- หน้าแรก
- วิวัฒน์ไร้ขอบเขต
- ตอนที่ 1483 ข่มขวัญท้าทาย
ตอนที่ 1483 ข่มขวัญท้าทาย
ตอนที่ 1483 ข่มขวัญท้าทาย
"มู่เหลียง คนที่ชื่อดอส น่าจะยังไม่รู้เรื่องการมาถึงของเต่าทมิฬน้อยนะ"
ลี่เยว่เอ่ยเสียงเบา
"อืม เมืองอีหลีใหญ่มาก การกระจายข่าวก็ต้องใช้เวลาเหมือนกัน"
มู่เหลียงตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"กว่าข่าวจะลือไปทั่วทั้งเมือง อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาสักวันสองวัน"
มิอาเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใส
"ก็คงประมาณนั้นแหละ"
มู่เหลียงตอบรับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"แล้วตอนนี้จะไปพระราชวังเลยไหม?"
ลี่เยว่ถาม
"อืม"
มู่เหลียงช้อนตามองไปข้างหน้า สุดปลายถนนคือกำแพงสูงตระหง่าน พระราชวังน่าจะอยู่หลังกำแพงนั้น
เขาเอื้อมมือไปจับมือของมิอาและลี่เยว่เอาไว้ ก่อนจะหายตัวไปจากจุดที่ยืนอยู่ ท่ามกลางสายตาของชาวเมืองที่มองมา
เมื่อทั้งสามปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ก็มาอยู่หลังกำแพงสูงนั้นแล้ว ซึ่งก็คือเขตเมืองชั้นในของเมืองอีหลี ที่นี่คือสถานที่พำนักของเหล่า พระญาติ กินพื้นที่ถึงสี่ในสิบส่วนของเมืองอีหลีทั้งหมด
"ถนนที่นี่กว้างกว่าเดิมอีก"
ลี่เยว่มองไปรอบๆ พบว่าถนนสายนี้กว้างถึงสิบเมตร พื้นถนนก็ค่อนข้างสะอาดกว่าเขตเมืองชั้นนอก
สองข้างทางเป็นกำแพงเตี้ยสูงราวสองสามเมตรเรียงราย มันคือกำแพงลานบ้าน เห็นได้ชัดว่าที่นี่คือเขตที่อยู่อาศัย
"ตรงนั้นน่าจะเป็นพระราชวังแล้วล่ะ"
มิอามองไปเบื้องหน้า เห็นกลุ่มอาคารสูงกว่าสิบเมตร ซึ่งถูกล้อมรอบด้วยกำแพงเช่นเดียวกัน
"ตึกพวกนั้น น่าจะสร้างด้วยเหล็กเบาลายม่วง"
มู่เหลียงกล่าวขึ้น
เขาเคยฟังดอสเล่าว่า อาคารพระราชวังของเมืองอีหลีสร้างขึ้นจากเหล็กเบาลายม่วง จึงมีความทนทานสูงมาก สามารถสร้างได้สูงกว่าสิบเมตร และด้วยจุดเด่นนี้นี่เอง ที่ทำให้มู่เหลียงและพวกพ้องทั้งสองคนหาที่ตั้งของพระราชวังเจอได้อย่างง่ายดาย
ลี่เยว่หันไปมองมู่เหลียง
"เหล็กเบาลายม่วง จะซื้อกลับไปสักหน่อยไหม?"
"แน่นอน แต่คงไม่ได้หาซื้อกันง่ายๆ หรอกนะ"
มู่เหลียงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เขานึกถึงคำพูดของหญิงชราในสลัม ที่บอกว่าเหล็กเบาลายม่วงนั้นหาซื้อยากมาก
"ลองไปดูกันเถอะ"
มู่เหลียงก้าวเดินไปข้างหน้า
ลี่เยว่และมิอาเดินตามไป ระหว่างทางก็พบเจอผู้คนไม่น้อย ส่วนใหญ่แต่งกายเหมือนบ่าวไพร่และทาส ต่างก็ก้มหน้าก้มตาเดินจ้ำอ้าวอย่างเร่งรีบ
"คนพวกนี้น่าจะเป็นทาสรับใช้ของพวกขุนนางนั่นแหละ"
มิอาเอ่ยเสียงเบา
เธอเห็นทาสหลายคนเดินขากะเผลก รูปร่างก็ผอมโซ เห็นได้ชัดว่าความเป็นอยู่ปกติคงไม่สู้ดีนัก
"พวกขุนนางไม่มีคนดีสักกี่คนหรอก"
ลี่เยว่กล่าวพร้อมกับแววตาที่ทอประกายเย็นเยียบ
มิอาพยักหน้าเห็นด้วย แต่ก็พูดเสริมว่า
"ดอสก็... น่าจะถือว่าไม่เลวนะ"
นัยน์ตาของลี่เยว่เป็นประกาย เธอเอียงคอเอ่ยแซว
"งั้นให้มู่เหลียงไปเป็นพ่อสื่อให้ แล้วให้เขามาขอเธอแต่งงานเลยดีไหมล่ะ?"
"ไม่เอาหรอก"
มิอาปฏิเสธทันควันโดยไม่ต้องคิด
"ทำไมล่ะ?"
ลี่เยว่เอาไหล่ชนมิอาเบาๆ แววตาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
มิอาแอบเหล่มองมู่เหลียงแวบหนึ่ง ก่อนจะตีหน้าขรึมพูดอย่างจริงจังว่า
"เขายังเก่งไม่พอ ยกเว้นเสียแต่ว่าจะเหมือนมู่เหลียง ฉันถึงจะยอมแต่งด้วย"
"เธอพูดมาตรงๆ เลยดีกว่า ว่าอยากแต่งงานกับมู่เหลียงน่ะ"
ลี่เยว่เอ่ยกระเซ้า
"ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้นะ"
ใบหน้าหวานของมิอาแดงระเรื่อเล็กน้อย แต่กลับพูดประโยคนี้ออกมาด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ
มู่เหลียงถึงกับหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ถูก สองคนนี้เอาเขามาล้อเล่นอีกแล้ว เกือบจะคิดว่าเป็นเรื่องจริงอยู่แล้วเชียว
ท่ามกลางเสียงหยอกล้อของสองสาว ทั้งสามคนก็มาถึงด้านนอกกำแพงสูงของพระราชวัง และมองเห็นประตูทางเข้าพระราชวังในเวลาไม่นาน
ภายนอกประตู มีอัศวินสี่นายยืนเฝ้ายามอยู่ และพวกเขาก็สังเกตเห็นมู่เหลียงกับพวกพ้องทั้งสามคนแล้ว
อัศวินขมวดคิ้วตะคอกไล่
"เขตหวงห้ามของพระราชวัง ไม่มีธุระก็รีบไสหัวไป"
สายตาของลี่เยว่เย็นเยียบลง เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"เข้าไปรายงานซะ ว่าเจ้าเมืองของเราต้องการพบกษัตริย์ของพวกนาย"
"เจ้าเมือง?"
เหล่าอัศวินได้ยินดังนั้นก็พากันสำรวจมู่เหลียง และถูกดึงดูดด้วยเสื้อผ้าอันหรูหราของเขาเช่นกัน
"ท่านเป็นเจ้าเมืองของเมืองอะไร?"
อัศวินนายหนึ่งเอ่ยถาม
"เมืองเต่าทมิฬ"
ลี่เยว่เป็นคนตอบแทน
"เมืองเต่าทมิฬ?"
อัศวินส่ายหน้า ก่อนจะกล่าวเสียงเย็น
"ไม่เคยได้ยิน กษัตริย์ของเราไม่ใช่ใครนึกจะพบก็พบได้ รีบออกไปซะ"
มิอาเอ่ยเสียงเรียบ
"มู่เหลียง จะบุกเข้าไปตรงๆ เลยไหม ไม่ต้องไปเสียเวลาพูดไร้สาระกับพวกเขาก็ได้"
มู่เหลียงเชิดคางขึ้นเล็กน้อย เอ่ยด้วยความนิ่งสงบและมั่นใจ
"ไม่รีบ เดี๋ยวฉันจะทำให้กษัตริย์หลานหลูโปออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง"
เพียงแค่คิด กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวก็แผ่กระจายออกไป ราวกับฟ้าถล่มเข้าสู่พระราชวังอย่างดุดัน
อัศวินเฝ้าประตูถึงกับทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น สายตาจ้องมองกลุ่มมู่เหลียงด้วยความหวาดผวา
มู่เหลียงควบคุมระดับความรุนแรงของแรงกดดันเอาไว้ ไม่เช่นนั้นอัศวินทั้งสี่นายนี้คงตกตายคาที่ไปนานแล้ว
ภายในพระราชวัง ทุกคนล้วนได้รับผลกระทบจากแรงกดดันของมู่เหลียง ต่างพากันมองออกไปนอกพระราชวังด้วยใบหน้าซีดเผือด
"ใครหน้าไหนมันกล้าดีขนาดนี้?"
องค์ชายรองเบิกตากว้างด้วยความโกรธเกรี้ยว ซวนเซลงมาจากเตียงนอน
ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ หญิงสาวที่อยู่ข้างกายได้สลบไปแล้ว
กษัตริย์แห่งอาณาจักรหลานหลูโปมีพระราชโอรสและพระราชธิดารวมแปดพระองค์ เป็นชายเจ็ด หญิงหนึ่ง และองค์ชายรองคือผู้ที่เป็นคนโปรดมากที่สุด
ภายในท้องพระโรงของพระราชวัง กษัตริย์หลานหลูโปกำลังปรึกษาหารืออยู่กับเหล่าดยุคและมาร์ควิส
"ผลผลิตของเหล็กเบาลายม่วงเดือนนี้เป็นยังไงบ้าง?"
บนที่นั่งประธาน กษัตริย์หลานหลูโปหลุบตาลง นิ้วเคาะพนักวางแขนเก้าอี้เบาๆ
ชายผู้นี้ดูมีอายุเพียงหกสิบปี ผมหงอกขาวโพลนทั้งหัว รูปร่างอ้วนท้วนราวกับหมู รอยตีนกาที่หางตาราวกับจะหนีบแมลงวันให้ตายได้
กษัตริย์หลานหลูโป เป็นอัศวินระดับ 9 ขั้นกลาง หลังจากขึ้นเป็นกษัตริย์ รูปร่างของเขาก็ไม่อาจรักษาความกำยำแบบตอนเป็นอัศวินได้อีก และเริ่มอ้วนขึ้นทุกวัน
ผู้ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งรองลงมา คือหัวหน้าอัศวินสูงสุดและดยุคโม่ซาง ถัดจากนั้นคือมาร์ควิสสามคน
"ฝ่าบาท ผลผลิตเหล็กเบาลายม่วงในเดือนนี้มีแปดร้อยตั้นพ่ะย่ะค่ะ"
ดยุคโม่ซางรายงานอย่างนอบน้อม
ตั้นคือหน่วยชั่งน้ำหนักที่ชาวเมืองอีหลีใช้กัน หนึ่งตั้นเทียบเท่ากับหนึ่งตัน
"แปดร้อยตั้น งั้นก็เอาออกไปขายสักสิบตั้น ที่เหลือก็กักตุนเอาไว้ให้หมด"
กษัตริย์หลานหลูโปเอ่ยอย่างเฉยชา
"พ่ะย่ะค่ะ"
ดยุคโม่ซางก้มหน้าลง เข้าใจดีว่ากษัตริย์ต้องการจะกักตุนสินค้าอีกแล้ว เพื่อความสะดวกในการปั่นราคาเหล็กเบาลายม่วงให้สูงขึ้น
ตราบใดที่ป่าวประกาศออกไปว่าผลผลิตมีน้อย ราคาก็จะยิ่งแพงขึ้น นี่คือสิ่งที่พวกเขาทำมาตลอดช่วงหลายปีนี้
กษัตริย์หลานหลูโปยังอยากจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าวินาทีต่อมากลับถูกขัดจังหวะด้วยแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาอย่างกะทันหัน
"ใครกัน?"
กษัตริย์หลานหลูโปสะดุ้งสุดตัว เบิกตากว้างด้วยความโกรธและลุกพรวดขึ้นยืน
เขาสัมผัสได้ถึงภัยคุกคาม ภายในใจรู้สึกหวั่นวิตกเล็กน้อย
หัวหน้าอัศวินสูงสุดลุกพรวดขึ้นยืนด้วยความตกใจกลัว
"ใครหน้าไหนมันบังอาจ กล้าปลดปล่อยแรงกดดันอย่างโจ่งแจ้งในพระราชวัง?"
"แรงกดดันนี้ไม่ธรรมดา ดูเหมือนจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าฝ่าบาทเสียอีก"
มาร์ควิสขมวดคิ้วกล่าว
"หรือว่าจะมีคนบุกโจมตีพระราชวัง?"
ดยุคโม่ซางเอ่ยอย่างหวาดระแวง
"ไม่ น่าจะไม่ใช่"
หัวหน้าอัศวินสงบสติอารมณ์ลง เขาส่ายหน้าพลางวิเคราะห์
"ถ้าเป็นการบุกโจมตีพระราชวัง ก็บุกเข้ามาเข่นฆ่าตรงๆ ได้เลย ไม่ใช่แค่ปล่อยแรงกดดันออกมาอย่างเดียว อย่างน้อยกระหม่อมก็ไม่ได้ยินเสียงต่อสู้อยู่ข้างนอกเลย นี่คือการข่มขวัญท้าทาย"
"หึ ข้าก็อยากจะเห็นนักว่าใครมันช่างกล้าดีขนาดนี้"
กษัตริย์หลานหลูโปตวาดลั่น ก้าวเท้ายาวๆ เดินออกไปข้างนอก
ทุกๆ ก้าวที่เขาเดิน ไขมันบนร่างกายก็หดเกร็ง และเมื่อตอนที่เดินออกจากท้องพระโรง รูปร่างของเขาก็กลับมากำยำล่ำสันแล้ว
ดยุคและหัวหน้าอัศวินสูงสุดสบตากัน เข้าใจได้ทันทีว่ากษัตริย์หลานหลูโปกริ้วแล้ว อีกทั้งยังรู้สึกหวาดระแวงผู้ที่มาท้าทายอยู่ด้านนอก ไม่เช่นนั้นคงไม่รีดเค้นพลังลมปราณทั่วร่าง จนทำให้รูปร่างเกิดการเปลี่ยนแปลงไปถึงเพียงนี้