผลิตใช้เองภายในประเทศ
แต่จู่ๆ สมาร์ตโฟนกลับกลายมาเป็นที่นิยมแทน
การจะไปก้าวข้ามเทคโนโลยีของเพจเจอร์มันก็ไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว
เมื่อเข้าใจจุดนี้แล้ว
ก็ควรจะรู้ไว้ว่าแผนพัฒนาห้าปีไม่ได้หมายความว่าต้องทำให้เสร็จภายในห้าปีเท่านั้น
แต่มันคือทิศทางหลักในการพัฒนาในช่วงห้าปีนั้นต่างหาก
หากเกินห้าปีไปแล้วและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องยังมีคุณค่าทางยุทธศาสตร์อยู่
รัฐบาลก็จะยังคงอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเข้าใจกรอบเวลาของนโยบายแล้ว
ก็จะรู้ได้เลยว่าการส่งผ่านผลลัพธ์ของนโยบายนั้นต้องใช้เวลา
นักลงทุนรายย่อยหลายคนอาจจะสงสัยว่า
ทั้งๆ ที่มีนโยบายสนับสนุนออกมาแล้ว
แต่ทำไมหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องที่พวกเขาซื้อมาถึงไม่ยอมขึ้นสักที?
เหตุผลนั้นเรียบง่ายมาก
ก็เพราะนโยบายมันต้องใช้เวลาในการส่งผ่านผลลัพธ์น่ะสิ
ตลาดทุนต้องรอดูให้แน่ใจก่อนว่าจะสามารถดำเนินการได้จริงหรือเปล่า
แล้วถึงจะค่อยตอบสนอง
ถ้าขืนขึ้นเอาๆ โดยไม่ต้องรอดูผลลัพธ์ก่อน
ตลาดทุนก็คงวุ่นวายตายชักเลยน่ะสิ?
เปรียบเสมือนว่านายเป็นนักลงทุนระดับโลก
แล้วจู่ๆ วันหนึ่งอินเดียก็ประกาศเอกสารแนะแนวทางนโยบายว่า
พวกเขากำลังสำรวจอวกาศ
และตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะไปตั้งรกรากบนดาวอังคารก่อนปีสองพันสิบห้า
ถามหน่อยว่านายจะกล้าหลับหูหลับตาเอาเงินไปลงทุนไหมล่ะ?
แน่นอนว่าไม่!
ใครจะไปเชื่อน้ำยาอินเดียกันล่ะ!!