- หน้าแรก
- กลืนกินดวงดาว จุดเริ่มต้นจากร่างอวตารเทพมารบรรพกาล
- บทที่ 5 ปะทะเทพสงครามขั้นต้น
บทที่ 5 ปะทะเทพสงครามขั้นต้น
บทที่ 5 ปะทะเทพสงครามขั้นต้น
บทที่ 5 ปะทะเทพสงครามขั้นต้น
กร๊อบ!
หัวเข่าของหญิงโฉดถูกเหยียบจนแหลกละเอียดเป็นเนื้อบด
"อ๊าก!"
เสียงกรีดร้องโหยหวนราวกับสุกรถูกเชือดดังระเบ็งเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณ
"เมื่อสองวันก่อน ตอนที่ฉันบาดเจ็บสาหัสปางตาย แกกลับขัดขวางไม่ให้หมอรักษาเพียงเพราะต้องการฮุบเงินค่ารักษาพยาบาล เงินที่ฉันหามาจากการออกล่าสัตว์ประหลาดมันไปเกี่ยวอะไรกับเศษสวะอย่างพวกแกด้วย"
สวี่เฉียนคุนยังคงเหยียบลงบนหัวเข่าอีกข้างของหล่อน พร้อมกับออกแรงกดเบาๆ เพื่อบดขยี้มันจนแหลกลาญ
เขาวางเฉยต่อเสียงกรีดร้องที่แหลมสูงขึ้นเรื่อยๆ สวี่เฉียนคุนเริ่มสาธยายวีรกรรมที่พวกมันทำไว้ตลอดหลายปีออกมาทีละข้อ ส่วนหนึ่งเพื่อระบายความอัดอั้นในใจ และอีกส่วนหนึ่งเพื่อชี้แจงสถานการณ์ให้กลุ่มคนมุงที่โง่เขลาได้รับรู้ จะได้ไม่ต้องไปลือกันไปเองอย่างไร้สติ
หลังจากบดขยี้ขาทั้งสองข้างของหญิงโฉดจนพิการแล้ว สวี่เฉียนคุนก็ยกเท้าขึ้นเล็งไปที่แขนขวาของหล่อน เห็นได้ชัดว่าเขาตั้งใจจะทำให้หล่อนพิการทั้งสี่รอย
"พอได้แล้ว รู้จักยับยั้งชั่งใจเสียบ้าง"
ทันใดนั้น เสียงทุ้มต่ำก็ดังมาจากทางด้านหลังของฝูงชน กลุ่มคนที่มุงดูต่างหลีกทางให้โดยอัตโนมัติ เมื่อชายวัยกลางคนผู้หนึ่งในชุดต่อสู้ซีรีส์ดีเจ็ด พร้อมกับสะพายดาบอาคมซีรีส์เงาโลหิตก้าวเดินออกมา
"ผู้ดูแลสำนักฝึกสุดขีดประจำเมืองตงหยาง หยุนชาง"
สวี่เฉียนคุนจำฐานะของชายผู้นี้ได้ในทันทีที่เห็น
หัวหน้าเขตของสำนักฝึกสุดขีดในเมืองตงหยาง นักสู้ระดับขุนพลขั้นสูงผู้เชี่ยวชาญวิชาดาบ นี่คือความลับที่รู้กันทั่วภายในสำนักฝึกสุดขีด
สวี่เฉียนคุนทำเป็นเมินเฉยแล้วเหยียบลงไปอีกครั้ง บดขยี้แขนของหญิงโฉดจนแหลกละเอียด ความเจ็บปวดที่รุนแรงเกินขีดจำกัดทำให้เสียงกรีดร้องปานสุกรถูกเชือดของหล่อนค่อยๆ แหบโหยลง
เขาเดินอ้อมไปยังอีกฝั่ง เห็นชัดว่ากำลังจะจัดการกับแขนข้างสุดท้ายที่เหลืออยู่
"ฉันบอกว่า ให้รู้จักยับยั้งชั่งใจเสียบ้าง"
เมื่อเห็นว่าสวี่เฉียนคุนกล้าเพิกเฉยต่อคำพูดของเขา คิ้วของหยุนชางก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เขาเริ่มรู้สึกไม่สพอารมณ์และน้ำเสียงก็เข้มขึ้น ราวกับเป็นการออกคำสั่ง
"การยักยอกมรดกของนักสู้ที่พลีชีพ การทำร้ายบุตรธิดาที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของนักสู้ และการเบียดเบียนนักสู้ที่บาดเจ็บสาหัส ทุกข้อที่กล่าวมาล้วนเพียงพอที่จะพิพากษาประหารชีวิตหล่อนได้ทั้งสิ้น" สวี่เฉียนคุนเอ่ย "ฉันแค่ทำให้แขนขาพิการ นับว่าเมตตามากพอแล้ว"
"การฆ่าคนก็เรื่องหนึ่ง แต่การทำแบบนี้มันโหดเหี้ยมเกินไป"
"หืม?" เมื่อได้ยินเช่นนั้น สวี่เฉียนคุนก็หันขวับมาทันที สายตาจับจ้องไปที่ใบหน้าของหยุนชางด้วยความสงสัย หลังจากจ้องมองอยู่อึดใจหนึ่งเขาก็พูดขึ้นว่า "ในรางน้ำเน่ายังมีดอกบัวผุดขึ้นมาได้จริงๆ ฉันไม่นึกเลยว่าในสำนักฝึกสุดขีดจะมี 'แม่พระ' ผู้มีเมตตาสูงส่งอย่างคุณอยู่ด้วย ต้องขออภัยจริงๆ ขออภัยจริงๆ"
พูดจบเขาก็ประสานมือคารวะอย่างประชดประชัน แต่ในพริบตาต่อมาน้ำเสียงของเขาก็กลับกลายเป็นเย็นเยียบถึงขั้วหัวใจ "อย่างไรก็ตาม ฉันอยากจะถาม 'แม่พระ' ท่านนี้หน่อยว่า ตอนที่พ่อของฉันพลีชีพในสนามรบ แม่ของฉันตรอมใจตายจนเหลือเพียงฉันในวัยสิบสามปีกับน้องสาววัยเจ็ดขวบที่ต้องถูกครอบครัวนี้รุมรังแก ตอนนั้นคุณไปอยู่ที่ไหน?
ตอนที่เงินบำนาญและเงินเก็บที่พ่อทิ้งไว้ให้มีมูลค่ารวมกันกว่าสิบล้าน แต่ฉันกับน้องสาวกลับไม่มีแม้แต่เงินจะซื้อข้าวกินสักมื้อ ตอนนั้นคุณไปอยู่ที่ไหน?
เมื่อสองวันก่อนที่โรงพยาบาล ตอนที่ฉันบาดเจ็บสาหัสปางตายและผู้หญิงคนนี้ขัดขวางไม่ให้หมอรักษาฉัน ตอนนั้นคุณไปทำอะไรอยู่? หรือจะให้ถามตรงๆ ว่า สำนักฝึกสุดขีดของคุณไปมุดหัวอยู่ที่ไหน?"
สวี่เฉียนคุนระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างเต็มที่ คราวนี้เขาไม่ได้เพียงแค่ตั้งคำถามกับหยุนชาง แต่เป็นการต้อนถามไปถึงตัวสำนักฝึกสุดขีดเอง
เจ้าของร่างเดิมมีความผูกพันกับสำนักฝึกสุดขีด เพราะในสายตาของคนเดิม สำนักฝึกสุดขีดคือผู้ที่มอบวิลล่าให้พ่อของเขา ทำให้ครอบครัวมีโอกาสได้เข้ามาอยู่ในเขตที่พักนักสู้
ดังนั้น หลังจากที่เขาได้เป็นนักสู้ เมื่อต้องเผชิญกับคำเชิญจากสำนักฝึกสายฟ้าและทางกองทัพ เขาจึงเลือกเข้าร่วมกับสำนักฝึกสุดขีดโดยไม่ลังเล
แต่ในมุมมองของสวี่เฉียนคุน ด้วยเงื่อนไขของเจ้าของร่างเดิม กองทัพคือทางเลือกที่ดีที่สุด
เพราะต่อให้วันหนึ่งเขาต้องตายในสนามรบ ด้วยวิธีการจัดการของกองทัพจีน พวกเขาย่อมจะดูแลสวี่อี้ซินเป็นอย่างดีแน่นอน
ส่วนสำนักฝึกสุดขีดน่ะหรือ มันก็แค่เรื่องตลกเรื่องหนึ่ง
ในเส้นทางเดิม หลัวเฟิงได้กลายเป็นเทพสงครามและเข้าร่วมกับระดับสูงของสำนักฝึกสุดขีด แต่หลังจากที่เขาถูกกักขังอยู่ในโบราณสถานหมายเลข 9 และถูกสันนิษฐานว่าเสียชีวิตไปแล้ว สำนักฝึกสุดขีดทำอะไรบ้าง?
แม้แต่เครื่องบินรบที่มีคนทุ่มเงินซื้อมาถึงสองแสนล้าน ฮงก็ยังยึดคืนไปเสียดื้อๆ โดยไม่ให้คำอธิบายใดๆ กับครอบครัวของหลัวเฟิงเลย
เมื่อครอบครัวของหลัวเฟิงถูกหลี่เหยาและภรรยาหมายหัว สำนักฝึกสุดขีดกลับไม่ได้ลงมือช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรมเลยแม้แต่นิดเดียว หากหลัวหัวไม่ได้เด็ดขาดพอ ทั้งครอบครัวคงถูกปั่นหัวจนตายไปนานแล้ว
สีหน้าของหยุนชางดูย่ำแย่ลงไปกว่าเดิม
สวี่เฉียนคุนทำเป็นมองไม่เห็นและพูดต่อ "สำนักฝึกสุดขีดของคุณแม้แต่ครอบครัวของนักสู้ที่พลีชีพยังปกป้องไม่ได้ แต่ยังมีหน้ามาบอกให้ฉันรู้จักยับยั้งชั่งใจงั้นหรือ? ใช้เหตุผลอะไรมาพูด?"
"ฉันจะแสดงให้ดูเองว่าใช้เหตุผลอะไร"
หยุนชางชักดาบอาคมออกมาจากด้านหลังด้วยสายตาที่เย็นชา
"อยากสู้? งั้นก็มาลองดู"
สวี่เฉียนคุนไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว
ฟิ้ว!
ทวนยาวสีเทาเข้มพุ่งออกมาจากในวิลล่า พร้อมกับมีดบินอีกสามเล่ม
"นักอ่านจิต!"
ความตกตะลึงปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหยุนชาง
นักอ่านจิตนั้นหาได้ยากยิ่ง และพลังต่อสู้ของพวกเขามักจะแข็งแกร่งกว่านักสู้ในระดับเดียวกันมาก
สวี่เฉียนคุนยื่นมือไปคว้าทวนแล้วสะบัดออก ทวนเล่มนี้ซื้อมาด้วยทุนที่สำนักฝึกสุดขีดมอบให้หลังจากที่เขาเข้าร่วม มันเป็นซีรีส์เอเจ็ด ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายให้กับอสูรระดับเจ้าอาณาเขตขั้นต้นได้
ส่วนมีดบินทั้งสามเล่มนั้น เขาได้มาโดยบังเอิญระหว่างการต่อสู้ในเขตทุรกันดาร และเป็นซีรีส์เจ็ดเช่นเดียวกัน
"ไหนว่าจะแสดงให้ดูไงว่าใช้เหตุผลอะไร? เข้ามาสิ"
สวี่เฉียนคุนกวักนิ้วเรียกหยุนชาง สายตาเต็มไปด้วยการท้าทาย
"หึ ไอ้เด็กไม่เจียมตัว"
หยุนชางแค่นเสียงเย็นชา กระชับดาบในมือแล้วพุ่งตรงเข้าใส่ทันที
สวี่เฉียนคุนสะบัดทวน ร่ายรำวิชาทวน "หยาดวารี" ที่เขาฝึกฝนมา ท่าแทงดูนุ่มนวลแต่กลับแฝงไปด้วยอานุภาพทำลายล้างที่รุนแรง
เมื่อทวนและดาบเข้าปะทะกัน สีหน้าของทั้งคู่ต่างเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงสะท้อนจากอาวุธของกันและกันจนต้องถอยร่นออกมา
"พละกำลังของหยุนชางก้าวข้ามระดับขุนพลไปถึงมาตรฐานระดับเทพสงครามแล้ว"
สวี่เฉียนคุนประเมินสถานการณ์ได้ในทันที
หยุนชางเองก็ยิ่งตกใจกว่า เขาแอบตรวจสอบประวัติของสวี่เฉียนคุนมาแล้วและรู้ว่าอีกฝ่ายเพิ่งจะเป็นว่าที่นักสู้เมื่อหกเดือนก่อน การที่สามารถเพิ่มพละกำลังมาถึงระดับนักรบขั้นสูงได้ภายในครึ่งปีนับว่าเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ยอดเยี่ยมมากคนหนึ่ง
แต่สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงคือ คนคนนี้ไม่ใช่ระดับนักรบขั้นสูงตามที่บันทึกไว้ แต่เป็นถึงระดับขุนพลขั้นสูงแถวหน้าที่มีพละกำลังไม่ต่างจากเขาเลย
และที่สำคัญที่สุดคือ อีกฝ่ายยังเป็นนักอ่านจิตอีกด้วย
"ซ่อนเขี้ยวเล็บไว้ลึกจริงๆ"
หยุนชางเริ่มมีความคิดที่จะถอย
ขุนพลขั้นสูงที่เป็นนักอ่านจิตด้วยวัยเพียงสิบเก้าปี อนาคตของสวี่เฉียนคุนนั้นไร้ขีดจำกัด เขาต้องได้เป็นเทพสงครามขั้นสูงหรืออาจจะก้าวข้ามระดับเทพสงครามไปได้อย่างแน่นอนในอนาคต
คนแบบนี้หากเลี่ยงได้ก็ไม่ควรไปผิดใจด้วย ใครจะรู้ว่าวันหนึ่งเขาอาจจะกลายมาเป็นหัวหน้าของตนเองก็ได้
ทว่า แม้เขาอยากจะถอย แต่สวี่เฉียนคุนกลับไม่ให้โอกาส เขาหยิบคว้าทวนแล้วพุ่งเข้าใส่เป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีเอง ร่ายรำวิชาทวนหยาดวารีขั้นที่สามออกมาอย่างไม่ปิดบัง
"หยาดวารี" คือตำราวิชาทวนระดับดับเบิลเอส มีมูลค่าสูงถึงหนึ่งแสนล้านในห้างสรรพสินค้าของสำนักฝึกสุดขีด แบ่งออกเป็นสิบขั้น หากฝึกจนถึงขั้นสมบูรณ์จะสามารถรีดเค้นพละกำลังออกมาได้ถึงห้าเท่า สวี่เฉียนคุนที่ยังขัดสนเงินทองจึงซื้อมาเพียงแค่สามขั้นแรกเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เขาฝึกฝนจนถึงขั้นที่สามได้สำเร็จ ซึ่งสามารถส่งพลังออกมาได้ถึง 2.2 เท่า ทำให้เขามีอานุภาพไม่ด้อยไปกว่าเทพสงครามที่อ่อนแอบางคนเลย
จะเห็นได้ว่า นอกจากเรื่องความคิดความอ่านของคนเดิมที่ดูจะเข้าขั้นวิกฤตแล้ว ความสามารถในการทำความเข้าใจวิชานับว่าไม่เลวเลยทีเดียว
นอกจากวิชาทวนแล้ว เจ้าของร่างเดิมยังฝึกฝนวิชาท่าร่างจนถึงระดับละเอียดอ่อน ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมสวี่เฉียนคุนถึงไม่เกรงกลัวหยุนชางเลยแม้แต่น้อย
ปลายทวนปะทะเข้ากับตัวดาบ ภายใต้แรงส่ง 2.2 เท่า พละกำลังของเขาเหนือกว่าระดับเทพสงครามขั้นต้นและก้าวไปแตะระดับเทพสงครามขั้นกลาง ทำเอาหยุนชางตั้งตัวไม่ติดจนเกือบจะทำดาบหลุดมือ
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
สวี่เฉียนคุนรุกคืบต่อ ใช้พลังจิตควบคุมมีดบินทั้งสามเล่มเข้าโจมตีหยุนชางจากสามทิศทาง
หยุนชางรีบปรับท่าร่างแล้วควงดาบปัดป้องอย่างจลาจล
พอปัดมีดบินออกไปได้หวุดหวิด เขาก็เห็นสวี่เฉียนคุนพุ่งเข้ามาหาอีกครั้ง ความโกรธแค้นพลันปะทุขึ้นในดวงตาของหยุนชาง "ถ้าไม่สั่งสอนแกให้รู้สำนึก แกคงไม่รู้ซึ้งถึงความสูงของฟ้าและความหนาของดินจริงๆ"
"ตาย!"
เขาไม่ยอมออมมืออีกต่อไป ปลดปล่อยพลังทั้งหมดในฐานะเทพสงครามที่เพิ่งจะเลื่อนระดับขึ้นมาอย่างเต็มสูบ
"ดาบสายฟ้าเก้าชั้น!"
คลื่นพลังประหลาดวูบผ่านอากาศ สวี่เฉียนคุนสัมผัสได้ถึงอันตรายครั้งใหญ่จึงถอยฉากหลบการโจมตีอย่างไม่ลังเล พร้อมกับควบคุมมีดบินทั้งสามเล่มเข้าโจมตีหยุนชางจากด้านหลังไปพร้อมกัน
"เจ้านี่ฝึกดาบสายฟ้าเก้าชั้นถึงขั้นที่สามเป็นอย่างน้อย"
ดาบสายฟ้าเก้าชั้นขั้นที่สามสามารถเพิ่มพละกำลังได้ถึง 2.8 เท่า และพละกำลังพื้นฐานของเขาก็เหนือกว่าสวี่เฉียนคุนอยู่แล้ว
"ถ้าปะทะกันตรงๆ ฉันสู้พละกำลังเขาไม่ได้แน่"
สวี่เฉียนคุนรู้ดีอยู่แก่ใจ แต่เขาก็หาได้หวาดกลัวไม่
ถ้าพละกำลังสู้ไม่ได้ ก็ต้องใช้พลังจิตเข้าชดเชย
เพียงแค่ขยับความคิด พลังจิตก็ชักนำแผ่นไม้แผ่นหนึ่งปลิวเข้ามา สวี่เฉียนคุนเหยียบลงบนแผ่นไม้นั้นแล้วทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เขาเรียกมีดบินกลับมาเล่มหนึ่งเพื่อใช้ทรงตัว ส่วนอีกสองเล่มใช้เข้าโจมตีหยุนชางอย่างดุดัน
พลังจิตและระดับพลังยีนของเขาอยู่ในระดับเดียวกัน มีดบินแต่ละเล่มสามารถปลดปล่อยพลังโจมตีได้ถึงประมาณ 60,000 กิโลกรัม สร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับหยุนชางที่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่ระดับเทพสงครามมาหมาดๆ
ความวุ่นวายจากการต่อสู้ของทั้งคู่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ มันดึงดูดความสนใจของผู้คนมากมายทันที แม้แต่หัวหน้าสำนักฝึกสายฟ้าและหัวหน้ากองทัพในเมืองตงหยางต่างก็ได้รับรายงานเรื่องนี้
"เจ้าหยุนชางนั่นกำลังสู้กับนักสู้ในสังกัดสำนักตัวเองงั้นเหรอ? ต้องไปดูความสนุกนี่หน่อยแล้ว"
"ใครกันที่กล้าดีถึงขนาดสู้กับหยุนชางได้?"
หัวหน้าของทั้งสองฝ่ายต่างรีบเร่งมุ่งหน้ามายังหมู่บ้านหลินหลางอย่างรวดเร็ว