- หน้าแรก
- นักอ่านของฉันมาจากสามพันโลก
- บทที่ 410 ไปเขียนต่ออีกห้าหมื่นปีในขุมนรกชั้นที่สิบแปด
บทที่ 410 ไปเขียนต่ออีกห้าหมื่นปีในขุมนรกชั้นที่สิบแปด
บทที่ 410 ไปเขียนต่ออีกห้าหมื่นปีในขุมนรกชั้นที่สิบแปด
บทที่ 410 ไปเขียนต่ออีกห้าหมื่นปีในขุมนรกชั้นที่สิบแปด
คราวนี้ไม่เหลือเลยสักเล่ม
ผู้อาวุโสสามสะบัดมือเพียงครั้งเดียว ก็เก็บกวาดไปจนหมดเกลี้ยง
ก่อนไปเขายังพูดด้วยความโกรธเคืองว่า "การประลองของสำนักเซียนใกล้จะมาถึงแล้ว พวกเจ้าไม่รีบเร่งฝึกฝนให้ดีเพื่อรวบรวมตบะของตัวเองให้มั่นคง แต่กลับมานั่งอ่านนิยายกันเนี่ยนะ!"
"นิยายจะอ่านเมื่อไหร่ก็อ่านได้ แต่การประลองของสำนักเซียนน่ะมีจัดขึ้นทุกปีหรือไง"
"ช่างไม่มีความกระตือรือร้นเอาเสียเลยจริงๆ"
"พวกเจ้าเป็นศิษย์รุ่นที่แย่ที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นมาเลย!"
พูดจบ เขาก็สะบัดแขนเสื้อแล้วเดินจากไป
หลังจากผู้อาวุโสสามจากไป เขาก็วิ่งไปหาเจ้าสำนัก แล้วเรียกประชุมผู้คน
เขาแสดงนิยายที่ตัวเองยึดมาให้ดู พลางกล่าวอย่างหนักแน่นและชอบธรรมว่า "การประลองของสำนักเซียนใกล้เข้ามาแล้ว นี่ไม่ใช่การแข่งขันที่เอามาล้อเล่นได้ การที่ศิษย์สำนักของเรามัวแต่หลงใหลในสิ่งของจนลืมเป้าหมายเช่นนี้ หากแพ้ก็เป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาในนั้นล่ะก็ จะกลายเป็นเรื่องใหญ่เอาได้"
"พวกท่านต้องคอยควบคุมดูแลให้เข้มงวดนะ!"
ผู้อาวุโสท่านอื่นต่างพากันพยักหน้า
ปรมาจารย์กระบี่อวี้ซียกมือกุมขมับ หลังจากรู้ว่าเป็นศิษย์ของตัวเองที่ลงเขาแล้วนำกลับมา เมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้อาวุโสสามก็ยิ่งรู้สึกละอายใจ
เขาประกาศกร้าวว่ากลับไปจะต้องลงโทษพวกนั้นให้เข็ดหลาบอย่างแน่นอน
"เด็กพวกนี้จริงๆ เลย ต้องให้คนคอยจับตาดูตลอด นี่บำเพ็ญเพียรให้ข้าหรือไง"
"รบกวนผู้อาวุโสสามต้องเหนื่อยแล้ว การมีท่านอยู่ถือเป็นวาสนาของศิษย์พวกนั้นจริงๆ"
"ไม่คิดเลยว่าผู้อาวุโสสามจะทุ่มเทถึงเพียงนี้ เมื่อก่อนข้าเข้าใจท่านผิดไป คิดว่าท่านไม่สนใจใยดีศิษย์ในสำนักเลยแม้แต่น้อยเสียอีก"
ผู้อาวุโสสามเก็บนิยายเหล่านั้นไปโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยน
เมื่อกลับไปถึง พอปิดประตูห้อง ท่าทางที่เคร่งขรึมและหัวโบราณก็มลายหายไปในพริบตา
ผู้อาวุโสสามฉีกยิ้มกว้าง แล้วนำนิยายทั้งหมดออกมาวางทันที
เขามองดูผลงานของตัวเองอย่างพึงพอใจ มือก็ลูบเคราไปมาเป็นจังหวะ
ก่อนหน้านี้ตอนที่ศิษย์ตัวน้อยสองสามคนลงเขาไป เขายังคิดอยู่เลยว่าจะทำอย่างไรถึงจะให้คนช่วยหิ้วกลับมาให้เขาสักสองสามเล่มโดยไม่ให้ใครรู้ตัว หรือไม่ก็บอกเขาว่าร้านหนังสืออยู่ที่ไหน
ต้องเป็นวิธีที่ทั้งได้นิยายมาครอบครองและดูดีมีหน้ามีตาด้วย
แต่วันที่สองเขามาสาย รอจนเขาตามไปถึง ก็เห็นแค่ควันหลงจากหางกระบี่ของพวกนั้นเสียแล้ว
ผู้อาวุโสสามรอคอยวันนี้มาเนิ่นนาน หากคนเหล่านั้นยังไม่กลับมาอีก เขาถึงกับอยากจะวิ่งไปตามหาพวกเขาที่เยี่ยนตูอยู่แล้วเชียว
ตอนนี้ พูดได้เลยว่าเขาได้นิยายมาโดยที่ไม่ต้องลงแรงเลยสักนิด
ต้องยกความดีความชอบให้ความฉลาดของเขา วิธีการแบบนี้ไม่เพียงแต่รักษาหน้าตาของเขาเอาไว้ได้ และยังได้อ่านนิยาย แถมยังได้สร้างความน่าเกรงขามต่อหน้าบรรดาศิษย์ สุดท้ายยังได้รับชื่อเสียงดีงามว่าเป็นคนรักใคร่เอ็นดูศิษย์อีกด้วย
ช่างเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกนับไม่ถ้วนจริงๆ
ในใต้หล้านี้จะมีใครมีสมองที่ชาญฉลาดแบบเขาได้อีก
ผู้อาวุโสสามถูมือไปมา พลางหัวเราะหึๆ
ขอเขาดูหน่อยสิว่า คราวที่แล้วอ่านถึงเล่มไหนแล้วนะ
ผู้อาวุโสสามหยิบนิยายขึ้นมาเล่มหนึ่ง และไม่ลืมที่จะหาข้ออ้างให้ตัวเอง
ไม่ใช่ว่าเขามัวแต่หลงใหลในสิ่งของจนลืมเป้าหมายหรอกนะ แม้เขาจะอ่านนิยายเหมือนกัน แต่เขากับศิษย์พวกนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เขาหมั่นเพียรฝึกฝนอย่างหนักมาตั้งหลายร้อยปี ตอนนี้แก่แล้วจะขอมีความสุขสักสองสามวันมันจะเป็นอะไรไป
แถมเขาก็ไม่ได้ติดงอมแงมเสียหน่อย
เขาก็แค่อยากรู้อยากเห็นนิดหน่อยเท่านั้นเอง
แต่ศิษย์พวกนั้นที่วุฒิภาวะทางอารมณ์ยังไม่เป็นผู้ใหญ่ ดูปราดเดียวก็รู้ว่าไม่มีความยับยั้งชั่งใจที่ดี นิยายที่เย้ายวนใจขนาดนี้จะต้องตกไปอยู่ในมือของพวกเขาไม่ได้เด็ดขาด
ผู้อาวุโสสามคิดในใจว่า ตอนที่เขาบำเพ็ญเพียรอยู่นั้น นอกจากบำเพ็ญเพียรแล้วเขาก็ทำอะไรไม่ได้เลย แล้วทำไมเขาต้องยอมให้พวกนั้นมีนิยายดีๆ ให้อ่านในตอนที่กำลังบำเพ็ญเพียรด้วยล่ะ
แน่นอนว่า เขาจะไม่มีทางยอมรับว่าตัวเองเคยเปียกฝนมาก่อน ก็เลยต้องฉีกร่มของคนอื่นให้ขาดวิ่นหรอกนะ
เขารู้สึกว่าไม้ตายนี้ของเขาเรียกว่า "มีความสุขกันทุกฝ่าย" เขาสามารถอ่านนิยายได้ ส่วนศิษย์ก็สามารถเอาใจใส่กับการบำเพ็ญเพียรได้มากขึ้น พวกเขาล้วนมีอนาคตที่สดใส
—
ภายในมิติระบบ บรรยากาศเงียบสงัดเป็นพิเศษ
แม้แต่ผีเป่ยเป่ยที่ปกติชอบทำตัวเอะอะโวยวายที่สุด ก็ยังนิ่งสนิทราวกับตายไปแล้วจริงๆ
พวกเขาเพิ่งจะอ่านผลงานกว่ายี่สิบเรื่องในชาติที่แล้วของหลีเวินซูจบไป
พูดกันตามตรง สำนวนการเขียนอาจจะสู้ปัจจุบันไม่ได้ แต่พล็อตเรื่องและความคิดสร้างสรรค์กลับไม่ได้ด้อยไปกว่าปัจจุบันเลยแม้แต่น้อย แถมยังมีชีวิตชีวามากอีกด้วย
บวกกับการที่ผลงานเหล่านี้ล้วนถูกเขียนขึ้นในช่วงเวลาที่สภาพจิตใจของเธอไม่ค่อยดีนัก ดังคำกล่าวที่ว่า "ความเจ็บปวดคือดินแดนแห่งการสร้างสรรค์วรรณกรรม" บางทีอาจจะเป็นเพราะได้รับการเสริมพลังจากจุดนี้ จึงทำให้ผลงานในอดีตของหลีเวินซูไม่ด้อยไปกว่าปัจจุบันเลยสักนิด
ก็แค่อ่านจบแล้วสภาพจิตใจจะดูเลื่อนลอยไปหน่อย
ราวกับว่าสมองถูกใครบางคนควักออกไปส่วนหนึ่งอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
สองผีหนึ่งระบบพออ่านมาถึงตอนจบ ก็ร้องไห้ไม่ออกเสียแล้ว
บางครั้งการร้องไห้ออกมาได้ก็ถือเป็นการปลดปล่อยและระบายความเครียดอย่างหนึ่ง การร้องไห้ไม่ออกอาจจะได้รับความบอบช้ำทางจิตใจที่หนักหนาสาหัสยิ่งกว่า
อย่างน้อยพวกเขาทั้งสาม ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์แล้วก็ยังคงมีสภาพเหมือนคนตาย ราวกับว่ายังคงจมดิ่งอยู่ในเรื่องราวและไม่สามารถหลุดพ้นออกมาได้
บางทีอาจจะเกี่ยวข้องกับการที่อ่านรวดเดียวจบไปกว่ายี่สิบเรื่องก็เป็นได้
พอเริ่มตั้งสติได้ ประโยคแรกที่ระบบพูดก็คือ "พวกนักอ่านบนอินเทอร์เน็ตยังต้องการข้อมูลของโฮสต์อยู่อีกไหม ฉันสามารถให้ข้อมูลได้แบบฟรีๆ เลยนะ"
ผีตงตง: [ฉันก็ ให้ได้ เหมือนกัน]
ผีเป่ยเป่ยมีสีหน้าเรียบเฉย "รอให้เธอตกนรกก่อนเถอะ ฉันจะไม่ปล่อยเธอไปแน่ ฉันจะเนรเทศเธอไปขุมนรกชั้นที่สิบแปดให้ไปเขียนนิยายต่ออีกห้าหมื่นปี!"
ผีตงตง: [อนุมัติ]
หลีเวินซู: "..."
ขนาดซุนหงอคงยังถูกทับอยู่ใต้ภูเขาห้านิ้วแค่ห้าร้อยปีเองนะ
เธอไม่ได้ทำความผิดร้ายแรงถึงขั้นบุกอาละวาดบนสวรรค์เสียหน่อย
แก๊งสามช่าที่กำลังมึนงงตัดสินใจอ่าน «คนไร้ค่า» เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด
เพื่อที่จะตามอ่านนิยายกว่ายี่สิบเรื่องนั้น พวกเขาจึงดอง «คนไร้ค่า» เอาไว้หลายวัน ตอนนี้น่าจะมีตอนใหม่ให้อ่านเยอะพอสมควรแล้ว
ความประทับใจสุดท้ายที่พวกเขามีต่อนิยายเรื่องนี้คือความผ่อนคลาย ความเบิกบานใจ และความสนุกสนานสะใจ ซึ่งตอบสนองจินตนาการของพวกเขาเกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียรและขี่กระบี่เหินเวหาได้เป็นอย่างดี
แม้จะไม่แน่ใจว่านิยายเรื่องนี้ในภายหลังจะมีฉากทำร้ายจิตใจหรือไม่ แต่อย่างน้อยก็ไม่น่าจะเร็วขนาดนั้น
เห็นได้ชัดว่านางเอกยังไม่ได้ปรับตัวเข้ากับโลกใบนี้ และยังไม่ได้สร้างความสัมพันธ์และความผูกพันที่ใกล้ชิดกับโลกใบนี้ ในสถานการณ์เช่นนี้ ดูเหมือนว่าการจากไปของตัวละครใดก็ตามจะไม่ได้ทำให้เกิดความผันผวนทางอารมณ์มากนัก
เพราะถึงอย่างไรนักอ่านก็จะเอาตัวเองเข้าไปแทนที่ในมุมมองของนางเอก ความผันผวนทางอารมณ์ส่วนใหญ่จึงแปรผันตามนางเอก
จากประสบการณ์ของพวกเขา โดยปกติแล้วหลีเวินซูมักจะเริ่มทรมานนักอ่าน หลังจากที่นางเอกสร้างความสัมพันธ์กับโลกใบนี้แล้ว
ก็เหมือนกับเรื่อง «ปลูกผักทำไร่» นั่นแหละ หลังจากนางเอกปรับตัวเข้ากับโลกใบนี้และมีเพื่อนฝูงแล้ว ค่อยเริ่มลงมีดทำร้ายคน ลงมีดแต่ละทีแม่นยำไม่มีพลาด
หลีเวินซูอยากจะพูดแต่ก็หยุดไป อยากจะห้ามปรามสักหน่อย แต่ก็ทำได้แค่คิดเท่านั้น
ถึงอย่างไรก็เป็นผีสองตนกับระบบหนึ่งตัว อ่านดูก็คงไม่ตายหรอก
การอัปเดตในวันนี้มีฉากที่ปวดตับนิดหน่อยจริงๆ
ศาสตราวุธลี้ลับที่กำหนดไว้ในนิยาย คืออาวุธเทพที่หลอมรวมมาจากเลือดเนื้อของมนุษย์ นั่นหมายความว่าอาวุธทุกชิ้นในหอศาสตราวุธลี้ลับ ล้วนมีดวงวิญญาณของผู้คนมากมายสิงสู่อยู่
กระจกคู่ขนานก็เช่นเดียวกัน
[เจียงเซี่ยนและเซี่ยซือเฉินเวียนว่ายตายเกิดมาสิบครั้ง ทั้งสิบครั้งล้วนเป็นการได้เห็นโลกใบหนึ่งที่ก้าวจากความเจริญรุ่งเรืองไปสู่ความพินาศ และคนที่เคยพูดคุยกับตนเองก็ต้องเผชิญกับความตายครั้งแล้วครั้งเล่าต่อหน้าต่อตา
สิ่งที่ตามมาติดๆ คือปณิธานของพวกเขาที่ค่อยๆ แตกสลายลง
หากจิตสำนึกของตัวเองหายไป พวกเขาก็จะถูกกระจกคู่ขนานกลืนกินจนหมดสิ้น
สีหน้าของศิษย์หลายคนเริ่มเลื่อนลอยไปแล้ว บางคนถึงกับทนได้แค่ครั้งที่ห้าครั้งที่หกเท่านั้น ร่างกายของพวกเขาก็เริ่มแตกสลาย และจิตสัมผัสก็เกิดความสับสนวุ่นวาย
การที่เพื่อนสนิทที่อยู่ด้วยกันมาตลอดทั้งเช้าค่ำต้องมาตายลงต่อหน้าต่อตา เป็นเรื่องที่ไม่มีใครรับได้ แต่พวกเขาก็ทำได้เพียงบังคับตัวเองให้ยอมรับมัน แล้วก็ฝืนทนต่อไป
แม้กระทั่งจะเศร้าโศกมากเกินไปก็ไม่ได้ เพราะหากอารมณ์มีความผันผวนมากเกินไป ก็อาจจะนำพาพวกเขาไปสู่ความตายได้เช่นกัน
ใบหน้าของเจียงเซี่ยนก็ซีดเซียวเล็กน้อย ทั่วทั้งร่างดูทุลักทุเลอยู่บ้าง นางหันไปมองเซี่ยซือเฉิน
เขากำลังจ้องมองศิษย์อีกคนตายลงไปอย่างเงียบๆ และถูกทิ้งให้อยู่ในกระจกคู่ขนานตลอดกาล
และศิษย์คนนี้ก็มีความสัมพันธ์ที่ไม่เลวกับเขาเลย]