- หน้าแรก
- ศิษย์น้องขยันแทบตาย ศิษย์พี่แค่นอนหายใจก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 880 - นักพรตหลัวเทียนยอมจำนน! เรื่องราวในยุคโบราณกาล!
บทที่ 880 - นักพรตหลัวเทียนยอมจำนน! เรื่องราวในยุคโบราณกาล!
บทที่ 880 - นักพรตหลัวเทียนยอมจำนน! เรื่องราวในยุคโบราณกาล!
บทที่ 880 - นักพรตหลัวเทียนยอมจำนน! เรื่องราวในยุคโบราณกาล!
ตอนนี้บนร่างของหลี่เสวียนแผ่ซ่านพลังแห่งกฎเกณฑ์ออกมาทั้งหมดกี่สายกันแน่?
นักพรตหลัวเทียนเริ่มจะนับไม่ถ้วนแล้ว
เขามองเห็นกฎเกณฑ์หยินหยาง มองเห็นกฎเกณฑ์วิถีกระบี่ มองเห็นกฎเกณฑ์วิญญาณ มองเห็นกฎเกณฑ์อัคคี มองเห็นกฎเกณฑ์ห้าธาตุ มองเห็นกฎเกณฑ์กายเนื้อ...
ยิ่งไปกว่านั้น พลังของกฎเกณฑ์แต่ละชนิด ล้วนอยู่ในระดับเก้าสายเต็มพิกัด!
พลังแห่งกฎเกณฑ์ที่มีจำนวนมากมายมหาศาลปานนี้ ต่อให้เป็นในยุคโบราณกาลก็ยังหาดูได้ยากยิ่ง!
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงในยุคสมัยนี้เลย
รูม่านตาของนักพรตหลัวเทียนอดไม่ได้ที่จะหดเกร็งลงเล็กน้อย
วินาทีต่อมา เบื้องหน้าของเขา พลังแห่งกฎเกณฑ์จำนวนมหาศาลเหล่านั้นก็ไหลมาบรรจบกันและก่อตัวขึ้นเป็นกระบี่เล่มหนึ่ง!
เป็นกระบี่ที่สว่างไสวเจิดจ้า งดงามตระการตา ราวกับว่ามันได้ดูดกลืนแสงสว่างทั้งหมดในฟ้าดินมารวมไว้ที่ตัวเอง!
พลังแห่งกฎเกณฑ์สารพัดชนิดอัดแน่นอยู่ภายในกระบี่เล่มนั้น มันให้ความรู้สึกที่ลึกล้ำสุดหยั่งเดาและกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์ พลังแห่งกฎเกณฑ์ตั้งมากมายที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน กลับไม่มีความขัดแย้งกันเลยแม้แต่นิดเดียว?!
วิชาเซียนอันสุดแสนจะลึกล้ำเช่นนี้ ตลอดชีวิตของนักพรตหลัวเทียนเพิ่งจะเคยพบเคยเห็นเป็นครั้งแรก!
ในที่สุด กระบี่เล่มนี้ก็พุ่งทะยานเข้าฟาดฟันใส่นักพรตหลัวเทียนตรงๆ!
มันบดขยี้กงล้อมหาหยินหยางที่เขาเค้นพลังสร้างขึ้นมาจนแหลกสลายไปในพริบตา!
คมกระบี่แผ่ซ่านเจตจำนงอันหนาวเหน็บ ประกายกระบี่และแสงแห่งกฎเกณฑ์อันไร้ที่สิ้นสุดได้เข้าครอบคลุมร่างของนักพรตหลัวเทียนเอาไว้
นักพรตหลัวเทียนถึงกับรู้สึกว่าตัวเองต้องตายอยู่ที่นี่ ตายภายใต้คมกระบี่เล่มนี้แน่ๆ!
นี่แทบจะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย!
ตราบใดที่หลี่เสวียนต้องการให้เขาตาย เขาก็ต้องตาย
ทว่าท้ายที่สุดแล้ว กระบี่เล่มนี้กลับหยุดชะงักลงที่หน้าลำคอของเขา และไม่ได้ทิ่มแทงทะลุลงไป
นั่นก็เพราะหลี่เสวียนเคยลั่นวาจาไว้แล้ว ว่าเขาต้องการให้อีกฝ่ายมาเป็นคนเฝ้าประตูสำนัก
ถ้าคนตายไปแล้ว ใครจะมาเฝ้าประตูล่ะ?
อีกอย่าง เขายังมีข้อมูลบางอย่างที่อยากจะรีดเค้นจากปากของอีกฝ่ายด้วย
เอื้อก...
นักพรตหลัวเทียนลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เขารู้สึกเหมือนเพิ่งรอดตายหวุดหวิด
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่แผ่นหลังของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ
สภาพของเขาราวกับคนที่เพิ่งถูกงมขึ้นมาจากน้ำก็ไม่ปาน
"ขะ ข้าแพ้แล้ว"
นักพรตหลัวเทียนยอมรับความพ่ายแพ้
ส่วนหลี่เสวียนก็จ้องมองเขาแล้วเอ่ยเสียงเรียบ "เอาล่ะ ทีนี้ก็เล่าเรื่องของพวกเจ้าให้ข้าฟังได้แล้วใช่ไหม?"
"พวกข้าหรือ?"
"ใช่ ทันทีที่แดนมารห้วงลึกโผล่มา พวกเจ้าก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน แต่ก่อนหน้านี้ตอนที่ข้าอยู่ในแดนเซียน ข้ากลับไม่เคยได้ยินเรื่องราวของพวกเจ้ามาก่อนเลย"
หลี่เสวียนกล่าวเสียงเรียบ
หากยอดฝีมือระดับนักพรตหลัวเทียนปรากฏตัวขึ้นในแดนเซียนตั้งแต่เนิ่นๆ ล่ะก็ คงไม่มีเหตุการณ์ที่สิบจักรพรรดิเซียนวิถีกฎเกณฑ์ตั้งตัวเป็นใหญ่และครอบครองแดนเซียนหรอก แม้แต่สิบเขตแดนต้องห้ามก็ยังต้องหลีกทางให้เลยด้วยซ้ำ
ดังนั้น นักพรตหลัวเทียนและพรรคพวกมีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่?
หลี่เสวียนรู้สึกอยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างมาก
นักพรตหลัวเทียนสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วตอบว่า "พวกข้าก็คือร่างจำแลงของเหล่ายอดฝีมือจากยุคโบราณกาล! เป็นร่างจำแลงที่ถูกสร้างขึ้นและปิดผนึกตัวเองเอาไว้ในแดนเซียน เพื่อเตรียมรับมือกับแดนมารห้วงลึกโดยเฉพาะ!"
"ร่างจำแลงของยอดฝีมืองั้นรึ?"
พอได้ยินแบบนี้ หลี่เสวียนก็ยิ่งรู้สึกสนใจมากขึ้นไปอีก
ไม่คิดเลยว่า บุคคลที่ร้ายกาจขนาดนี้ จะเป็นเพียงแค่ร่างจำแลงของยอดฝีมือคนอื่นเท่านั้น?!
แล้วยอดฝีมือในแดนเซียนยุคโบราณกาล จะต้องแข็งแกร่งขนาดไหนกันล่ะเนี่ย?
นักพรตหลัวเทียนเล่าต่อไปว่า "ในยุคโบราณกาล โลกต่างๆ พากันมารุกรานแดนเซียน บรรดายอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดในแดนเซียนได้ขับไล่พวกมันกลับไปทีละโลก เพียงแต่ ยอดฝีมือบางคนมองว่า แม้จะขับไล่โลกเหล่านั้นไปได้แล้ว แต่มันก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าวันหนึ่งพวกมันจะไม่หวนกลับมาอีก ยอดฝีมือบางส่วนจึงได้สร้างร่างจำแลงขึ้นมา และนำไปปิดผนึกซ่อนไว้ตามสถานที่ต่างๆ ทั่วแดนเซียน!
และรอคอยให้โลกเหล่านั้นกลับมารุกรานอีกครั้ง ร่างจำแลงเหล่านี้ก็จะถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้นทำงาน!
ข้าก็คือหนึ่งในร่างจำแลงที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อต่อต้านแดนมารห้วงลึกโดยเฉพาะ!"
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เสวียนก็ถามด้วยความสงสัยอีกว่า "ในเมื่อเป็นเช่นนั้น แล้วร่างต้นของเจ้าล่ะ?"
"กาลเวลาล่วงเลยมายาวนาน ต่อให้เป็นยอดฝีมือที่หยั่งรู้ถึงพลังแห่งต้นกำเนิด ก็ใช่ว่าจะเป็นอมตะไม่มีวันตาย หากไม่สิ้นอายุขัยตายไปเอง ก็อาจจะได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการต่อสู้ปกป้องแดนเซียนจนไม่อาจเยียวยาได้ หรือไม่ก็อาจจะถูกกลืนกินและหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของต้นกำเนิด ในระหว่างที่ออกตามหาวิถีแห่งต้นกำเนิด
ร่างต้นของข้าตายยังไง ข้าเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่น่าจะเป็นหนึ่งในเหตุผลเหล่านี้แหละ" นักพรตหลัวเทียนกล่าวอย่างเนิบช้า
หลี่เสวียนลูบปลายคาง "ฟังดูน่าสนใจดีนี่ ข้ามีอีกคำถามหนึ่ง ดูเหมือนว่าเจ้าจะครอบครองพลังแห่งกฎเกณฑ์อยู่ไม่น้อยเลยนะ? เจ้าทำได้อย่างไร?"
"นั่นไม่ใช่เรื่องยากอะไรนัก โดยทั่วไปแล้ว เมื่อใครสักคนทำความเข้าใจพลังแห่งกฎเกณฑ์ชนิดใดชนิดหนึ่งจนถึงขีดสุด หรือก็คือระดับเก้าสายแล้ว ก็สามารถทดลองหลอมรวมกฎเกณฑ์ทั้งเก้าสายเข้าด้วยกัน เพื่อต่อยอดเป็นกฎเกณฑ์ขั้นสุดยอดได้!
เพียงแต่ว่า กฎเกณฑ์ขั้นสุดยอดนั้นทำความเข้าใจได้ยากยิ่ง บางคนจึงเลือกที่จะใช้วิธีพลิกแพลง โดยไปทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ชนิดอื่นที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับกฎเกณฑ์ของตน เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในกฎเกณฑ์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และทำให้ต่อยอดเป็นกฎเกณฑ์ขั้นสุดยอดได้ง่ายขึ้น ในยุคโบราณกาล นี่ถือเป็นวิธีที่ผู้คนนิยมใช้กันทั่วไปในการต่อยอดสู่กฎเกณฑ์ขั้นสุดยอด!"
นักพรตหลัวเทียนอธิบายช้าๆ จากนั้นเขาก็ยกมือขึ้น พลังแห่งกฎเกณฑ์ถักทอประสานกันไปมา พลางกล่าวต่อว่า "ยกตัวอย่างเช่นข้า ข้าครอบครองกฎเกณฑ์หยินหยาง ข้าอยากจะใช้กฎเกณฑ์หยินหยางเก้าสายนี้หลอมรวมกัน เพื่อต่อยอดเป็นกฎเกณฑ์หยินหยางขั้นสุดยอด แต่มันยากเกินไป ข้าก็เลยเลือกที่จะไปทำความเข้าใจกฎเกณฑ์แห่งหยินและกฎเกณฑ์แห่งหยางเพิ่มเติม เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในกฎเกณฑ์หยินหยางให้มากขึ้น รอจนถึงเวลาที่เหมาะสม ข้าก็จะสามารถต่อยอดเป็นพลังกฎเกณฑ์หยินหยางขั้นสุดยอดได้ในรวดเดียว!"
เมื่อหลี่เสวียนได้ยินดังนั้นก็ถึงบางอ้อ "เป็นเช่นนี้นี่เอง!"
มิน่าล่ะ ยอดฝีมือจากแดนมารห้วงลึกที่เขาเจอคราวก่อน ถึงได้ครอบครองพลังแห่งกฎเกณฑ์มากมายหลายสายนัก
คงจะใช้วิธีคล้ายๆ กับนักพรตหลัวเทียนนี่แหละ
ส่วนนักพรตหลัวเทียนก็มองมาที่หลี่เสวียน ด้วยสีหน้าแปลกประหลาดพลางกล่าวว่า "แต่สำหรับเจ้านี่สิ ที่ทำให้ข้ามองไม่ออก กฎเกณฑ์ส่วนใหญ่ที่เจ้าครอบครอง ล้วนแต่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน หรือถึงขั้นอยู่ตรงข้ามกันเลยด้วยซ้ำ มันไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันเลย สรุปแล้วกฎเกณฑ์ชนิดไหนกันแน่ที่เป็นวิชาหลักของเจ้า?"
หลี่เสวียนยิ้มบางๆ "ข้าก็แค่พอจะรู้เรื่องพวกนี้อยู่นิดหน่อยน่ะ"
เอาเป็นว่า พวกศิษย์น้องรู้กฎเกณฑ์อะไร เขาก็รู้กฎเกณฑ์นั้นแหละ
นักพรตหลัวเทียนจ้องมองเขา นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเลิกซักไซ้เรื่องกฎเกณฑ์ และเปลี่ยนเรื่องพูด "เก้าดาราสยบมารนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด แต่สำนักสู่เซียนของเจ้ากลับฮุบพลังเก้าดาราสยบมารไปตั้งกว่าครึ่ง! นอกจากข้าแล้ว เดี๋ยวก็คงมีร่างจำแลงของยอดฝีมือยุคโบราณคนอื่นๆ ทยอยมาหาเจ้าถึงที่แน่"
หลี่เสวียนยิ้มรับสบายๆ "ก็ปล่อยให้พวกเขามาสิ! เอาเข้าจริงๆ แล้ว เป้าหมายของพวกเราก็คือแดนมารห้วงลึกเหมือนกัน ข้าล่ะหวังให้พวกเขามาหาถึงที่ไวๆ ด้วยซ้ำ แบบนี้ข้าจะได้อัดพวกเขาให้ยอมสยบทีละคน แล้วรวบรวมกำลังของพวกเขามาช่วยกันรับมือแดนมารห้วงลึก มันย่อมดีกว่าปล่อยให้ต่างคนต่างสู้อยู่แล้ว!"
เมื่อได้ยินเขาพูดแบบนั้น นักพรตหลัวเทียนก็รู้สึกว่ามีเหตุผลอยู่เหมือนกัน "แต่นั่นก็หมายความว่า เจ้าต้องมีความแข็งแกร่งมากพอที่จะทำแบบนั้นได้ด้วยนะ!"
"หึ เดี๋ยวก็รู้เองแหละ!"
"มีอีกคำถามหนึ่ง เจ้าใช่หนึ่งในเก้าดาราสยบมารหรือเปล่า?"
นักพรตหลัวเทียนถามขึ้น
หลี่เสวียนตอบว่า "ข้าไม่ได้เป็น พลังของหนึ่งในเก้าดาราเคยพุ่งมาหาข้าแล้วล่ะ แต่ข้ารู้สึกว่าพลังแห่งวิถีสวรรค์นั่นไม่มีประโยชน์อะไรกับข้าเลย ข้าก็เลยยกให้คนอื่นไปแล้ว"
"อะไรนะ?"
นักพรตหลัวเทียนเบิกตากว้าง
นั่นมันเก้าดาราสยบมารเชียวนะ มันคือพลังแห่งวิถีสวรรค์เชียวนะโว้ย!
ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มระดับพลังบำเพ็ญเพียรได้อย่างรวดเร็ว แต่มันยังช่วยเพิ่มความเข้าใจในพลังแห่งกฎเกณฑ์ได้อีกด้วย ของดีขนาดนี้เจ้ายังจะยกให้คนอื่นง่ายๆ อีกรึ??
นักพรตหลัวเทียนรู้สึกว่านี่คงเป็นเรื่องที่หลุดโลกที่สุดเท่าที่เขาเคยได้ยินมาเลยทีเดียว
"ให้ข้าไปพบหน้าเก้าดาราสยบมารเหล่านั้นหน่อยจะได้หรือไม่?"
"ได้สิ"
หลี่เสวียนไม่ได้ปฏิเสธ เขาพานักพรตหลัวเทียนเข้าไปในสำนักสู่เซียน เพื่อไปพบกับพวกเซียวจิ่นอวี้
ตอนที่เห็นพวกเซียวจิ่นอวี้ เขาก็ยังพอทำใจยอมรับได้
แต่พอได้เห็นกระต่ายสองตัวนั้น เขาก็ถึงกับสติหลุดไปเลย
เก้าดาราสยบมาร ดันมีกระต่ายอยู่ตั้งสองตัวเนี่ยนะ?!
สวรรค์ เจ้าล้อข้าเล่นใช่ไหมเนี่ย?!
[จบแล้ว]