- หน้าแรก
- ระบบเร่งความเร็วการบ่มเพาะ
- บทที่ 106.สัตว์เทพโดยกำเนิด
บทที่ 106.สัตว์เทพโดยกำเนิด
บทที่ 106.สัตว์เทพโดยกำเนิด
งานเลี้ยงยังไม่เริ่มขึ้นผู้คนจำนวนมากต่างรออยู่ที่นี่
ไม่น้อยจับกลุ่มพูดคุยกันบางคนทักทายคนรู้จักที่นี่เองก็เป็นสถานที่ชั้นดีในการผูกมิตรกับบุคคลระดับสูง
ชั่วขณะหนึ่งบรรยากาศจึงคึกคักยิ่งนักเสียงหัวเราะและบทสนทนาดังไปทั่ว!
เย่เฉินเดินวนไปรอบๆอยู่พักหนึ่งเมื่อไม่พบคนรู้จักก็รู้สึกเบื่อหน่ายจึงกลับไปนั่งที่ของตน
ระหว่างทางที่เขาเดินมาผู้คนรอบข้างเขาไม่รู้จักเขาแต่พวกนั้นกลับรู้จักเขาเป็นอย่างดีต่างพากันซุบซิบชี้ไม้ชี้มือใส่เขา
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจากงานชุมนุมก่อนหน้านี้เขาได้กลายเป็นบุคคลมีชื่อเสียงไปแล้ว
การต่อสู้ครั้งเดียวทำให้ผู้อาวุโสสายนอกของสำนักอู่จี๋ ซูอี้ กลายเป็นคนพิการจากนั้นยังไม่หวาดกลัวเหอซู่ที่อยู่ขอบเขตแก่นทองคำขั้นเก้า
ยิ่งไปกว่านั้นยังได้รับการยอมรับจากเทียนซีถึงขั้นออกหน้าช่วยเหลืออีกทั้งยังดึงดูดยอดฝีมือจากดินแดนกลางอีกคนหนึ่งออกมาและท้ายที่สุดยังสามารถต้านรับการโจมตีหนึ่งครั้งของผู้แข็งแกร่งขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดได้
เรื่องราวเหล่านี้ล้วนเป็นหัวข้อที่ผู้คนพูดถึงกันตลอดช่วงนี้
และหลังจากเวลาผ่านไปสักพักเย่เฉินก็ได้พบคนรู้จักในที่สุดเช่นสองพี่น้องกู้ยี่และศิษย์สำนักอู่จี๋ที่เมื่อเห็นเขาแล้วก็มีสีหน้าหวาดกลัว
“อ้าว นี่ไม่ใช่ผู้อาวุโสเหอซู่หรอกหรือทำไมถึงมานั่งอยู่นอกตำหนักใหญ่ล่ะ!”
เย่เฉินเห็นเหอซู่ในทันทีเมื่อเห็นอีกฝ่ายนั่งอยู่ไม่ไกลจากเขา ก็หัวเราะออกมาแล้วเอ่ยทักทายอย่างเป็นมิตรกับคนของสำนักอู่จี๋
คนเหล่านั้นต่างหน้าดำคล้ำถูกเย่เฉินทำให้ผู้อาวุโสพิการในงานชุมนุมก่อนหน้านี้ตอนนี้อีกฝ่ายยังมากระโดดโลดเต้นอยู่ตรงหน้าอีก
“อ้อ ว่าแต่ผู้อาวุโสซูอี้ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างตอนนั้นข้าลงมือไม่รู้หนักเบาเขาไม่ได้เป็นอะไรมากใช่หรือไม่!” เย่เฉินถามด้วยท่าทีเป็นห่วง
ที่ว่าไม่ตีหน้าคนไม่เปิดโปงจุดอ่อนคนแต่การกระทำของเย่เฉินในตอนนี้คือเหยียบหน้าสำนักอู่จี๋ลงกับพื้นแล้วกระทืบซ้ำโดยแท้จงใจแทงใจดำล้วนๆ
คนของสำนักอู่จี๋ต่างหน้าดำคล้ำโดยเฉพาะเหอซู่ที่แทบอยากลงมือสังหารเย่เฉินในทันที
แต่เย่เฉินก็ไม่สนใจ หลังจากเยาะเย้ยอยู่ครู่หนึ่ง ก็กลับไปยังที่นั่งของตนแล้วก็ได้พบกับคนรู้จักอีกคน
คนที่เดินเข้ามาเป็นหญิงสาวในชุดกระโปรงสีดำภายใต้การล้อมรอบของผู้คนมากมายราวกับดวงดาวล้อมจันทร์
นั่นคือซ่งฮวนนางก็มาถึงแล้วยังคงสวมชุดกระโปรงสีดำเช่นเดิมยิ้มทักทายผู้คนรอบข้าง
จากนั้นนางก็สังเกตเห็นเย่เฉินพูดกับคนรอบตัวไม่กี่คำแล้วมานั่งลงที่ข้างเขา
“เจ้าหกวันที่ผ่านมาไปทำอะไรมาข้าไปหาเจ้าหลายครั้งแล้วแต่ก็ไม่เห็นออกมาเลย!” ซ่งฮวนขมวดคิ้วเล็กน้อยแสดงความไม่พอใจ
“เอ่อ...บังเอิญเกิดความเข้าใจบางอย่างขึ้นเลยปิดด่านไปพักหนึ่งแล้วก็มีความก้าวหน้าเล็กน้อย!” เย่เฉินเกาหัวอย่างกระอักกระอ่วนหัวเราะแห้งๆ
เมื่อคนรอบข้างได้ยินต่างตกตะลึงทันทีเพิ่งสังเกตเห็นว่าพลังที่เย่เฉินแสดงออกมาตอนนี้อยู่ที่ขอบเขตแก่นทองคำขั้นสามแล้ว
เจ้านี่ภายในเวลาเพียงหกวันกลับทะลวงระดับได้อีกครั้ง?
“ความเร็วในการบ่มเพาะของเจ้านี่...” ซ่งฮวนจุ๊ปากมองเย่เฉินราวกับมองสัตว์ประหลาด
ในขณะนั้นฉื่อฮว๋ายที่นอนหลับอยู่บนไหล่ของเย่เฉินก็ตื่นขึ้นร้องอ๋าวหนึ่งเสียงกระโดดลงมาแล้วพุ่งเข้าไปในอ้อมแขนของเขา
“หึๆ...ในที่สุดเจ้าก็ยอมตื่นเสียที...”
เมื่อเห็นเจ้าจิ้งจอกน้อยที่ตื่นขึ้นเย่เฉินก็รู้สึกทั้งขำทั้งหงุดหงิด
ตั้งแต่มันกินหินวิญญาณขั้นสูงไปหลายก้อนมันก็เข้าสู่การหลับไหลและไม่เคยตื่นขึ้นมาเลย
“นี่คือ? สัตว์อสูรเลี้ยงของเจ้าหรือ?” ซ่งฮวนรู้สึกประหลาดใจก่อนหน้านี้นางก็สังเกตเห็นจิ้งจอกน้อยบนไหล่ของเย่เฉินอยู่แล้วเพียงแต่ไม่มีโอกาสถาม
“ก็ประมาณนั้นแต่ข้าเองก็ไม่รู้ว่ามันเป็นสัตว์อสูรเผ่าอะไร”
เย่เฉินส่ายหัวอย่างจนปัญญาอุ้มฉื่อฮว๋ายขึ้นมาดูแล้วดูอีก ก็ยังไม่พบความเปลี่ยนแปลงแม้มันจะกินหินวิญญาณไปมากมาย
มีเพียงสิ่งเดียวที่เขาสัมผัสได้คือบริเวณท้องของมันมีคลื่นพลังปราณวิญญาณที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งซ่อนอยู่ภายใน หนาแน่นเป็นอย่างมาก
น่าเสียดายไม่ว่าเขาจะตรวจสอบอย่างไรจิตสำนึกก็ไม่สามารถแทรกเข้าไปได้และไม่อาจรู้ได้ว่าพลังนั้นคืออะไร
“แปลกจริงๆเจ้าตัวเล็กนี่เห็นได้ชัดว่าไม่มีพลังบ่มเพาะแต่กลับดูมีจิตวิญญาณเหลือเกิน”
ซ่งฮวนเองก็สงสัยรับฉื่อฮว๋ายไปพลิกดูไปมาทำให้มันไม่พอใจร้องอ๋าวๆไม่หยุด
สุดท้ายฉื่อฮว๋ายก็หนีออกจากมือของซ่งฮวนไปหลบอยู่ด้านหลังเย่เฉิน
“เย่เฉินไม่เจอกันนานเลย!”
ไม่ไกลนักเสียงหญิงสาวที่ใสกังวานดังขึ้นดึงดูดความสนใจของทุกคนต่างพากันเผยสีหน้าประหลาดใจ
“เป็นคุณหนูเทียนซีไม่คิดว่านางจะให้ความสำคัญกับเย่เฉินขนาดนี้ถึงกับมาด้วยตัวเอง!” มีคนกระซิบกัน
“จิ้งจอกน้อยในมือเจ้าตัวนี้ได้มาจากที่ใด?” เทียนซีเดินมานั่งตรงข้ามเย่เฉินมองเขาอย่างแปลกใจเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองฉื่อฮว๋าย
“เก็บมาได้จากถ้ำแห่งหนึ่งไม่รู้ว่าเป็นสัตว์อสูรอะไร”
เย่เฉินยิ้มพลางตอบตามความจริงเพราะมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
“ข้ามีข้อคาดเดาบางอย่าง...แต่ไม่แน่ใจว่าถูกหรือไม่”
เทียนซีกล่าวแต่ครั้งนี้เย่เฉินกลับสีหน้าเปลี่ยนไปเพราะอีกฝ่ายไม่ได้พูดออกเสียงแต่ใช้การส่งเสียงผ่านจิต
“โอ้ สามารถบอกข้าได้หรือไม่?”
เย่เฉินก็ส่งเสียงผ่านจิตกลับไปถาม
ตอนนี้ระดับของระบบเขายังไม่พอไม่สามารถตรวจสอบฉื่อฮว๋ายได้สำหรับเจ้าตัวกินจุนี้เขาก็อยากรู้ที่มาเช่นกัน
แต่เทียนซีไม่ได้ตอบกลับหยิบสมุนไพรวิญญาณต้นหนึ่งออกมายื่นให้ฉื่อฮว๋าย!
เจ้าตัวน้อยกระโดดขึ้นสูงใช้อุ้งเท้าหน้าคว้าสมุนไพรวิญญาณมาจากนั้นก็กลับไปกระโดดเข้ามาในอ้อมแขนของเย่เฉินกินอย่างเอร็ดอร่อย!
“ลักษณะตรงกันมากแทบจะยืนยันได้แล้ว”
เทียนซีพยักหน้าก่อนจะถ่ายทอดข้อมูลที่นางรู้ผ่านจิตให้เย่เฉิน
ในโลกนี้สัตว์อสูรถูกแบ่งออกเป็น สัตว์ป่าทั่วไป สัตว์วิญญาณ สัตว์โบราณ สัตว์เทพ และสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ระดับเหล่านี้ขึ้นอยู่กับสายเลือดเป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด
สัตว์วิญญาณหรือสัตว์โบราณทั่วไปหากต้องการก้าวไปถึงระดับสัตว์เทพหรือสัตว์ศักดิ์สิทธิ์จำเป็นต้องวิวัฒนาการณ์อย่างต่อเนื่อง
และระหว่างการวิวัฒนาการณ์ยังต้องเผชิญกับเคราะห์สายฟ้าหากพลาดเพียงเล็กน้อยก็จะถูกสายฟ้าสวรรค์ฟาดจนสลายกลายเป็นเถ้าธุลีสูญสิ้นจากโลกนี้
ทว่าสัตว์เทพบางชนิดที่กำเนิดมาแต่แรกกลับไม่มีปรากฏการณ์พิเศษใดๆตอนถือกำเนิด
ยิ่งไปกว่านั้นพฤติกรรมของพวกมันยังด้อยกว่าสัตว์ธรรมดาอ่อนแออย่างยิ่ง
แต่เมื่อพวกมันเติบโตพลังที่สะสมอยู่ภายในร่างก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆและเมื่อถึงจุดหนึ่งก็จะระเบิดออกอย่างรุนแรง
และสัตว์เทพโดยกำเนิดประเภทนี้จะมีจุดร่วมอย่างหนึ่งคือ
สามารถกลืนกินและย่อยพลังแห่งฟ้าดินได้ทุกชนิด
“ต้องขอแสดงความยินดีด้วยเจ้าได้ลูกสัตว์เทพตัวหนึ่งมาโดยบังเอิญ”
เทียนซีส่งเสียงผ่านจิตกล่าวน้ำเสียงเต็มไปด้วยความอิจฉาแม้แต่ในดินแดนกลางก็ยังยากจะพบร่องรอยของสัตว์เทพ
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเย่เฉินก็สั่นสะเทือนในใจมองฉื่อฮว๋ายที่กำลังกินสมุนไพรในอ้อมแขนของเขาไม่รู้จะพูดอะไรดี
จากที่เทียนซีกล่าวมาทุกอย่างล้วนตรงกับลักษณะของฉื่อฮว๋าย
“เจ้าตัวเล็กคิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะมีตัวตนแบบนี้อยู่ด้วย”
เย่เฉินหัวเราะเบาๆลูบหัวมันทำให้มันร้องอ๋าวด้วยความไม่พอใจ
“ข้ายังมีธุระพวกเจ้าคุยกันไปก่อน”
เทียนซีกล่าวจบก็ลุกขึ้นเดินเข้าไปในตำหนักใหญ่