เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 651 : ปริศนา

บทที่ 651 : ปริศนา

บทที่ 651 : ปริศนา


บทที่ 651 : ปริศนา

ชุดกระโปรงยาวสีดำบนร่างของเจียงซีเยว่ พลิ้วไหวไปตามแรงลมพายุ ท่ามกลางการฉีกกระชากของกระแสลมหมุนวนอันบ้าคลั่ง มันไม่เพียงแต่ไม่ขาดวิ่น แต่กลับส่องประกายลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม

นางไม่ได้กระตุ้นของวิเศษใดๆเพื่อสร้างเกราะคุ้มกัน และไม่ได้ใช้วิชาศักดิ์สิทธิ์อันสะเทือนฟ้าดินใดๆเพื่อปกป้องตัวเอง ทำเพียงแค่ยืนนิ่งๆอยู่ท่ามกลางจุดเชื่อมต่อมิติ

ราวกับกำลังเดินทอดน่องอยู่บนพื้นราบก็ไม่ปาน

"ทำแบบนี้ได้ด้วยงั้นรึ?"

เฉินซานซือมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์เลยว่า

ต่อให้เป็นปราชญ์สูงสุดแห่งเผ่ามนุษย์ก้าวเข้าไปในกระแสลมหมุนวนแห่งความโกลาหลนี้ ก็ยังต้องถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดด้วยพลังแห่งกฎเกณฑ์สวรรค์

แต่นางมารร้ายที่เอาแต่กดระดับพลังตัวเองเอาไว้ จนป่านนี้ก็ยังไปไม่ถึงระดับผสานวิถี กลับสามารถเพิกเฉยต่อความปั่นป่วนของจุดเชื่อมต่อมิติได้อย่างสมบูรณ์แบบ!

เป็นเพราะเมล็ดพันธุ์มารแน่ๆ!

เฉินซานซือมองเห็นได้อย่างชัดเจน

จากภายในร่างกายของเจียงซีเยว่ ปราณมารอันบริสุทธิ์พวยพุ่งออกมาอย่างไม่ขาดสาย

ปราณมารเหล่านี้แผ่ขยายออกไปเป็นเส้นสาย ราวกับเสาเข็มและคานรับน้ำหนักในสิ่งปลูกสร้าง มันช่วยค้ำจุนจุดเชื่อมต่อมิติที่ไม่เสถียรเอาไว้ได้อย่างมั่นคง

นางก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว

ดอกบัวสีเลือดก็ผลิบานขึ้นใต้ฝ่าเท้า

ดอกบัวนั้นเปล่งประกายสีแดงเข้มราวกับเลือดสดๆที่กำลังไหลเวียน มันหมุนวนอย่างเชื่องช้า พร้อมกับแผ่ระลอกคลื่นออกไปเป็นวงกว้าง

คลื่นระลอกนั้นกวาดผ่านไปที่ใด กระแสลมหมุนวนที่บ้าคลั่งก็สงบลงในพริบตา

เจียงซีเยว่ค่อยๆก้าวเดินฝ่าจุดเชื่อมต่อมิติมาทีละก้าว ทีละก้าว อย่างสง่างาม

จนกระทั่งมายืนอยู่ตรงหน้าของเฉินซานซือ!

ดูเหมือนจะไม่ได้ออกแรงอะไรเลยด้วยซ้ำ!

"เจ้ารู้แต่แรกแล้วใช่ไหม ว่าตัวเองสามารถเดินทางผ่านจุดเชื่อมต่อมิติได้?"

เจียงซีเยว่ไม่ตอบคำถาม นางเพียงแค่ก้าวเท้าอีกหนึ่งก้าว หลุดพ้นจากจุดเชื่อมต่อมิติโดยสมบูรณ์ และเหยียบย่างลงบนผืนแผ่นดินของทวีปเซียนหนานหยวน

"วิ้ง!"

เบื้องหลังของนาง

รอยแยกมิติก็ค่อยๆปิดตัวลงตามไปด้วย

ปรากฏการณ์ประหลาดทั้งหมดสลายหายไปราวกับควันไฟ เหมือนกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน

"เจ้าทึ่ม" เจียงซีเยว่ขยับริมฝีปากบางเฉียบ "มีคนสะกดรอยตามมายังไม่รู้ตัวอีกรึ?"

เฉินซานซือถึงกับชะงัก

ในวินาทีนั้น

เขาถึงกับมองเห็นแววตาหวาดหวั่นฉายแวบขึ้นมาในดวงตาของนางมารร้ายผู้ฆ่าคนตาไม่กะพริบผู้นี้

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง

จากทางด้านหลังของเขา จู่ๆก็มีรังสีอำมหิตอันรุนแรงระเบิดขึ้นมา!

'ฟึ่บ—' เจียงซีเยว่ชักดาบไท่อินออกมา ตวัดฟันแหวกมิติให้แตกออก นางกางแขนทั้งสองข้างเอนตัวหงายหลัง ร่วงหล่นลงไปในความว่างเปล่า และหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในชั่วพริบตา

"เจียงซีเยว่?!"

เมื่อเฉินซานซือคิดจะตามนางไป มันก็สายเกินไปเสียแล้ว

นางมารร้ายผู้นี้...ถึงกับชิงหนีเอาตัวรอดไปคนเดียวเฉยเลย!

"ไอ้เด็กเมื่อวานซืนแซ่เฉิน!

"ชดใช้ชีวิตคนของข้ามาซะ!"

พลังแห่งกฎเกณฑ์อันน่าสะพรึงกลัวรวมตัวกันอยู่กลางอากาศ ก่อตัวเป็นฝ่ามือสีทองขนาดยักษ์ ราวกับภูเขาห้านิ้วที่กำลังจะทับถมลงมาบดขยี้ผืนปฐพี!

ไอ้หมอนั่นจากคราวก่อนนี่เอง!

เฉินซานซือกำหอกยาวไว้ในมือแน่น ดึงเอาพลังแห่งกฎเกณฑ์ในรัศมีพันลี้มารวมไว้ที่ปลายหอกจนหมดสิ้น ก่อนจะแทงสวนกลับไปสุดแรงเกิด!

"ตู้มมม——"

ในวินาทีที่คมหอกปะทะเข้ากับภูเขาห้านิ้ว

ยอดเขาทั้งลูกก็เริ่มพังทลายลงมา

หอกยาวของเฉินซานซือส่งเสียงร้องครวญคราง กระดูกทั่วร่างแทบจะแหลกละเอียดภายใต้แรงกดดันอันมหาศาล ร่างกายของเขาร่วงหล่นลงมาอย่างควบคุมไม่ได้ และถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

ในขณะที่เขากำลังขบคิดหาทางหนีเอาตัวรอด จู่ๆเสียงดาบกรีดร้องกังวานใสก็ดังกึกก้องมาจากบนท้องฟ้า

ลึกเข้าไปในหมู่เมฆ เมฆตะกั่วอันหนาทึบถูกพลังที่มองไม่เห็นแหวกออกอย่างเงียบเชียบ เผยให้เห็นรอยแยกแคบยาว

ดาบบินเล่มหนึ่ง ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า!

ดาบเล่มนี้…ดูเรียบง่ายจนถึงขีดสุด

ตัวดาบที่ทำจากเหล็กเย็นยะเยือกดูหมองคล้ำไร้ประกาย ด้ามดาบทำจากไม้ มีเศษผ้าสีน้ำตาลอมเทาพันเอาไว้หลวมๆ

ดูเผินๆเหมือนอาวุธคู่กายของจอมยุทธ์พเนจรยากไร้ในยุทธภพ ไม่มีอะไรสะดุดตาเลยแม้แต่น้อย

ทว่าในชั่วพริบตาที่มันปรากฏตัวขึ้น สรรพชีวิตในรัศมีหมื่นลี้กลับรู้สึกเสียวสันหลังวาบด้วยความหวาดกลัวสุดขีด

นั่นคือ...พลังแห่งกฎเกณฑ์!

พลังแห่งกฎเกณฑ์อันบริสุทธิ์ที่สุดของวิถีดาบ!

ดาบเล่มนี้...

ดูเหมือนไม่มีอะไรพิเศษ แต่แท้จริงแล้วมันได้หวนคืนสู่สามัญ แฝงไว้ด้วยสัจธรรมแห่งมหาลู่ทาง และพลังกฎเกณฑ์แห่งวิถีดาบอันสูงสุด!

จอมเซียนดาบ!

จอมเซียนวิถีดาบตัวจริงเสียงจริง!

"อะไรกัน?!"

ผู้อาวุโสกูหงอิ่งสะดุ้งสุดตัว เขารีบโยนยันต์วิเศษที่สร้างโดยผู้เป็นอาจารย์ซึ่งมีระดับจอมเซียนเช่นเดียวกันออกมา มันแปรสภาพเป็นโล่กำบังลอยอยู่เหนือศีรษะ

"แคร้ง!"

โล่ที่เกิดจากยันต์วิเศษระดับเจ็ด เมื่อสัมผัสกับดาบบิน กลับเปราะบางราวกับแก้วน้ำ และแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆทันที!

กูหงอิ่งไม่มีเวลาแม้แต่จะงัดเอาไพ่ใบอื่นออกมาใช้ ทำได้เพียงยืนทื่ออยู่กับที่ด้วยใบหน้าซีดเผือดราวกับคนตาย

"วิ้ง——"

โชคยังดีที่...ดาบบินเล่มนี้ไม่ได้พุ่งทะลวงลงมาจนสุด แต่มันกลับหยุดชะงักลงห่างจากกลางกระหม่อมของกูหงอิ่งเพียงสองชุ่น

"ศิษย์พี่ฟาง?"

เฉินซานซือเห็นเงาร่างที่คุ้นเคยปรากฏขึ้น

เขาคือจอมเซียนดาบ ฟางฝูเหยา นั่นเอง

"ศิษย์น้อง"

"ท่านอาจารย์รู้ว่าเจ้าออกเดินทางไกล ท่านเป็นห่วงความปลอดภัยของเจ้า ก็เลยสั่งให้ข้าตามหาเจ้า"

"ขอบคุณมากขอรับศิษย์พี่"

เฉินซานซือกล่าวขอบคุณ แต่ในใจก็ยังคงนึกถึงคำพูดของเจียงซีเยว่เมื่อครู่นี้

"มีคนสะกดรอยตามมายังไม่รู้ตัวอีกรึ"

ที่นางมารร้ายพูดหมายถึง...

กูหงอิ่ง หรือ ฟางฝูเหยา กันแน่?

ถ้าเป็นคนหลังล่ะก็...

"หึหึ~"

เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังขัดจังหวะความคิดของเฉินซานซือ

กูหงอิ่งหรี่ตาแคบ

"ไอ้เด็กนี่มันเป็นใครมาจากไหนกันวะ สำนักหลัวเซียวถึงกับส่งจอมเซียนดาบอย่างเจ้า มาเป็นองครักษ์ประจำตัวเลยรึ?!"

"กูหงอิ่ง"

ฟางฝูเหยาเอ่ยด้วยใบหน้าเรียบเฉย

"เฉินซานซือคือผู้อาวุโสแห่งสำนักหลัวเซียวของข้า หากเจ้ากล้าลงมือทำร้ายเขาอีก อย่าหาว่าข้าไร้ความปรานีก็แล้วกัน"

"มันฆ่าศิษย์หลานของข้านะโว้ย!"

กูหงอิ่งตะเบ็งเสียงด้วยความโกรธ

"นี่สำนักหลัวเซียวของพวกเจ้า คิดจะเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ตามอำเภอใจงั้นรึ?!"

"ข้าได้สอบถามศิษย์น้องของข้าแล้ว"

ฟางฝูเหยาตอบเสียงหนักแน่น

"ในวันนั้นที่เทือกเขาจั้งซิง คนของตำหนักเสินเซียวของเจ้า เป็นฝ่ายลงมือลอบโจมตีก่อนต่างหาก"

"นั่นมันก็แค่คำพูดแก้ตัวฝ่ายเดียวของมัน!"

กูหงอิ่งเถียงกลับ

"แถมต่อให้มีเรื่องกระทบกระทั่งกัน ก็ไม่เห็นต้องลงมือฆ่าแกงกันเลยนี่! ตบะที่ศิษย์หลานของข้าอุตส่าห์บำเพ็ญมาแปดร้อยกว่าปี ต้องมาสูญเปล่าแบบนี้! ไม่ว่ายังไง พวกเจ้าก็ต้องให้คำอธิบายมา!"

"พอได้แล้ว"

ฟางฝูเหยาเริ่มหมดความอดทน

"วันนี้ข้าเห็นแก่หน้าอาจารย์ของเจ้า ถึงได้ไว้ชีวิตเจ้า หากเจ้ายังขืนเห่าหอนอยู่ที่นี่อีก...

"ข้าจะทำลายตบะของเจ้าซะด้วยเลย"

"แก——"

"ข้าล่ะอยากจะรู้จริงๆว่าสำนักหลัวเซียวของพวกเจ้า จะกำเริบเสิบสานไปได้อีกสักแค่ไหนเชียว!"

กูหงอิ่งแค่นเสียงอย่างเจ็บแค้น

พูดจบ

เขาก็สะบัดแขนเสื้อแล้วบินจากไป

"ศิษย์น้อง" ฟางฝูเหยาเอ่ยถาม "ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?"

"หลังจากจัดการเรื่องที่เขตเถิงเจียวเสร็จ ข้าก็พบว่าตัวเองยังขาดชิ้นส่วนของสัตว์วิญญาณบางอย่างอยู่ ก็เลยกะจะไปหาที่เทือกเขาจั้งซิงสักหน่อย ไม่นึกเลยว่าจะมาโดนลอบโจมตีเข้าที่นี่"

เขาจงใจโกหกออกไป

ถ้าฟางฝูเหยาจับโกหกเขาได้ ก็แสดงว่าพวกเขาแอบสะกดรอยตามมาตลอดจริงๆ

"ศิษย์น้องมีศัตรูอยู่เยอะ วันหน้าอย่าได้เอาตัวไปเสี่ยงอันตรายแบบนี้อีก ขาดเหลือวัสดุอะไร ก็แค่บอกข้าหรือท่านอาจารย์ก็พอแล้ว"

ฟางฝูเหยาไม่ได้ตั้งข้อสงสัยใดๆกับคำตอบนั้นเลย

"จะทำแบบนั้นได้อย่างไรเล่าขอรับ"

"ทรัพยากรภายในสำนักก็ไม่ได้มีอยู่อย่างเหลือเฟือไร้ขีดจำกัด ตั้งแต่ข้าเข้ามาอยู่ในสำนักหลัวเซียว ก็ยังไม่ได้สร้างผลงานอะไรเลย จะให้มัวแต่ขอของมาใช้ฟรีๆแบบนี้ มันก็ดูไม่เหมาะสมเท่าไหร่นะขอรับ"

"เรื่องคำนินทาว่าร้ายในสำนัก ช่วงสองสามปีมานี้ ข้าก็พอจะได้ยินมาบ้างเหมือนกัน" ฟางฝูเหยากล่าว

"พอดีเลย การเดินทางไกลของข้าในครั้งนี้ นอกจากจะมาตามหาเจ้าแล้ว ข้ายังมีภารกิจของสำนักที่ต้องไปจัดการอีกด้วย

"ช่วงนี้ชายแดนไม่ค่อยสงบสุขเท่าไหร่

"มีพวกมารปีศาจออกอาละวาดหนักมาก

"ศิษย์น้องมาช่วยข้าจัดการเรื่องนี้ ก็ถือเป็นการสร้างผลงานให้สำนักได้พอดีเลย"

"เป็นหน้าที่ที่ข้าพึงกระทำอยู่แล้วขอรับ"

เฉินซานซือตอบตกลงทันที

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงต้องติดตามจอมเซียนดาบ ฟางฝูเหยา ออกตระเวนไปยังพื้นที่ต่างๆตามชายแดน เพื่อคอยปราบปรามความวุ่นวายที่เกิดจากพวกมารปีศาจ

ปากก็บอกว่ามาช่วยงาน

แต่ในความเป็นจริง เมื่อมีจอมเซียนเป็นทัพหน้าคอยรับมือปัญหาใหญ่ๆให้แล้ว ตัวเขาแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย อย่างมากก็แค่ช่วยเก็บกวาดพวกลูกกระจ๊อก หรือไม่ก็คอยจัดการเรื่องเล็กๆน้อยๆหลังการต่อสู้เท่านั้น

เผลอแป๊บเดียว ก็ผ่านไปอีกสองเดือน

แม้ภายนอกดูเหมือนชีวิตจะสุขสบายไร้กังวล แต่ในใจของเฉินซานซือกลับเต็มไปด้วยความกังวลและหนักอึ้งมากขึ้นเรื่อยๆ

จนกระทั่งวันหนึ่ง

หลังจากจัดการกับเหตุการณ์ที่มีคนแอบหลอมศพมนุษย์เสร็จสิ้น พวกเขาก็เข้าพักชั่วคราวที่สำนักระดับแก่นทองคำแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียง

"เจียงซีเยว่หนีไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหนกันแน่นะ?"

เฉินซานซืออดไม่ได้ที่จะรู้สึกปวดหัว

คราวนี้ล่ะเป็นเรื่องใหญ่เลย

ไม่เพียงแต่พวกเซียนจะหาเมล็ดพันธุ์มารไม่เจอ แม้แต่เขาเองก็หาไม่เจอเหมือนกัน

ไอ้เรื่องหาไม่เจอน่ะยังพอทน

แต่ที่เขากังวลที่สุดก็คือ ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป จิตวิญญาณของศิษย์พี่หญิงจะทนรับภาระไม่ไหวเอาน่ะสิ

เขาต้องรีบหาวิธีตามหาตัวเจียงซีเยว่ให้พบ แล้วให้นางกินยาลูกกลอนที่สกัดจาก 'มู่หลานสถิตวิญญาณ' ให้จงได้

แต่ทว่า...เขาสลัดฟางฝูเหยาไม่หลุดเลยนี่สิ

ศิษย์พี่คนนี้ คอยทำหน้าที่องครักษ์พิทักษ์เขาแบบประกบติดแจ ชนิดที่ว่าแทบจะไม่คลาดสายตาเลยทีเดียว!

มาถึงขั้นนี้แล้ว

เฉินซานซือก็แทบจะมั่นใจได้เลยว่า...อีกฝ่ายปกป้องเขาจริงๆก็ส่วนหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกัน ก็กำลังคอยจับตาดูเขาทุกฝีก้าวด้วย!

อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด

พวกเขายังไงก็ไม่ยอมปล่อยเรื่องเมล็ดพันธุ์มารไปง่ายๆแน่...หลังจากนี้ เฉินซานซือคงต้องพยายามหาโอกาสปลีกตัวออกไปตามลำพัง เพื่อตามหาศิษย์พี่หญิง และมอบยาให้นางให้ได้

"ก๊อก ก๊อก—"

"ใครน่ะ?!"

เขาสะดุ้งตื่นจากภวังค์ความคิด เมื่อสัมผัสได้ว่ามีคนกำลังเข้าใกล้ถ้ำพำนัก

"ขออภัยที่รบกวนขอรับ"

เสียงทุ้มต่ำของผู้ชายดังมาจากนอกถ้ำ

"คนข้างใน ใช่สหายเฉินซานซือหรือไม่ขอรับ?"

"เจ้าเป็นใคร?" เฉินซานซือชักดาบไท่อาออกมาเตรียมพร้อม

"มีธุระอะไรก็รีบว่ามา"

"ข้าคือ——"

"ฉัวะ!"

คนที่อยู่ข้างนอก ยังไม่ทันได้เอ่ยชื่อแซ่ ก็ถูกรังสีอำมหิตอันน่าสะพรึงกลัวพุ่งเข้าจู่โจม ปกคลุมไปทั่วบริเวณในพริบตา

สิ้นเสียงร้องโหยหวน ด้านนอกก็เงียบกริบลงทันที

เฉินซานซือก้าวเท้าออกไป ทะลุกำแพงออกไปดู

ภาพที่ปรากฏแก่สายตา มีเพียงหมอกเลือดลอยฟุ้งกระจาย และฟางฝูเหยาที่ยืนอยู่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย

"ศิษย์พี่ฟาง?"

"นี่มันเกิดอะไรขึ้นงั้นรึ?"

"ข้าบังเอิญเดินผ่านมาทางนี้ เห็นไอ้พวกมารนอกรีตทำตัวลับๆล่อๆก็เลยจัดการเชือดทิ้งซะเลย" ฟางฝูเหยาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

เรื่องทำนองนี้...ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในระหว่างการเดินทางครั้งนี้

สำนักเสินเซียว กับ อารามหลัวซา

สองขุมกำลังนี้ นับเป็นศัตรูใหม่ที่เฉินซานซือเพิ่งจะไปผูกใจเจ็บมา หลังจากเดินทางมาถึงทวีปเซียนหนานหยวน พวกมันยังคงส่งคนมาไล่ล่าเขาอย่างไม่ลดละ

แต่ปัญหามันอยู่ที่...ทำไมเขาถึงรู้สึกว่า ไอ้คนที่เพิ่งถูกฆ่าตายไปเมื่อกี้ ไม่น่าจะใช่คนที่มาเพื่อฆ่าเขาเลยล่ะ?

จากการตรวจสอบด้วยจิตวิญญาณ คนที่มาเมื่อครู่มีระดับพลังแค่แก่นทองคำเท่านั้นเอง

พวกที่เคยจะมาฆ่าเขาก่อนหน้านี้ อย่างน้อยๆก็ต้องเป็นระดับเปลี่ยนเเปลงเทวะขั้นปลายทั้งนั้น

แถมหมอนี่...ยังอุตส่าห์ส่งเสียงถามไถ่อย่างมีมารยาทก่อนด้วยซ้ำ

เฉินซานซือมองดูหมอกเลือดที่ลอยฟุ้งอยู่ตรงหน้า จู่ๆเขาก็รู้สึกหนาวสันหลังวาบขึ้นมา

ไม่ถูกต้องแล้ว...เขากำลังถูก 'กักบริเวณ' ต่างหากล่ะ

ไอ้คนที่มาหาเขาในวันนี้ บางทีอาจจะมีข่าวสารสำคัญอะไรจะมาบอกเขาก็ได้!

ทำไมกันล่ะ?

ทำไมสำนักหลัวเซียวถึงต้องมากักบริเวณเขาด้วย?

ถึงขั้นส่งจอมเซียนดาบ มาคอยประกบติดจับตาดูเขาตลอดเวลาแบบนี้

ดูแล้ว...ไม่น่าจะใช่แค่เรื่องต้องการรู้เบาะแสของเมล็ดพันธุ์มารอย่างเดียวแน่ๆ

แต่ถ้าคิดในอีกมุมหนึ่ง...หากสำนักหลัวเซียวคิดจะทำร้ายเขาจริงๆก็ไม่เห็นต้องทำเรื่องให้มันยุ่งยากซับซ้อนขนาดนี้เลยนี่นา

และอีกอย่าง...จากสายตาอาฆาตมาดร้ายที่แฝงไปด้วยความอิจฉาริษยาของบรรดาศิษย์ในสำนักหลายๆคนที่มีต่อเขา...

คำพูดของติงซิวที่บอกว่าจะปั้นเขาให้เป็นผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักหลัวเซียว ก็ดูจะไม่ใช่เรื่องโกหก อย่างน้อยก็คงไม่ได้โกหกไปซะทั้งหมด

แต่ถ้าเป็นแบบนั้น แล้วทำไมถึงต้องมาคอยระแวงป้องกันเขาด้วยล่ะ?

เบื้องหลังเรื่องนี้...มันมีความลับอะไรซ่อนอยู่กันแน่?

"ศิษย์น้อง?"

เสียงของฟางฝูเหยาขัดจังหวะความคิด

"เจ้าได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?"

"อ้อ เปล่าหรอก"

เฉินซานซือรีบเปลี่ยนเรื่องทันที

"ข้าแค่กำลังคิดอยู่น่ะ ว่า 'จ้าวโลหิต ' ที่เรากำลังตามหากันอยู่ มันไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหนกันแน่"

จ้าวโลหิต

คือชื่อเรียกของผู้บำเพ็ญมารระดับ 'จอมเซียน' ในเส้นทางสายมาร

เมื่อเร็วๆนี้

มีข่าวว่าจ้าวโลหิตของเผ่ามารลอบเร้นเข้ามาในทวีปเซียนหนานหยวน เพื่อหมายจะแย่งชิงสมบัติล้ำค่าประจำสำนักของ 'ถ้ำตานเสีย (เมฆาชาด)'

พวกเขาจึงต้องพยายามออกตามหาตัวมันให้พบ

"คงหาตัวไม่เจอหรอก"

ฟางฝูเหยาตอบเสียงขรึม

"เราต้องบีบให้มันเป็นฝ่ายเผยตัวออกมาเอง"

"ถ้าอย่างนั้นก็ใช้วิธี 'ล่อโจรออกจากถ้ำ' สิขอรับ"

"มันไม่ง่ายอย่างนั้นน่ะสิ"

"พวกมันล้วนแต่เป็นตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ที่อยู่มาเป็นหมื่นๆปีแล้วทั้งนั้น ถ้าแค่มุกตื้นๆแค่นี้ยังดูไม่ออก ก็ถือว่าเสียชาติเกิดแล้วล่ะ"

"เมื่อคนเราให้ความสำคัญกับคนหรือสิ่งของบางอย่างมากเกินไป จิตใจของพวกเขาก็มักจะเริ่มขาดความมั่นคง ซึ่งนี่ก็เป็นสาเหตุหลัก ที่ทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรมักจะถูกมารร้ายในใจเข้าครอบงำได้ง่ายเวลาที่ต้องเผชิญกับด่านเคราะห์ไงล่ะขอรับ"

เฉินซานซือหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ

"อีกอย่าง กลยุทธ์ 'ล่อโจรออกจากถ้ำ' มันก็มีวิธีประยุกต์ใช้ได้ตั้งหลายแบบ ศิษย์พี่ฟาง...บางทีท่านอาจจะลองใช้วิธีของข้าดูก็ได้นะขอรับ"

"ข้าเคยได้ยินมาว่า ตอนที่เจ้ายังเป็นมนุษย์ธรรมดา เจ้าเคยเป็นถึงแม่ทัพคุมกองทัพออกรบ และเชี่ยวชาญตำราพิชัยสงครามมากเลยนี่นา ถือเป็นโอกาสดีเลย วันนี้ข้าจะได้ขอเปิดหูเปิดตาสักหน่อย" ฟางฝูเหยาพูดติดตลก

เฉินซานซือจึงส่งกระแสจิตบอกแผนการให้อีกฝ่ายฟัง

เมื่อฟางฝูเหยาได้ฟังจนจบ เขาก็พยักหน้ายอมรับทันที

"เป็นแผนที่ยอดเยี่ยมมาก"

"เดี๋ยวข้าจะรีบไปจัดการตามแผนนี้เลย"

เมื่อมองส่งอีกฝ่ายเดินจากไป สีหน้าของเฉินซานซือก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมลงทันที

"ชิงเหนี่ยว!"

"เจ้าคะ เจ้านาย"

"มีเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?"

"วันนี้ข้าอยากดื่มเหล้าน่ะ"

"เจ้าไปช่วยซื้อเหล้าวิญญาณมาให้ข้าทีนะ จำไว้ ต้องเป็นเหล้าดีกรีแรงๆระดับเจ็ดขึ้นไปเท่านั้น ถ้าแถวนี้หาซื้อไม่ได้ ก็บินไปหาซื้อที่ไกลๆหน่อยก็แล้วกัน"

"รับทราบเจ้าค่ะ"

ชิงเหนี่ยวรับคำอย่างรู้ใจ

….

สองชั่วยามผ่านไป นางก็หิ้วไหสุราวิญญาณกลับมา

"เจ้านายเจ้าคะ"

ชิงเหนี่ยวส่งกระแสจิตรายงาน

"ตอนที่ข้าอยู่ที่ตลาด มีคนมาขวางทางข้าไว้ แล้วฝากจดหมายฉบับนี้มาให้ท่านเจ้าค่ะ"

เป็นอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด

เฉินซานซือคาดการณ์เอาไว้แล้ว

หากมีใครต้องการส่งข่าวสารให้เขา ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถเข้าใกล้ตัวเขาได้โดยตรง พวกเขาย่อมไม่มีทางปล่อยให้โอกาสทองตอนที่สัตว์เลี้ยงคู่ใจของเขาออกไปข้างนอกหลุดมือไปอย่างแน่นอน

เขารับจดหมายมาเปิดอ่าน

และก็ต้องแปลกใจ เมื่อพบว่าเป็นจดหมายจาก หลี่กวนฟู่!

นับตั้งแต่หลี่กวนฟู่ทะลวงมิติขึ้นมายังโลกเบื้องบน

พวกเขาก็ขาดการติดต่อกันไปนานมากแล้ว

ถ้าเป็นแบบนี้ ก็แสดงว่าไอ้คนที่มาหาเขาเมื่อคราวก่อน คือคนจากสำนักสังหารเซียน ที่ตั้งใจจะมาติดต่อเขา แต่กลับถูกฟางฝูเหยาขัดขวางเอาไว้จนต้องตายสินะ?

"สหายเฉิน สบายดีหรือไม่

"เมื่อไม่นานมานี้ หลังจากที่ชายชราคนนี้ทราบข่าวว่าเจ้าทะลวงมิติขึ้นมายังโลกเบื้องบนแล้ว ข้าก็เคยส่งคนไปตามหาเจ้าอยู่หลายครั้ง แต่ผลที่ได้กลับกลายเป็นว่า ทุกคนที่ถูกส่งไป ล้วนหายสาบสูญไปอย่างไม่มีวันกลับมา

"สำนักหลัวเซียวกำลังปิดบังความจริงบางอย่างกับเจ้าอยู่ ข้าหวังว่าเจ้าจะตาสว่างและรู้ตัวได้โดยเร็วนะ

"หากเจ้าสามารถหาทางสลัดหลุดจากการควบคุมของพวกมันได้ล่ะก็ โปรดเดินทางมาพบข้าที่ 'ตลาดชิงเหอ' เถิด"

ส่งคนมาหาข้าหลายครั้งงั้นรึ...เฉินซานซืออดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วแน่น

นี่สำนักหลัวเซียวกำลังคิดจะทำอะไรกันแน่?

"เจ้านายเจ้าคะ!"

"ไอ้สำนักหลัวเซียวนี่ มันต้องมีแผนการร้ายอะไรซ่อนอยู่แน่ๆเลยเจ้าค่ะ"

"อืม"

"ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดล่ะก็ พรุ่งนี้ฟางฝูเหยาจะต้องเข้าไปพัวพันกับการต่อสู้ครั้งใหญ่ ถึงตอนนั้น ข้าจะฉวยโอกาสแอบไปพบผู้อาวุโสหลี่และคนอื่นๆดูสักหน่อย"

….

วันรุ่งขึ้น

ยามจื่อ (23.00-00.59 น.)

ณ ถ้ำตานเสีย

ท่ามกลางความมืดมิด ผู้บำเพ็ญเพียรชุดดำคนหนึ่งซ่อนตัวอยู่หลังหมู่เมฆดำทะมึน สายตาจับจ้องลงไปยังสำนักเบื้องล่าง ที่บริเวณหอคอยตรงใจกลางสำนัก ในเวลานี้กำลังแผ่คลื่นพลังวิญญาณอันแข็งแกร่งออกมาอย่างต่อเนื่อง

อีกาตัวหนึ่งบินโฉบลงมาเกาะที่ไหล่ของเขา ก่อนจะอ้าปากพูดภาษามนุษย์

"พี่ชาย ข้าไปสืบดูมาให้แล้วนะ ไอ้เฒ่าแห่งถ้ำตานเสีย วันนี้มันยอมงัดเอา 'หม้อเทียนหยวน' ออกมาใช้หลอมยาจริงๆด้วยล่ะ นี่มันโอกาสทองที่เราจะลงมือแล้วนะ"

"เก็บซ่อนไว้ตั้งนาน ทำไมจู่ๆวันนี้ถึงได้อุตริหยิบออกมาใช้ได้ล่ะ?"

ผู้บำเพ็ญเพียรชุดดำพูดเสียงเย็นชา

"แถมพวกถ้ำตานเสียมันก็รู้ล่วงหน้ามาตั้งนานแล้วนี่ ว่าข้าจะมาแย่งชิงหม้อนี่ไป เรื่องนี้มันต้องมีอะไรตุกติกแน่ๆ! พี่กา รบกวนท่านช่วยบินไปสำรวจบริเวณรอบๆดูให้อีกทีสิ"

ผ่านไปไม่นานนัก

อีกาก็บินกลับมาอีกครั้ง

"ข้าเห็นฟางฝูเหยาแล้วล่ะ!

"หมอนั่นกำลังพาไอ้ศิษย์เอกของตาเฒ่าแห่งถ้ำตานเสีย มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก ตรงดิ่งไปยังสำนักหลัวเซียวเลยเชียวล่ะ!"

"เข้าใจแล้ว!"

ผู้บำเพ็ญเพียรชุดดำร้องอ๋อขึ้นมาทันที

"หม้อเทียนหยวนในถ้ำตานเสียตอนนี้คือของปลอม! พวกมันจงใจสร้างเรื่องหลอกล่อให้เราสนใจที่นี่ เพื่อจะแอบขนย้ายหม้อเทียนหยวนของจริงหนีไปที่สำนักหลัวเซียวนั่นเอง!

"เร็วเข้า พวกเราต้องรีบตามไปสกัดพวกมันไว้!"

…………….

จบบทที่ บทที่ 651 : ปริศนา

คัดลอกลิงก์แล้ว