เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 871 เดี๋ยวป้าจะพาไปทวงความยุติธรรมเอง

บทที่ 871 เดี๋ยวป้าจะพาไปทวงความยุติธรรมเอง

บทที่ 871 เดี๋ยวป้าจะพาไปทวงความยุติธรรมเอง


บะหมี่ชามโตถูกกินจนเกลี้ยงเกลา ไม่เหลือน้ำซุปแม้แต่หยดเดียว

“เอิ๊ก”

จ้าวชิงเหอวางชามลง พลางยกมือปิดปากด้วยความเขินอายเล็กน้อย

มันอร่อยมากจริง ๆ รู้สึกว่าพอกินเสร็จร่างกายก็อบอุ่นไปหมด เป็นความรู้สึกที่มีความสุขมาก

“อิ่มไหม?” จ้าวเถี่ยอิงมองเธอแล้วเอ่ยถาม

“อื้อ อิ่มแล้วค่ะ” จ้าวชิงเหอพยักหน้า รอยยิ้มเบ่งบานบนใบหน้า “ไม่ได้กินอิ่มขนาดนี้มานานแล้ว แถมยังได้กินซี่โครงหมูเยอะแยะเลย บะหมี่ซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงที่พี่เยี่ยนทำอร่อยมากเลยค่ะ!”

“ชอบกินเหรอ? คราวหน้าเดี๋ยวพี่ทำให้กินอีกนะ” โจวเยี่ยนพูดยิ้ม ๆ

“ขอบคุณค่ะพี่เยี่ยน” จ้าวชิงเหอรีบตอบ รู้สึกปลื้มใจจนทำตัวไม่ถูก

“งั้นพวกเราเตรียมตัวออกเดินทางกันเถอะ ขี่รถไปก็ต้องใช้เวลาตั้งสองชั่วโมงกว่าเชียวนะ” โจวเยี่ยนลุกขึ้นยืน

เก็บของกันเกือบจะเสร็จแล้ว ชามเอาไว้รอกลับมาล้างตอนเย็นก็ยังไม่สาย สิ่งสำคัญตอนนี้คือต้องจัดสรรยานพาหนะกันก่อน

“แม่ แม่ขี่มอเตอร์ไซค์ให้พ่อกับโม่โม่ซ้อนไปนะ เดี๋ยวผมจะขี่จักรยานให้ชิงเหอซ้อนเอง” โจวเยี่ยนบอก

สหายเหล่าโจวเอ่ยขึ้น “ให้ชิงเหอซ้อนมอเตอร์ไซค์ดีไหม?”

โจวเยี่ยนรีบพูด “พ่อ ชิงเหอน้ำหนักยังไม่ถึงครึ่งของพ่อเลย ให้ชิงเหอซ้อนผมนั่นแหละ ทางขึ้นเขามีแต่เนินทั้งนั้น”

จ้าวเถี่ยอิงก็หัวเราะร่วน “นั่นสิ ซานสุ่ย คุณไม่ดูตัวคุณเองบ้างเลยว่าตัวใหญ่ขนาดไหน ชิงเหอน้ำหนักยังไม่ถึงแปดสิบจินเลยด้วยซ้ำ”

“ไม่เป็นไรครับอาสี่ เดี๋ยวผมกับโจวเยี่ยนผลัดกันให้ชิงเหอซ้อนก็ได้” โจวหมิงพูดเสริม

“เอาสิ” โจวเหมี่ยวพยักหน้า และไม่ได้พูดอะไรอีก

“สวมถุงมือซะนะ ระหว่างทางถ้าเกิดรถกระเทือนก็กอดพี่เขาไว้ให้แน่น ๆ อย่าให้ตกลงมาล่ะ” จ้าวเถี่ยอิงหยิบถุงมือคู่หนึ่งมาสวมให้จ้าวชิงเหอ พร้อมกับกำชับไปด้วย

“ค่ะ” จ้าวชิงเหอพยักหน้าอย่างว่าง่าย พลางพูดเสียงเบา “คุณป้า พี่เยี่ยน ขอบคุณนะคะ”

“ยัยเด็กโง่ จะขอบคุณทำไมกัน ขึ้นรถเถอะ เดี๋ยวป้าจะพาเธอไปทวงความยุติธรรมเอง” จ้าวเถี่ยอิงยิ้มพลางลูบหัวเธอ

จ้าวเถี่ยอิงขึ้นรถอย่างคล่องแคล่ว ให้สหายเหล่าโจวกับโจวโม่โม่ซ้อนท้ายแล้วขี่นำหน้าไปก่อน โจวเยี่ยนขี่จักรยานให้จ้าวชิงเหอซ้อนตามไปด้านหลัง ตะกร้าสะพายหลังถูกมัดติดไว้ที่เบาะหลังจักรยานของโจวหมิง ส่วนจักรยานเอ้อร์ปานั้นมีไม้ยาวตรง ๆ มัดติดไว้ตั้งแต่คานหน้ายาวไปจนถึงเบาะหลัง

บ้านคุณยายของโจวเยี่ยนตั้งอยู่ที่หมู่บ้านเฮยสุ่ย ตำบลเทียนจิ่ง อำเภอเอ๋อเหมย ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเขาเอ๋อเหมย และมีชื่อเสียงด้านการปลูกชาเอ๋อเหมยเสวี่ยหยา

หมู่บ้านอยู่บนเขา ตามที่น้าจ้าวบอกคืออยู่ห่างจากซูจีประมาณยี่สิบกว่ากิโลเมตร แต่รายละเอียดลึก ๆ เธอก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก

ยังไงซะการกลับบ้านเดิมแต่ละทีก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อวานจ้าวเถี่ยจวินกับเด็กสองคนเดินเท้าตั้งห้าชั่วโมงกว่าจะมาถึง นั่นขนาดว่าเป็นความเร็วในการเดินที่ค่อนข้างเร็วแล้วนะ แถมขาลงเขายังเดินง่ายกว่านิดหน่อยด้วย เมื่อวานตอนพวกเขากลับ โจวเยี่ยนเดาว่ากว่าจะถึงบ้านก็คงปาเข้าไปกลางดึกแล้ว

“ชิงเหอ เมื่อวานพวกเธอเดินกันเร็วดีนะ ห้าชั่วโมงกว่าก็มาถึงแล้ว” โจวเยี่ยนเอ่ยขึ้น

จ้าวชิงเหอตอบ “ตอนลงเขาพวกเราอาศัยนั่งรถแทรกเตอร์มาช่วงนึงน่ะค่ะ เขาให้พวกเราติดรถมาลงที่ตัวอำเภอเอ๋อเหมย แล้วจากนั้นค่อยเดินต่อ ถ้าเดินมาตลอดทาง กว่าจะถึงก็คงเป็นตอนเย็นเลยล่ะค่ะ”

“อย่างนี้นี่เอง” โจวเยี่ยนพยักหน้าเบา ๆ แบบนี้สิถึงจะตรงกับความทรงจำของเขาที่ว่าการไปบ้านคุณยายแต่ละครั้งต้องเดินตั้งแต่เช้าจรดค่ำ

สมัยนั้นอะไรกันนะที่ดลใจให้สหายเหล่าโจวดั้นด้นมาถึงสถานที่ที่เต็มไปด้วยคนเก่งและธรรมชาติอันงดงามอย่างเขาเอ๋อเหมย เพื่อแต่งงานรับน้าจ้าวกลับบ้าน?

เรื่องของบุพเพสันนิวาสนี่มันช่างน่าเหลือเชื่อจริง ๆ

“ถ้าอย่างนั้นเมื่อคืนตอนที่น้ากับเฉินเฉินถึงบ้าน อย่างน้อย ๆ ก็ต้องเที่ยงคืนแล้วสิ” โจวเยี่ยนวิเคราะห์ความคิด

“เที่ยงคืนก็ยังไม่แน่ว่าจะถึงเลยค่ะ ขากลับมีแต่ทางขึ้นเนิน จ้าวเฉินเฉินต้องเดินร้องไห้ปีนเขาไปตลอดทางแน่ ๆ” จ้าวชิงเหอพูด

โจวหมิงพูดยิ้ม ๆ “หมู่บ้านเฮยสุ่ยฉันเคยไปเยี่ยมบ้านนักเรียนอยู่หลายครั้ง อยู่ตรงข้ามกับวัดว่านเหนียน ขี่จักรยานขึ้นไปน่ะไม่ง่ายเลยนะ โจวเยี่ยน นายต้องเตรียมใจไว้ให้ดีล่ะ”

โจวเยี่ยนพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “พี่หมิง ถึงพี่จะฝึกศิลปะการต่อสู้ แต่เรื่องปั่นจักรยานพี่อาจจะสู้ผมไม่ได้หรอกนะ ผมน่ะเป็นผู้ชายที่ต้องไปวิ่งวันละห้ากิโลเมตรทุกวัน พอกลับมายังต้องกระโดดเชือกเพิ่มอีกสองพันครั้งด้วย”

“อืม เดี๋ยวอีกสักพักนายก็จะเข้าใจเอง” โจวหมิงยิ้มบาง ๆ

โจวเยี่ยนกับโจวหมิงต่างก็เป็นพวกบ้าพลัง สภาพจักรยานก็อยู่ในเกณฑ์ดี พวกเขาขี่ตามหลังมอเตอร์ไซค์ไปอย่างรวดเร็ว ดูราวกับกำลังแข่งขันกันอยู่ก็ไม่ปาน

ถ้าให้สู้กันโจวเยี่ยนย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของโจวหมิงแน่นอน แต่ถ้าเรื่องขี่จักรยาน ต่อให้ต้องให้จ้าวชิงเหอซ้อนท้าย เขาก็ไม่หวั่นแม้แต่น้อย

ใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงยี่สิบนาที ทุกคนก็มาถึงตีนเขาเอ๋อเหมย

จ้าวเถี่ยอิงจอดมอเตอร์ไซค์รอพวกเขาอยู่ริมถนน ถือโอกาสดื่มน้ำร้อนไปด้วย

“ใช้ได้เลย ทั้งสองคนขี่จักรยานกันเร็วนะเนี่ย” จ้าวเถี่ยอิงมองทั้งสองคนแล้วพูดยิ้ม ๆ

โจวเยี่ยนถอดเสื้อกันหนาวออก บนหน้าผากเต็มไปด้วยเหงื่อ

โจวหมิงเองก็ไม่ได้ต่างกันนัก เสื้อเปิดกว้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อเช่นกัน พอเบรกปุ๊บก็หอบแฮ่กพลางพูดว่า “โจวเยี่ยน เก่งนี่ ปั่นจักรยานเร็วใช้ได้เลย ขนาดมีคนซ้อนฉันยังเกือบจะตามนายไม่ทันแหนะ”

“แฮะ ๆ พี่หมิง เรื่องศิลปะการต่อสู้พี่น่ะถนัด แต่เรื่องขี่จักรยานพี่ต้องไปฝึกมาใหม่นะ” โจวเยี่ยนยิ้มบาง ๆ สมัยก่อนเขาเป็นถึงยอดนักปั่นบนเส้นทางสีเขียวเชียวนะ ต้องไปปั่นทุกสัปดาห์ แถมยังปั่นจักรยานสาธารณะอีกต่างหาก

ใช่แล้ว เขาน่ะชอบกีฬาที่ไม่ค่อยต้องเสียเงินพวกนี้แหละ

ตั๋วรายเดือนของจักรยานสาธารณะช่วยประหยัดเงินได้มากกว่าไปโรงยิมเยอะเลย แถมไม่ต้องกลัวว่าจะโดนเชิดเงินหนีด้วย

จ้าวเถี่ยอิงหัวเราะ “อย่าเพิ่งได้ใจไป ทางขึ้นเขามีแต่เนินทั้งนั้น ดื่มน้ำพักผ่อนกันสักหน่อยเถอะ เดี๋ยวแม่จะไปส่งพ่อกับโม่โม่ที่วัดว่านเหนียนก่อน แล้วค่อยวนกลับมารับชิงเหอ”

“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมพาชิงเหอขึ้นไปเองเลย” โจวเยี่ยนโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

จ้าวเถี่ยอิงไม่พูดพร่ำทำเพลงกับเขา ขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นเขาไปก่อนเลย

โจวเยี่ยนกับโจวหมิงดื่มน้ำ พักผ่อนกันครู่หนึ่ง แล้วก็เริ่มปีนเนิน

จักรยาน 28 นิ้วน่ะเป็นรถที่ดี แต่เวลาปั่นขึ้นเนินมันโคตรจะเหนื่อยเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่มีคนซ้อนอยู่ข้างหลัง การขี่ขึ้นเนินบนทางลูกรังมันคือหายนะชัด ๆ

โชคดีที่ขี่ไปได้ไม่นาน น้าจ้าวก็วนกลับมารับชิงเหอแล้ว

“ค่อย ๆ ขี่กันไปนะ เดี๋ยวพวกเราจะรออยู่แถว ๆ วัดว่านเหนียน แล้วค่อยลงไปด้วยกัน” น้าจ้าวบอกไว้ประโยคหนึ่ง แล้วขี่มอเตอร์ไซค์บิดคันเร่งพุ่งฉิวขึ้นไปทันที

“มีมอเตอร์ไซค์นี่ดีจริง ๆ นะ” โจวหมิงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเบา ๆ

“นั่นสิ...” โจวเยี่ยนก็อดถอนหายใจไม่ได้เช่นกัน ทั้งสองก้มหน้าก้มตาปั่นขึ้นเนินต่อไป

เนินเขายาวหลายกิโลเมตร ใช้เวลาปั่นเกือบชั่วโมง

ช่วยไม่ได้จริง ๆ สภาพถนนมันแย่เกินไป

ต่อให้เป็นรถโดยสารนำเที่ยวที่โยกเยกไปมา ก็ใช่ว่าจะเร็วกว่าพวกเขาสักเท่าไหร่

กลับเป็นรถมอเตอร์ไซค์คันเล็กกะทัดรัดเสียอีก ที่เปรียบเสมือนปลาได้น้ำในสภาพภูมิประเทศแบบนี้ สามารถรับมือได้อย่างสบาย ๆ

พอปั่นมาถึงวัดว่านเหนียน โจวเยี่ยนก็เห็นน้าจ้าวกับคนอื่น ๆ จอดมอเตอร์ไซค์ไว้ริมถนน กำลังแทะเมล็ดแตงโมกินส้มกันอย่างสบายอารมณ์ ช่างแตกต่างอย่างชัดเจนกับโจวเยี่ยนและโจวหมิงที่เหนื่อยหอบจนลิ้นห้อย

แต่ทิวทัศน์ที่นี่กลับสวยงามไม่เลวเลยทีเดียว พอเงยหน้าขึ้นไปก็จะเห็นเขาเอ๋อเหมยที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลน แสงแดดที่สาดส่องลงบนยอดเขาดูสว่างไสวเจิดจ้า ป่านนี้เซี่ยเหยากับครอบครัวน่าจะกำลังปีนเขากันอยู่ รถของพวกเขาก็น่าจะจอดอยู่ที่ลานจอดรถของวัดว่านเหนียนข้างหน้านี้นี่เอง

“มา กินส้มก่อน พักเหนื่อยสักหน่อยแล้วค่อยเข้าหมู่บ้านกัน” จ้าวเถี่ยอิงเดินเข้ามา ยื่นส้มให้พวกเขาสองคนคนละลูก

โจวหมิงถอนหายใจ “แต่ก่อนตอนขึ้นเนินนี้ฉันไม่เคยหอบเลย พอลงเขามาก็ละเลยการฝึกฝนไปซะได้ กลับไปต้องเข้มงวดให้มากกว่านี้แล้ว”

โจวเยี่ยนแซว “พี่ฝากตัวเป็นศิษย์แล้วยังละเลยการฝึกฝนอีก เรื่องนี้คุณปู่ซ่งรู้หรือเปล่าเนี่ย? พี่หมิง พี่เข้าหาปู่ซ่งก็เพื่ออยากเรียนวิชาทวนเอ๋อเหมยไม่ใช่เหรอ จะมัวแต่เอาเวลาไปมีความรักอย่างเดียวไม่ได้นะ แล้วอุดมการณ์แต่แรกเริ่มของพี่หายไปไหนหมดล่ะ?”

โจวหมิงได้ยินก็รู้สึกละอายใจเหลือเกิน เขารีบทำหน้าขึงขัง “นายพูดถูก! กลับไปฉันจะตั้งใจฝึกวิชา! จะทำให้อาจารย์ผิดหวังไม่ได้เด็ดขาด”

“ผมล้อเล่นน่า กลับไปพี่ก็เตรียมตัวแต่งงานให้เรียบร้อยก่อนเถอะ เลื่อนการฝึกวิชาออกไปสักเดือนสองเดือนก็ไม่เป็นไรหรอก” โจวเยี่ยนรีบพูด เพราะกลัวว่าพี่หมิงที่เป็นคนซื่อจะเก็บไปคิดจริงจัง

พอกินส้ม เช็ดเหงื่อ และอัตราการเต้นของหัวใจเริ่มกลับมาเป็นปกติแล้ว โจวเยี่ยนก็หยิบเสื้อกันหนาวมาสวม

สีหน้าของจ้าวชิงเหอดูตึงเครียดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด มือที่ปล่อยอยู่ข้างขาบีบเข้าหากันแน่นจนเป็นกำปั้น

“ชิงเหอ ขึ้นรถป้ามา ไม่ต้องกลัวนะ เดี๋ยวป้าจะพาเธอไปเอง วันนี้ป้าจะต้องพาเธอไปด้วยให้ได้ ใครก็ห้ามไม่ได้หรอก” จ้าวเถี่ยอิงกวักมือเรียก ให้จ้าวชิงเหอขึ้นมาซ้อนมอเตอร์ไซค์ของเธอ “หมู่บ้านเฮยสุ่ยไม่ใช่ถิ่นของหลินเยวี่ยฉินหรอกนะ ก่อนอายุยี่สิบป้าเคยเป็นทหารอาสาอยู่ที่ตำบลเทียนจิ่ง ใครเห็นป้าก็ต้องยอมอ่อนให้สามส่วนทั้งนั้นแหละ”

จ้าวชิงเหอปีนขึ้นมอเตอร์ไซค์ กอดจ้าวเถี่ยอิงไว้ สัมผัสได้ถึงความอุ่นใจขึ้นมาทันที

“ไปเถอะ พ่อจะซ้อนรถลูกเอง” โจวเหมี่ยวเดินเข้ามา แล้วขึ้นซ้อนท้ายจักรยานของโจวเยี่ยน

คนทั้งกลุ่มพากันขี่มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านเฮยสุ่ย

ถนนในหมู่บ้านค่อนข้างแคบ โชคดีที่อยู่ไม่ไกลเท่าไหร่นัก ไม่นานก็เข้าไปในหมู่บ้าน

หมู่บ้านเฮยสุ่ยไม่ใช่เล็ก ๆ แต่เพราะตั้งอยู่บนเขา พื้นที่จึงไม่ราบเรียบ บ้านเรือนส่วนใหญ่จะตั้งกระจุกตัวกันอยู่ในหุบเขา และมีบางส่วนตั้งกระจัดกระจายออกไป

ตอนนี้ที่บ้านตระกูลจ้าวกำลังวุ่นวายกันจนบ้านแทบแตก

หลินเยวี่ยฉินที่มีรูปร่างท้วมเล็กน้อย ในมือถือไม้ขนไก่ ชี้หน้าด่าจ้าวเถี่ยจวินด้วยความโมโห “เก่งนักนะจ้าวเถี่ยจวิน กล้าเล่นลูกไม้กับฉันแล้วเหรอ! เมื่อคืนตอนกลางดึกแอบย่องกลับมาแล้วไม่ยอมเข้าบ้าน ไปหลบซ่อนตัวจนถึงเช้าถึงค่อยโผล่หัวออกมา! แล้วเงินที่ให้ไปยืมจ้าวเถี่ยอิงล่ะ? แล้วนังเด็กบ้าชิงเหอไปไหนแล้ว?”

“นั่นสิ พี่เขย เงินล่ะ? ผมยังรอเอาเงินกลับไปแต่งเมียอยู่นะ” ชายหนุ่มรูปร่างเตี้ยอ้วนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เอ่ยสมทบ

“พี่สาวฉันบอกแล้วว่า ไม่ให้ยืมเงินสักแดงเดียว น้องชายนายจะแต่งเมีย ก็ไปหาวิธีเอาเอง” จ้าวเถี่ยจวินบอก “เมื่อคืนชิงเหอไม่ได้กลับมา พี่สาวฉันเห็นหล่อนใส่เสื้อผ้าบางขนาดนั้น แถมรองเท้าก็ยังเปียก มันน่าเวทนาเกินไป ก็เลยรั้งให้อยู่ต่อ”

“น้องชายฉัน? น้องชายฉันไม่ใช่น้องชายแกหรือไง? จ้าวเถี่ยจวิน นี่แกปีกกล้าขาแข็งแล้วใช่ไหม?” หลินเยวี่ยฉินง้างไม้ขนไก่ทำท่าจะตี “แล้วอีกอย่าง จ้าวเถี่ยอิงมีสิทธิ์อะไรมารั้งตัวลูกสาวฉันไว้? ฉันเป็นคนคลอดชิงเหอมานะ! หล่อนมีข้าวกินมีเสื้อผ้าใส่ มันน่าเวทนาตรงไหน? ตอนนี้แกรีบไปพาตัวชิงเหอกลับมาให้ฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ! วันนี้ฉันจะต้องเห็นหน้าหล่อนให้ได้”

“ใช่แล้ว!” หลินโส่วตงเอ่ยผสมโรง

ที่หน้าประตู ชายชราคนหนึ่งสวมเสื้อกันหนาวบุนวมเก่า ๆ นั่งอยู่บนธรณีประตู กำลังสูบยาสูบพ่นควันฉุย จ้าวเต๋อจู้ส่ายหน้า ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยฉายแววสิ้นหวังและจนใจ

ในลานบ้าน หญิงชราผมขาวที่สวมผ้ากันเปื้อนกำลังกำผ้าขี้ริ้วในมือแน่น ทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่กล้าพูด พอมองไปที่ไม้ขนไก่ในมือของหลินเยวี่ยฉิน ในแววตาก็ยิ่งเพิ่มความหวาดกลัวขึ้นมาอีกหลายส่วน

ห้องข้าง ๆ แง้มประตูออกเป็นช่องเล็ก ๆ จ้าวเฉินเฉินหลบอยู่หลังประตูตัวสั่นเทาด้วยความกลัว

จ้าวเถี่ยจวินที่ปกติมักจะหวาดกลัวและยอมอ่อนข้อให้เสมอ วันนี้พอมองดูไม้ขนไก่ที่เงื้อง่าขึ้นสูง กลับไม่มีท่าทีถอยหนีแม้แต่น้อย เขากลับจ้องหน้าหลินเยวี่ยฉินแล้วถามว่า “เธอจะขายชิงเหอให้ลูกชายปัญญาอ่อนของหวังฉางกุ้ยงั้นเหรอ? เพียงเพื่อจะเอาเงินไปให้หลินโส่วตงแต่งเมียเนี่ยนะ? เป็นเรื่องจริงใช่ไหม?”

“แก... แกไปฟังมาจากใคร?” สายตาของหลินเยวี่ยฉินเริ่มหลุกหลิก ไม้ขนไก่ที่ง้างอยู่ก็ลดต่ำลงมานิดหน่อย

“อะไรนะ?” จ้าวเต๋อจู้ที่นั่งอยู่หน้าประตูเอามือยันขอบประตูแล้วลุกขึ้นยืน ในแววตาเต็มไปด้วยความโกรธ

“เธอไม่ต้องสนหรอก ฉันถามแค่ว่ามันเป็นเรื่องจริงใช่ไหม?” จ้าวเถี่ยจวินกำหมัดแน่น โกรธจนตัวสั่นไปหมด “ลูกชายของหวังฉางกุ้ยเป็นคนปัญญาอ่อนเธอไม่รู้หรือไง? บ้านนั้นฐานะดีจะตาย แล้วทำไมอายุตั้งสามสิบถึงยังไม่ได้แต่งเมียอีก ก็เพราะเขาพูดไปน้ำลายยืดไปไม่ใช่หรือไง?”

“หวังฉางกุ้ยเฒ่าตัณหากลับนั่นก็ไม่ใช่คนดีอะไรเลย เธอเป็นแม่ประสาอะไร ถึงจะผลักชิงเหอลงไปในขุมนรกแบบนั้น?”

หลินเยวี่ยฉินก็ขึ้นเสียงสูงปรี๊ด “แกไม่ต้องมายุ่ง บ้านสกุลหวังเปิดโรงงานอิฐ ปีนึงหาเงินได้เป็นหมื่น เป็นเศรษฐีหมื่นหยวนคนแรกของตำบลเทียนจิ่งเราเชียวนะ ชิงเหอแต่งเข้าไปก็ไปเสวยสุขชัด ๆ หวังโหย่วไฉก็แค่พูดจาน้ำลายยืดนิดหน่อย เรื่องอื่นก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ฉันว่าเหมาะสมกันดีออก เงินของบ้านสกุลหวังฉันก็รับมาแล้วห้าร้อย วันนี้พวกเขาจะมาดูตัวชิงเหอ ถ้าดูแล้วถูกใจ ก็จะหาวันหมั้นหมายให้เลย”

จ้าวเถี่ยจวินกัดฟันกรอด “ชิงเหอเพิ่งจะสิบหกเองนะ! เด็กผู้หญิงอายุแค่สิบหก คนเป็นแม่อย่างเธอทำเรื่องพรรค์นี้ลงคอได้ยังไง? รับเงินนี่มาเธอไม่รู้สึกผิดต่อมโนสำนึกบ้างหรือไง?”

……….……….……….……….

ผู้แปล: ทุกคนนนนนนนนนน เราเองก็อยากแปลต่อเนื่องนะ แต่ช่วงนี้ต้นฉบับมันมา 2-3 วันครั้งนึงอ่า น้ำตาจะไหล TT

จบบทที่ บทที่ 871 เดี๋ยวป้าจะพาไปทวงความยุติธรรมเอง

คัดลอกลิงก์แล้ว