เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 695: เก็บเกี่ยวรอยเท้า ผีน้อยเคาะประตู?

ตอนที่ 695: เก็บเกี่ยวรอยเท้า ผีน้อยเคาะประตู?

ตอนที่ 695: เก็บเกี่ยวรอยเท้า ผีน้อยเคาะประตู?


เฉินหยางยื่นมือออกไปตบลงไปบนหัวไหล่ของฟางผิง

"เป็นการพูดล้อเล่นใช่ไหมล่ะ?"

"ใช่ เป็นการพูดล้อเล่น"

ฟางผิงรีบพยักหน้าอย่างรวดเร็ว บนใบหน้าแฝงมาด้วยรอยยิ้มขอโทษอยู่หลายส่วน

เฉินกั๋วเฉียงพอมองดู ช่างไม่มีคำพูดจะพูดแล้ว

ไอ้หนูเฉินหยางคนนี้ ในเวลาปกติมองไม่ออกเลยว่า มีความสามารถอยู่

ก็การทุ่มข้ามไหล่เมื่อครู่นี้ คนธรรมดาทั่วไปสามารถทำได้ด้วยเหรอ?

ผู้ฝึกยุทธร้อยเปอร์เซ็นต์

ส่วนฟางผิงคนนี้ รูปร่างหน้าตากำยำล่ำสันขนาดนี้ ทุบตีสองพ่อลูกเฉินกั๋วปิง เห็นได้ชัดว่าเป็นประเภทที่คนธรรมดาสามถึงห้าคนไม่สามารถเข้าใกล้ได้เช่นเดียวกัน ผลลัพธ์กลับถูกเฉินหยางจัดการจนยอมสยบอย่างราบคาบเสียอย่างนั้น

อย่างที่คิดเอาไว้ว่าคนโหดเหี้ยมยังคงต้องให้คนโหดเหี้ยมมาเป็นคนขัดเกลา

"คุณปู่ใหญ่ คุณอากั๋วเฉียง ผมไม่มีเรื่องราวอะไรแล้ว ไปแล้วครับ"

ทักทายปราศรัยให้กับเฉินจิ้งตงและเฉินกั๋วเฉียงไปหนึ่งประโยค เฉินหยางก็พาหวงช่านเดินทางจากไปโดยตรง

เฉินกั๋วเฉียงมีเหงื่อท่วมศีรษะ รีบกล่าวคำขอโทษต่อฟางผิงอย่างรวดเร็ว

นี่ไม่ว่ายังไงก็คือคนที่เป็นนายทุน

บนปากยอมสยบแล้ว ใครจะไปรู้ได้ว่าภายในใจยอมสยบหรือเปล่า?

……

...

——

——

ช่วงบ่าย เฉินหยางเดินทางไปที่หมู่บ้านตระกูลหวงมาหนึ่งรอบ

ผลลัพธ์หวงเต้าหลินไม่อยู่บ้าน โทรศัพท์ก็โทรไม่ติด เขาเลยเอ่ยถามหวงอิ่ง ถึงเพิ่งจะรับรู้ว่าหวงเต้าหลินเดินทางไปที่เขาหลงเหมินแล้ว

เขาหลงเหมิน ไม่จำเป็นต้องพูดให้มากความ ส่วนใหญ่น่าจะไปดูแลกองทหารผีสางกองนั้น

แน่นอนว่า ยังคงมีสาเหตุอยู่อีกหนึ่งประการ หลบซ่อนเหตุและผล

เรื่องราวการย้ายสถานที่ฝังศพของเฉินอันไท่นี้ เขาก็ไม่ได้คิดอยากจะเข้าไปเกี่ยวข้องพัวพันอยู่ท่ามกลางนั้นเหมือนกัน หากบังเอิญย้ายจนมีปัญหาอะไรปรากฏขึ้นมา วันข้างหน้าครอบครัวจากเกาะฮ่องกงครอบครัวนี้ย่อมต้องมาตามหาความยุ่งยากจากเขาอย่างแน่นอน

มีเรื่องเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งเรื่องมิสู้มีเรื่องลดน้อยลงไปอีกหนึ่งเรื่อง เฉินหยางล้วนรู้ดีว่าต้องหลบซ่อนออกไปก่อนเป็นอันดับแรก เขาย่อมสามารถหลบซ่อนได้เหมือนกัน

หวงเต้าหลินออกไปก็หลายวันแล้ว น่าจะใกล้เดินทางกลับมาแล้วกระมัง

เฉินหยางกลับไม่ได้รีบร้อน

ตอนกลางคืน เงาร่างของคนผู้หนึ่งเคาะประตูบ้านของเฉินหยางให้เปิดออก

เฮยหู่ลุกขึ้นมาจากภายในรังในพริบตา ปลดปล่อยอิทธิพลอำนาจออกมาสู่ภายนอก ท่ามกลางลำคอส่งเสียงคำรามทุ้มต่ำที่น่าหวาดกลัวออกมา

"เฮยหู่"

เพิ่งจะหลอมสกัดยาอายุวัฒนะเสร็จสิ้นไปหนึ่งเตา เดินออกมาจากลานเรือนด้านหลัง

เฮยหู่ครางหงิงหงิงออกมาหนึ่งเสียง หดตัวกลับเข้าไปภายในรัง

ภายในลานเรือนมีชายวัยกลางคนที่แข็งแรงบึกบึนคนหนึ่งยืนอยู่

ไม่ใช่คนอื่นคนไกล เป็นฟางผิงคนนั้นที่เคยพบเจอมาก่อนที่ดินแดนซางจื่อในช่วงกลางวันพอดี

"เข้าไปพูดคุยกันภายในบ้านเถอะครับ"

เฉินหยางกล่าวออกมาอย่างราบเรียบหนึ่งประโยค ทันใดนั้นพาคนก้าวเข้าไปภายในห้องโถง

ฟางผิงในเวลานี้ ไม่มีความดุร้ายเหมือนอย่างก่อนหน้านี้อีกต่อไปแล้ว เขานั่งอยู่บนโซฟา ปฏิบัติตัวอย่างมีระเบียบวินัย บนใบหน้ามีเพียงแค่ความอ่อนน้อมเชื่อฟังเท่านั้น

ภายใต้การสะกดจิตของวิชาเนตร ถึงแม้รูปลักษณ์ภายนอกของฟางผิงจะไม่ได้มีอะไรแตกต่างกันกับคนธรรมดาทั่วไป แต่ว่า กลับก่อตัวเป็นความซื่อสัตย์จงรักภักดีที่แข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่งชนิดหนึ่งต่อเฉินหยางขึ้นมา

"คุณคือลูกเขยของเฉินจิ้งจงเหรอ?"

เฉินหยางรินน้ำชาให้กับเขาหนึ่งถ้วย เริ่มต้นพูดคุยเรื่องราวสัพเพเหระภายในครอบครัว

ฟางผิงพยักหน้า "ใช่ครับ ภรรยาของผมคือลูกสาวคนเล็กของท่านผู้เฒ่า มีชื่อว่าเฉินหลานจือ"

"พลังฝึกฝนของคุณไม่ได้ต่ำต้อยเลย ทำไมถึงยินยอมพร้อมใจที่จะถูกคนธรรมดาทั่วไปคนหนึ่งบงการใช้งานล่ะ?" เฉินหยางเอ่ยถามออกมาหนึ่งประโยคอย่างไม่ใส่ใจ

……

...

ชื่อ: ฟางผิง

สมรรถภาพร่างกาย: 2988

พลังจิต: 3256

……

...

การดำรงอยู่แห่งขอบเขตวิญญาณขั้นกลางท่านหนึ่ง ไม่ว่าจะเดินทางไปถึงสถานที่แห่งไหนไม่ใช่ว่าถูกผู้คนเลี้ยงดูเอาไว้เคารพกราบไหว้หรือยังไง ผลลัพธ์ พอเดินทางมาถึงที่นี่ กลับถูกเฉินจิ้งจงจัดเตรียมให้มาเป็นคนเฝ้าสุสานอยู่ที่ท่ามกลางสุสานบรรพบุรุษเสียอย่างนั้น

ยอมรับความยากลำบากอย่างไม่ปริปากบ่นขนาดนี้เชียว?

ฟางผิงกล่าว "พวกเราเป็นคนของตำหนักเทวธรรมแห่งเกาะฮ่องกง ถึงแม้ท่านผู้เฒ่าจะเป็นเพียงแค่คนธรรมดาทั่วไปคนหนึ่ง แต่ว่า เขามีพี่สาวคนโตอยู่ท่านหนึ่ง มีชื่อว่าเฉินเฉี่ยวกู สถานะของเธอท่ามกลางตำหนักเทวธรรมของพวกเราได้รับการเคารพยกย่องเป็นอย่างยิ่ง เป็นศิษย์พี่ใหญ่ของสำนัก เป็นผู้แข็งแกร่งแห่งขอบเขตวาสนาขั้นกลางไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กำลังจะสืบทอดตำแหน่งของเจ้าสำนัก..."

เฉินหยางได้ยินดังนั้น ภายในใจพลันสว่างไสว

ที่แท้ เฉินจิ้งจงคนนี้ ก็มีภูมิหลังแบบนี้นี่เอง

สิ่งที่หนุนหลังอยู่คือสำนักขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง มิน่าล่ะนักธุรกิจที่ธรรมดาทั่วไปคนหนึ่ง ถึงได้สามารถยอดเยี่ยมไร้เทียมทานขนาดนั้น

"เล่าเรื่องราวของการย้ายสถานที่ฝังศพให้ผมฟังหน่อยสิ"

เฉินหยางโบกมือไปมา เริ่มต้นก้าวเข้าสู่หัวข้อหลัก

คนคนนี้มีภูมิหลังอะไร มีสถานะอะไร เขาไม่สนใจ เขาสนใจเพียงแค่ว่าคนกลุ่มนี้มีการเล่นลูกไม้อะไรสุ่มสี่สุ่มห้าหรือเปล่าเท่านั้น

"สถานการณ์ที่แน่ชัดเป็นยังไง ผมก็ไม่ค่อยจะชัดเจนสักเท่าไหร่นักเหมือนกันครับ"

ฟางผิงส่ายหน้า กล่าวว่า "สุสานบรรพบุรุษของครอบครัวของพ่อตาของผมเกิดปัญหาขึ้นมา เดิมทีก็สมควรที่จะต้องย้ายสถานที่ฝังศพไปตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อนแล้ว มาจนกระทั่งถึงเมื่อช่วงเวลาก่อนหน้านี้ พ่อตาของผมถึงเพิ่งจะรับรู้ว่ามีเรื่องราวแบบนี้อยู่ ติดต่อคุณป้าใหญ่ คุณป้าใหญ่ส่งผมและพี่เขยรองเดินทางมาด้วยกัน เดินตามหลังพ่อตาเดินทางมาจัดการเรื่องราวการย้ายสถานที่ฝังศพ..."

"ก็คือสองวันนี้แหละครับ ถึงเพิ่งจะนำกระดูกของบรรพบุรุษทำการฝังเข้าไปใหม่อีกครั้ง หลังจากนั้นพ่อตาก็ให้ผมมาเฝ้าคุ้มครองอยู่ที่นี่ ผมและพี่เขยรองด้วยกัน เฝ้าคุ้มครองคนละยี่สิบสี่วัน ในตอนที่ถึงวันที่สี่สิบเก้า พ่อตาตั้งใจจะเชิญปรมาจารย์หวงหลงให้เดินทางมาสักรอบหนึ่งโดยเฉพาะ..."

……

...

"ก็แค่การย้ายสถานที่ฝังศพเท่านั้นเอง ถึงขั้นต้องยุ่งยากจุกจิกขนาดนี้เชียวเหรอ? ทำไมถึงต้องเฝ้าคุ้มครองถึงสี่สิบเก้าวันล่ะ?" เฉินหยางเอ่ยถาม

ฟางผิงกล่าว "ผมเพียงแค่ลงมือปฏิบัติตามคำสั่งเท่านั้น ไม่ชัดเจนเหมือนกันครับว่าทำไมถึงต้องทำแบบนี้"

"ปรมาจารย์หวงหลงเป็นใครอีก?"

"ปรมาจารย์หวงหลงเป็นเจ้าสำนักแห่งสำนักประตูสวรรค์ เป็นนักพรตผู้ยิ่งใหญ่ของนิกายเจิ้งอี ปัญหาของสุสานบรรพบุรุษของครอบครัวพ่อตา ก็คือสิ่งที่เขามองออกมา ซินแสหยินหยางที่พ่อตาเชิญให้เดินทางมาจากหรงตูเพื่อช่วยเหลือในการย้ายสถานที่ฝังศพในครั้งนี้ ก็คือลูกศิษย์ของปรมาจารย์หวงหลงครับ"

"คนคนนี้มีขอบเขตระดับไหน?" เฉินหยางเอ่ยถาม

ฟางผิงกล่าว "ไม่ชัดเจนครับ ปรมาจารย์หวงหลงมีอายุอานามมากกว่าคุณป้าใหญ่ของพวกเราหนึ่งรุ่น มีชื่อเสียงบารมีที่สูงส่งเป็นอย่างมากในแวดวงผู้ฝึกฝนที่เกาะฮ่องกงของพวกเรา พละกำลังน่าจะไม่ได้อ่อนด้อยไปกว่าคุณป้าใหญ่ของพวกเรา ลูกศิษย์คนนั้นของเขา มีชื่อว่าเฉียนหวยเหริน ขอบเขตเหมือนกันกับผม เป็นขอบเขตวิญญาณขั้นกลางครับ..."

"ลูกศิษย์ของปรมาจารย์หวงหลงมีเยอะมาก สามารถพูดได้เลยว่ามีอยู่ทั่วทุกมุมโลก แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วล้วนเป็นลูกศิษย์ทั่วไปด้วยกันทั้งสิ้น ไม่นับว่าเป็นการถ่ายทอดด้วยตัวเองหรอกนะครับ..."

……

...

การพูดคุยเล่นกันกับฟางผิงมาหนึ่งยก ไม่ได้มีการเก็บเกี่ยวที่ใหญ่โตอะไรมากมายนัก

พูดคุยเล่นกันไปชั่วครู่ เฉินหยางปล่อยให้เขาจากไป

ทางฝั่งสุสานมีปัญหาอะไรหรือเปล่า ยังคงต้องรอคอยให้คุณปู่รองเดินทางกลับมา ให้เขาลองมาดูสักหน่อยถึงจะปลอดภัยมากกว่านี้สักหน่อย

หากไม่มีปัญหาอะไร ถ้าอย่างนั้นก็นับว่าตัวเองใช้จิตใจของคนพาลมาคาดเดาความนึกคิดของวิญญูชน (เอาความคิดที่คับแคบของตัวเองไปตัดสินเจตนาที่ดีของผู้อื่น) ไปก็แล้วกัน

แต่หากมีปัญหาอยู่ ย่อมต้องแก้ไขปัญหาอย่างแน่นอน

คำพูดเกี่ยวกับฮวงจุ้ย แต่ไหนแต่ไรมาล้วนลึกล้ำจนไม่อาจจะนำมาเปรียบเทียบได้

ไม่แน่ว่าจะดำรงอยู่ และก็ไม่แน่ว่าจะมีประโยชน์ แต่ว่า คางคกนอนหมอบอยู่บนหลังเท้า ไม่กัดคน แต่ว่าทำให้ผู้คนรู้สึกขยะแขยง

หากเขาไปจัดการค่ายกลอะไรขึ้นมาภายในสุสานบรรพบุรุษของตระกูลเฉินเข้าจริง เฉินหยางต้องทำให้เขาต้องจ่ายราคาค่าตอบแทนไปอย่างไม่มีทางเลือก

เขาไม่มีทางไปสนใจหรอกนะว่ามาจากเกาะฮ่องกงหรือไม่ เป็นยอดฝีมือหรือเปล่า และไม่มีทางที่จะหลงเหลือความไว้หน้าเอาไว้ให้เพียงเพราะอีกฝ่ายเป็นคนของสายเลือดตระกูลเฉินด้วย

……

...

วันรุ่งขึ้น ในช่วงเที่ยง ในที่สุดเฉินหยางก็ติดต่อพูดคุยกับหวงเต้าหลินได้แล้ว

เขาเดินทางออกมาจากเขาหลงเหมินเป็นที่เรียบร้อย แต่ว่า เขาต้องการจะเดินทางไปเยี่ยมเยียนเนี่ยเหลียงอวิ๋นสักหน่อยที่ตำบลฝูซวง ช่วยเหลือเฉินหยางชำระบิลให้กับเนี่ยเหลียงอวิ๋นสักหน่อย แวะล่าช้าอยู่ที่นั่นของเนี่ยเหลียงอวิ๋นสักระยะเวลาหนึ่งด้วยเลย บางทีอาจจะพรุ่งนี้บ่ายถึงจะสามารถเดินทางกลับมาที่หมู่บ้านตระกูลหวงได้

เฉินหยางอธิบายสถานการณ์ภายในโทรศัพท์เล็กน้อย หวงเต้าหลินก็ไม่ได้พูดอะไรให้มากความเหมือนกัน เพียงแค่ให้เฉินหยางรอคอยเอาไว้ก็ใช้การได้แล้ว

หลอมสกัดยาอายุวัฒนะมาตลอดทั้งช่วงเช้า หลอมสกัดจนวิงเวียนศีรษะหน้ามืดตามัวไปหมด นอนงีบหลับพักผ่อนในช่วงกลางวันไปชั่วครู่

บ่ายสองโมงกว่า ถูกหวงช่านเรียกให้ตื่นขึ้นมา

เขานอนหลับจนสะลึมสะลือไปหมด ยังดีที่ไม่ได้มีอารมณ์ฉุนเฉียวตอนตื่นนอนอะไร

"พี่ชาย กลางวันแบบนี้ นายจะทำอะไร?"

เวลานี้เป็นช่วงเวลาที่แสงแดดกำลังรุนแรงได้ที่ ดวงอาทิตย์อยู่ตรงกลางท้องฟ้าพอดี แสงแดดโหดเหี้ยมเป็นอย่างมาก แสงสว่างตามธรรมชาติก็สว่างไสวอย่างรุนแรงเช่นเดียวกัน ช่วงเวลาแบบนี้ การนอนงีบหลับพักผ่อนรับลมเครื่องปรับอากาศอยู่ภายในบ้าน เป็นสิ่งที่สุขสบายมากที่สุด

หลายวันนี้ อุณหภูมิกำลังปีนป่ายสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มองดูว่าใกล้จะพุ่งทะยานไปถึงสี่สิบองศาอยู่รอมร่อแล้ว

"น่ารำคาญจะตายชัก"

หวงช่านยิ้มขื่นออกมาเล็กน้อย เดินเข้าไปภายในบ้านรับลมเครื่องปรับอากาศ "ยังไม่ใช่พี่เขยคนนั้นของผมหรือยังไงกันล่ะ ทำตัวน่ารำคาญขึ้นมาเป็นครั้งเป็นคราว เอาแต่ตามหาเรื่องราวมาให้กับผม"

"พี่เขยของนายเป็นอะไรไปล่ะ?" เฉินหยางหาวออกมาหนึ่งครั้ง

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หวงช่านมีความคิดเห็นที่มีต่อซ่งไคหมิงค่อนข้างจะรุนแรงมาโดยตลอด

ในสายตาของหวงช่าน ซ่งไคหมิงคนคนนี้ ไม่มีข้อดีเลยแม้แต่นิดเดียว สูบบุหรี่ติดเหล้า อารมณ์ก็ยังรุนแรง ขาดเท้าไปหนึ่งข้าง เป็นคนพิการ แล้วยังแต่งงานเป็นครั้งที่สอง ภายในบ้านยังยากจนจนถึงขีดสุดอีกด้วย

ไม่มีข้อดีเลยแม้แต่นิดเดียว

ถึงแม้พี่สาวของเขาจะมีรูปร่างหน้าตาย่ำแย่ไปสักหน่อย แต่ว่าอย่างน้อยก็มีความขยันขันแข็งมากเพียงพอ ท่ามกลางสายตาของหวงช่าน การแต่งงานให้กับคนคนนี้ ช่างขาดทุนมากเกินไปแล้ว

หลายปีมานี้ หวงช่านติดตามพี่สาวของเขาเดินทางมา ได้รับความโกรธเกรี้ยวมาจากซ่งไคหมิงไม่น้อย เมื่อก่อนหน้านี้ตัวเขาเองก็ยากจนเหมือนกัน เห็นแก่พี่สาว สามารถอดทนได้ก็อดทนเอาไว้

แต่ตอนนี้ เขาก็นับว่ามีความเจริญก้าวหน้าอยู่บ้าง ตัวเองเริ่มต้นสร้างบ้าน ในบางครั้งซ่งไคหมิงทำตัวน่ารำคาญด่าทอเขา เขาก็รู้จักโต้เถียงกลับไป

ในตอนที่ฝ่ายที่ยอมเสียเปรียบไม่ยินยอมพร้อมใจที่จะยอมเสียเปรียบอีกต่อไป ความขัดแย้งนี้ก็เดินทางมาถึง

ช่วงเวลานี้ ทั้งสองคนทะเลาะกันไม่น้อย แต่ว่าหวงช่านก็รู้ดี ถึงแม้ซ่งไคหมิงคนจะย่ำแย่ แต่ว่าจิตใจไม่ได้เลวร้าย หลายปีมานี้ ก็นับว่ามอบการใช้ชีวิตที่มั่นคงให้กับสองพี่น้องอย่างพวกเขามาแล้ว

เพราะฉะนั้น ทะเลาะเบาะแว้งกันผ่านพ้นไป หันหน้ากลับไปทุกคนล้วนลืมเลือนไปหมดแล้ว เขาก็ไม่ได้เก็บนำมาใส่ใจเหมือนกัน

หลายวันก่อน ซ่งไคหมิงดึงดันที่จะติดตามขึ้นภูเขาไปเก็บใบชาให้ได้ บอกว่ามองดูหวงเสียยุ่งวุ่นวายอยู่ทั้งข้างในและข้างนอกเพียงลำพัง ภายในใจรู้สึกไม่ค่อยจะดีนัก

คุณคิดว่าเขาค้นพบจิตสำนึกที่ดีงามงั้นเหรอ?

ความเป็นจริงแล้วเขากำลังทำตัวน่ารำคาญ

เขามีเท้าเพียงแค่ข้างเดียว พยุงไม้ค้ำยันเอาไว้จะขึ้นเขาได้ยังไง?

ผลลัพธ์ก็คือจัดการหาตะกร้าสะพายหลังมาหนึ่งใบ ให้หวงช่านแบกเขาขึ้นไปบนภูเขา

คนที่เคยปีนภูเขามาล้วนรู้ดีว่า การปีนภูเขามันเหน็ดเหนื่อยมากมายขนาดไหน ยิ่งไปกว่านั้นยังคงต้องแบกคนไปด้วยอีกคนหนึ่ง

ก็นับว่าโชคดีที่สมรรถภาพร่างกายของหวงช่านแข็งแกร่งมากเพียงพอ ถึงได้แบกเขาขึ้นไปบนภูเขาได้เข้าจริง

พอเดินทางไปถึงเนินต้นปาล์ม ผู้อื่นเขาเก็บใบชาไปได้ชั่วครู่เดียว พลันรังเกียจว่าแสงแดดแรงเกินไป แผดเผาจนเจ็บปวด หลบหนีวิ่งไปพักผ่อนที่สถานที่ที่ร่มรื่นเย็นสบายโดยตรง

หวงช่านนั่นเรียกว่ากลัดกลุ้มใจเป็นอย่างมาก

พอเดินทางมาถึงช่วงพลบค่ำ ยังคงต้องแบกเขาลงจากภูเขาไปแต่โดยดีอีก

ทำตัวน่ารำคาญติดต่อกันสองวัน ทำให้หวงช่านโกรธจนแทบแย่ มีความตั้งใจที่จะต้องจัดการซ่งไคหมิงสักยกหนึ่งให้ได้

ช่วงพลบค่ำของวันนั้นตอนเลิกงาน พี่สาวของเขาเดินทางลงจากภูเขาไปขายใบชาล่วงหน้าก่อนหนึ่งก้าว หลงเหลือเขาและซ่งไคหมิงเอาไว้ ทำให้หวงช่านจับโอกาสมาได้แล้ว

เขาแบกซ่งไคหมิงเอาไว้ เดินเตร็ดเตร่อยู่บนภูเขาไปครู่หนึ่ง โยนเขาทิ้งเอาไว้ที่หินคางคกตรงนั้นโดยตรง เสกสรรปั้นแต่งคำโกหกออกมาคำหนึ่ง บอกว่าจะไปปล่อยน้ำสักหน่อย

ผลลัพธ์วิ่งหนีหายวับไปกับตา

โยนซ่งไคหมิงทิ้งเอาไว้บนภูเขา ปล่อยให้เขาลงจากภูเขาไปเพียงลำพัง

หวงช่านก็ไม่ได้กลับบ้านเหมือนกัน เพียงแค่รอคอยอยู่บริเวณกลางทาง ถือเสียว่าเป็นการมอบบทเรียนให้ซ่งไคหมิงไปหนึ่งบทเรียน

ผลลัพธ์รอคอยจนกระทั่งท้องฟ้ามืดมิดลงมาแล้ว ก็ไม่ได้พบหน้าคน ถึงเพิ่งจะเดินทางกลับไปตามหาอีกครั้ง ตามหาไปตลอดทั้งเส้นทางจนถึงหินคางคก ก็ไม่ได้พบหน้าคนเหมือนกัน

เขาถึงเพิ่งจะร้อนรนขึ้นมาแล้ว การล้อเล่นเกรงว่าคงจะล้อเล่นรุนแรงเกินไป

ซ่งไคหมิงมีเท้าเพียงแค่ข้างเดียว หากบังเอิญตกลงไปในเนินเขาร่องหลืบอะไรตกไปจนตายก็ เขาไม่มีวิธีการอธิบายได้หรอก

รีบตามหาไปทั่วทุกหนทุกแห่งอย่างรวดเร็ว

ตามหาไปหนึ่งชั่วโมงกว่า ภายในใจของเขาล้วนใกล้จะหนาวเหน็บไปหมดแล้ว ถึงตามหาซ่งไคหมิงพบที่สุสานคนตาบอดที่อยู่ห่างจากยอดเขาไผ่ม่วงออกไปไม่ไกลนัก

ในตอนที่หวงช่านตามหาเขาพบ เขากำลังกระโดดเหยงหมุนวนเป็นวงกลมอยู่ท่ามกลางป่าไม้ ร้องเรียกยังไงก็ร้องเรียกให้เดินจากไปไม่ได้

หลังจากที่เดินทางกลับมา พี่สาวของเขาด่าทอเขาไปหนึ่งยก

ซ่งไคหมิงพูดจาพึมพำราวกับคนสติไม่ดี บอกว่าพบเจอกับสิ่งของสกปรกบนภูเขา มีสิ่งของติดตามอยู่ที่บริเวณด้านหลังของเขา เก็บเกี่ยวรอยเท้าของเขา เขาใกล้จะตายแล้ว

ในชนบทของหลิงเจียง มีคำพูดที่งมงายอยู่ประเภทหนึ่ง บอกว่าก่อนที่คนจะตายไป จะมีสหายแสนดีเดินทางมาเก็บรอยเท้า นำรอยเท้าเก็บไปให้กับคุณ ร่องรอยของคุณในห้วงเวลานี้ไม่มี วันตายเดินทางมาถึงแล้ว

แน่นอนว่า คำพูดประเภทนี้ไม่ได้มีหลักฐานยืนยันอะไร

แต่ว่า ไม่ตัดความเป็นไปได้ที่บางคนเชื่อใจ

ส่วนหวงช่าน เขาย่อมต้องไม่เชื่อใจอย่างแน่นอน เพียงแค่รู้สึกว่าซ่งไคหมิงกำลังทำตัวน่ารำคาญอย่างต่อเนื่อง แสวงหาความเห็นอกเห็นใจบริเวณเบื้องหน้าพี่สาวของเขา ให้เขามาคอยปรนนิบัติรับใช้ ทรมานเขาต่อไป

เมื่อสามวันก่อน หวงช่านยังตั้งใจพาเขาเดินทางไปตรวจสอบที่โรงพยาบาลประจำอำเภออยู่เลย ไม่ได้มีปัญหาอะไรอย่างเห็นได้ชัด

แต่ว่าซ่งไคหมิงไม่ยอมเชื่อใจ สองวันนี้ล้วนหลบซ่อนตัวอยู่ภายในบ้าน ไม่กล้าเดินทางออกจากบ้าน และไม่อนุญาตให้ใครหน้าไหนร้องเรียกชื่อของเขาด้วยเหมือนกัน

หวงช่านเลยตัดสินใจไม่สนใจไยดีเขาแล้ว ปล่อยให้เขาทำตัวน่ารำคาญต่อไป หากไม่ไหวจริง ก็ส่งไปยังโรงพยาบาลจิตเวช ตัวเองยังคงสามารถได้รับความเงียบสงบมาได้ด้วย

แต่ว่าสิ่งที่ทำให้เขาคิดไม่ถึงก็คือเมื่อคืนวาน ในช่วงกลางดึก มีสิ่งของเดินทางมาเคาะประตูที่บ้านของพวกเขาเข้าจริง

หวงช่านรับฟังได้อย่างชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง มีคนกำลังร้องเรียกชื่อของซ่งไคหมิงอยู่ ซ่งไคหมิงลุกขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ เตรียมตัวจะเดินออกไปทางด้านนอก ถูกหวงเสียขัดขวางเอาไว้

หวงช่านเดินทางออกจากบ้านไปเพื่อมองดู แต่ว่ากลับไม่ได้มองเห็นอะไร

ปิดประตูลงไปไม่นานนัก น้ำเสียงนั่นก็เดินทางมาอีกแล้ว

ทรมานกลับไปกลับมาอยู่หลายรอบถึงจะยุติลงไปได้

ครึ่งหลังของค่ำคืนซ่งไคหมิงก็เป็นไข้ขึ้นมา เป็นไข้จนงุนงงสับสนไปหมด เขาก็รีบส่งโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว เช้าตรู่วันนี้ไข้ลดลงไปแล้ว เพิ่งจะเดินทางกลับมา

เรื่องราวประเภทนี้ มันดูลี้ลับเกินไปแล้ว หวงช่านเดิมทีคิดอยากจะตามหาคุณปู่รองมาให้ลองดูสักหน่อย แต่ว่าหวงเต้าหลินไม่อยู่บ้าน เขาเลยเดินทางมาตามหาเฉินหยาง

……

...

หวงช่านนำเรื่องราวที่ผ่านพ้นไปเล่าให้ฟังไปหนึ่งรอบ

เฉินหยางรู้สึกว่าค่อนข้างจะน่าเหลือเชื่ออยู่บ้าง

มิน่าล่ะเมื่อคืนวานซืนไปฝากท้องที่บ้านของซ่งไคหมิง ก็ไม่ได้เห็นซ่งไคหมิงออกมา หวงเสียยังบอกว่าซ่งไคหมิงเมาเหล้ายังไม่ตื่นเลย

หวงช่านขยี้ดวงตาที่ไม่ได้ค่อยจะได้นอนหลับตลอดทั้งคืนนั่นของเขา "เฉินหยาง ตอนนี้จัดการจนผมไม่แน่ใจแล้วว่าเขากำลังทำตัวน่ารำคาญอยู่หรือเปล่า นายบอกมาซิว่าบนภูเขานี้ของพวกเราถูกนายจัดการจนกลายเป็นรูปร่างหน้าตาแบบไหนไปแล้ว ทำไมถึงจะยังคงมีความเป็นไปได้ที่จะมีสิ่งของที่ลี้ลับเหล่านั้นดำรงอยู่ได้อีกล่ะ?"

เฉินหยางกล่าว "เขาต้าฉีใหญ่โตขนาดนั้น สิ่งของที่มีอิทธิพลมีอยู่ไม่น้อย ฉันไม่กล้ารับประกันหรอกว่าจะจัดการจนสะอาดหมดจดแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ก็ไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะวิ่งหลบหนีมาจากสถานที่อื่นด้วย..."

"ถ้าอย่างนั้นนายเดินทางไปดูซ่งไคหมิงกับฉันก่อนเป็นอันดับแรกเถอะ ตาแก่คนนี้ เมื่อครู่นี้ยังคงดึงพี่สาวของผมเอาไว้ บอกว่าจะทำพินัยกรรมบ้าบออะไร จัดการจนพี่สาวของผมน้ำตาร่วงหล่นไหลริน ผมทนรับเขาเอาไว้ไม่ได้แล้ว..."

หวงช่านบ่นอุบอิบออกมาหนึ่งประโยค เฉินหยางเป็นคนที่มีความสามารถ ให้เขาลองดูสักหน่อย น่าจะสามารถยืนยันได้ว่าเป็นสถานการณ์อะไร

"จะพูดยังไงกับนายถึงจะดีล่ะเนี่ย การล้อเล่นก็ต้องมีขีดจำกัดเหมือนกันนะ"

เฉินหยางต้านทานแสงแดดอันรุนแรง เดินตามหลังหวงช่านเดินทางออกจากบ้านไป

หวงช่านยิ้มขื่น "นายอย่ามองว่าเขาพิการเท้าไปหนึ่งข้าง แต่ว่าไม่ว่ายังไงก็เป็นผู้พิทักษ์ขุนเขาเก่าแก่ ร่างกายแข็งแรงเป็นอย่างมาก คนธรรมดาทั่วไปเอาชนะเขาไม่ได้หรอกนะ สามารถคลานลงมาจากภูเขาได้เลย ผมจะไปรู้ได้ยังไงว่าจะมีเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นมา?"

เฉินหยางส่ายหน้า ไม่ได้พูดอะไรให้มากความอีก

ซ่งไคหมิงคนคนนี้ เฉินหยางสัมผัสมาไม่มากนัก ถึงแม้ความรู้สึกที่มอบให้กับเขาจะพูดน้อยไปสักหน่อย แต่ว่าคนก็ยังพอนับว่าไม่เลวอยู่

แน่นอนว่า คนบางคนเมื่ออยู่ต่อหน้าคนนอกเป็นใบหน้าหนึ่ง เมื่ออยู่ต่อหน้าคนกันเองก็เป็นอีกใบหน้าหนึ่ง จุดนี้ไม่มีอะไรให้พูดถึง

ตัวเขาเองเป็นคนพิการ มีความภาคภูมิใจในตัวเองสูง แต่ว่าความเป็นจริงน่าจะมีความรู้สึกต่ำต้อยอยู่บ้างเล็กน้อย ในตอนนี้เมื่อมองเห็นหวงช่านเจริญรุ่งเรืองแล้ว ภายในใจอาจจะไม่ค่อยจะสบายใจนัก เพราะฉะนั้นก็เลยเปลี่ยนวิธีการมาทรมานหวงช่าน ตามหาความรู้สึกของการดำรงอยู่บ้างเล็กน้อย เปลี่ยนวิธีการเพื่อทำให้หวงช่านได้รับรู้ว่า ไอ้หนูอย่างนายจะเจริญรุ่งเรืองมากขนาดไหน ฉันก็เป็นพี่เขยของนาย นายก็ต้องเชื่อฟังคำสั่งของฉัน

สภาพจิตใจของคนบางคน ยากที่จะไปคาดเดาได้

……

...

——

——

บ้านของซ่งไคหมิง

ในตอนที่เฉินหยางพบหน้าซ่งไคหมิง เขานอนราบอยู่บนเตียง สติสัมปชัญญะยังพอนับว่าตื่นรู้อยู่

หวงเสียเฝ้าคุ้มครองอยู่ที่บริเวณด้านข้าง ซีดเซียวอยู่บ้างอย่างเห็นได้ชัด

"เสี่ยวหยาง ทำให้นายต้องมาดูเรื่องตลกแล้ว"

ซ่งไคหมิงไม่เข้าใจว่าทำไมหวงช่านถึงต้องเรียกเฉินหยางให้เดินทางมา ไม่ว่ายังไงเฉินหยางก็ไม่ใช่หมอ และไม่ใช่ผู้วิเศษ

เขาค้ำยันร่างกาย ให้หวงเสียประคองเขานั่งขึ้นมา

"คุณอา คุณอย่าเพิ่งพูดอะไรเลยครับ"

ซ่งไคหมิงหยุดชะงักไปเล็กน้อย

หวงช่านกล่าวออกมาด้วยความรำคาญใจอยู่บ้างว่า "คุณปู่รองไม่อยู่บ้าน เฉินหยางเคยเรียนรู้มากับคุณปู่รอง เป็นคนที่มีความสามารถ ให้เขาลองดูให้กับคุณสักหน่อยเถอะ..."

สองสามีภรรยาได้ยินดังนั้น ล้วนมองดูไปทางเฉินหยางด้วยความตกตะลึง เขายังเคยเรียนรู้มากับปู่หวงเต้าหลินด้วยเหรอ?

แต่ว่า เหมือนแฟนสาวของเฉินหยางจะเป็นหลานสาวของคุณปู่หวงเต้า กลับสมเหตุสมผลอยู่เหมือนกัน

โรงพยาบาลประจำอำเภอพวกเขาก็เดินทางไปแล้ว ตรวจสอบหาสาเหตุออกมาไม่ได้เหมือนกัน

เมื่อไม่มีวิธีการ เมื่อตอนที่ขอความช่วยเหลือจากวิทยาศาสตร์ไม่มีประโยชน์ ก็จะหันกลับไปหาความงมงาย

คนมากมายบนปากบอกว่าไม่เชื่อใจเรื่องผีสางเทวดาเหล่านั้น แต่ว่าความเป็นจริงภายในใจกลับเคารพและหวาดกลัวจะตายอยู่แล้ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดเรื่องราวเมื่อคืนนี้ขึ้นมา

เฉินหยางใช้สายตามองดูก่อนเล็กน้อย

เบ้าตาของซ่งไคหมิงยุบตัวลึก สภาพเส้นผมเหี่ยวแห้ง เมื่อมองดูแล้วผ่ายผอมลงไปหนึ่งรอบ

แกล้งทำเป็นเสแสร้งแกล้งทำให้กลายเป็นแบบนี้ไม่ได้หรอกนะ

พอมองดูพลันรู้เลยว่าเป็นใบหน้าที่พลังชีวิตได้รับความเสียหายอย่างหนัก

เฉินหยางคว้าจับมือของซ่งไคหมิงเอาไว้ พลังจิตตรวจสอบเข้าไปภายในร่างกายของเขา แต่ว่ากลับไม่ได้ค้นพบความผิดปกติอะไร

ไม่ถูกต้อง อวัยวะภายในของเขา...

เฉินหยางขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างกะทันหัน ราวกับค้นพบอะไรบางอย่างขึ้นมา

ซ่งไคหมิงปีนี้ก็เพิ่งจะอายุสี่สิบกว่าปีเท่านั้น ยังไม่ถึงห้าสิบ แต่ว่าระบบทางเดินอาหารของเขา กลับมอบความรู้สึกของคนอายุเจ็ดแปดสิบปีชนิดหนึ่งให้กับผู้คน

หัวใจ ตับ ม้าม ปอด ไต ล้วนเปิดเผยความแก่ชราออกมาจนหมดสิ้น มีความรู้สึกประดุจวัวแก่ลากเกวียนผุพังชนิดหนึ่ง

หากไม่ใช่เพราะรับรู้อายุอานามของซ่งไคหมิงเป็นอย่างดี เขาคงจะคิดว่านี่คือคนแก่ที่ใกล้จะลงโลงคนหนึ่งเข้าจริง

หรือว่า จะมีเรื่องลี้ลับขนาดนี้อยู่จริง?

มีเรื่องราวประเภทเก็บรอยเท้า ผีน้อยร้องเรียกหน้าประตูอะไรอยู่เข้าจริงงั้นเหรอ?

"เป็นยังไงบ้าง"

เมื่อมองเห็นเฉินหยางขมวดคิ้วขึ้นมา ภายในใจของสองพี่น้องหวงช่านก็แขวนลอยติดตามมาด้วยเช่นเดียวกัน

เฉินหยางไม่ได้ตอบคำถาม หลังจากที่เขาคัดกรองตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนผ่านพ้นไป ในที่สุดก็ค้นพบจุดที่เกิดปัญหาขึ้นมา

ภายในร่างกายของซ่งไคหมิงมีพละกำลังขุมหนึ่งอยู่อย่างเลือนราง พลังงานขุมนี้กำลังดูดซับพลังชีวิตของอวัยวะภายในของเขาอย่างไม่หยุดหย่อน หลังจากนั้นรวมตัวลงไปท่ามกลางจุดตันเถียนตำหนักจื่อฝู่บริเวณด้านล่าง

เป็นเพราะไม่ได้เดินผ่านเส้นชีพจร แต่เป็นการทะลุผ่านหลอดเลือด เพราะฉะนั้นเลยปิดบังซ่อนเร้นเป็นอย่างมาก หากไม่ใช่เพราะมีความตั้งใจที่จะคัดกรองตรวจสอบ เกรงว่าเฉินหยางคงยากที่จะสังเกตเห็นได้เหมือนกัน

พลังงานขุมนี้ ความรู้สึกที่มอบให้กับเฉินหยาง ค่อนข้างจะหนาวเหน็บเย็นยะเยือกอยู่บ้าง

กลับค่อนข้างจะคล้ายคลึงกันกับกลิ่นอายแห่งความชั่วร้ายทางลบ

กลิ่นอายแห่งความชั่วร้ายทางลบ แตกต่างไปจากกลิ่นอายแห่งเทพสังหาร ทั้งสองอย่างเมื่อพูดโดยพื้นฐานแล้วใกล้เคียงกัน แต่ว่ากลิ่นอายแห่งเทพสังหารเป็นสิ่งที่สะสมเอาไว้ตามธรรมชาติแห่งฟ้าดิน ส่วนกลิ่นอายแห่งความชั่วร้ายทางลบส่วนใหญ่มักจะเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมา ก่อกำเนิดขึ้นมาโดยติดตามมากับความตาย

โดยปกติมักจะพบเห็นได้ง่ายดายมากที่สุดตามสถานที่ประเภทสุสาน ป่าช้าไร้ญาติ

คนธรรมดาทั่วไปไม่สามารถทนรับพลังงานประเภทนี้เอาไว้ได้ไหวหรอก

เมื่อไม่นานมานี้ เขาเคยสัมผัสได้ถึงการดำรงอยู่ของพลังงานประเภทนี้มาจากท่ามกลางสร้อยคอหัวกะโหลกที่นักพรตอู่เหลยหลบซ่อนตัวอยู่ ต้นตรีทูตเทวะก็เคยอธิบายความรู้ทั่วไปให้กับเขาฟังมาแล้ว

เฉินหยางเปิดดวงตาสวรรค์ออกในทันที มองดูไปบนร่างกายของซ่งไคหมิงเล็กน้อย

ในความเลือนราง สามารถมองเห็นกลิ่นอายสีดำเป็นเส้นเป็นสายพันธนาการไหลเวียนอยู่บนร่างกายของเขาได้อย่างเห็นได้ชัดจริง

"ปัญหาไม่ใหญ่โตอะไรนักหรอกครับ"

ชั่วครู่ให้หลัง เฉินหยางปิดดวงตาสวรรค์ลงไป

ก็ไม่ได้บอกสาเหตุออกมา

เฉินหยางยื่นมือออกไปกดเอาไว้บนศีรษะของซ่งไคหมิง คิดอยากจะใช้แมลงกู่เทาเที่ยดึงพลังงานความชั่วร้ายทางลบภายในร่างกายของเขาออกไป

"อ๊าก!"

แต่ว่า เฉินหยางเพิ่งจะลงมือ พลังงานความชั่วร้ายทางลบเพิ่งจะถูกดึงออกมาเพียงแค่หนึ่งสาย ซ่งไคหมิงกลับส่งเสียงร้องตะโกนออกมาด้วยความเจ็บปวดอย่างรุนแรง

ทำให้เฉินหยางตกใจกลัวจนปล่อยมือออกอย่างรวดเร็ว

"เป็นอะไรไปครับ?" เฉินหยางรีบเอ่ยถาม

"เจ็บ"

ซ่งไคหมิงสีหน้าซีดเผือด สั่นเทาไปทั่วทั้งร่างกาย เหงื่อกาฬพลันลอยฟุ้งขึ้นมาในพริบตา

จัดการจนกลายเป็นแบบนี้ เฉินหยางล้วนไม่กล้าลงมือแล้ว

สองพี่น้องหวงเสียก็ได้รับความตกใจไปหนึ่งครั้งเช่นเดียวกัน

เฉินหยางก่อให้เกิดความสงสัยขึ้นมาภายในใจ เป็นเพียงแค่พลังงานความชั่วร้ายทางลบเท่านั้นเอง ตัวเองถอนรากถอนโคนให้กับเขา ต่อให้เขาจะไม่รู้สึกผ่อนคลายสบายใจ ก็ไม่มีทางที่จะเจ็บปวดมากมายขนาดนี้ถึงจะถูกต้องสิ

จบบทที่ ตอนที่ 695: เก็บเกี่ยวรอยเท้า ผีน้อยเคาะประตู?

คัดลอกลิงก์แล้ว