เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 476 หัวโบราณยิ่งกว่ายายแก่

บทที่ 476 หัวโบราณยิ่งกว่ายายแก่

บทที่ 476 หัวโบราณยิ่งกว่ายายแก่


บทที่ 476 หัวโบราณยิ่งกว่ายายแก่

เมื่อลูกรองเหยียนและภรรยาเดินทางกลับจากต่างประเทศในช่วงปลายปี ทั้งสองก็หอบหิ้วของขวัญที่ซื้อมาจากเมืองนอก และตรงมาเยี่ยมเยียนฟู่เส้าตั๋วกับเจียงชิ่นเป็นอันดับแรกทันที

การพบปะพูดคุยในครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่นมาก ทั้งสองฝ่ายต่างก็เป็นปัญญาชนระดับสูง จึงมีหัวข้อสนทนาที่เข้าอกเข้าใจกันเป็นอย่างดี หลังจากร่วมรับประทานอาหารกันเพียงมื้อเดียว ทั้งสองครอบครัวก็สนิทสนมคุ้นเคยกันอย่างรวดเร็ว

เรื่องราวระหว่างฟู่ซินหน่วนและเหยียนสวี่เหวินจึงถือว่าตกลงปลงใจกันอย่างเป็นทางการ

พ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ลูกรองเหยียนและภรรยาแสดงความเคารพต่อการตัดสินใจของเจียงชิ่นและฟู่เส้าตั๋ว พวกเขาจะไม่เร่งรัดให้เด็กทั้งสองรีบแต่งงานกัน โดยจะรอให้ทั้งคู่คบหาดูใจกันครบหนึ่งปีเต็มเสียก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที

เจียงชิ่นค่อนข้างพึงพอใจกับผลสรุปนี้ ส่วนฟู่เส้าตั๋วแม้ในใจจะยังมีตะขิดตะขวงอยู่บ้าง แต่ต่อให้หวงลูกสาวแค่ไหน เขาก็ต้องเคารพการตัดสินใจของเธออยู่ดี

เมื่อพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายได้พบปะพูดคุยกันแล้ว เจียงชิ่นก็ปรึกษากับฟู่เส้าตั๋วว่า ถึงเวลาที่จะนำเรื่องนี้ไปบอกกล่าวให้คนในครอบครัวได้รับรู้เสียที

โดยเฉพาะญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย

แน่นอนว่าฟู่เส้าตั๋วเห็นด้วย เจียงชิ่นจึงเดินทางไปที่สถานพักฟื้นระดับไฮเอนด์ก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อแจ้งข่าวเรื่องการมีคู่ครองของฟู่ซินหน่วนให้แม่ฟู่รับทราบ

นับตั้งแต่ที่แม่ฟู่เริ่มมีปัญหาสุขภาพ เจียงชิ่นก็ตัดสินใจส่งท่านไปพักผ่อนดูแลร่างกายที่สถานพักฟื้นระดับไฮเอนด์ เพื่อให้ท่านได้รับการดูแลรักษาที่ดียิ่งขึ้น ที่นั่นเป็นสถานที่สำหรับข้าราชการระดับสูงที่เกษียณอายุแล้ว สภาพแวดล้อมจึงดีเยี่ยม เพียบพร้อมไปด้วยเครื่องมือทางการแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่ครบครัน

แม่ฟู่ใช้ชีวิตอยู่ที่สถานพักฟื้นอย่างสุขสบายมาก จนกระทั่งต่อมาเมื่อสุขภาพเริ่มดีขึ้น ท่านก็ไม่อยากกลับไปอยู่ที่บ้านอีกเลย

สาเหตุหลักก็คือ ท่านได้รู้จักมักคุ้นและสนิทสนมกับแก๊งคุณยายวัยเดียวกันที่นั่นหลายคน ทำให้ท่านอยู่ที่นั่นอย่าง 'สุขจนลืมกลับบ้าน' เลยทีเดียว เมื่อได้ยินว่าหลานสาวมีแฟนแล้ว แม่ฟู่ก็ดีใจมาก

แต่พอได้ยินต่อว่า ผู้ชายคนนั้นคือ 'เหยียนสวี่เหวิน' จากตระกูลเหยียน แม่ฟู่ก็ถึงกับอึ้งไปเลย

"ตอนแรกที่คุณย่าเหยียนถูกตาต้องใจเจียงหยวน ก็ตั้งใจจะทาบทามให้หลานชายคนนี้ไม่ใช่เหรอจ๊ะ ? "

เจียงชิ่นตอบ "ใช่ค่ะคุณแม่ เขาคนนั้นแหละค่ะ"

แม่ฟู่หัวเราะออกมา "เรื่องวาสนานี่มันพูดยากจริง ๆ นะจ๊ะ ตอนที่ปฏิเสธตระกูลเหยียนไปตอนนั้น แม่ยังแอบนึกเสียดายอยู่เลย ใครจะไปคิดล่ะว่า วนไปเวียนมา สุดท้ายเหยียนสวี่เหวินคนนี้ก็ถูกลิขิตมาให้เป็นหลานเขยบ้านเราอยู่ดี"

เจียงชิ่นหัวเราะตาม "ก่อนหน้านี้ฉันก็คิดไม่ถึงเหมือนกันค่ะ สองคนนั้นเขาไปแอบรักแอบชอบกันเอง ตอนแรกซินหน่วนปิดบังเก่งมาก เกือบจะตบตาฉันกับเส้าตั๋วได้สำเร็จแล้วเชียว สมกับที่เขาว่าลูกสาวโตแล้วรั้งไว้ไม่อยู่ จริง ๆ ค่ะ"

"เป็นเรื่องดีออกจ้ะ ซินหน่วนบ้านเราตาถึงจริง ๆ ที่เลือกหลานเขยได้ดีขนาดนี้ รีบ ๆ แต่งงานกันตั้งแต่ตอนยังหนุ่มยังสาวน่ะดีแล้ว จะได้รีบมีลูก ร่างกายจะได้ฟื้นตัวเร็ว ๆ จริงสิ... ตอนที่พ่อแม่สองฝ่ายเจอกัน ได้คุยเรื่องกำหนดการจัดงานกับทางตระกูลเหยียนหรือยังจ๊ะ ? "

"ยังไม่รีบค่ะ ฉันอยากให้พวกเขาคบกันให้ครบหนึ่งปีก่อนแล้วค่อยว่ากันค่ะ"

แม่ฟู่นิ่งคิดคำนวณอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยว่า "ลองนับ ๆ ดูแล้วก็ใกล้แล้วนะจ๊ะ นี่ก็จะหมดปีแล้ว รอให้พ้นปีนี้ไป ผ่านไปอีกครึ่งปีเวลาก็คงผ่านไปไวเหมือนโกหก อะไรที่เตรียมได้ก็เริ่มเตรียมตัวไว้บ้างเถอะ แม่เดาว่าเด็กสองคนนี้คงไม่คลาดแคล้วกันแล้วล่ะ"

เจียงชิ่นพยักหน้ารับ "ตกลงค่ะ อะไรที่เตรียมล่วงหน้าได้ ฉันจะเริ่มเตรียมไว้ก่อนเลยค่ะ"

"การแต่งงานสมัยนี้มันไม่เหมือนสมัยก่อนแล้วนะจ๊ะ คนหนุ่มสาวเดี๋ยวนี้เขาต้องไปถ่ายรูปพรีเวดดิ้ง ต้องไปจองโต๊ะจีนล่วงหน้า แม่เห็นในทีวีบอกว่า บางที่ต้องจองล่วงหน้าเป็นปี ๆ ถึงจะได้คิวเลยนะ"

เจียงชิ่นหลุดขำพรืด "คุณแม่คะ คุณแม่รู้เรื่องพวกนี้เยอะจังเลยนะคะเนี่ย เรื่องพวกนี้ฉันยังไม่ทันได้นึกถึงเลยด้วยซ้ำ"

แม่ฟู่เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยอย่างภาคภูมิใจ "อยู่ที่นี่แม่ก็ไม่มีอะไรทำ นอกจากดูทีวีนี่แหละจ้ะ รายการทีวีมีให้ดูตั้งเยอะแยะ เขาก็เล่าเรื่องพวกนี้ให้ฟังหมดนั่นแหละ"

พูดจบ แม่ฟู่ก็ถอนหายใจออกมา "ด้วยแข้งขาที่แก่ชราของแม่ตอนนี้ ก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าจะอยู่ทันได้เห็นซินหน่วนแต่งงานหรือเปล่า"

"คุณแม่คะ พูดอะไรแบบนั้นล่ะคะ คุณแม่ต้องอยู่ทันเห็นแน่นอนค่ะ ก่อนจะเข้ามาหาคุณแม่ ฉันแวะไปคุยกับคุณหมอมาแล้ว คุณหมอบอกว่าร่างกายคุณแม่แข็งแรงดีมากเลยนะคะ ค่าผลตรวจต่าง ๆ ก็ดีกว่าตอนที่เพิ่งมาอยู่ใหม่ ๆ เยอะเลยค่ะ"

เจียงชิ่นพูดความจริง ก่อนหน้านี้เธอแวะไปที่ห้องพักแพทย์มาแล้วจริง ๆ ซึ่งคุณหมอก็ยืนยันว่าสุขภาพของแม่ฟู่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

"คุณแม่คะ หรือคุณแม่จะกลับไปอยู่ที่บ้านดีไหมคะ ? ถึงยังไงอยู่ที่บ้านก็คงสะดวกสบายกว่าที่สถานพักฟื้นนะคะ ตอนนี้ร่างกายคุณแม่ก็ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมากแล้ว ไม่จำเป็นต้องอยู่แต่ในสถานพักฟื้นตลอดเวลาก็ได้ค่ะ"

แม่ฟู่ส่ายหน้าปฏิเสธทันทีโดยไม่ลังเลเลยสักนิด

"ที่สถานพักฟื้นมีเพื่อน ๆ วัยเดียวกันเยอะแยะ พวกเราอยู่ด้วยกันก็สนุกดีจ้ะ ขืนกลับไปบ้านแม่คงคิดถึงพวกเขาแย่ อีกอย่าง กลางวันพวกเธอก็ต้องไปทำงานกันหมด ปล่อยให้แม่หงอยอยู่บ้านคนเดียวก็คงน่าเบื่อแย่ ชุนเฟินก็ไม่อยู่แล้วด้วย..."

พอพูดถึง หลิวชุนเฟิน แม่ฟู่ก็อดรู้สึกเศร้าใจขึ้นมาไม่ได้

หลิวชุนเฟินคอยอยู่เป็นเพื่อนและดูแลแม่ฟู่มาโดยตลอด แม่ฟู่จึงมีความผูกพันกับเธอมาก แต่ต่อมาที่บ้านของหลิวชุนเฟินเกิดเรื่องยุ่งยากขึ้น ทำให้เธอจำต้องเดินทางกลับบ้านเกิด เจียงชิ่นจึงมอบเงินก้อนหนึ่งให้เธอไว้ใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าและอนุญาตให้เธอกลับไป หลังจากที่หลิวชุนเฟินจากไป แม่ฟู่ก็ซึมเศร้าอยู่นานกว่าจะทำใจได้

การที่แม่ฟู่ปฏิเสธไม่ยอมกลับบ้าน เป็นสิ่งที่เจียงชิ่นเตรียมใจไว้อยู่แล้ว

เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอเอ่ยปากชวน แต่แม่สามีก็มักจะใช้เหตุผลเดิม ๆ ปฏิเสธเธอกลับมาแทบทุกครั้ง เจียงชิ่นจึงไม่คิดจะคะยั้นคะยออีกต่อไป ถึงยังไงสถานพักฟื้นแห่งนี้ก็อยู่ไม่ไกลจากบ้านมากนัก แค่แวะมาเยี่ยมบ่อย ๆ ก็พอแล้ว

"ตกลงค่ะ ถ้าคุณแม่มีความสุขที่จะอยู่ที่นี่ ก็อยู่ต่อไปเถอะค่ะ อยากจะอยู่นานแค่ไหนก็ได้เลยค่ะ"

ออกจากสถานพักฟื้น เจียงชิ่นก็เดินทางไปหาจ้านอวี้หมิ่นต่อ

เรื่องที่ลูกสาวมีความรัก ก็ต้องไปบอกกล่าวให้ผู้เป็นยาย (ทางฝั่งแม่) ได้รับรู้เสียหน่อย

เมื่อจ้านอวี้หมิ่นได้ยินเรื่องนี้ ย่อมต้องดีใจอยู่แล้ว เธอรู้สึกว่าเด็กทั้งสองคนนั้น 'กิ่งทองใบหยก' คุณสมบัติทุกด้านล้วนเหมาะสมกันอย่างยิ่ง

"คุณแม่คะ แม่ไม่คิดว่าอายุของพวกเขาสองคนมันห่างกันเกินไปหน่อยเหรอคะ ? เหยียนสวี่เหวินอายุมากกว่าซินหน่วนของเราตั้งเก้าปีเลยนะคะ"

"เก้าปีแล้วมันจะทำไมล่ะ ? " จ้านอวี้หมิ่นถลึงตาใส่ "เธอนี่มันเป็นคนหนุ่มสาวประสาอะไร ทำตัวหัวโบราณยิ่งกว่ายายแก่อย่างแม่ซะอีก ดูอย่างสามีภรรยาคู่อื่นสิ บางคู่อายุห่างกันเป็นสิบยี่ปีก็ยังมีเลย สองคนนี้ห่างกันแค่เก้าปี มันจะเป็นปัญหาอะไรกัน"

เจียงชิ่นที่โดนหาว่าหัวโบราณ: "..."

ไม่คิดเลยว่าคุณแม่วัยใกล้แปดสิบของเธอ จะเป็นคนเปิดกว้างทางความคิดขนาดนี้

"คุณแม่คะ ขออนุญาตแก้ความเข้าใจผิดนิดนึงนะคะ ลูกสาวแม่คนนี้ไม่ใช่คนหนุ่มสาวแล้วค่ะ อายุก็ปาเข้าไปสี่สิบกว่าแล้วนะคะ"

"สี่สิบกว่าแล้วไงล่ะ? พอเอามาเทียบกับแม่ที่อายุเกือบแปดสิบ เธอก็ยังถือว่าเป็นคนหนุ่มสาวอยู่ดีนั่นแหละ ! "

เจียงชิ่น: "..."

"สรุปก็คือ ถ้าไม่นับเรื่องช่องว่างระหว่างวัยแล้ว เรื่องอื่น ๆ ก็ถือว่าเหมาะสมกันดีค่ะ แค่พอคิดว่าซินหน่วนเพิ่งจะอายุยี่สิบก็ต้องแต่งงานออกเรือนไปแล้ว ในใจฉันมันก็รู้สึกทำใจลำบากน่ะค่ะ"

จ้านอวี้หมิ่นตวัดสายตามองขวาง "เธอเพิ่งจะมารู้สึกเอาตอนนี้หรือไง ตอนที่เธอร้องห่มร้องไห้จะแต่งงานกับฟู่เส้าตั๋วให้ได้น่ะ ตอนนั้นความรู้สึกของฉันก็ไม่ต่างจากเธอในตอนนี้หรอกย่ะ"

เธอนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง แล้วพูดเสริมขึ้นมาอีกประโยค "ไม่สิ ตอนนั้นความรู้สึกฉันมันย่ำแย่ยิ่งกว่าเธอในตอนนี้อีกนะ ! เด็กสองคนนี้เขายังใจตรงกัน รักกันทั้งสองฝ่าย แต่เธอกับเขาน่ะ เป็นเธอฝ่ายเดียวที่หน้ามืดตามัวไปหลงรักเขาข้างเดียว  ตอนนั้นฟู่เส้าตั๋วเขาชายตามองเธอที่ไหนล่ะ"

มุมปากของเจียงชิ่นถึงกับกระตุก

"คุณแม่คะ นี่มันเรื่องเก่าเล่าใหม่ตั้งแต่สมัยไหนแล้วคะเนี่ย ทำไมแม่ยังชอบขุดขึ้นมาพูดอยู่อีก"

"ทำไมล่ะ ? กล้าทำแต่ไม่กล้าให้คนอื่นพูดหรือไง"

ความจริงแล้วที่จ้านอวี้หมิ่นกล้าหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเล่น ก็เป็นเพราะเห็นว่าลูกสาวกับลูกเขยแต่งงานอยู่กินกันมาตั้งยี่สิบกว่าปีแล้ว กลายเป็นคู่สามีภรรยาเก่าแก่ที่รู้จักกันทุกซอกทุกมุม ต่อให้จะพูดแซวเรื่องในอดีตไปบ้าง ก็คงไม่มีอะไรให้ต้องกังวลแล้วล่ะ

เจียงชิ่นคร้านจะไปต่อล้อต่อเถียงกับแม่ในเรื่องนี้อีก

จะไปเถียงทำไมล่ะ มันไม่มีอะไรให้ต้องเถียงอยู่แล้ว

เจียงชิ่นลุกขึ้นเดินไปที่ห้องครัว หยิบถั่วแขกที่ซื้อมาแวะฝากก่อนหน้านี้มาวางไว้บนโต๊ะกาแฟในห้องนั่งเล่น แล้วไปหยิบกะละมังล้างผักอะลูมิเนียมมาใบนึง จากนั้นก็นั่งเด็ดถั่วแขกไปพลาง คุยกับจ้านอวี้หมิ่นไปพลาง

ทั้งสองคนคุยสัพเพเหระเรื่องในครอบครัวกันอยู่พักหนึ่ง จู่ ๆ จ้านอวี้หมิ่นก็นึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้

"จริงสิ ช่วงนี้พี่ชายสามกับพี่สะใภ้สามของเธอ ได้ติดต่อมาหาเธอบ้างไหม ? "

เจียงชิ่นโยนถั่วแขกที่เพิ่งเด็ดเสร็จลงในกะละมัง "ไม่ได้ติดต่อมาเลยค่ะ ฉันไม่ได้คุยกับพี่สามกับพี่สะใภ้สามมาพักใหญ่แล้วเหมือนกันนะคะ"

"แปลกจังแฮะ" จ้านอวี้หมิ่นเอ่ยด้วยความสงสัย

เจียงชิ่นสัมผัสได้ถึงความผิดปกติในน้ำเสียงของแม่ "คุณแม่คะ พี่สามกับพี่สะใภ้สามมีธุระอะไรจะคุยกับฉันเหรอคะ ? "

จบบทที่ บทที่ 476 หัวโบราณยิ่งกว่ายายแก่

คัดลอกลิงก์แล้ว