- หน้าแรก
- ระบบย้อนเวลาเปลี่ยนชะตาตัวประกอบ
- บทที่ 21 - ช่วงเวลาเจิดจรัส
บทที่ 21 - ช่วงเวลาเจิดจรัส
บทที่ 21 - ช่วงเวลาเจิดจรัส
บทที่ 21 - ช่วงเวลาเจิดจรัส
★★★★★
...
ตี๋ลี่เร่อปามองเฉินจิ่นที่เพิ่งอ่านบทกวีจบแล้วนั่งลงข้างเธอด้วยสีหน้าตกตะลึง
สายตาของผู้เข้าสอบอีกกว่าสิบคนในห้องต่างก็จับจ้องมาที่เขาเป็นตาเดียว
เมื่อครู่เฉินจิ่นเพิ่งจะอ่านบทกวี 'ฉันรักผืนแผ่นดินนี้' ซึ่งเป็นบททดสอบรอบแรกของการสอบเข้าเป่ยเตี้ยนไป การแสดงของเขาน่าจะทำได้ดีกว่าเมื่อวานเสียอีก
ท้ายที่สุดแล้วทักษะบทพูดและเสียงร้องของเขาได้รับการฝึกฝนตามกิจวัตรประจำวันของนักแสดงเมื่อวานนี้ ทำให้ระดับความสามารถเพิ่มขึ้นมาอีกขั้น
หัวหน้ากรรมการคุมสอบเจียงเหวินลี่ปรายตามองไปทางเฉินจิ่นเล็กน้อย การอ่านบทกวีของผู้เข้าสอบคนนี้ทำให้เธอสัมผัสได้จริงๆ ว่าระดับความสามารถของเขาสูงกว่านักเรียนคนอื่นๆ ชนิดที่เทียบกันไม่ติด
นักแสดงรุ่นใหม่หลายคนยังไม่อาจจะถ่ายทอดบทกวีนี้ออกมาได้เปี่ยมไปด้วยอารมณ์และส่งพลังถึงคนฟังได้ขนาดนี้
ที่สำคัญไปกว่านั้นคือทั้งน้ำเสียงและจังหวะของเฉินจิ่นล้วนยอดเยี่ยมมาก
แถมยังดูผ่อนคลาย เป็นธรรมชาติ ไร้ซึ่งความประหม่า
"คงจะผ่านการฝึกฝนการขึ้นเวทีและการอ่านบทกวีมาตั้งแต่เด็กสินะ"
เจียงเหวินลี่คาดเดาในใจขณะมองผู้เข้าสอบคนต่อไปเดินขึ้นเวที
ส่วนเฉินจิ่นที่นั่งลงไปแล้วก็เห็นตี๋ลี่เร่อปาที่อยู่ข้างๆ ยกนิ้วโป้งให้เขา
นิ้วเรียวยาวที่ยกขึ้นมานั้นดูน่ารักไม่เบา
เนื่องจากในห้องสอบห้ามส่งเสียงดัง แต่การอ่านบทกวีของเฉินจิ่นก็ทำได้ดีเกินความคาดหมายของตี๋ลี่เร่อปาจริงๆ เธอจึงทำได้เพียงกดไลก์ให้เขาเงียบๆ
เป็นคนดีใช้ได้เลยนะเนี่ย
ไม่นานนักผู้เข้าสอบทั้งยี่สิบคนในห้องก็ผ่านการทดสอบอ่านบทกวีจนครบ
นี่คือเนื้อหาการทดสอบด่านแรกของรอบคัดเลือกรอบแรกในคณะการแสดงของจงซี่
ลำดับต่อไปคือการทดสอบด่านที่สอง ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมการสอบเข้าคณะการแสดงของจงซี่ถึงได้ยากกว่าวิทยาลัยศิลปะแห่งอื่น
การแสดงสดแบบกลุ่มตามโจทย์ที่กำหนด
ซึ่งบททดสอบนี้มักจะเป็นการทดสอบในรอบสองหรือรอบสามของวิทยาลัยศิลปะที่อื่น
การทดสอบการแสดงในรอบสองและรอบสามของจงซี่ยังยากยิ่งกว่านี้ มีแม้กระทั่งการแสดงเดี่ยว
"หัวข้อการทดสอบด่านที่สองในรอบแรกคือการแสดงสดแบบกลุ่มตามโจทย์ที่กำหนด พวกเธอคงรู้กันอยู่แล้วใช่ไหม"
เจียงเหวินลี่กวาดสายตามองผู้เข้าสอบทั้งยี่สิบคนโดยไม่รอให้พวกเขาตอบ เธอพูดต่อทันทีว่า "เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา พวกเธอมีเวลาห้านาที ออกมายืนตรงกลางกันได้เลย"
พรึ่บ พรับ
เฉินจิ่นและคนอื่นๆ ลุกขึ้นยืนพร้อมกันแล้วเดินมายังกลางเวที แต่ละคนเว้นระยะห่างจากกันเล็กน้อย
เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการแสดงในอีกไม่ช้า
"พร้อมกันหรือยัง"
เจียงเหวินลี่มองผู้เข้าสอบทั้งยี่สิบคนที่กำลังเตรียมพร้อม แล้วเอ่ยทีละคำอย่างชัดเจนว่า "ฟังโจทย์ให้ดี"
"จงใช้การแสดงของพวกเธอเพื่อพิสูจน์ว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ไหน"
เจียงเหวินลี่ยังพูดไม่ทันจบ ความกดดันในใจของเฉินจิ่นก็ผ่อนคลายลงในพริบตา
ว่าแล้วเชียว
เป็นโจทย์เดียวกับการสอบสายการแสดงครั้งแรกในภาพยนตร์ชีวประวัติในอนาคตจริงๆ ด้วย
หัวหน้ากรรมการคุมสอบคนเดียวกัน โจทย์การสอบก็เป็นหัวข้อเดียวกัน
ระบบอันนี้มันขั้นเทพจริงๆ
และในวินาทีที่เจียงเหวินลี่พูดจบ เฉินจิ่นก็ขยับตัวทันที นักเรียนคนอื่นๆ เองก็เริ่มแสดงไปทีละคน
มีบางคนที่ตอบสนองช้า เห็นได้ชัดว่ายังคงคิดทบทวนความหมายของโจทย์อยู่
การแสดงอะไรกัน พิสูจน์สถานที่อย่างนั้นเหรอ
บางคนยังไม่เข้าใจ นี่เป็นปัญหาเรื่องความสามารถในการตีความ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสอบสายการแสดงเช่นกัน
นักแสดงคนหนึ่งหากมีความสามารถในการตีความไม่เพียงพอ ก็ย่อมไม่มีทางอ่านบทละครรู้เรื่องอย่างแน่นอน
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการวิเคราะห์ตัวละครในบทเลย
แล้วจะแสดงเป็นตัวละครนี้ให้ดีได้อย่างไร
เธออาจจะมีผลการเรียนวิชาสามัญไม่ดี อาจจะมีข้อบกพร่องในหลายๆ ด้าน แต่เธอต้องเปล่งประกายและโดดเด่นในสายอาชีพของตัวเอง การอ่านบทละครให้เข้าใจคือทักษะพื้นฐานที่สุดของนักแสดง
พวกที่ตอบสนองช้าแต่ละคนถูกสายตาของอาจารย์หลายท่านจับจ้องเอาไว้หมดแล้ว
ส่วนตี๋ลี่เร่อปากลับตอบสนองได้ไวมาก
ว่าที่ซูเปอร์สตาร์หญิงในอนาคต แม้ฝีมือการแสดงจะอยู่ในระดับธรรมดา แต่ถ้าเทียบกับผู้เข้าสอบสายการแสดงด้วยกันแล้ว เธอก็ถือว่าเป็นคนที่มีพรสวรรค์ใช้ได้เลยทีเดียว
เธอไม่ได้คิดอะไรให้วุ่นวาย นั่งหลังตรงแน่ว นิ้วมือขาวผ่องเรียวยาวดุจต้นหอมเริ่มบรรเลงเพลงกลางอากาศ บนใบหน้าเผยให้เห็นความรู้สึกระอาใจอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่รอยยิ้ม และไม่ได้กำลังดื่มด่ำกับมัน
นี่แหละคือประสบการณ์ชีวิต
เด็กผู้หญิงที่มักจะเล่นเปียโนอยู่ในห้องซ้อมดนตรีเป็นประจำ ไม่มีทางที่จะรู้สึกดื่มด่ำไปกับมันหรอก เผลอๆ เธออาจจะกำลังรู้สึกทรมานอยู่ด้วยซ้ำ
จู่ๆ ตี๋ลี่เร่อปาก็หยุดนิ้วมือค้างไว้ จากนั้นก็เบะปาก ทำท่าเหมือนขยับเข้าไปใกล้เปียโนแล้วมองดูโน้ตเพลงพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย
เธอเล่นผิดไปหนึ่งตัวโน้ต
ภาพที่สื่อออกมานั้นชัดเจนมาก
แน่นอนว่าเจียงเหวินลี่ย่อมมองเห็น ผู้เข้าสอบทั้งยี่สิบคนที่อยู่ในห้อง ทุกท่วงท่าการเคลื่อนไหวล้วนอยู่ในสายตาของเธอทั้งหมด
ใครแสดงได้ดี ใครแสดงได้แย่ มองปราดเดียวก็รู้ชัดเจน
ตี๋ลี่เร่อปาถือว่าเป็นคนที่แสดงได้ไม่เลว ยังมีผู้เข้าสอบอีกคนที่นั่งหลังตรงแหน่ว แถมยังยกมือขึ้นแล้วยืนตรง เห็นได้ชัดว่ากำลังอยู่ในห้องเรียน
มีนักเรียนคนหนึ่งกำลังเลี้ยงลูกบาส จากนั้นก็กระโดดขึ้นดังก์ นี่คือสนามบาสเกตบอล
นอกจากพวกที่เชื่องช้าในช่วงแรก ผู้เข้าสอบที่ตอบสนองไวล้วนแต่แสดงสภาพแวดล้อมที่ตัวเองอยู่ตอนนั้นออกมาได้หมด
ห้องซ้อมดนตรี ห้องเรียน สนามบาสเกตบอล สนามกีฬา ยกเว้นเสียแต่...
...
เจียงเหวินลี่มองไปที่เฉินจิ่นซึ่งทำท่าเหมือนกำลังสวมหน้ากากและล้างมืออยู่
ท่าทางตอนล้างมือนั้นดูเป็นมืออาชีพสุดๆ
สอดประสานนิ้วมือ ขัดถูทำความสะอาดแม้กระทั่งซอกเล็บ แถมยังฮัมเพลงเบาๆ ทำเอาเจียงเหวินลี่ถึงกับหลุดขำออกมา
ผู้เข้าสอบคนนี้ผ่อนคลายจริงๆ ดูไม่เหมือนคนกำลังสอบเลยสักนิด ทั่วทั้งร่างไร้ซึ่งความตึงเครียดใดๆ ตรงกันข้ามเขากลับดูเหมือนกำลังอินกับบทบาทมากกว่า
ดุดันมาก
"เคยเข้ากองถ่ายมาแล้วแน่ๆ"
อาจารย์ท่านหนึ่งกระซิบข้างหูเจียงเหวินลี่
เจียงเหวินลี่พยักหน้า "ใช่ บทที่เขาแสดงน่าจะเป็นหมอนะ"
ลำพังแค่ท่าล้างมือเพียงท่าเดียว ความจริงก็สามารถมองเห็นรายละเอียดได้มากมายแล้ว
เฉินจิ่นคือผู้เข้าสอบที่ใส่รายละเอียดลงไปได้เต็มแม็กซ์ที่สุดในบรรดาผู้เข้าสอบทั้งหมด
ผ่านไปหนึ่งนาที เขาก็เอาแต่ล้างมืออยู่นั่นแหละ
แต่อาจารย์ทุกคนต่างก็มีภาพจำที่แจ่มชัดอยู่ในหัวแล้ว ภาพของหมอในชุดกาวน์สีขาวที่กำลังล้างมืออยู่ใต้ก๊อกน้ำ
และฉากต่อไปก็ดูเหมือนจะช่วยยืนยันข้อสันนิษฐานของเจียงเหวินลี่
หมอที่เฉินจิ่นแสดงกำลังจะขึ้นเขียงผ่าตัด
เขาทำท่าเหมือนกำลังสังเกตอาการผู้ป่วย ตรงนี้ดูขัดแย้งนิดหน่อย บนเตียงผ่าตัดควรจะเป็นช่วงเวลาที่ต้องแข่งกับเวลาไม่ใช่เหรอ
มิน่าล่ะถึงได้สังเกตว่าต้องผ่าตัดยังไง
"ตรงนี้ทำได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ คงไม่เคยขึ้นเตียงผ่าตัดมาก่อนล่ะมั้ง..."
อาจารย์คุมสอบวิชาสรีระร่างกายอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นมา แต่เจียงเหวินลี่กลับขมวดคิ้วเล็กน้อย ผู้เข้าสอบคนอื่นๆ แสดงออกมาในรูปแบบที่จำเจเหมือนกันหมด แค่นาทีแรกก็แสดงสภาพแวดล้อมที่ตัวเองอยู่ออกมาแล้ว หลังจากนั้นก็เอาแต่ฉายภาพซ้ำ
อย่างเช่นตี๋ลี่เร่อปาก็เอาแต่เล่นเปียโนตลอดเวลา ส่วนผู้เข้าสอบอีกคนก็เอาแต่กระโดดชู้ตบาสโชว์ลีลาซ้ำไปซ้ำมา
นักเรียนในห้องก็เอาแต่ซุบซิบกัน รูปแบบการแสดงโดยพื้นฐานแล้วถูกกำหนดตายตัวไว้หมดแล้ว ซึ่งมันดึงดูดความสนใจของอาจารย์ไม่ได้เท่าไหร่นัก
ดังนั้นสายตาของเจียงเหวินลี่ ความจริงแล้วจึงจับจ้องอยู่ที่เฉินจิ่นตลอด
การแสดงของเขาไม่เพียงแต่มีรายละเอียดครบถ้วน ดูราวกับว่ากำลังผ่าตัดอยู่จริงๆ แต่ก็เป็นอย่างที่อาจารย์วิชาสรีระร่างกายบอก เขาดูเหมือนจะ... ล้มเหลวเหรอ
ทว่าเฉินจิ่นกลับทำท่าเหมือนสังเกตผู้ป่วยเสร็จเรียบร้อยแล้ว จู่ๆ เขาก็หยิบอะไรบางอย่างออกมา แล้วเริ่มลงมือเช็ดทำความสะอาดเสียอย่างนั้น
???
นี่มันยิ่งแปลกเข้าไปใหญ่
ผู้ป่วยที่กำลังจะเข้ารับการผ่าตัด จำเป็นต้องเช็ดตัวด้วยเหรอ
แต่เฉินจิ่นกลับเช็ดทำความสะอาดไปทั่วทั้งตัวของผู้ป่วยอย่างระมัดระวัง ขั้นตอนการเช็ดนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความเคารพและความรู้สึกอันศักดิ์สิทธิ์ ทำเอาเจียงเหวินลี่ที่มองดูอยู่อดไม่ได้ที่จะขนลุกซู่
เกิดอะไรขึ้น
พอเห็นท่าทางของเฉินจิ่นแบบนี้ เธอกลับรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมานิดๆ
แถมความรู้สึกหวาดกลัวแบบนี้ ไม่ได้มีแค่เธอคนเดียวที่มี อาจารย์ท่านอื่นอีกหลายคนต่างก็มีสีหน้าที่แปลกประหลาดไปอย่างเห็นได้ชัด
พวกเขาล้วนถูกท่าทางตอนเช็ดทำความสะอาดและสีหน้าของเฉินจิ่นทำให้ตกใจกลัว
ผู้เข้าสอบบางคนยิ่งรู้สึกสงสัยหนักเข้าไปอีก จึงหันมามองทางเฉินจิ่น
[จบแล้ว]