- หน้าแรก
- ย้อนกลับไปตอนอายุ สิบสี่ ปี การเรียนทำให้ฉันสวยและร่ำรวย
- บทที่ 30 การฝึกวิชาทหาร (ตอนที่ 2)
บทที่ 30 การฝึกวิชาทหาร (ตอนที่ 2)
บทที่ 30 การฝึกวิชาทหาร (ตอนที่ 2)
บทที่ 30 การฝึกวิชาทหาร (ตอนที่ 2)
"เหวินเหวิน ฉันเหนื่อยเหลือเกิน อาหารก็ไม่อร่อยด้วย" เหวินสือถิงกำลังพักผ่อนอยู่บนเตียงของเธอ ในตอนที่เด็กสาวอีกคนทิ้งตัวลงนั่งแล้วซบหน้าลงกับไหล่ของเหวินสือถิงเพื่อพร่ำบ่น
พวกเธอแยกย้ายกลับเข้าชั้นเรียนของตนเองเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา และแม้จะอยู่ในค่ายฝึกวิชาทหารด้วยกัน แต่พวกเธอก็อยู่คนละห้อง หลังจากตรากตรำฝึกฝนมาตลอดทั้งเช้าจนเหนื่อยล้าแทบขาดใจ การได้พบเหวินสือถิงในตอนนี้จึงให้ความรู้สึกเหมือนได้พบคนในครอบครัว
เหวินสือถิงประคองอีกฝ่ายออกห่างจากตัวพลางเอ่ยถาม "แล้วตอนกลางวันเธอได้กินข้าวบ้างหรือเปล่า"
"กินไปนิดเดียวเองแต่กินไม่หมด ตอนนี้ยังรู้สึกหิวอยู่เลย"
"เธอนี่ลำบากจริงๆ ที่นี่มีร้านค้าสวัสดิการเล็กๆ อยู่ ในขณะที่ยังพอมีเวลาเหลือ เธออยากไปซื้อขนมปังกรอบมากินไหม"
"ไปสิ"
เหวินสือถิงสังเกตเห็นหลินเล่อเล่อกำลังมองพวกเธออยู่ จึงดึงตัวหลี่เหวินอีให้ลุกขึ้นพร้อมกับแนะนำให้รู้จักกัน "นี่คือเพื่อนสนิทของฉันเอง พวกเราเรียนมัธยมต้นมาด้วยกัน เธอชื่อหลี่เหวินอี อยู่ห้องสามจ่ะ"
จากนั้นเธอก็แนะนำหลินเล่อเล่อให้หลี่เหวินอีรู้จัก "ส่วนนี่คือหลินเล่อเล่อ เพื่อนห้องเดียวกับฉัน พวกเราเพิ่งรู้จักกันวันนี้เอง"
ทั้งคู่ไม่ใช่คนขี้อายจึงยิ้มและกล่าวทักทายกัน หลี่เหวินอีเอ่ยถามขึ้นว่า "เล่อเล่อ เธอจะไปกับพวกเราไหม"
"ไปสิ เมื่อกี้ฉันก็กินไปไม่เท่าไหร่เหมือนกัน ตอนนั้นเหนื่อยจนกินอะไรไม่ลง แต่ตอนนี้ท้องเริ่มว่างแล้วล่ะ"
หลินเล่อเล่อชวนเด็กสาวคนอื่นๆ ในห้องไปด้วยกัน บางคนเหนื่อยเกินกว่าจะขยับตัวจึงกล่าวปฏิเสธ แต่ก็มีอีกหลายคนที่อยากจะไปร้านค้าสวัสดิการพร้อมกับพวกเธอ
ระหว่างทางที่เดินไปยังร้านค้า หลินเล่อเล่อและหลี่เหวินอีต่างก็ดูน่ารักสะดุดตา ส่วนเหวินสือถิงที่สวมชุดลายพรางทหารและรวบผมตึงกลับดูเท่และโฉบเฉี่ยวมากกว่าปกติ จนดึงดูดสายตาของผู้คนได้ไม่น้อย
หลังจากสอบถามกันไปมา นักเรียนจากโรงเรียนอื่นจึงได้รู้ว่าเด็กสาวที่สวยที่สุดคนนี้คือผู้ที่สอบได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งในการสอบเข้ามัธยมปลายของปีนี้ที่มีชื่อว่าเหวินสือถิง ส่วนเด็กสาวที่เดินมาด้วยกันล้วนมาจากโรงเรียนมัธยมหมายเลขสามทั้งสิ้น เป็นไปตามคาดที่คนสวยมักจะรวมกลุ่มอยู่กับคนสวย และพวกเธอยังเป็นนักเรียนระดับหัวกะทิอีกด้วย
เจียงเจิ้นน่าพร้อมกับลูกสมุนใหม่สองคนที่เธอเพิ่งหามาได้จากห้องห้า มองเห็นเหวินสือถิงที่บดบังรัศมีของเธอทันทีที่ปรากฏตัว แม้แต่ลูกสมุนทั้งสองของเธอก็ยังมองกลุ่มของเหวินสือถิงด้วยความชื่นชมแกมริษยา ทำให้เธอรู้สึกอิจฉาเป็นอย่างมาก
เจียงเจิ้นน่ากรอกตาไปมาพลางบ่นพึมพำ "เชอะ อวยกันซะยกใหญ่ ที่แท้ก็หน้าตาพื้นๆ นี่นา หึ"
ลูกสมุนคนหนึ่งเอ่ยถาม "น่าหน้า เมื่อกี้เธอพูดว่าอะไรนะ" เนื่องจากเจียงเจิ้นน่าพูดเบาเกินไปเธอจึงได้ยินไม่ถนัด แต่เพราะเจียงเจิ้นน่าเพิ่งจะเลี้ยงอาหารพวกเธอไป จึงเอ่ยถามด้วยความใส่ใจ
"เปล่า ไม่มีอะไร ไปกันเถอะ" เหวินสือถิงเป็นถึงผู้สอบได้อันดับหนึ่งและเป็นคนดังในโรงเรียน เธอไม่ได้โง่พอที่จะหาเรื่องอีกฝ่ายในตอนนี้
ทางด้านของเหวินสือถิง หลินเล่อเล่อกำลังแบ่งปันข้อมูลทั้งหมดที่เธอรู้เกี่ยวกับโรงเรียนมัธยมหมายเลขสามอย่างตื่นเต้น "เมื่อเช้าฉันยังเล่าไม่จบเลยนะ คนดังระดับเทพของโรงเรียนมัธยมหมายเลขสามเราน่ะ ฉีจิ้นจือ เขาเป็นที่หนึ่งของสายชั้นแบบถาวรเลยล่ะ ไม่ว่าเขาจะลงแข่งคณิตศาสตร์รายการไหนก็คว้าอันดับหนึ่งมาได้เสมอ แถมยังร้องเพลงเพราะแล้วก็เล่นเปียโนได้ด้วยนะ เล่นบาสเกตบอลก็เก่ง ไม่เพียงแต่หล่อเหลาจนวัวตายควายล้ม แต่ครอบครัวเขายังรวยมากอีกต่างหาก เด็กผู้หญิงในโรงเรียนชอบเขาเยอะมาก แต่ทุกคนต่างตกลงกันเงียบๆ ว่าจะไม่ไปสารภาพรัก เพราะคนระดับเทพแบบนั้นมีไว้ให้มองอยู่ห่างๆ เท่านั้นแหละ"
เด็กสาวอีกสองคนที่เดินอยู่ใกล้ๆ ซึ่งย้ายมาจากแผนกมัธยมต้นของโรงเรียนเดียวกันก็รู้จักเขาเช่นกัน เมื่อได้ยินหลินเล่อเล่อเอ่ยชื่อฉีจิ้นจือ พวกเธอก็เริ่มตื่นเต้นขึ้นมาทันที เมื่อนึกถึงตอนที่เคยเห็นฉีจิ้นจือมาก่อน ดวงตาของพวกเธอก็เป็นประกาย "ใช่ๆ รุ่นพี่ฉีจิ้นจือน่ะหล่อเป็นพิเศษจริงๆ เขาเป็นคนดีมากเลยนะ เวลาพวกเราเจอเขาทีไร เขาก็มักจะอ่อนโยนและสุภาพเสมอ"
หลี่เหวินอีดูจะสนใจเรื่องนี้มาก "โรงเรียนมัธยมหมายเลขสามมีบุคคลระดับเทพขนาดนี้เชียวเหรอ ฉันอยากเห็นเขาจริงๆ เลย"
"ได้ยินมาว่าพอเขาเข้ามัธยมปลาย ก็ถูกรุ่นพี่ที่รู้จักลากตัวเข้าสภานักเรียนทันที พอเปิดเทอมพวกเราก็น่าจะมีโอกาสได้เห็นเขาสักครั้งนะ"
"ว้าว เธอทำเอาฉันอยากเห็นเขาตอนนี้เลยล่ะ" เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของหลี่เหวินอี เหวินสือถิงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขบขัน
หากนับรวมชาติก่อนด้วย เธอใช้ชีวิตมานานกว่าสามสิบปีแล้ว แต่ก็ไม่เคยได้เห็นหนุ่มหล่อจริงๆ ในชีวิตจริงเลย บางทีอาจเป็นเพราะวงสังคมของเธอแคบเกินไป จนทำให้เธอเชื่อว่าพวกคนหล่อๆ คงไปเป็นดาราหรือเน็ตไอดอลกันหมดแล้ว เธอจึงยังคงรู้สึกกังขาเกี่ยวกับเทพบุตรแห่งโรงเรียนมัธยมหมายเลขสามที่พวกเธอกำลังพูดถึงอยู่
นักเรียนมัธยมส่วนใหญ่อยู่ในช่วงวัยเจริญพันธุ์ แค่หน้าไม่เต็มไปด้วยสิวก็ถือว่าดีมากแล้ว อย่างไรก็ตาม โรงเรียนมัธยมหมายเลขสามเป็นสถานที่ที่เธอไม่เคยย่างกรายเข้าไปเลยทั้งในชาติที่แล้วและชาตินี้ ดังนั้นบางทีที่นั่นอาจจะมีคนหล่อจริงๆ ก็ได้
ในแง่ของวิชาการ เธอรู้สึกว่าฉีจิ้นจือคนนี้น่าทึ่งพอสมควร เธอต้องพึ่งพาระบบในการพัฒนาสติปัญญาให้ดีขึ้น แต่เขาเป็นอัจฉริยะโดยกำเนิด ไม่เพียงแต่ครองอันดับหนึ่งถาวรของโรงเรียนมัธยมหมายเลขสาม แต่เขายังเก่งทั้งด้านศิลปะและกีฬา อัจฉริยะก็คืออัจฉริยะ พวกเขาเรียนรู้ทุกอย่างได้อย่างรวดเร็ว
การฝึกวิชาทหารเป็นเวลาเจ็ดวันใกล้จะสิ้นสุดลง นักเรียนต่างเฝ้าอธิษฐานขอให้ฝนตกในทุกๆ วัน เนื่องจากเหวินสือถิงมีท่าทางที่ได้มาตรฐาน มีส่วนสูงและรูปร่างหน้าตาที่โดดเด่น เธอจึงได้รับเลือกจากครูฝึกเหอให้เป็นหัวหน้าแถว
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มีการฝึกซ้อมในตอนกลางวันและมีการประกวดร้องเพลงในตอนกลางคืน ดังนั้นช่วงเวลากลางคืนจึงเป็นเวลาเดียวที่เหล่านักเรียนจะมีความสุขที่สุด
มีการแสดงในคืนก่อนวันพิธีสวนสนาม และทุกห้องจะต้องนำเสนอชุดการแสดงหนึ่งชุด เพลงที่ห้องของพวกเธอเลือกใช้ในการแสดงคือเพลง คืนแห่งฐานทัพเรือ เพลงนี้เหมาะสำหรับเด็กผู้หญิงร้อง ดังนั้นในตอนนั้นจึงมีหลายห้องที่ลงชื่อใช้เพลงนี้ อย่างไรก็ตาม ห้องของพวกเธอส่งชื่อเร็วที่สุด ส่วนห้องที่ส่งทีหลังและมีเพลงซ้ำจึงต้องเปลี่ยนเพลงไป
เมื่อขึ้นไปบนเวที พวกเธอยืนตามรูปแบบแถวที่จัดไว้ เหวินสือถิงยืนอยู่หน้าสุดและต้องเป็นผู้นำแถวแรก เธอจึงรู้สึกประหม่าเล็กน้อย
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอต้องยืนอยู่แถวหน้าสุดเพื่อทำการแสดงต่อหน้าผู้คนมากมายขนาดนี้ แต่เนื่องจากเป็นเวลากลางคืน ฝูงชนเบื้องล่างจึงเป็นเพียงเงาดำตะคุ่มที่มองเห็นไม่ชัดเจน เธอได้ยินเพียงเสียงโห่ร้องและเสียงเชียร์ แต่ไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของคนข้างล่างได้ ความประหม่าของเธอจึงทุเลาลงไปบ้าง
เพื่อนในห้องของพวกเธอร้องเพลงได้ดีกว่าตอนซ้อมเสียอีก เมื่อเดินลงจากเวทีหลังจากจบการแสดง เสียงเชียร์จากเบื้องล่างยังคงดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย เหวินสือถิงมีความสุขมาก เธอพอใจกับการแสดงของตนเองอย่างยิ่ง
เมื่อพิธีสวนสนามสิ้นสุดลง พวกเธอต้องกล่าวลาครูฝึก ครูฝึกเหอนั้นโอบอ้อมอารีต่อพวกเธอมากและไม่ได้เข้มงวดจนเกินไป ทุกคนต่างเข้าไปกล่าวลาครูฝึกเหอทีละคนด้วยความอาลัยอาวรณ์อย่างลึกซึ้ง
เหวินสือถิงรู้ดีว่าเธอคงไม่มีโอกาสได้พบกับครูฝึกเหออีกในอนาคต "ครูฝึกเหอ ลาก่อนนะคะ ขอให้คุณมีอนาคตที่สดใสค่ะ"
"ลาก่อนนะ เธอเองก็เหมือนกัน" ครูฝึกเหอเองก็รู้สึกตื้นตันใจในขณะที่มองดูเด็กๆ เข้ามากล่าวลากับเขาทีละคน
ยังมีเวลาพักผ่อนอีกสองวันหลังจากการฝึกวิชาทหารสิ้นสุดลง ก่อนที่โรงเรียนจะเปิดภาคเรียนอย่างเป็นทางการ เหวินสือถิงกลับถึงบ้านและนอนหลับยาวไปจนถึงตอนเย็น เมื่อช่วงเที่ยงแม่เหวินเห็นเธอกำลังหลับสบายจึงไม่ตัดใจปลุก
ในตอนเย็น พ่อเหวินและแม่เหวินได้ทำอาหารหลายอย่างที่เหวินสือถิงชอบ ลูกสาวคนสำคัญของพวกเขาทำงานหนักมาจริงๆ โชคดีที่เธอผิวไม่คล้ำลงและยังคงขาวเนียนอยู่ เดิมทีเธอก็เป็นคนผอมอยู่แล้ว และการที่อยู่ที่นั่นคงกินไม่ได้นอนไม่หลับ ตอนนี้เธอจึงดูผอมลงกว่าเดิมอีก
สามีภรรยารู้สึกปวดใจเป็นอย่างมากและคอยตักอาหารใส่จานให้เหวินสือถิงไม่หยุด จนกระทั่งเหวินสือถิงรู้สึกอิ่มจนจุกอีกครั้ง
พ่อแม่ของเธอก็ยุ่งอยู่ตลอดในช่วงที่เธอไปฝึกทหาร ร้านสาขาใหม่ที่ซอฟต์แวร์พาร์กเปิดตัวแล้ว และพวกเขาต้องไปดูแลจัดการอยู่ที่นั่นหลายวัน หลังจากจางอวี่เริ่มคุ้นเคยกับงาน พวกเขาจึงพอจะมีเวลาว่างในช่วงสองวันนี้ และเมื่อเหวินสือถิงกลับจากการฝึกทหาร ครอบครัวจึงได้ไปเดินเล่นด้วยกันหลังอาหารเย็นได้อีกครั้ง
ระหว่างที่เดินเล่น พวกเขาก็พูดคุยกันถึงแผนการในอนาคต เหวินหยวนวางแผนที่จะเปลี่ยนซูเปอร์มาร์เก็ตของพวกเขาให้เป็นกิจการแฟรนไชส์ และกำลังมองหาสถานที่สำหรับเปิดสาขาถัดไป เมื่อร้านที่ซอฟต์แวร์พาร์กเริ่มเข้าที่เข้าทาง พวกเขาก็จะเตรียมตัวสำหรับร้านใหม่ทันที
เหวินสือถิงเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ตอนนี้เป็นปีสองพันเก้า ซูเปอร์มาร์เก็ตประเภทเดียวกับของพวกเธอยังถือว่าค่อนข้างหาได้ยากในเมืองอาร์ หากต้องการเปิดสาขาซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นเครือข่าย ก็ต้องรีบคว้าโอกาสนี้ขยายกิจการในเมืองอาร์ให้รวดเร็วและสร้างชื่อเสียงของซูเปอร์มาร์เก็ตให้เป็นที่รู้จัก
เธอยังแนะนำให้พ่อของเธอซื้อตึกแถวเก็บไว้ถ้าเป็นไปได้ ราคาอสังหาริมทรัพย์เริ่มพุ่งสูงขึ้นแล้ว และเธอแนะนำให้เขากู้เงินเพื่อซื้อพวกมันไว้ในขณะที่ราคายังไม่สูงจนเกินเอื้อมเหมือนในยุคต่อๆ ไป
พ่อเหวินและแม่เหวินดูเหมือนจะมองเห็นอนาคตของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในตอนนี้และเห็นพ้องด้วยอย่างมาก หากเป็นในอดีต ถ้ามีใครบอกให้พวกเขากู้เงินจากธนาคารเพื่อมาซื้อบ้าน พวกเขาคงจะปฏิเสธนับพันๆ ครั้งอย่างแน่นอน