- หน้าแรก
- วิวัฒน์ไร้ขอบเขต
- ตอนที่ 1493 ไม่อย่างนั้นใครจะไปทำเหมืองล่ะ
ตอนที่ 1493 ไม่อย่างนั้นใครจะไปทำเหมืองล่ะ
ตอนที่ 1493 ไม่อย่างนั้นใครจะไปทำเหมืองล่ะ
ร่างของมิอากลืนไปกับเงาแนบชิดมุมกำแพง เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่ในห้อง เธอจึงใช้ทักษะทะยานเงาแทรกซึมเข้าไปด้านใน
เธอโผล่ออกมาจากเงามืดหลังต้นเสา นัยน์ตาสีแดงเข้มกวาดตามองไปรอบๆ เมื่อไม่เห็นวี่แววของผู้ใด และประตูห้องก็ปิดสนิทเรียบร้อยแล้ว...
มนุษย์แมวสาวจึงค่อยๆ ก้าวออกจากเงามืด นัยน์ตาสวยเฉี่ยวจ้องมองไปรอบบริเวณ ภายในห้องนั้นเต็มไปด้วยกล่องไม้จำนวนมากที่กองสุมกันอยู่
เอี๊ยด...
มิอาค่อยๆ แง้มเปิดกล่องไม้ใบหนึ่ง ภายในนั้นบรรจุเหล็กเบาลายม่วงขนาดเท่าท่อนแขนเรียงรายอยู่เป็นชั้นๆ
“เหล็กเบาลายม่วงเยอะขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย!”
เธอเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนจะหันไปมองรอบๆ กล่องไม้แบบเดียวกันนี้มีอยู่นับหลายสิบใบ
เธอขยับตัวอย่างระมัดระวัง แล้วจัดการเปิดกล่องไม้อีกห้าหกใบที่เหลือ ซึ่งภายในก็เต็มไปด้วยเหล็กเบาลายม่วงเช่นเดียวกัน
“มู่เหลียงน่าจะชอบนะ น่าเสียดายที่อุปกรณ์เวทมิติมีพื้นที่เล็กเกินไป เลยเอาไปได้แค่ไม่กี่กล่อง”
มิอาพึมพำเบาๆ ก่อนจะยัดเหล็กเบาลายม่วงจากกล่องไม้ไม่กี่ใบนั้นเข้าไปในอุปกรณ์เวทมิติของเธอ
สาเหตุที่เธอไม่ยกไปทั้งกล่องไม้ ก็เพื่อสร้างภาพลวงตาว่าสินค้ายังคงอยู่ครบ ทั้งที่ความจริงแล้วภายในนั้นว่างเปล่า
มิอาหยุดมือด้วยความรู้สึกที่ยังไม่จุใจนัก เธอจ้องมองกล่องไม้อื่นๆ ด้วยสีหน้าเสียดาย ก่อนจำใจต้องกลายร่างเป็นเงาเร้นกายออกจากห้องบนชั้นสองไป
เธอขึ้นไปสำรวจบนชั้นสามอีกครั้ง และพบว่าที่นั่นก็มีกล่องไม้กองอยู่มากมายเช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่าข้างในย่อมบรรจุเหล็กเบาลายม่วงเอาไว้
ไม่ใช่แค่ชั้นสามเท่านั้น แม้แต่ภายในห้องบนชั้นหนึ่งก็ยังเต็มไปด้วยกล่องไม้ หรือแม้กระทั่งโครงสร้างของอาคารหลังนี้ทั้งหลัง... ก็ยังสร้างขึ้นจากเหล็กเบาลายม่วง!
มิอารู้สึกสงสัยอยู่ในใจ มีเหล็กเบาลายม่วงเยอะขนาดนี้ แต่กลับไม่ยอมเอาออกไปค้าขาย หรือว่าทำไปเพียงเพื่อสร้างสถานการณ์ให้ของหายากจะได้มีราคาแพงขึ้นกันนะ?
เธอข่มความสงสัยเอาไว้ในใจ ก่อนจะใช้ทักษะทะยานเงาหลบหนีออกจากคฤหาสน์ของมาร์ควิส และพุ่งเป้าหมายต่อไปยังคฤหาสน์ของดยุคที่อยู่ไม่ไกลนัก
มิอาใช้วิธีการเดิม โดยการผสานพลังตื่นรู้เข้ากับทักษะทะยานเงาของชุดเกราะทะยานเงา ทำให้เธอสามารถลอบเข้าออกลานกว้างของคฤหาสน์ดยุคได้อย่างอิสระ
เธอหลบเลี่ยงสายตาของทหารยามและสาวใช้ จนกระทั่งค้นหาโกดังของคฤหาสน์ดยุคพบ และเป็นไปตามคาด... ภายในนั้นอัดแน่นไปด้วยเหล็กเบาลายม่วง
หลังจากลองกวาดสายตานับดูคร่าวๆ ก็พบว่ามีกล่องไม้อย่างน้อยหกร้อยใบ และทุกใบล้วนเต็มไปด้วยเหล็กเบาลายม่วง
ในขณะเดียวกันนั้นเอง มิอาก็ได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับเหมืองแร่เหล็กเบาลายม่วง
มันเป็นบทสนทนาของอัศวินเฝ้าประตูสองคนประจำคฤหาสน์ดยุค ที่กำลังพูดคุยกันอย่างออกรส
“ได้ยินมาว่าทางเหมืองแร่ฝั่งโน้นมีคนก่อเรื่องอีกแล้ว ทาสหลายคนถูกปล่อยตัวไป”
อัศวินรูปร่างสูงใหญ่กระซิบเสียงแผ่ว
“นี่มันครั้งที่สามของเดือนนี้แล้วนะ ยังจับตัวคนก่อเรื่องไม่ได้อีกเหรอ?”
อัศวินอีกคนที่ผอมสูงกว่าถามกลับด้วยความประหลาดใจ
อัศวินร่างสูงใหญ่หันขวับไปมองด้านหลัง ก่อนจะลดเสียงลงแล้วตอบว่า
“ยังเลย รู้แค่ว่าคนที่มาก่อเรื่องเป็นผู้หญิง แถมยังมีฝีมือร้ายกาจมากด้วย”
“ท่านดยุคคงจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแน่ๆ เกรงว่าคงต้องกว้านซื้อทาสเพิ่มอีกเพียบ”
อัศวินร่างผอมสูงเดาะลิ้น
“แหงล่ะ ไม่อย่างนั้นใครจะไปทำเหมืองล่ะ?”
อัศวินร่างสูงใหญ่เบ้ปาก ทำหน้าเหมือนเป็นเรื่องปกติที่ควรจะเป็นเช่นนั้น
“...”
ทั้งสองคนคุยกันไปคุยกันมาก็เริ่มเปลี่ยนเรื่อง หันไปวิจารณ์ทรวดทรงของสาวใช้ในคฤหาสน์ดยุค ว่าใครหุ่นดีกว่ากัน หรือใครกำลังแอบลักลอบได้เสียกับใคร
มิอาแอบฟังอยู่เงียบๆ อีกครู่หนึ่ง เมื่อแน่ใจแล้วว่าคงไม่ได้ข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์ไปมากกว่านี้ เธอจึงใช้พลังตื่นรู้เร้นกายจากไป
ทันทีที่ออกจากเขตเมืองชั้นใน เธอก็รีบสวมเสื้อคลุมสีดำทับชุดเกราะที่ดูโดดเด่นสะดุดตา ก่อนจะลัดเลาะเข้าไปในตรอกเล็กๆ แล้วมุ่งหน้าไปยังร้านเหล้าที่อยู่ไม่ไกลนัก
เมื่อมิอาก้าวเท้าเข้าไปในร้านเหล้า เสื้อคลุมสีดำมิดชิดของเธอก็ดึงดูดความสนใจของผู้คนจำนวนไม่น้อย สายตาหลายคู่ต่างกวาดมองสำรวจเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า
แต่มิอาก็ไม่ได้ใส่ใจ เธอเดินไปนั่งที่โต๊ะว่างตัวหนึ่ง ก่อนที่พนักงานของร้านเหล้าจะเดินตรงเข้ามาหา
“คุณลูกค้า จะรับเครื่องดื่มหรืออาหารดีครับ?”
พนักงานถามด้วยท่าทีไม่ค่อยจริงจังนัก
“เอาเนื้อย่างมาจานนึง แล้วก็ขอชาอีกกานึง”
มิอาสั่งเสียงเรียบ
พนักงานแอบแปลกใจเล็กน้อย ไม่คิดว่าคนที่อยู่ใต้เสื้อคลุมสีดำจะเป็นผู้หญิง
เขาแบมือออกไปแล้วพูดว่า
“ทั้งหมดหนึ่งเหรียญเงินพอดีครับ”
มิอายกมือขึ้น เหรียญเงินหนึ่งเหรียญก็ร่วงหล่นลงบนฝ่ามือของพนักงาน
พนักงานเก็บเหรียญเงินใส่กระเป๋า ก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง
“รอสักครู่นะครับ เดี๋ยวมาเสิร์ฟ”
“มาร้านเหล้าแต่ดันสั่งชาเนี่ยนะ?”
ใครบางคนหัวเราะเยาะขึ้นมา
“นั่นสิ มาร้านเหล้ามันก็ต้องดื่มเหล้าถึงจะสนุก ดื่มชามันจะไปได้อารมณ์อะไร”
หลายคนพยักหน้าเห็นด้วย
คนอื่นๆ พากันหัวเราะครืน บางคนถึงขั้นผิวปากแซว
ใบหน้าภายใต้เสื้อคลุมสีดำของมิอาเย็นชาลงทันที แต่พอคิดได้ว่าเป้าหมายหลักของการมาที่นี่คือเพื่อสืบข่าว เธอจึงไม่อยากทำตัวให้เป็นที่จุดสนใจ และจำต้องข่มความโกรธเอาไว้
ดูเหมือนว่าเมื่อเห็นมิอาไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบ พวกที่ชอบส่งเสียงเยาะเย้ยก็เริ่มหมดสนุก และหันกลับไปดื่มเหล้าคุยกับคนข้างๆ ต่อ
ตึก ตึก ตึก...
พนักงานเดินกลับมา ในมือถือถาดที่มีเนื้อย่างควันฉุยพร้อมกับชาร้อนๆ หนึ่งกา
มิอาปรายตามองกาน้ำชา มันเป็นเพียงเครื่องปั้นดินเผาธรรมดาๆ ที่พื้นผิวไม่ค่อยจะเรียบเนียนนัก
เธอหันไปมองเนื้อย่างอีกครั้ง แม้ว่ามันจะยังมีควันลอยกรุ่นอยู่ แต่กลิ่นที่โชยออกมากลับไม่ได้ชวนให้รู้สึกเจริญอาหารเอาเสียเลย
“ทานให้อร่อยนะครับ เนื้อย่างนี่ต้องกินตอนร้อนๆ ถึงจะอร่อย”
พนักงานเอ่ยเตือน
“อืม”
มิอาพยักหน้ารับ
เธอหยิบมีดกับส้อมขึ้นมา แล้วพยายามออกแรงหั่นเนื้อย่างอย่างยากลำบาก ก่อนจะพบว่าเนื้อด้านในยังคงมีสีแดงระเรื่อ บ่งบอกชัดเจนว่ามันยังไม่สุกดี
มิอากระตุกมุมปากเล็กน้อย เธอช้อนตามองพนักงานที่กำลังจะเดินจากไป
พนักงานรีบอธิบายทันที
“นี่คือเนื้ออสูรเขาเถื่อนครับ มันต้องกินแบบกึ่งสุกกึ่งดิบแบบนี้แหละ ถ้าสุกเกินไปมันจะไม่อร่อย”
มิอายังคงรู้สึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ก็ตัดสินใจลองเสี่ยงดู เธอใช้ส้อมจิ้มชิ้นเนื้อแล้วส่งเข้าปาก
ทันทีที่เนื้อสัมผัสลิ้น กลิ่นคาวเลือดก็คละคลุ้งไปทั่วทั้งโพรงปาก ชวนให้รู้สึกพะอืดพะอมจนแทบจะอาเจียนออกมา
มิอาทนไม่ไหวจนต้องคายเนื้อในปากทิ้ง ก่อนจะโยนมีดและส้อมลงบนโต๊ะ ทั่วทั้งร่างแผ่รังสีอำมหิตที่บ่งบอกว่าห้ามใครเข้าใกล้
เธอตวัดสายตาเย็นชาไปที่พนักงาน แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ถ้านายยังไม่เคยกินเนื้อย่างของแท้ล่ะก็ ฉันขอแนะนำให้นายลองไปที่เมืองเต่าทมิฬดูสักครั้งนะ”
“เอ๊ะ หรือว่าคุณเคยไปที่เมืองเต่าทมิฬมาแล้ว?”
นัยน์ตาของพนักงานเป็นประกาย เขาขยับเข้ามาใกล้ด้วยความสนใจ
“ใช่ เคยไปมาแล้ว”
มิอาพยักหน้า ก่อนจะรินชาร้อนใส่ถ้วย
พนักงานรีบพูดขึ้นทันที
“คุณช่วยเล่าให้ผมฟังหน่อยสิ สองวันมานี้ผมได้ยินคนพูดถึงกันเยอะมาก ไม่รู้ว่าอันไหนเรื่องจริงอันไหนเรื่องแต่ง แยกไม่ออกเลย”
“นายอยากรู้เหรอ?”
มิอาจิบชาที่ขมฝาดราวกับน้ำดี รสชาติเฝื่อนของมันทำเอาเธอหมดความอยากอาหารไปเสียดื้อๆ
“อืม ผมอยากรู้เรื่องเมืองเต่าทมิฬจริงๆ นะ”
พนักงานพยักหน้ารัวๆ ถ้าเขารู้เรื่องพวกนี้เยอะๆ เอาไปเล่าต่อให้คนอื่นฟัง คงพอจะทำเงินพิเศษได้บ้าง
ผู้คนรอบข้างต่างพากันเงี่ยหูฟัง สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่มิอา
“แต่ตอนนี้ฉันยังหิวอยู่นะ”
มิอาเอ่ยขึ้นอย่างไม่รีบร้อน
“เรื่องนั้นจัดการได้สบายมาก เดี๋ยวผมสั่งคนให้ผัดกับข้าวร้อนๆ มาให้คุณเลย”
พนักงานโบกมือสั่งการทันที
ไม่นานนัก กับข้าวร้อนๆ ก็ถูกยกมาเสิร์ฟ มิอาตักกินไปสองสามคำ รสชาติไม่ได้อร่อยเลิศเลอ แต่ก็ไม่ได้แย่จนเกินไป
เมื่อพนักงานเห็นเธอวางส้อมลง เขาก็รีบเร่งเร้าทันที
“คุณ รีบเล่าให้พวกเราฟังหน่อยสิ”
“ได้สิ เมืองเต่าทมิฬตั้งอยู่นอกเมืองอีหลี นั่งเรือไปก็ถึงแล้ว บนเมืองเต่าทมิฬยังมีถนนการค้า ซึ่งที่นั่นมีสุราชั้นเลิศที่สุดในโลก...”
มิอาเล่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
คำพูดของเธอทำเอาคนอื่นๆ ในร้านเหล้าต่างเผยสีหน้าเคลิบเคลิ้มหลงใหล
มิอาใช้เวลาเล่าเรื่องนี้อยู่เกือบครึ่งชั่วโมง ตั้งแต่เรื่องภาพยนตร์ไปจนถึงหม้อไฟ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแปลกใหม่และน่าตื่นตาตื่นใจจนใครๆ ก็อยากสัมผัส
และในระหว่างนั้น เธอก็ถือโอกาสสืบข่าวจนได้ข้อมูลมาไม่น้อย ซึ่งในจำนวนนั้นก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับตลาดมืดและเหมืองแร่เหล็กเบาลายม่วงรวมอยู่ด้วย
ครึ่งชั่วโมงต่อมา มิอาก็เดินออกจากร้านเหล้า หลังจากเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยอยู่สองสามสาย ร่างของเธอก็กลืนหายเข้าไปในเงามืดอย่างไร้ร่องรอย