- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 458 คู่นี้มีลุ้น
บทที่ 458 คู่นี้มีลุ้น
บทที่ 458 คู่นี้มีลุ้น
บทที่ 458 คู่นี้มีลุ้น
นอกจากตอนประชุมผู้ปกครองแล้ว เจียงชิ่นแทบจะไม่เคยย่างกรายมาที่โรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งแห่งปักกิ่งเลย สาเหตุหลักก็เพราะลูกทั้งสองคนของเธอนั้นช่างน่าภาคภูมิใจและไม่เคยสร้างเรื่องปวดหัวให้เธอต้องมาจัดการถึงที่นี่
วันนี้นับว่าเป็นครั้งแรกที่เธอมาด้วยธุระพิเศษ ดังนั้นเมื่อคุณครูประจำชั้นของฝาแฝดฟู่ซินหน่วนและฟู่ซงหยางเห็นเจียงชิ่นปรากฏตัว จึงถึงกับตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
ตั้งแต่ตอนที่คู่แฝดเข้าเรียนใหม่ ๆ คุณครูประจำชั้นก็พอจะได้ยินมาบ้างว่าภูมิหลังครอบครัวของเด็กสองคนนี้ไม่ธรรมดา คุณแม่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง เคยเป็นกรรมการวิชาการ และปัจจุบันยังเป็นราชบัณฑิตแห่งสถาบันวิทยาศาสตร์จีน ผู้ได้รับเงินอุดหนุนพิเศษจากรัฐบาลอีกด้วย
ส่วนสถานะลับอื่น ๆ ของเจียงชิ่นนั้น คุณครูไม่ล่วงรู้ แต่ลำพังแค่สองตำแหน่งนี้ ก็เพียงพอที่จะทำให้คุณครูต้องให้ความสำคัญและต้อนรับขับสู้เธออย่างถึงที่สุดแล้ว
คุณครูประจำชั้นต้อนรับเจียงชิ่นอย่างกระตือรือร้น ทั้งเชิญให้นั่งและรีบกุลีกุจอไปรินน้ำชามาให้ จนเจียงชิ่นต้องรีบบอกให้คุณครูนั่งลงและไม่ต้องวุ่นวายขนาดนั้น
หลังจากทั้งคู่สวมบทสนทนากัน เจียงชิ่นก็เริ่มเลียบเคียงถามถึงพฤติกรรมและการเรียนของลูกแฝดที่โรงเรียนก่อน ซึ่งคุณครูก็เอ่ยปากชมเปาะไม่ขาดสาย มีแต่คำเยินยอพรั่งพรูออกมา เพราะเด็กอายุเพียงสิบห้าปีแต่สอบข้ามชั้นมาถึง ม.6 แถมผลการเรียนยังยอดเยี่ยมครองอันดับหนึ่งและสองของสายชั้นมาตลอด ชีวิตการเป็นครูเธอก็ไม่เคยเจอเด็กที่ฉลาดล้ำขนาดนี้มาก่อน
จะเรียกเด็กสองคนนี้ว่าเป็น "อัจฉริยะ" ก็คงไม่เกินจริงเลยสักนิด
แต่พอมานึกถึงระดับการศึกษาของเจียงชิ่นและฟู่เส้าตั๋วแล้ว คุณครูก็รู้สึกว่านี่แหละคือ "ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น" เพราะในเมื่อยีนของพ่อแม่ดีเลิศขนาดนี้ ถ้าลูกไม่ฉลาดสิถึงจะแปลก
หลังจากถามไถ่เรื่องทั่วไปเสร็จ เจียงชิ่นก็เริ่มเข้าเรื่องอย่างมีชั้นเชิงเกี่ยวกับเรื่องที่มีเด็กผู้ชายแอบยื่นกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ให้ฟู่ซินหน่วน
พอได้ยินดังนั้น สีหน้าของคุณครูประจำชั้นก็เปลี่ยนไปทันที
"คุณแม่วางใจได้เลยค่ะ เรื่องนี้ดิฉันจะตรวจสอบให้ถึงที่สุด จะไม่ยอมให้ใครมาส่งผลกระทบต่อการเรียนของฟู่ซินหน่วนเด็ดขาด ถ้าเจอตัวเด็กผู้ชายคนนั้นเมื่อไหร่ ดิฉันจะสั่งตัดคะแนนความประพฤติและบันทึกประวัติทันทีค่ะ"
เจียงชิ่นยิ้มพลางโบกมือ "ความจริงก็ไม่ถึงขั้นต้องทำโทษรุนแรงขนาดนั้นหรอกค่ะ เพียงแต่ทางเรากังวลว่าจะกระทบต่อสมาธิในการเรียนของเด็ก ๆ เลยอยากให้เรื่องนี้ไม่เกิดขึ้นอีก ตามประสาเด็กวัยรุ่นที่เริ่มมีความรู้สึกรักใคร่แบบใสซื่อก็พอจะเข้าใจได้ค่ะ แค่ตำหนิและตักเตือนให้เขาเข้าใจหน้าที่ของตัวเอง ให้เขากลับไปตั้งใจเรียนและไม่วอกแวกไปเรื่องอื่นก็พอค่ะ"
คุณครูประจำชั้นพยักหน้าหงึกหงักรับคำเป็นพัลวัน ยืนยันว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้เจียงชิ่นพึงพอใจที่สุด
"สมกับเป็นคุณแม่จริง ๆ ค่ะที่มีเหตุมีผลขนาดนี้ ถ้าเป็นผู้ปกครองคนอื่นป่านนี้คงไม่ยอมจบง่าย ๆ แน่ ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาหลังการปฏิรูปและเปิดประเทศ กระแสความคิดต่าง ๆ จากต่างชาติเริ่มหลั่งไหลเข้ามา ค่านิยมเรื่องการริรักวัยเรียนในโรงเรียนก็เริ่มรุนแรงขึ้น ที่โรงเรียนอันดับหนึ่งของเราถือว่าดีกว่าที่อื่นมากแต่ก็ยังพอมีเรื่องทำนองนี้ให้เห็นบ้าง ต้องขอบคุณคุณแม่จริง ๆ ค่ะที่เข้าใจสถานการณ์"
สุดท้ายคุณครูก็เดินมาส่งเจียงชิ่นด้วยท่าทีนอบน้อมที่สุด และทันทีที่เจียงชิ่นพ้นสายตาไป คุณครูก็เริ่มเดินเครื่องตรวจสอบทันทีว่าใครคือไอ้หนุ่มที่บังอาจมายื่นกระดาษให้ฟู่ซินหน่วน !
ทางด้านมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ในช่วงเวลานี้ เซิงฉิงยังคงรับหน้าที่พาเจียงหังทำการทดลองอย่างใกล้ชิด นอกจากเวลาทำการทดลองแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเวลาไหนในรั้วมหาวิทยาลัย เซิงฉิงก็จะหนีบเจียงหังติดสอยห้อยตามไปด้วยตลอด เธอทำหน้าที่ตามพันธสัญญาที่ให้ไว้กับเจียงชิ่นอย่างซื่อสัตย์ นั่นคือไม่ปล่อยให้เจียงหังมีเวลาอยู่คนเดียวเพื่อฟุ้งซ่านเรื่องอดีต
เจียงหังไม่รู้เจตนาที่แท้จริงของเซิงฉิง เขาแค่รู้สึกว่าช่วงนี้เซิงฉิงดูจะสนิทสนมกับเขามากเป็นพิเศษและมักจะปรากฏตัวอยู่รอบตัวเขาเสมอ แต่เจียงหังในยามนี้กำลังใช้การทำงานอย่างหนักเพื่อทำให้ตัวเองลืมความเจ็บปวด เมื่อการทดลองในมือเสร็จสิ้น เขาก็จะมุ่งไปอ่านวิทยานิพนธ์ อ่านหนังสือ และศึกษาหาความรู้ต่อทันที เพื่อไม่ให้ตัวเองมีเวลาว่างแม้แต่นาทีเดียว ดังนั้นเขาจึงไม่ได้เอะใจกับพฤติกรรมของเซิงฉิงเลย
การมีเซิงฉิงอยู่ด้วยทำให้เขาสามารถขอคำแนะนำเรื่องปัญหาในการทดลองได้ตลอดเวลา และยิ่งได้สัมผัสใกล้ชิด เจียงหังก็ยิ่งรู้สึกทึ่งและนับถือในความสามารถด้านการวิจัยของเซิงฉิงอย่างสุดหัวใจ
ตอนแรกที่ได้ยินเจียงชิ่นเล่าประวัติของเซิงฉิง เขาแค่รู้สึกประหลาดใจธรรมดา ๆ แต่พอได้มาทำงานร่วมกันจริง ๆ เขาถึงตระหนักได้ว่าช่องว่างระหว่างเขากับเธอนั้นมันช่างกว้างใหญ่เหลือเกิน ความรู้สึกอยากเอาชนะในใจของเจียงหังพลันถูกจุดขึ้นมา
เขาเริ่มตั้งใจเรียนหนักขึ้นเพื่ออุดช่องโหว่ของตัวเอง และเริ่มคิดที่จะเรียนต่อในระดับบัณฑิตศึกษา อย่างจริงจัง
เมื่อเซิงฉิงรู้ว่าเขามีแผนจะเรียนต่อ เธอจึงแนะนำว่า "คุณก็มาสมัครเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์เจียงสิคะ ถ้าในอนาคตอยากต่อเอก อาจารย์ก็ยังดูแลคุณต่อได้ยาว ๆ เลย"
ทว่าเจียงหังกลับมีความคิดเป็นของตัวเอง เขาไม่อยากหลบอยู่ภายใต้ร่มเงาและรัศมีของคุณอาไปตลอดชีวิต อย่างเช่นครั้งนี้ที่เขาได้เข้าร่วมโปรเจกต์ใหญ่และสำคัญระดับนี้ได้ ก็เป็นเพราะคุณอาคอยดูแลเขา พูดง่าย ๆ คือถ้าไม่มีคุณอา เขาก็คงไม่มีวันได้เหยียบเท้าเข้ามาในทีมวิจัยนี้แน่นอน
นอกจากนี้ เจียงหังยังสัมผัสได้ถึงสายตาแปลก ๆ จากคนรอบข้าง แม้จะไม่มีใครพูดออกมาตรง ๆ แต่ลับหลังก็คงมีคนแอบนินทาที่เขาเป็นแค่นักศึกษาปริญญาตรีที่ "ใช้อภิสิทธิ์" เข้ามาในทีม
ในขณะที่คนอื่นต้องใช้ความสามารถฟาดฟันเพื่อแย่งชิงโอกาสเข้ามาในทีมอย่างยากลำบาก แต่เขากลับเข้ามาได้แบบสบาย ๆ แถมคนอื่นในทีมล้วนเริ่มต้นที่ระดับปริญญาโท มีเพียงเขาคนเดียวที่เป็นปริญญาตรี นี่จึงเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เจียงหังตัดสินใจอยากเรียนต่อ ไม่ใช่แค่เพื่อกู้ศักดิ์ศรีและพิสูจน์ตัวเองว่าทำได้ แต่เพราะเขารู้ดีว่าระดับความรู้เดิมของเขานั้นไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว และเขาต้องการที่จะศึกษาให้ลึกซึ้งกว่าเดิม
สำหรับความคิดของเจียงหัง เจียงชิ่นให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เธอเรียกเขาเข้าไปในห้องทำงานและมอบกองหนังสืออ้างอิงสำหรับการสอบเข้าปริญญาโทให้เขาปึกใหญ่
"ตั้งใจเรียนนะจ๊ะ สอบให้ติดในครั้งเดียวเลยล่ะ"
เจียงหังกอดกองหนังสือไว้แน่นพลางรับคำด้วยความมั่นใจ "คุณอาครับ ผมจะทำให้ได้แน่นอนครับ ! "
เจียงชิ่นยิ้มตอบ "มีความมั่นใจน่ะดีแล้วจ้ะ แต่ก็ต้องระวังสุขภาพด้วยนะ การเรียนไปทำงานไปมันเหนื่อยมากนะจ๊ะ หรือจะให้อาลดปริมาณงานของเธอลงหน่อยดีไหม เธอจะได้ทุ่มเทเวลาไปเตรียมตัวสอบได้เต็มที่"
"ไม่ต้องหรอกครับ ผมจัดสรรเวลาทั้งสองอย่างได้ครับ คุณอาอย่าเพิ่งลดงานผมเลยนะครับ ช่วงนี้การทดลองเพิ่งจะเริ่มมีความคืบหน้า เซิงฉิงยุ่งอยู่คนเดียวไม่ไหวหรอกครับ ผมจะทิ้งงานให้เธอทำคนเดียวแล้วหนีไปเป็นทหารหนีทัพไม่ได้หรอกครับ"
เจียงชิ่นลอบยิ้มในใจ... ใช้ได้แฮะ เจ้าหลานชายคนซื่อยังรู้จัก "ถนอมบุปผา" อยู่บ้าง แบบนี้มีลุ้น !
"งั้นก็ตกลงจ้ะ งานยังไม่ต้องลด ดูตามสถานการณ์ไปก่อนแล้วกัน เดิมทีอาก็อยากจะติวให้เธอเองนะ แต่ช่วงนี้โปรเจกต์อื่นของอาเพิ่งเข้าสู่ช่วงสำคัญที่ต้องทำให้ได้ อาก็เลยปลีกตัวไม่ได้จริง ๆ ถ้าเธอมีปัญหาเรื่องเรียนตรงไหน ถามเซิงฉิงได้เลยนะจ๊ะ ตอนที่สอบเข้าเป็นลูกศิษย์อาน่ะ เธอสอบได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่ง ทิ้งห่างอันดับสองไปตั้งสามสิบกว่าคะแนนเชียวนะ"
เจียงหังถึงกับอึ้ง
เขารู้อยู่แล้วว่าเซิงฉิงเก่งมาก แต่ไม่นึกว่าจะเก่งกาจถึงระดับพระกาฬขนาดนี้ นักศึกษาปริญญาโทของมหาวิทยาลัยปักกิ่งล้วนเป็นหัวกะทิที่เฟ้นหามาหนึ่งในหมื่น และคุณอาของเขาก็เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาที่เนื้อหอมที่สุด ใครๆ ก็อยากมาเรียนด้วย คะแนนของแต่ละคนย่อมสูงลิบลิ่วอยู่แล้ว แต่เซิงฉิงกลับยังทิ้งห่างที่สองได้ถึงสามสิบกว่าคะแนน นี่มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้วจริง ๆ
"คุณอาครับ ผมเข้าใจแล้วครับ ผมจะคอยขอคำชี้แนะจากเซิงฉิงครับ"
พูดจบเจียงหังก็ไม่รอช้าแม้แต่นาทีเดียว เขากอดกองหนังสือตรงดิ่งไปที่หอสมุดเพื่ออ่านหนังสือทันที
มองดูแผ่นหลังของหลานชายที่เดินจากไป เจียงชิ่นก็ยิ้มออกมาอย่างถูกใจ
ดูจากปฏิกิริยาของหลานชายแล้ว เรื่องของเขากับเซิงฉิงมันพอจะเป็นไปได้อยู่นะเนี่ย สู้เขานะเจ้าเด็กแสบ ผู้หญิงเก่งขนาดนี้ถ้าคว้าไว้ไม่ได้ก็เป็นปัญหาที่ตัวแกเองแล้วล่ะ อุตส่าห์ปูทางไว้ให้ขนาดนี้แล้ว
เจียงชิ่นไม่ได้พูดเล่นที่ว่าเธอมีโปรเจกต์สำคัญที่ต้องทำ และโครงการที่เธอกำลังมุ่งมั่นทุ่มเทอยู่นั้นก็คือ... คอมพิวเตอร์ควอนตัมนั่นเอง !