- หน้าแรก
- วิวัฒน์ไร้ขอบเขต
- ตอนที่ 1501 ติดสัด
ตอนที่ 1501 ติดสัด
ตอนที่ 1501 ติดสัด
“พี่คะ เจ็บมือไหม?”
มินโฮดึงมือของมิอาขึ้นมา แล้วนวดเบาๆ ที่มือข้างที่เพิ่งปล่อยหมัดออกไปเมื่อครู่นี้
แววตาของมิอาอ่อนโยนลง เธอส่ายหน้าพลางตอบ
“ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันไม่เจ็บมือเลย”
มู่เหลียงหัวเราะเบาๆ อย่างอดไม่ได้ เขาขยี้หัวแม่สาวหูกระต่าย
“มือของพี่สาวเธอทุบหินให้แหลกได้อย่างสบายๆ วางใจเถอะ”
“...”
มิอาพูดไม่ออกแต่ก็ขำ รู้สึกว่ามู่เหลียงพูดเกินจริงไปหน่อย
“งั้นก็ดีแล้วค่ะ”
มินโฮคลี่ยิ้ม ดูเหมือนว่าอารมณ์ของเธอจะดีขึ้นมาก
มู่เหลียงมองไปที่เด็กสาวหูกระต่ายแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“อย่าเก็บคำพูดของพวกนั้นมาใส่ใจเลย เข้าใจไหม?”
“ไม่ใส่ใจหรอก”
มินโฮเบะปาก สีหน้าไม่แยแสเลยแม้แต่น้อย
จากนั้นเธอก็พูดด้วยความโมโหว่า
“ฉันเป็นผู้กลายพันธุ์นะ ไม่ใช่มนุษย์ครึ่งอสูรเสียหน่อย แล้วพวกเขามีสิทธิ์อะไรมาดูถูกมนุษย์ครึ่งอสูรกัน?”
มู่เหลียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น
“คงจะแค่อยากหาความรู้สึกเหนือกว่าจากมนุษย์ครึ่งอสูรล่ะมั้ง”
“ฮึ คนพวกนี้สมควรโดนจับมาสั่งสอนให้เข็ด”
มินโฮชูหมัดเล็กๆ ของเธอขึ้นมาแกว่งไปมา
มู่เหลียงหัวเราะเบาๆ
“บางทีการซ้อมพวกเขาสักยก ก็คงมีประโยชน์กว่าการสั่งสอนด้วยคำพูดตั้งเยอะ”
มินโฮตีหน้าขรึม พูดอย่างจริงจังว่า
“งั้นก็จับพวกที่เหยียดมนุษย์ครึ่งอสูรมาซัดให้หมอบไปเลย”
“ได้สิ”
มู่เหลียงยิ้มอย่างตามใจ
ลี่เยว่กับมิอามองหน้ากัน ต่างก็มีท่าทางกระตือรือร้นอยากจะลองดูสักตั้ง
ทั้งสี่คนมุ่งหน้าไปยังตลาดมืด ตลอดทางยังมีคนคอยชี้ไม้ชี้มือมาที่พวกเขาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีใครกล้าลงมืออีก ซึ่งนั่นทำให้ลี่เยว่และมิอารู้สึกเสียดายอยู่ไม่น้อย
ตลาดมืดที่พวกเขาจะไปในครั้งนี้ตั้งอยู่บนถนนสายเปลี่ยวแห่งหนึ่ง
มันเป็นถนนที่ยาวกว่าสี่ร้อยเมตร ปลายสุดทั้งสองฝั่งของถนนถูกปิดกั้นด้วยกำแพงหินที่ก่อขึ้นมา เพื่อป้องกันไม่ให้คนธรรมดาเข้าออกได้ตามอำเภอใจ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา พวกมู่เหลียงก็มาถึงทางเข้าตลาดมืด สองข้างของประตูใหญ่มีคนคอยคุ้มกันอยู่ พวกเขากำลังมองสำรวจทั้งสี่คนด้วยสายตาระแวดระวัง
มู่เหลียงเมินเฉยต่อผู้คุมเหล่านั้น เขาก้าวเท้าเดินเข้าไปในตลาดมืด
ผู้คุมเพิ่งจะอ้าปากห้าม แต่แล้วก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อพบว่าร่างกายของพวกเขาขยับไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
ลี่เยว่ปรายตามองคนพวกนั้น เงาของพวกเขาเปรียบเสมือนตรวนสีดำที่ล็อกร่างกายเอาไว้แน่นหนา นี่คือผลจากทักษะ ใยแมงมุมพันเงา ที่มู่เหลียงเป็นคนร่าย
ตึก ตึก ตึก
พวกมู่เหลียงเดินเข้าไปในตลาดมืดอย่างผ่าเผย โดยไม่มีใครสามารถขัดขวางได้
คนในตลาดมืดมีจำนวนน้อยกว่าข้างนอกมาก สองฟากฝั่งถนนยังคงเป็นร้านค้าที่เรียงรายกันอยู่ แต่ริมถนนมีแผงลอยเพิ่มขึ้นมาอีกมากมาย หลายคนมาตั้งแผงขายของ ซึ่งก็มีสินค้าทุกชนิดให้เลือกสรร
“เดินดูกันเถอะ”
มู่เหลียงพลิกมือ หยิบพัดกระดูกหยกเล่มหนึ่งออกมาจากมิติเก็บของส่วนตัว
นี่คือยุทธภัณฑ์วิญญาณระดับสูง ก้านพัดทำมาจากกระดูกของสัตว์วิญญาณ ส่วนตัวพัดถักทอขึ้นจากเส้นไหมของหนอนไหมเจ็ดสี เพียงแต่ถูกย้อมให้เป็นสีขาวล้วน
มันมีความสามารถเพียงอย่างเดียวคือการปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายและหลีกหนีภยันตราย โดยปกติแล้วมู่เหลียงมักจะใช้มันเป็นไอเทมเพิ่มความหล่อเหลาแบบบัณฑิตผู้สง่างาม
มู่เหลียงโบกพัดกระดูกเบาๆ สายลมพัดเอาความเหม็นอับรอบข้างให้กระจายหายไป
การแต่งกายของเขาเรียกสายตาจากผู้คนมากมายให้หันมามอง
แววตาของลี่เยว่เจือไปด้วยรอยยิ้ม เธอเอ่ยเสียงเบา
“มู่เหลียง นายทำตัวแบบนี้เหมือนสัตว์ติดสัดเลยนะ เรียกร้องความสนใจเก่งเกินไปแล้ว”
“ใครเขาเปรียบเทียบแบบนี้กันหึ?”
มู่เหลียงทั้งกลุ้มทั้งขำ เขาใช้ด้ามพัดเคาะหน้าผากของเด็กสาวผมเงินเบาๆ
ลี่เยว่ส่งยิ้มซุกซนมาให้ ทำเอามู่เหลียงถึงกับมองจนเผลอเหม่อลอยไปชั่วขณะ
“ฉันว่าอธิบายได้ตรงจุดดีออกนะคะ”
มิอายกมุมปากขึ้น
เธอเชิดหน้าไปทางผู้คนรอบๆ พลางพูดแซว
“ดูผู้หญิงพวกนั้นสิ เอาแต่มองนายกันใหญ่ สายตาแบบนั้น... เหมือนอยากจะกลืนกินนายเข้าไปทั้งตัวเลยล่ะ”
“ความหล่อของคนเรามันปิดบังกันไม่ได้หรอกนะ”
มู่เหลียงเล่นตามน้ำแล้วเริ่มโอ้อวดตัวเอง
ลี่เยว่กับมิอามองหน้ากัน ก่อนจะอดหัวเราะออกมาไม่ได้
“นายท่านทั้งหลาย อยากจะซื้ออะไรหน่อยไหมขอรับ?”
ชายแก่ที่แผงลอยริมทางร้องเรียกพวกมู่เหลียงทั้งสี่คนไว้
มู่เหลียงหันขวับไปมอง แล้วตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ฉันอยากซื้อเหล็กเบาลายม่วง นายมีไหมล่ะ?”
รูม่านตาของชายแก่หดเกร็ง เขารีบหันซ้ายหันขวามองไปรอบๆ ก่อนจะลดเสียงลงต่ำ
“ข้าไม่มีเหล็กเบาลายม่วงหรอก อีกอย่าง... ของพรรค์นี้กษัตริย์ทรงออกกฎหมายห้ามซื้อขายกันแบบส่วนตัวด้วยนะขอรับ หาได้ยากยิ่งนัก”
“น่าเสียดายจริงๆ”
มู่เหลียงพยักหน้า ก่อนจะก้าวเท้าเดินต่อไปข้างหน้า
ชายแก่อ้าปากพะงาบๆ อยู่หลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้รั้งตัวมู่เหลียงเอาไว้
ในสายตาของเขา มู่เหลียงดูเหมือนคนของราชวงศ์ การมาที่ตลาดมืดก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะมาสืบดูว่าใครแอบลักลอบขายเหล็กเบาลายม่วง เขาไม่อยากหาเรื่องใส่ตัวจนต้องไปตายหรอกนะ
ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่มีความคิดแบบนี้ เจ้าของร้านและพ่อค้าแผงลอยคนอื่นๆ ในตลาดมืดต่างก็คิดเช่นเดียวกัน
นั่นส่งผลให้มู่เหลียงเดินไปตลอดทาง ก็ยังไม่พบใครที่ขายเหล็กเบาลายม่วงเลย
มินโฮบ่นพึมพำ
“หรือว่าที่นี่จะไม่มีคนขายเหล็กเบาลายม่วงกันนะ?”
“ไม่หรอก มีหลายคนที่พูดโกหก พวกเขาระมัดระวังตัวกันมากทีเดียว”
มู่เหลียงส่ายหน้าพูด
เขามองทะลุคำโกหกของคนพวกนั้นได้อย่างง่ายดาย เพียงแต่คร้านที่จะไปเปิดโปงก็เท่านั้น
“เอ๋ แล้วเราจะทำยังไงกันดีล่ะคะ?”
มินโฮร้องด้วยความตกใจ
มู่เหลียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย
“เดินดูอีกหน่อยละกัน ถ้าไม่มีใครขายจริงๆ ค่อยหาทางอื่น”
“ตกลง”
มินโฮรับคำ แล้วเดินตามมู่เหลียงต่อไป
ห่างออกไปทางด้านหลังของทั้งสี่คนไม่ไกลนัก ลุงจางกับซูหลินอีซือกำลังพูดคุยกันด้วยเสียงกระซิบ
“องค์หญิง พวกเขาดูเหมือนอยากจะซื้อเหล็กเบาลายม่วงพ่ะย่ะค่ะ”
ลุงจางเอ่ยเสียงเบา
เขาไปถามพ่อค้าแผงลอยและเจ้าของร้านพวกนั้นมาแล้ว คำตอบที่ได้ล้วนเหมือนกันหมด... คนสี่คนที่ ดูสูงส่งหรูหราเหล่านั้น ต้องการที่จะซื้อเหล็กเบาลายม่วง
ลุงจางเป็นคนตาแหลม เขามองออกว่าชุดเกราะบนตัวของลี่เยว่และมิอาคืออุปกรณ์เวทระดับสูง ดังนั้นการใช้คำว่า สูงส่งหรูหรา มาอธิบาย จึงไม่ได้เกินจริงไปเลยสักนิด
ซูหลินอีซือช้อนตาขึ้นมอง
“เหล็กเบาลายม่วง นอกจากจะต้องไปต่อรอซื้อที่หอการค้าสองแห่งนั้นแล้ว ก็คงมีแค่ในตลาดมืดนี่แหละที่พอจะหาซื้อได้”
ลุงจางส่ายหน้าก่อนจะแค่นหัวเราะเยาะ
“หอการค้าสองแห่งนั้นจงใจสร้างกระแสให้เหล็กเบาลายม่วงกลายเป็นของหายาก เพื่อปั่นราคาให้สูงขึ้น มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่ไปซื้อกับพวกมัน แถมยังต้องเสียเวลารอเป็นเดือนๆ หรืออาจจะนานกว่านั้นอีกต่างหาก”
ซูหลินอีซือพยักหน้าช้าๆ เธอรู้ดีว่าเบื้องหลังของหอการค้าสองแห่งนั้นคือราชวงศ์และท่านดยุค ซึ่งล้วนแต่เป็นศัตรูของเธอทั้งสิ้น
ลุงจางมองไปทางพวกมู่เหลียงทั้งสี่คน แล้วเบะปากเอ่ยว่า
“ดูจากท่าทางออกหน้าออกตาของพวกนั้นแล้ว ไม่มีทางหาซื้อเหล็กเบาลายม่วงในตลาดมืดได้หรอกพ่ะย่ะค่ะ”
ซูหลินอีซือครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปสั่งการ
“ท่านลองไปทาบทามดู เปรยๆ ว่าพวกเรามีแร่เหล็กเบาลายม่วง ลองดูว่าพวกเขาจะสนใจไหม”
“องค์หญิง ทำแบบนี้มันอันตรายเกินไปนะพ่ะย่ะค่ะ อาจจะทำให้ฐานะของพวกเราถูกเปิดเผยได้”
ลุงจางร้องด้วยความตกใจ
“ท่านก็ระวังตัวหน่อยสิ จะได้ไม่มีปัญหา”
ซูหลินอีซือตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“แต่ว่า...”
ลุงจางยังอยากจะค้านอะไรบางอย่าง ทว่ากลับถูกขัดจังหวะเสียก่อน
ซูหลินอีซือโบกมือปัด
“ไปเถอะ ข้าดูแล้วพวกเขาไม่น่าใช่คนเลวร้ายอะไรหรอก ก็แค่พวกหัวอ่อนคิดอะไรตื้นๆ เท่านั้นเอง”
“...พ่ะย่ะค่ะ”
ลุงจางกระตุกมุมปาก ไม่ว่าจะมองยังไง คนทั้งสี่คนนั้นก็ไม่ได้ดูเหมือนพวกไร้สมองเลยสักนิด
ซูหลินอีซือมองลุงจางที่กำลังเดินเข้าไปหาพวกมู่เหลียงทั้งสี่คน ในใจของเธอมีความคิดอื่นแอบแฝงอยู่
ในสายตาของเธอ การที่มู่เหลียงพามนุษย์ครึ่งอสูรมาด้วย แถมยังคอยปกป้องหล่อนอยู่ตลอดเวลา เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ใช่ขุนนางธรรมดาทั่วไป
ในเมืองอีหลี มนุษย์ครึ่งอสูรเป็นชนชั้นต่ำต้อย ไม่มีขุนนางคนไหนจะดีกับมนุษย์ครึ่งอสูรขนาดนี้หรอก ไม่อย่างนั้นก็จะต้องถูกคนอื่นดูถูกเอาได้ และมันจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับขุนนางคนอื่นๆ ด้วย
จากเรื่องนี้ เธอจึงตัดสินใจได้ว่า พวกมู่เหลียงทั้งสี่คนไม่ใช่คนในพื้นที่ของเมืองอีหลี พวกเขาจะต้องเป็นคนนอกอย่างแน่นอน