เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1330 ต้องทำตัวให้คู่ควรกับการถูกดึงตัวไปเป็นพวกก่อน คนอื่นถึงจะยอมดึงตัวคุณ

บทที่ 1330 ต้องทำตัวให้คู่ควรกับการถูกดึงตัวไปเป็นพวกก่อน คนอื่นถึงจะยอมดึงตัวคุณ

บทที่ 1330 ต้องทำตัวให้คู่ควรกับการถูกดึงตัวไปเป็นพวกก่อน คนอื่นถึงจะยอมดึงตัวคุณ


บทที่ 1330 ต้องทำตัวให้คู่ควรกับการถูกดึงตัวไปเป็นพวกก่อน คนอื่นถึงจะยอมดึงตัวคุณ

หลังจากส่งข้อความทั้งสองข้อความนี้เสร็จ ภายในกลุ่มก็เงียบกริบ

กลุ่มผู้บริหารสิบกว่าคน ที่ปกติเวลาคุยเรื่องงานก็จะตอบโต้กันไปมา แต่ตอนนี้กลับพร้อมใจกันปิดเสียงเงียบกริบ

เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลย ว่าในช่วงวันหยุดปีใหม่ จะมีตัวละครแบบนี้โผล่พรวดขึ้นมา

เลขา เลขานุการประธานบริษัท

ตำแหน่งนี้ไม่ธรรมดาเลยนะ จะต้องเป็นคนที่เจ้านายให้ความไว้วางใจอย่างถึงที่สุดเท่านั้น

“ครืด ครืด ครืด—”

【ถังซ่ง: “ยินดีต้อนรับเลขานุการจิน (#ปรบมือ)” 】

ตัวอักษรเพียงแค่ไม่กี่ตัวเรียบง่าย

ไม่มีการแนะนำตัวที่ยืดยาว และไม่มีคำอธิบายใดๆ เพิ่มเติม

ในตอนนั้นเอง ถึงได้เริ่มมีคนทยอยโผล่ขึ้นมาในกลุ่มทีละคนสองคน

【ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ - จางเหวิน: “ยินดีต้อนรับเลขานุการจิน” 】

【ศูนย์ไลฟ์สตรีมมิ่ง - เหออีอี: “ยินดีต้อนรับๆ ~” 】

【ผู้อำนวยการฝ่ายคัดเลือกสินค้า - หลี่เยว่หราน: “ยินดีต้อนรับเลขานุการจินเข้าสู่ซ่งเหม่ยนะคะ” 】

เหยาหลิงหลิงมองดูข้อความในกลุ่มที่เด้งขึ้นมาทีละข้อความ แล้วเงยหน้ามองเกาเมิ่งถิงที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

รู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อย

ไม่รู้เลยว่าตัวเองควรจะพิมพ์ตอบกลับไปด้วยดีไหม

ประเด็นสำคัญก็คือ “เลขานุการจิน” คนนี้ หน้าตาคล้ายกับประธานเกานี่แหละ

ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความที่เธอพอจะรู้จักนิสัยของรุ่นพี่จอมเจ้าชู้คนนั้นดี การเอาผู้หญิงหน้าตาสะสวยน่ารักขนาดนี้มาไว้ข้างกายในฐานะเลขา ไม่ว่าจะคิดมุมไหนความสัมพันธ์มันก็คงไม่บริสุทธิ์ใจอย่างแน่นอน

ถึงแม้ว่าเธอจะเป็นคนไม่ค่อยคิดอะไรมาก แต่ความสัมพันธ์ระหว่างประธานเกากับรุ่นพี่ เธอก็รู้อยู่เต็มอก

แล้วตอนนี้จู่ๆ ก็มีเลขาที่หน้าตาคล้ายคลึงกันโผล่ขึ้นมา

เรื่องนี้ถ้าคิดตื้นๆ ก็คือ “ประธานถังรับผู้ช่วยคนใหม่”

แต่ถ้าคิดให้ลึกซึ้งล่ะก็ รสชาติมันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเลยนะ

เกาเมิ่งถิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สีหน้าเรียบเฉย เธอกดเปิดช่องแชตและพิมพ์ส่งไปประโยคหนึ่ง: ยินดีต้อนรับเลขานุการจิน หวังว่าจะมีความสุขกับการทำงานที่ซ่งเหม่ยนะคะ

เมื่อเหยาหลิงหลิงเห็นดังนั้น ก็รีบพิมพ์ตามไปติดๆ

หลังจากส่งไปได้ไม่ถึงสามวินาที ในกลุ่มก็มีข้อความใหม่เด้งขึ้นมาอีก

【เลขานุการประธานบริษัท - จินเหม่ยซู: “ขอบคุณประธานเกา ขอบคุณหลิงหลิง และขอขอบคุณเพื่อนร่วมงานทุกท่านด้วยนะคะ หากมีส่วนไหนที่ต้องการให้ช่วย สามารถทักแชตส่วนตัวมาหาฉันได้ตลอดเลยนะคะ” 】

เหยาหลิงหลิงจ้องมองข้อความนี้ เปลือกตากระตุกขึ้นเบาๆ

จงใจขอบคุณประธานเกาเป็นการส่วนตัว และก็จงใจขอบคุณเธอเป็นการส่วนตัวเช่นกัน

ส่วนคนอื่นๆ ที่เหลือ ล้วนถูกเหมารวมไว้ในคำว่า “เพื่อนร่วมงานทุกท่าน” อย่างผ่านๆ

มันให้ความรู้สึกที่แปลกประหลาดมาก

ราวกับว่าทันทีที่อีกฝ่ายก้าวเท้าเข้ามา ก็มองขาดทะลุปรุโปร่งไปหมดแล้ว ว่าใครเป็นใคร และใครอยู่ตำแหน่งไหน

บวกกับเรื่องที่ถูกดึงเข้ากลุ่มมาในช่วงวันหยุดชิวสี่ (วันที่สี่ของปีใหม่) อีก

ไม่ว่าจะมองยังไง มันก็ไม่เหมือนการเข้าทำงานแบบปกติเลยสักนิด

ให้ความรู้สึกเหมือนศัตรูหัวใจกำลังพุ่งเข้าชนเต็มๆ เลยล่ะ

“ติ๊งต่อง—”

“ติ๊งต่อง—”

เสียงแจ้งเตือน WeChat สองครั้งดังขึ้นแทบจะพร้อมกัน

เหยาหลิงหลิงก้มหน้าลงมอง หัวใจก็กระตุกวาบขึ้นมาอีกครั้ง

มีคำขอเป็นเพื่อนใหม่ส่งมา ข้อความแนบสั้นๆ สะอาดตา: จินเหม่ยซู

เธอหันไปมองเกาเมิ่งถิงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามโดยสัญชาตญาณ

เห็นได้ชัดเจนเลย

เลขาจินคนใหม่นี้ ไม่ใช่แค่แอดเธอมาคนเดียว แต่คงจะแอดประธานเกามาพร้อมๆ กันด้วย

เคลื่อนไหวรวดเร็วปานกามนิต ราวกับเขียนบทเตรียมการเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ดุดันจนไม่แม้แต่จะชายตามองจังหวะทักทายตามมารยาทเลยด้วยซ้ำ

เหยาหลิงหลิงกำโทรศัพท์ไว้แน่น ความอยากรู้อยากเห็นและความระแวดระวังตัวในใจตีรวนผสมปนเปกันไปหมด

ทั้งการพูดจา การเข้ากลุ่ม การแอดเพื่อน จังหวะเวลาสอดประสานกันเป็นทอดๆ ราวกับว่าได้คำนวณเอาไว้ล่วงหน้าหมดแล้ว

ผู้มาเยือนย่อมไม่ประสงค์ดี!

ความสัมพันธ์แบบสามเหลี่ยมที่เคยเงียบสงบของซ่งเหม่ยเครื่องแต่งกาย จู่ๆ ทำไมถึงมีเค้าลางว่าฟ้ากำลังจะเปลี่ยนสีล่ะเนี่ย?

หลังจากนี้ คงไม่ได้จะเปิดฉากละครศึกชิงดีชิงเด่นในออฟฟิศกันจริงๆ หรอกนะ?

แก๊งสามสาวของพวกเธอ (ประธานเกา, เลขาชิว, หลิงหลิง) ปะทะ เลขาจิน?

พอคิดอีกที ก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาหน่อย

ตอนนี้ตัวเธอกับชิวชิวเป็นคนของซูอวี๋แล้ว มีลูกพี่ใหญ่คอยหนุนหลังอยู่ แถมเบื้องบนก็ยังมีพี่สาวเวินหร่วนอีก น่าจะไม่ต้องกลัวอะไรหรอก

โชคดีนะที่ผู้ช่วยส่วนตัวของรุ่นพี่อย่างเสี่ยวเสวี่ยไม่ได้มาด้วย ไม่งั้นคงวุ่นวายกลายเป็นโจ๊กเดือดแน่ๆ

แต่จะว่าไปแล้ว เสี่ยวเสวี่ยออกจะดุดันขนาดนั้น ถ้าเกิดเธอมาจริงๆ คาดว่าคงไม่มีเรื่องของเลขาจินแล้วล่ะมั้ง

ก็รุ่นพี่คนนี้น่ะสิ

เหยาหลิงหลิงกัดริมฝีปาก

นับวันก็ยิ่งออกลายความเลวทรามอย่างโจ่งแจ้ง มีเหตุผลสนับสนุนตัวเองแบบหน้าตาเฉย และไม่มีความปิดบังอะไรเลยสักนิด

เลวเสียจนแฟนสาวในโลกไซเบอร์อย่างเธอ แทบจะทนดูไม่ได้อยู่แล้ว

ไว้คราวหน้า จะต้องจัดหนักท่าสควอทแบบใช้น้ำหนักเยอะๆ จนหมดแรงสักหลายๆ เซ็ตให้ได้เลย

เกร็งกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ใช้แรงจากสะโพกและต้นขา เน้นจังหวะขึ้นลงให้หนักหน่วง หมัดต่อหมัด เนื้อเน้นๆ!

ถือซะว่าเป็นการผดุงความยุติธรรมแทนสวรรค์ก็แล้วกัน

เวลา 2 ทุ่ม

เมืองลั่วเฉิง

ภายในห้องอาหารส่วนตัวของโรงแรม อาหารบนโต๊ะกลมถูกกินไปกว่าเจ็ดแปดส่วนแล้ว

บรรยากาศเปลี่ยนจากความอึดอัดและหยั่งเชิงกันในตอนแรกที่เพิ่งนั่งลง กลายมาเป็นสภาพอย่างที่เห็นในตอนนี้

มีทั้งคนที่คอยเหยียบย่ำคนอื่นและรำพึงรำพัน คนที่พยายามยกยอคนอื่นอย่างฝืนๆ และคนที่อาศัยความเมาพยายามตีสนิท

“อวี้เหยียน ตอนนี้เธอแตกต่างจากพวกเราไปแล้วจริงๆ นะเนี่ย!”

“ก็แหงล่ะสิ! ผู้บริหารระดับแกนนำของเซวียนจีกวงเจี้ยเลยนะ! ช่วงนี้ฉันเห็นบทสัมภาษณ์ของเซวียนจีในข่าวเศรษฐกิจกับคลิปสั้นทุกวันเลย!”

“ตอนอยู่โรงเรียนก็รู้อยู่แล้วล่ะว่าเธอเรียนเก่ง เป็นคนเก่ง แต่ไม่คิดเลยว่าจะเก่งได้ถึงขนาดนี้ นี่มันสร้างชื่อเสียงให้กับเพื่อนร่วมรุ่นอย่างพวกเราชัดๆ!”

“โธ่เอ๊ย ตอนนี้ระดับของเธอไม่ได้เรียกว่าเก่งแล้ว แต่มันอยู่คนละระดับกันแล้ว เข้าใจไหม?”

“พูดจริงๆ นะ ลองมองดูทั้งโรงเรียนเรา คนที่ได้ดิบได้ดีที่สุด ก็ต้องเป็นอวี้เหยียนอย่างแน่นอน”

เสิ่นอวี้เหยียนนั่งอยู่ในตำแหน่งแขกคนสำคัญ ท่วงท่าการนั่งนั้นสง่างามและตั้งตรง

สวมเสื้อเชิ้ตผ้าไหมสีแดงไวน์เข้มเนื้อดี ทับด้วยเสื้อโค้ตสไตล์ชาแนลแบบโอตกูตูร์สีเบจ ช่วยขับให้เธอดูเยือกเย็น ประณีต และเป็นผู้ใหญ่มากยิ่งขึ้น

คำเยินยอที่เปลี่ยนแต่เปลือกแต่ไส้ในยังเหมือนเดิมเหล่านี้ คืนนี้เธอฟังมาไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบแล้ว

บนใบหน้าของเธอยังคงประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ ไม่ได้ดูห่างเหินจนเกินไป แต่ก็ไม่ได้ดูสนิทสนมจนเกินพอดี

วันนี้เป็นวันขึ้น 4 ค่ำ เดือนอ้าย

และก็เป็นวันจัดงานเลี้ยงรุ่นเพื่อนมัธยมปลายด้วย

งานเลี้ยงครั้งนี้ ไป๋เมิ่งหลินที่ทำงานอยู่ที่สำนักงานใหญ่ของหรงหลิวแคปปิตอลในฮ่องกง เป็นคนเริ่มชักชวนและจัดการอยู่ในกลุ่ม

ก่อนปีใหม่ เธอก็คอยแท็กหาคนในกลุ่มเพื่อนอย่างบ้าคลั่ง นัดหมาย จองร้านอาหาร วุ่นวายอยู่กับการเป็นผู้ประสานงาน

แน่นอนว่าเสิ่นอวี้เหยียนก็ไม่ได้ปฏิเสธ

การกลับบ้านเกิดอย่างสง่างาม ถือเป็นความต้องการพื้นฐานที่ซ่อนเร้นลึกที่สุดในสัญชาตญาณของมนุษย์อยู่แล้ว

เพื่อนนักเรียนชายที่นั่งเยื้องไปทางฝั่งตรงข้ามอาศัยจังหวะที่กำลังเมา ยกแก้วเหล้าขึ้นมาอีกครั้ง ใบหน้าแดงก่ำ คอขึ้นเอ็น หัวเราะและพูดว่า:

“อวี้เหยียน มื้อนี้ของเรายังไม่จบนะ ฉันจองห้องคาราโอเกะชั้นล่างไว้แล้ว นานๆ ทีพวกเราจะได้มารวมตัวกัน ไปร้องเพลงกันต่อเถอะ”

“ใช่ๆๆ ไปต่อรอบสองกัน!”

“ตอนนี้เพิ่งจะกี่โมงเอง? เพิ่งจะสองทุ่มกว่า! ปีใหม่ทั้งที มันต้องจัดเต็มกันหน่อยสิ!”

“อวี้เหยียน คืนนี้เธอห้ามกลับเด็ดขาดเลยนะ ถ้าตัวเอกอย่างเธอหนีกลับไป แล้วพวกเราจะไปเล่นอะไรกันล่ะ?”

กลุ่มคนเริ่มส่งเสียงเชียร์เซ็งแซ่ตามๆ กันไป

เสิ่นอวี้เหยียนก้มหน้ามองนาฬิกาข้อมือ ก่อนจะช้อนตาขึ้น มุมปากโค้งขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงนุ่มนวลและสุภาพ

“พวกเธอไปกันเถอะ ฉันไม่ไปแล้วล่ะ พรุ่งนี้ก็วันขึ้น 5 ค่ำแล้ว ฉันยังต้องเตรียมตัวสำหรับการประชุมข้ามมหาสมุทรอีก”

พอคำพูดนี้หลุดออกมา การเคลื่อนไหวของคนสองสามคนที่ยังส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวกันอยู่เมื่อครู่นี้ก็หยุดชะงักไปในทันที

เดิมทียังอยากจะพูดหว่านล้อมอีกสักสองสามคำ แต่พอคำพูดมาจ่ออยู่ที่ริมฝีปาก ก็ต้องกลืนกลับลงไป

“ชิ อวี้เหยียน ตอนนี้เธอกลายเป็นคน... งานยุ่งตัวเป็นเกลียวไปแล้วจริงๆ” นักเรียนชายวางแก้วเหล้าลงอย่างเก้อเขิน

“ช่วยไม่ได้นี่นา ยิ่งตำแหน่งสูง ความรับผิดชอบก็ยิ่งเยอะตามไปด้วย ธุรกิจข้ามชาติ มันก็ต้องให้ความสำคัญอยู่แล้ว”

ท่ามกลางการทักทายที่ดูอึดอัดเล็กน้อย แต่ก็ถูกกลบเกลื่อนด้วยการพูดคุยเอาตัวรอดไปได้อย่างรวดเร็ว

เสิ่นอวี้เหยียนหยิบเสื้อโค้ตที่พาดอยู่บนพนักเก้าอี้และกระเป๋าที่อยู่ใกล้มือขึ้นมา เคลื่อนไหวอย่างไม่รีบร้อนและลุกขึ้นยืน

“วันนี้ฉันขอตัวกลับก่อนนะ ค่าอาหารในห้องนี้ฉันจ่ายให้เรียบร้อยแล้ว พวกเธอทานกันต่อเถอะ”

“โอ๊ย! ทำแบบนี้ได้ยังไงกัน!”

“ดูเธอสิ อุตส่าห์เดินทางกลับมาตั้งไกล ยังต้องมาเสียเงินอีก!”

“คราวหน้าๆ! คราวหน้าถ้ากลับมาลั่วเฉิง พวกเราต้องเป็นฝ่ายเลี้ยงเธอให้ได้นะ!”

“ได้สิ” เสิ่นอวี้เหยียนหิ้วกระเป๋า ยิ้มให้อย่างไว้หน้า “งั้นฉันจะจำเอาไว้ก็แล้วกัน”

กลุ่มคนส่งเสียงอึกทึกครึกโครมและลุกขึ้นยืนตามๆ กันมา ใครถือเสื้อแจ็คเก็ตก็ถือไป ใครถือโทรศัพท์ก็ถือไป ต่างพากันห้อมล้อมเธอเดินออกไปข้างนอกราวกับดวงดาวล้อมเดือน

เมื่อถึงห้องโถงชั้นหนึ่งของโรงแรม

ประตูหมุนเข้าๆ ออกๆ พัดพาเอาไอเย็นยามค่ำคืนในฤดูหนาวเข้ามาไม่ขาดสาย ภายนอกหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่คือถนนที่ประดับประดาไปด้วยแสงไฟนีออนระยิบระยับของเมืองลั่วเฉิง

เสิ่นอวี้เหยียนเพิ่งจะก้าวเท้าลงบันไดหินอ่อนในห้องโถง เสียงที่ดูประหลาดใจเล็กน้อยก็ดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง

“ประธานเสิ่น?”

เธอหยุดชะงักฝีเท้า และหันขวับกลับไป

ผู้ชายวัยสี่สิบกว่าคนหนึ่งกำลังเดินตรงมาทางนี้

สวมเสื้อกันหนาวขนเป็ดสไตล์นักธุรกิจสีเข้ม แว่นตากรอบทองครึ่งกรอบ ใบหน้าคมคาย ภูมิฐาน มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนที่คลุกคลีอยู่ในระบบราชการมานานหลายปี

ข้างกายมีชายหนุ่มสองคนถือกระเป๋าเอกสารเดินตามมา ดูท่าทางแล้วก็คงจะเพิ่งกลับลงมาจากงานเลี้ยงสักงานบนชั้นบนเหมือนกัน

เพื่อนนักเรียนที่อยู่ข้างๆ ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถาม “อวี้เหยียน เธอรู้จักเหรอ?”

เสิ่นอวี้เหยียนไม่ได้สนใจคำพูดของเพื่อนร่วมชั้น เธอเปลี่ยนสีหน้าเป็นรอยยิ้มแบบมืออาชีพที่ดูเยือกเย็น และก้าวเท้าเข้าไปต้อนรับก่อนสองก้าว

“หัวหน้าหวัง”

ทันทีที่เสียงเรียก “หัวหน้าหวัง” ดังขึ้น แววตาของกลุ่มเพื่อนเก่าที่เมื่อครู่นี้ยังเจี๊ยวจ๊าวกันอยู่ด้านหลัง ก็เปลี่ยนไปในทันที

หัวหน้าหวังยิ้มอย่างเกรงใจเป็นพิเศษ ท่าทางแฝงไปด้วยความเคารพอย่างไม่รู้ตัว

“ช่วงปีใหม่นี่ก็จะผ่านไปแล้ว ประธานเสิ่น ช่วงนี้ผมเอาแต่คิดอยู่ตลอด หวังว่าจะมีโอกาสให้เซวียนจีกวงเจี้ยได้มาเดินดูและศึกษาดูงานที่เมืองลั่วเฉิงของเราให้มากขึ้น”

“โดยเฉพาะเรื่องการตั้งศูนย์ผลิตชิ้นส่วนประกอบหลักในเขตภาคกลางและภาคตะวันตกของเซวียนจีและถังอี๋พรีซิชันในอนาคต”

“ท่านนายกเทศมนตรีจางให้ความสนใจกับเรื่องนี้มาโดยตลอด และคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีความร่วมมือกันในขั้นต่อไป”

“ถ้าหากในอนาคตมีช่องทางที่เหมาะสมจริงๆ ทางฝั่งเมืองลั่วเฉิงของเรา ตั้งแต่เรื่องนโยบาย ที่ดิน ไปจนถึงการสนับสนุนด้านบุคลากร จะให้การสนับสนุนและให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่แน่นอนครับ”

“หัวหน้าหวังเกรงใจเกินไปแล้วค่ะ” เสิ่นอวี้เหยียนพยักหน้ารับเบาๆ รอยยิ้มดูเหมาะสม ไร้ที่ติ

“ตอนนี้ฉันเองก็ทำหน้าที่แค่ควบคุมการบริหารงานภายในเครือบริษัทเท่านั้น ส่วนเรื่องการวางแผนระดับกลยุทธ์ต่างๆ ฉันยังไม่มีอำนาจตัดสินใจหรอกค่ะ”

“แต่ถึงยังไงเมืองลั่วเฉิงก็เป็นบ้านเกิดที่ฉันเติบโตมา ถ้าหากในภายภาคหน้ามีโอกาสที่เหมาะสมจริงๆ ฉันเองก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยเจรจาและผลักดันให้ค่ะ”

“ดีครับ! ดีเลย! ได้ยินประธานเสิ่นพูดแบบนี้ พวกเราก็เหมือนได้กินยาคลายกังวลแล้วล่ะครับ!” รอยยิ้มบนใบหน้าของหัวหน้าหวังยิ่งลึกขึ้นกว่าเดิม

“งั้นผมไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของคุณแล้วล่ะครับ ไว้รอให้พ้นช่วงวันหยุดปีใหม่ไปก่อน เราค่อยหาเวลาว่างๆ มาคุยกันแบบเจาะลึกอีกทีนะครับ”

“คุณพูดหนักเกินไปแล้วค่ะ ยินดีต้อนรับเสมอค่ะ”

หัวหน้าหวังท่านนี้ มีชื่อเต็มว่า หวังเจี้ยนเฉิง เป็นรองผู้อำนวยการฝ่ายโครงการสำคัญของคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปเมืองลั่วเฉิง รับผิดชอบดูแลด้านการเชิญชวนการลงทุนและการจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรม

เมื่อวันที่ 27 เดือน 12 เสิ่นอวี้เหยียนเพิ่งจะกลับมาถึงบ้านเกิดที่เมืองลั่วเฉิงได้ไม่ถึงสองวัน รองนายกเทศมนตรีเมืองลั่วเฉิงท่านหนึ่งที่ดูแลด้านอุตสาหกรรมและการเชิญชวนการลงทุน ก็ได้อาศัยเส้นสายภายในจากทางมณฑล นัดพบกับเธออย่างลับๆ

ในงานเลี้ยงวันนั้น หัวหน้าหวังท่านนี้ก็เป็นคนคอยติดตามอยู่ตลอดทั้งงาน

การที่ได้รับสิทธิพิเศษเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่เพียงเพราะตำแหน่งและประวัติส่วนตัวของเธอเพียงอย่างเดียว

จากคำบอกเล่าของสวีฉิงเพื่อนสนิทของเธอ เธอเองก็พอจะเดาออกคร่าวๆ แล้ว

เบื้องหลังเรื่องนี้... น่าจะเป็นฝีมือของคุณนายโอวหยางอย่างแน่นอน

ความรู้สึก “ถูกคนอื่นจัดแจงให้” แบบนี้ จะว่าไปมันก็มีความรู้สึกไม่ยินยอมอยู่ลึกๆ นิดหน่อย

แต่เสิ่นอวี้เหยียนเข้าใจดี

ในเกมการแข่งขันระดับนี้ การ “ถูกคนอื่นจัดแจงให้” ก็หมายความว่า คุณได้รับการยอมรับแล้ว

คุณต้องทำตัวให้คู่ควรกับการถูกดึงตัวไปเป็นพวกก่อน คนอื่นถึงจะยอมดึงตัวคุณ

......

จบบทที่ บทที่ 1330 ต้องทำตัวให้คู่ควรกับการถูกดึงตัวไปเป็นพวกก่อน คนอื่นถึงจะยอมดึงตัวคุณ

คัดลอกลิงก์แล้ว