- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 456 บุตรีผู้เป็นที่หมายปอง
บทที่ 456 บุตรีผู้เป็นที่หมายปอง
บทที่ 456 บุตรีผู้เป็นที่หมายปอง
บทที่ 456 บุตรีผู้เป็นที่หมายปอง
หลังจากนั้นไม่นาน เจียงชิ่นก็ได้หาจังหวะบอกเรื่องที่เจียงหยวนมีแฟนแล้วให้แม่ฟู่ทราบ เพื่อให้ท่านหาโอกาสไปบอกกล่าวกับเพื่อนบ้านข้างบ้าน บ่ายวันนั้นเอง เมื่อแม่ฟู่ได้พบกับคุณยายเหยียนเธอก็รีบแจ้งข่าวทันที
"เจียงหยวนมีแฟนแล้วเหรอ ? เฮ้อ... เป็นหลานชายฉันเองที่ไม่มีวาสนาพอ" คุณยายเหยียนข้างบ้านเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเสียดาย
เธอถูกใจเจียงหยวนมากจริง ๆ
คุณยายเหยียนมีลูกชายสองคน และมีหลานชายทั้งหมดห้าคน โดย เหยียนสวี่เหวิน ลูกชายคนเล็กของบ้านรอง คือหลานชายคนสุดท้องและเป็นคนเดียวในบรรดาพี่น้องทั้งห้าคนที่ยังไม่ได้แต่งงาน
ตั้งแต่เหยียนสวี่เหวินเรียนจบมหาวิทยาลัยใหม่ ๆ คุณยายเหยียนก็เฝ้าคะยันคะยอจะหาคู่ให้มาตลอด สาเหตุหลักคือหลานชายอีกสี่คนนั้น "ทำแต้ม" ดีเกินไป แต่ละคนต่างก็หาภรรยาดี ๆ ได้ตั้งแต่อายุน้อย มีเพียงหลานคนเล็กคนนี้แหละที่ตอนเรียนมหาวิทยาลัยไม่ยอมมีแฟนแม้แต่คนเดียว
ทุกครั้งที่ถาม เหยียนสวี่เหวินมักจะทำท่าทีไม่ใส่ใจ ส่วนพ่อแม่ของเขาก็บอกว่าลูกยังหนุ่ม ให้รอดูไปก่อน ทั้งบ้านจึงมีแค่คุณยายเหยียนคนเดียวที่ร้อนใจ
เจียงหยวนแวะมาหาเจียงชิ่นที่นี่บ่อย ๆ พอนานวันเข้าคุณยายเหยียนที่เห็นหน้าค่าตาบ่อยครั้งก็รู้สึกว่าเด็กคนนี้ทั้งสวยและนิสัยอ่อนโยน ดูเหมาะสมกับหลานชายคนเล็กของเธอมาก จึงได้ลองมาเลียบเคียงถามแม่ฟู่
ทว่าเธอก็ยังช้าไปก้าวหนึ่ง เพราะทางนั้นเขามีแฟนแล้ว แถมยังถึงขั้นพาไปแนะนำให้พ่อแม่รู้จักและใกล้จะคุยเรื่องแต่งงานกันแล้วเสียด้วย
คุณยายเหยียนเดินกลับบ้านด้วยอาการเซ็ง ๆ ในใจก็นึกเสียดายที่นาน ๆ ทีจะถูกใจหญิงสาวสักคน แต่กลับกลายเป็นว่าเธอมีเจ้าของไปเสียแล้ว
ภายในบ้าน คุณตาเหยียนกำลังสวมแว่นสายตายาวนั่งจัดวางหมากรุกอยู่คนเดียวที่โต๊ะ เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูเขาก็เงยหน้าขึ้นมอง และเห็นภรรยาเดินเข้ามาด้วยสีหน้าที่ดูหดหู่
"เป็นอะไรไปล่ะ ? ตอนออกไปก็ยังดูอารมณ์ดีอยู่นี่นา แป๊บเดียวใครมาทำให้ขุ่นเคืองใจเข้าอีกล่ะ ? " คุณตาเหยียนวางหมากรุกลงแล้วเอ่ยถาม
คุณยายเหยียนเดินไปนั่งลงบนโซฟาฝั่งตรงข้ามพลางทอดถอนใจยาว "ก็เรื่องแต่งงานของสวี่เหวินนั่นแหละสิ ฉันอุตส่าห์เล็งแม่หนูคนหนึ่งไว้ คุณสมบัติดีพร้อมทุกอย่าง แต่ทางนั้นเขากลับมีแฟนไปเสียแล้ว ถ้าฉันรู้จักแม่หนูคนนั้นเร็วกว่านี้ ป่านนี้คงได้มาเป็นหลานสะใภ้บ้านเราไปแล้ว"
คุณตาเหยียนถอดแว่นสายตาออกพลางมองภรรยาอย่างละเหี่ยใจ "คุณถูกใจเขา แต่เขาอาจจะไม่ถูกใจหลานเราก็ได้นะ อีกอย่าง สวี่เหวินเขาก็มีความคิดของเขาเอง ไม่ใช่ว่าคุณถูกใจแล้วทั้งคู่จะตกลงปลงใจกันได้ทันทีเสียเมื่อไหร่"
คุณยายเหยียนถอนหายใจอีกครั้ง "ที่คุณพูดมันก็มีเหตุผล แต่ฉันมันอดร้อนใจไม่ได้นี่นา"
"สวี่เหวินเพิ่งจะยี่สิบสี่ ยังหนุ่มยังแน่น คุณจะรีบไปไหน ? ไม่เห็นในหนังสือพิมพ์บอกหรือไงว่าเดี๋ยวนี้คนหนุ่มสาวแต่งงานกันช้าลง อายุเฉลี่ยที่แต่งงานกันน่ะเลื่อนไปถึงยี่สิบแปดปีแล้วนะ"
แต่คุณยายเหยียนไม่อยากฟังเรื่องนี้ "รอยี่สิบแปดค่อยแต่ง ป่านนั้นดอกไม้ก็เฉาหมดพอดี สมัยพวกเราน่ะ ใคร ๆ ก็แต่งงานกันตั้งแต่อายุน้อย ๆ อายุสี่สิบก็อุ้มหลานกันได้แล้ว"
"คุณก็บอกเองว่านั่นมัน 'สมัยพวกเรา' มันยุคไหนแล้ว และเดี๋ยวนี้มันยุคไหน คุณน่ะคุณ... ผมถึงได้บอกให้หัดอ่านหนังสือพิมพ์บ้าง ดูข่าวบ้างสิ สถานการณ์บ้านเมืองมันเปลี่ยนไปทุกวัน ถ้าไม่อัปเดตเลย คุณก็จะล้าหลังเอานะ"
คุณยายเหยียนเถียงสามีไม่ชนะ จึงลุกขึ้นจากโซฟาด้วยท่าทีฟึดฟัด "ไม่คุยกับคุณแล้ว ฉันเข้าห้องดีกว่า"
เธอกำลังจะเดินขึ้นบันไดไปที่ห้องพัก คุณตาเหยียนก็เรียกไว้ "มีอีกเรื่องนะ ลูกชายคนรองโทรมาเมื่อเช้า บอกว่าสวี่เหวินจะถูกส่งไปประจำการที่สถานทูตในประเทศ G ซึ่งต้องไปนานถึงห้าปี เพราะฉะนั้นคุณเลิกคิดเรื่องหาคู่ให้เขาได้เลย เขาต้องอยู่ต่างประเทศตั้งห้าปี แม่หนูคนไหนจะมารอเขาได้นานขนาดนั้น ? "
ฝีเท้าที่คุณยายเหยียนกำลังจะก้าวขึ้นบันไดชะงักกึก เธออ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
เธอรู้ดีว่าวิชาเอกที่หลานคนเล็กเรียนมานั้น ในอนาคตย่อมต้องไปทำงานต่างประเทศแน่ ๆ เพียงแต่ไม่นึกว่าจะเร็วขนาดนี้ เดิมทีเธอคิดว่าถ้าหลานชายแต่งงานแล้วก็จะได้พาภรรยาไปด้วยกัน พอครบกำหนดกลับมาสองคนก็กลายเป็นสามคน เธอจะได้อุ้มเหลนพอดี
แต่คราวนี้ต้องไปตัวเปล่าเสียแล้ว... ได้แต่หวังว่าหลานชายคงจะไม่ไปคว้าเมียฝรั่งกลับมาให้เธอก็พอ
คืนนั้นก่อนจะเข้านอน เจียงชิ่นเล่าเรื่องที่คุณยายเหยียนข้างบ้านเล็งเจียงหยวนไว้ให้ฟู่เส้าตั๋วฟัง
ฟู่เส้าตั๋วรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ปกติเขาทั้งคู่ยุ่งกับงานมากจึงไม่ได้แวะเวียนไปบ้านตระกูลเหยียนบ่อยนัก ไม่รู้เลยว่าคุณยายเหยียนไปถูกใจเจียงหยวนเข้าตอนไหน
"แล้วพี่สะใภ้รองว่ายังไงบ้างครับ ? "
"เจียงหยวนเขามีแฟนแล้วค่ะ คุณยายเหยียนเลยบอกว่ามาช้าไปหน่อย"
"งั้นก็ช่วยไม่ได้ครับ แต่ความจริงบ้านตระกูลเหยียนนี่นิสัยดีมากเลยนะ หลาน ๆ แต่ละคนก็มีความสามารถกันทุกคน เป็นบ้านดองที่ถือว่ายอดเยี่ยมเลยล่ะ"
เจียงชิ่นแสร้งยิ้มอย่างมีเลศนัย "อะไรกันคะ คุณเริ่มสนใจอยากจะเป็นทองแผ่นเดียวกันกับบ้านนั้นเหรอ ? เสียดายที่บ้านเราไม่มีลูกสาวที่โตพอจะคู่กับหลานเขาได้น่ะสิ"
"พูดอะไรแบบนั้นครับ ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น อีกอย่างต่อให้ลูกสาวบ้านเราโตพอ ผมก็ทำใจไม่ได้หรอกที่จะให้แกแต่งงานออกไปเร็วขนาดนั้น"
"เหอะ หัวอกคนเป็นพ่อสินะเนี่ย... ลูกสาวบ้านเดียวมีคนเทียวมาสู่ขอนับร้อย รอให้ซินหน่วนของเราโตเป็นสาวก่อนเถอะจ้ะ ดูจากรูปโฉมของแกแล้ว พ่อสื่อแม่สื่อคงเดินกันให้บันไดบ้านเราสึกแน่ ๆ "
ฟู่เส้าตั๋วขมวดคิ้วมุ่น "ไม่ได้เด็ดขาด แฟนในอนาคตของซินหน่วนต้องเลือกให้ดีที่สุด ถ้าหาที่ดี ๆ ไม่ได้จริง ๆ ก็รับลูกเขยเข้าบ้าน เลยเป็นไงครับ"
"พรืด ! "
เจียงชิ่นหลุดขำก๊ากกับความคิดของสามี "คุณอยากจะรับลูกเขยเข้าบ้าน ก็ต้องดูด้วยนะว่าในอนาคตซินหน่วนจะยอมหรือเปล่า"
ฟู่เส้าตั๋ว: "ถ้าไม่ไหวจริง ๆ เดี๋ยวผมจะลองไปเล็ง ๆ ดูในกองทัพให้ มหาวิทยาลัยการทหารมีหนุ่ม ๆ อนาคตไกลเยอะแยะ แถมพวกเรายังรู้ไส้รู้พุงกันดีด้วย"
เจียงชิ่น: "เลิกกังวลไร้สาระได้แล้วจ้ะ ลูกสาวเราออกจะมีความคิดเป็นของตัวเอง ดีไม่ดีแกอาจจะไม่ต้องให้คุณมาวุ่นวายเรื่องนี้เลยก็ได้ เดี๋ยวแกก็หาเองของแกได้นั่นแหละ"
พูดจบเธอก็หาววอดใหญ่พลางชี้ไปที่นาฬิกาบนฝาผนัง "เกือบจะห้าทุ่มแล้ว รีบนอนเถอะค่ะ พรุ่งนี้ยังต้องไปทำงานอีกนะ"
เจียงชิ่นง่วงมากจริง ๆ พอหัวถึงหมอนไม่นานเธอก็หลับสนิท
ผิดกับฟู่เส้าตั๋วที่นอนอยู่ข้าง ๆ กลับพลิกตัวไปมานอนไม่หลับอยู่นานโข
เช้าวันรุ่งขึ้น ทันทีที่เจียงชิ่นเห็นรอยคล้ำใต้ตาของสามี เธออดไม่ได้ที่จะขำออกมา
"เป็นไงคะ เมื่อคืนมัวแต่คิดเรื่องงานแต่งลูกสาวจนนอนไม่หลับเลยเหรอ ? "
ฟู่เส้าตั๋วไม่ได้ตอบคำถาม แต่ท่าทีเงียบกริบนั้นถือเป็นการยอมรับโดยดุษฎี
เจียงชิ่นอาศัยจังหวะที่เขากำลังก้มหน้าพับผ้าห่มอยู่ที่ข้างเตียง เข้าไปสวมกอดเขาจากทางด้านหลังแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือเสียงหัวเราะ "โถ ๆ คุณพ่อผู้น่าสงสาร ตื่นเถอะค่ะคุณพ่อขา ลูกสาวเราเพิ่งจะสิบห้าเองนะ กว่าจะบรรลุนิติภาวะก็อีกสามปี กว่าจะถึงเกณฑ์แต่งงานตามกฎหมายก็อีกห้าปี คุณจะมารีบกังวลตอนนี้มันไม่เช้าไปหน่อยเหรอคะ"
ฟู่เส้าตั๋วพับผ้าห่มจนเสร็จ ก่อนจะกุมมือเจียงชิ่นที่กอดเอวเขาไว้แน่นแล้วหันกลับมาดึงเธอเข้าสู่อ้อมกอด
"คุณไม่เห็นที่หนังสือพิมพ์ลงข่าวเหรอครับ เดี๋ยวนี้กระแสรักวัยเรียนในโรงเรียนมันรุนแรงมาก อะไรที่ควรเตือนแกไว้ก่อนก็ควรจะรีบเตือนนะครับ"
"ซินหน่วนของเราเรียนอยู่ในโรงเรียนมัธยมที่ดีที่สุดในปักกิ่งนะจ๊ะ เด็กที่นั่นวัน ๆ คิดแต่เรื่องเรียน จะเอาเวลาไหนไปคิดเรื่องไร้สาระพวกนั้นล่ะ แต่ที่คุณพูดมันก็น่าคิดนะ กันไว้ดีกว่าแก้... เอาเป็นว่าเดี๋ยวฉันลองคุยกับซงหยาง ดูดีไหม ให้เขาช่วยคอยดูน้องที่โรงเรียนหน่อย มีอะไรผิดปกติจะได้รีบกลับมาบอกพวกเรา"
"ความคิดนี้ดีครับ หาโอกาสคุยกับซงหยางหน่อยแล้วกัน"
"อืม" เจียงชิ่นพยักหน้า ก่อนจะแกล้งปรายตามองฟู่เส้าตั๋วอย่างล้อเลียน "คุณนี่ก็ห่วงแต่ลูกสาวนะ ไม่เห็นห่วงลูกชายบ้างเลยล่ะ ? ซงหยางกับซินหน่วนอายุเท่ากัน มีโอกาสจะริรักวัยเรียนพอกันนั่นแหละ ฝั่งซงหยางคุณไม่คิดจะใส่ใจบ้างเหรอจ๊ะ ? "