- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาหาแบ็คอัพ ระดับจิ๋นซีฮ่องเต้
- บทที่ 550 - ต้องสั่งสอนต้าฉินเสียบ้าง
บทที่ 550 - ต้องสั่งสอนต้าฉินเสียบ้าง
บทที่ 550 - ต้องสั่งสอนต้าฉินเสียบ้าง
บทที่ 550 - ต้องสั่งสอนต้าฉินเสียบ้าง
หากกวนอิงรู้ว่าอัศวินผู้เป็นหัวหน้าคนนี้มองพวกเขาเป็นคนป่าเถื่อน เขาคงจะสวนกลับไปแล้วว่า พวกเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาหาว่าต้าฉินเป็นคนป่าเถื่อน
อย่าว่าแต่ชนพื้นเมืองของเซลิวซิดเลย ในยุคคลาสสิกพวกมาซิโดเนียก็ถูกชาวกรีกมองว่าเป็นคนป่าเถื่อนมาตลอด กษัตริย์มาซิโดเนียในยุคแรกอย่างอเล็กซานเดอร์ที่หนึ่งอยากจะเข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิก ยังถูกชาวกรีกตั้งข้อสงสัยเลยว่าไม่ใช่สายเลือดกรีกแท้
หมอนั่นต้องไปอ้างว่าตัวเองสืบเชื้อสายมาจากเมืองอาร์กอส เป็นลูกหลานของเฮอร์คิวลีส และต้องผ่านการตัดสินจากศาลของคณะกรรมการชาวกรีกแห่งเมืองเอลิสเสียก่อน ถึงจะได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมการแข่งขัน
ทว่าในสายตาของชาวกรีกส่วนใหญ่ มาซิโดเนียก็ยังคงเป็นแค่แคว้นบ้านนอกป่าเถื่อนอยู่ดี
ต่อให้ภายหลังกรีกโบราณจะถูกมาซิโดเนียพิชิต ทว่าก็ยังมีชาวกรีกที่คิดเช่นนี้และแอบดูถูกพวกคนเถื่อนมาซิโดเนียอยู่ลึกๆ
ใครเป็นครอบครัวเดียวกับพวกเจ้ามาซิโดเนียกันล่ะ ไอ้พวกบ้านนอกป่าเถื่อน อย่ามาทำเป็นตีสนิทนะ
พวกคนเถื่อนมาซิโดเนียที่ถูกชาวกรีกโบราณดูแคลน ในตอนนี้กลับมามองว่าต้าฉินเป็นคนป่าเถื่อนเสียได้
อัศวินเซลิวซิดกระชับอาวุธในมือแน่น กวนอิงและคนอื่นๆ ก็เอามือแตะอาวุธเช่นกัน บรรยากาศตึงเครียดขึ้นมาทันที หากจะสู้ก็สู้ อย่างมากก็แค่เจรจาไม่สำเร็จแล้วต้องมาทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ ทว่าต้าฉินจะยอมถูกหยามเกียรติไม่ได้เด็ดขาด
พวกเขาคือราชทูตของต้าฉิน เป็นตัวแทนของต้าฉิน ภารกิจอาจล้มเหลวได้ ทว่าเกียรติยศของต้าฉินจะมัวหมองไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น กวนอิงและคนอื่นๆ ต่างก็เชื่อมั่นว่า ต่อให้พวกเขาต้องตายอยู่ที่นี่ ในวันข้างหน้าต้าฉินจะต้องมาทวงแค้นให้พวกเขาอย่างแน่นอน
ทหารม้าเซลิวซิดที่เฝ้าดูอยู่ห่างๆ และพวกของหวังหลิงต่างก็สังเกตเห็นความผิดปกติ จึงรีบเตรียมพร้อมรับมือทันที
เมื่ออัศวินผู้เป็นหัวหน้าเห็นพวกคนเถื่อนเหล่านั้นเตรียมพร้อมสู้ตายหลังจากที่เขากระชับอาวุธ เขาก็รู้ทันทีว่าหากเขากล้าชักดาบ อีกฝ่ายก็กล้าชักดาบสู้ตายเช่นกัน ไม่มีท่าทีหวาดกลัวพวกเขาเลยแม้แต่น้อย
อัศวินผู้เป็นหัวหน้าจึงคลายมือที่จับอาวุธออก สีหน้าก็ผ่อนคลายลง เมื่อฝ่ายตรงข้ามเห็นดังนั้นก็คลายมือออกจากอาวุธเช่นกัน
เมื่อเห็นเช่นนี้ อัศวินผู้เป็นหัวหน้าก็แอบประเมินในใจว่า พวกคนเถื่อนกลุ่มนี้ไม่ได้กลัวพวกเขาเลยจริงๆ หนำซ้ำยังไม่ได้ไร้ความรู้เกี่ยวกับอเล็กซานเดอร์มหาราช ทว่ากลับรู้จักวีรกรรมของพระองค์เป็นอย่างดี
เรื่องนี้ยิ่งทำให้อัศวินผู้เป็นหัวหน้ารู้สึกใคร่รู้มากขึ้น แคว้นฉินที่พวกคนเถื่อนเหล่านี้จากมา เป็นแคว้นแบบใดกันแน่ แล้วพวกเขาไปรู้เรื่องราวของอเล็กซานเดอร์มหาราชมาได้อย่างไร
แม้จะสงสัย ทว่าการที่พวกคนเถื่อนกลุ่มนี้กล้าลบหลู่อเล็กซานเดอร์มหาราช ก็ทำให้อัศวินผู้นี้ยังคงโกรธแค้นอยู่ดี
อเล็กซานเดอร์มหาราชคือความภาคภูมิใจของชาวมาซิโดเนียอย่างพวกเขา ต่อให้จะสวรรคตไปเป็นร้อยปีแล้ว ทว่าก็ยังคงเป็นกษัตริย์ที่พวกเขายกย่องเทิดทูนที่สุด
ทว่าอัศวินผู้เป็นหัวหน้าก็จำต้องข่มความโกรธเอาไว้ก่อน เพราะเขาต้องการสืบประวัติของพวกคนเถื่อนกลุ่มนี้ให้แน่ชัด
อัศวินผู้เป็นหัวหน้าไม่ได้เอ่ยถึงอเล็กซานเดอร์อีก ทว่าเปลี่ยนมาถามว่า "ถ้าเช่นนั้น พวกเจ้าก็คือคณะทูตที่เดินทางมาแคว้นเราอย่างนั้นหรือ"
กวนอิงตอบ "ข้าเคยบอกไปแล้ว ว่าพวกเราเดินทางมาเป็นทูตตามพระราชโองการขององค์ฮ่องเต้แห่งต้าฉิน"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อัศวินผู้เป็นหัวหน้าก็ปรายตามองกวนอิง ก่อนจะกวักมือเรียกอัศวินนายหนึ่งให้เข้าไปหา เขาซุบซิบอะไรบางอย่างที่ข้างหูอัศวินผู้นั้น อัศวินนายนั้นพยักหน้ารับ จากนั้นก็ชักม้าหันหลังกลับ แล้วควบตะบึงไปยังทัพทหารม้าเซลิวซิด
หลังจากอัศวินนายนั้นจากไป อัศวินผู้เป็นหัวหน้าก็หันมามองกวนอิงแล้วกล่าวว่า "เรื่องที่พวกเจ้าเดินทางมาเป็นทูต ไม่ใช่เรื่องที่ข้าจะตัดสินใจได้ ข้าส่งคนไปขอคำชี้แนะแล้ว พวกเจ้าจงรอฟังคำตอบอยู่ที่นี่ก็แล้วกัน"
ไม่ต้องพึ่งล่ามแปลภาษาเลย แค่ดูจากน้ำเสียงและสีหน้าของอัศวินเซลิวซิดผู้นี้ กวนอิงก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายไม่ได้เห็นพวกเขาหรือต้าฉินอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
และก็เป็นอย่างที่คิด เมื่อล่ามแปลภาษาถ่ายทอดคำพูดของอีกฝ่ายออกมา แม้จะไม่ได้มีคำด่าทอเหยียดหยามต้าฉินเหมือนเมื่อครู่ ทว่าก็ไม่มีคำสุภาพอย่าง กรุณา หรือ รบกวน หลุดออกมาให้ได้ยินเลยแม้แต่คำเดียว
พวกเขาคือราชทูตที่เดินทางมาไกลแสนไกล ต่อให้ในใจจะดูถูกดูแคลน ทว่าฉากหน้าก็ควรจะรักษาความสุภาพไว้บ้าง ทว่าอัศวินเซลิวซิดผู้นี้กลับไม่ยอมแม้แต่จะปั้นหน้าเสแสร้งด้วยซ้ำ
หากเป็นคนปกติก็ควรจะพูดว่า เรื่องใหญ่ปานนี้ ข้าตัดสินใจเองไม่ได้ ข้าส่งคนไปขอคำชี้แนะแล้ว รบกวนพวกท่านรออยู่ที่นี่สักประเดี๋ยว ไม่ใช่มาสั่งว่า ข้าส่งคนไปขอคำชี้แนะแล้ว พวกเจ้าจงรอฟังคำตอบอยู่ที่นี่ ประโยคหลังฟังดูเหมือนเป็นคำสั่งชัดๆ
คณะทูตต้าฉินที่เดินทางมา ไม่ได้ดูเหมือนทูตจากต่างแคว้นเลย ทว่ากลับดูเหมือนลูกน้องของเซลิวซิด หรือไม่ก็พวกขอทานที่มาเคาะประตูขอความเมตตาจากเซลิวซิดเสียมากกว่า
ต้าฉินไม่เคยทำกิริยาเช่นนี้กับแคว้นที่ส่งทูตมาเยือนเลย ต่อให้จะเป็นแคว้นที่ไม่เป็นที่ต้อนรับ ทว่าก็ยังคงให้การต้อนรับตามธรรมเนียมอย่างครบถ้วน
เอาเถอะ ในสายตาของชาวเซลิวซิด ต้าฉินก็คงเป็นแค่พวกคนป่าเถื่อนหรือพวกขอทานจริงๆ นั่นแหละ
ดังนั้นการที่ต้าฉินเป็นฝ่ายส่งทูตมาเยือน อัศวินผู้เป็นหัวหน้าจึงไม่ได้มองว่ามันเป็นเกียรติยศสำหรับเซลิวซิดเลยสักนิด พวกคนเถื่อนมาขอเข้าเฝ้า พวกคนเถื่อนอาจจะภูมิใจ ทว่าสำหรับเซลิวซิดแล้วไม่ได้รู้สึกภาคภูมิใจเลย กลับรู้สึกเหมือนถูกของสกปรกมาเกาะแกะเสียมากกว่า
พูดง่ายๆ ก็คือ ในสายตาของพวกเขา ระดับชั้นของต้าฉินกับเซลิวซิดนั้นห่างไกลกันมาก ต่อให้จะเป็นฝ่ายส่งทูตมาเยือนเซลิวซิด ก็ควรจะต้องคุกเข่าคลานเข้ามาหาต่างหาก
แล้วยังจะมาหวังให้ต้อนรับอย่างสุภาพอีกหรือ
แคว้นเซลิวซิดไม่ได้เชิญพวกเจ้ามาเสียหน่อย อีกอย่างแคว้นเซลิวซิดก็ไม่ได้ต้องการให้พวกคนเถื่อนมาเยือนอยู่แล้ว แค่ไม่ไล่ตะเพิดไปก็ดีเท่าไรแล้ว ยังจะมาเรียกร้องอะไรอีก
กวนอิงส่งสายตาให้ทหารม้าที่ติดตามมา ดูจากท่าทีที่อัศวินเซลิวซิดผู้นี้แสดงออก การมาเป็นทูตที่เซลิวซิดในครั้งนี้คงจะเต็มไปด้วยขวากหนามเป็นแน่
ทางด้านหวังหลิงที่เฝ้าดูอยู่ห่างๆ ผ่านกล้องส่องทางไกล เมื่อเห็นอัศวินเซลิวซิดนายหนึ่งปลีกตัวออกจากกลุ่ม แล้วควบม้ากลับไปยังทัพทหารม้าเซลิวซิด เขาก็หันไปกล่าวกับเฉาเซินที่อยู่ข้างๆ "ท่านแม่ทัพเฉา เตรียมตัวรับศึกเถอะ พวกเซลิวซิดน่าจะไม่ได้มาดีแน่"
ในขณะเดียวกัน อัศวินเซลิวซิดนายนั้นก็ควบม้ากลับไปถึงทัพหลักของทหารม้าเซลิวซิด
เมื่อเห็นเขากลับมา แม่ทัพเซลิวซิดที่เป็นผู้นำทัพทหารม้ากองนี้ก็เอ่ยถามขึ้นทันที "พวกนั้นเป็นใครมาจากไหน แล้วมาทำอะไรที่นี่"
อัศวินเซลิวซิดรายงาน "ท่านแม่ทัพ พวกนั้นอ้างตัวว่าเป็นชาวฉิน เดินทางมาจากแคว้นฉินทางฝั่งตะวันออก พวกเขามาที่นี่เพื่อเป็นทูตตามคำสั่งของกษัตริย์แคว้นพวกเขาขอรับ"
"แคว้นฉิน ส่งทูตมาอย่างนั้นหรือ"
แม่ทัพเซลิวซิดเลิกคิ้วขึ้น "ข้าไม่เห็นจำได้เลยว่าทางตะวันออกมีแคว้นที่ชื่อว่าแคว้นฉินอยู่ด้วย"
อัศวินเซลิวซิดยักไหล่พลางตอบกลั้วหัวเราะ "ใช่แล้วขอรับท่านแม่ทัพ ข้าเองก็จำไม่ได้เหมือนกันว่าทางตะวันออกมีแคว้นที่ชื่อว่าแคว้นฉินอยู่ด้วย ทว่าตามที่พวกนั้นบอก แคว้นฉินตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของแคว้นข่งเชวี่ย อยู่ไกลออกไปทางทิศตะวันออกอีกขอรับ"
แม่ทัพเซลิวซิดทวนคำ "แคว้นที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของแคว้นข่งเชวี่ย ไกลออกไปทางตะวันออกอีกหรือ ดินแดนที่แม้อเล็กซานเดอร์มหาราชก็ยังไปไม่ถึงอย่างนั้นหรือ"
อัศวินเซลิวซิดพยักหน้าแล้วรายงานต่อ "เมื่อครู่นี้ ท่านเรเลชก็ได้เอ่ยถึงอเล็กซานเดอร์มหาราชกับพวกนั้นเหมือนกันขอรับ..."
เมื่อพูดถึงตรงนี้ อัศวินเซลิวซิดก็หยุดชะงักไป ไม่ยอมพูดต่อ
เมื่อเห็นเขานิ่งไป แม่ทัพเซลิวซิดก็สั่ง "เรเลชพูดถึงอเล็กซานเดอร์มหาราชกับพวกนั้นหรือ ว่าต่อสิ"
อัศวินเซลิวซิดจึงเล่าต่อ "พอท่านเรเลชได้ยินพวกนั้นบอกว่ามาจากดินแดนตะวันออก ก็เลยบอกพวกนั้นไปว่าแคว้นฉินของพวกเขาโชคดีมาก ที่อเล็กซานเดอร์มหาราชไม่ได้กรีธาทัพบุกตะวันออกต่อ มิเช่นนั้นแคว้นฉินก็คงถูกพระองค์พิชิตไปแล้วขอรับ"
เมื่อได้ยินสิ่งที่อัศวินเซลิวซิดผู้นี้เล่า อัศวินเซลิวซิดคนอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ ต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย ราวกับว่ามันเป็นเรื่องที่ถูกต้องและสมควรแล้ว มีอะไรผิดปกติอย่างนั้นหรือ
หากอเล็กซานเดอร์มหาราชดึงดันจะบุกตะวันออกต่อ ใครหน้าไหนจะไปต้านทานได้เล่า
หากแคว้นฉินตั้งอยู่บนเส้นทางเดินทัพของอเล็กซานเดอร์มหาราช ก็คงจะกลายเป็นเพียงอีกหนึ่งแคว้นที่ต้องสยบแทบเบื้องพระบาทของพระองค์เท่านั้น
ชาวฉินควรจะสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของอเล็กซานเดอร์มหาราชด้วยซ้ำ ที่ไม่ได้บุกตะวันออกต่อ ทำให้พวกเขาไม่ต้องตกเป็นเมืองขึ้น
อัศวินเซลิวซิดเล่าต่อ "ทว่าแม่ทัพชาวฉินผู้นั้นกลับบอกว่า นั่นไม่ใช่ความโชคดีของแคว้นฉิน ทว่าเป็นความโชคดีของอเล็กซานเดอร์มหาราชต่างหาก..."
เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ น้ำเสียงของอัศวินเซลิวซิดก็เต็มไปด้วยความโกรธแค้น ชาวมาซิโดเนียอย่างพวกเขานั้นเคารพเทิดทูนอเล็กซานเดอร์มหาราชเป็นที่สุด
โดยเฉพาะหลังจากที่จักรวรรดิมาซิโดเนียแตกแยก แคว้นเซลิวซิดของพวกเขาก็ถือว่าตนเองคือผู้สืบทอดที่แท้จริงของจักรวรรดิมาซิโดเนีย ทำให้ยิ่งเคารพเทิดทูนอเล็กซานเดอร์มหาราชหนักขึ้นไปอีก
ผู้สืบทอดที่แท้จริงคือเซลิวซิด ปณิธานอันยิ่งใหญ่ของอเล็กซานเดอร์มหาราชจะต้องถูกสานต่อโดยพวกเขา
ยังไม่ทันที่อัศวินเซลิวซิดผู้นี้จะเล่าจบ สีหน้าของอัศวินคนอื่นๆ ก็เคร่งเครียดขึ้นมาทันที รังสีความโกรธแผ่ซ่านออกมาอย่างเห็นได้ชัด
ไม่ต้องรอให้เขาเล่าจบ พวกเขาก็เดาได้แล้วว่าแม่ทัพชาวฉินผู้นั้นพูดสิ่งใดออกมา
ไอ้พวกบ้านนอก ไอ้พวกคนเถื่อนโง่เขลาที่ไม่รู้มาจากซอกหลืบไหน ช่างบังอาจมาลบหลู่อเล็กซานเดอร์มหาราชของพวกเรา
พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าอเล็กซานเดอร์มหาราชนั้นยิ่งใหญ่เพียงใด ทรงพลังปานใด
อ๋อ เป็นแค่พวกคนเถื่อนจากดินแดนตะวันออกสินะ งั้นก็ไม่แปลกหรอก คงจะไม่เคยรับรู้วีรกรรมอันเกรียงไกรของอเล็กซานเดอร์มหาราชกระมัง
ทว่าต่อให้พวกคนเถื่อนเหล่านี้จะโง่เขลา สกปรก และต่ำต้อยเพียงใด ทว่าก็ไม่อาจให้อภัยได้ อเล็กซานเดอร์มหาราชผู้ยิ่งใหญ่ ใครก็ไม่อาจลบหลู่ได้
อัศวินเซลิวซิดบางคนที่กำลังเลือดขึ้นหน้า ถึงกับเตรียมจะขออนุญาตแม่ทัพเซลิวซิด เพื่อนำกำลังไปสั่งสอนพวกชาวฉินที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำให้รู้สำนึก
ทว่าแม่ทัพเซลิวซิดกลับยกมือขึ้นห้ามคนเหล่านั้นไว้ แล้วสั่งให้อัศวินนายนั้นเล่าต่อ "แม่ทัพชาวฉินผู้นั้นพูดว่าอย่างไรบ้าง"
อัศวินเซลิวซิดตอบ "เขาบอกว่าหากอเล็กซานเดอร์มหาราชกรีธาทัพบุกตะวันออกจนถึงต้าฉิน เกรงว่าเกียรติภูมิที่สั่งสมมาทั้งชีวิตคงต้องป่นปี้เป็นแน่ขอรับ"
"เขายังบอกอีกว่าอเล็กซานเดอร์มหาราชยังไม่ได้พิชิตแคว้นข่งเชวี่ยเลย และการที่พระองค์ไม่ได้บุกตะวันออกต่อ ไม่ใช่เพราะไม่อยาก ทว่าเพราะไม่สามารถทำได้แล้วต่างหาก"
"หนำซ้ำยังบอกอีกว่า หากอเล็กซานเดอร์มหาราชรอบรู้และปรีชาสามารถจริง แล้วเหตุใดหลังจากที่พระองค์สวรรคต จักรวรรดิมาซิโดเนียถึงได้แตกแยกออกเป็นเสี่ยงๆ อย่างรวดเร็วเล่า"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ อัศวินเซลิวซิดนายหนึ่งก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ตะโกนลั่น "ช่างบังอาจนัก"
อัศวินเซลิวซิดคนอื่นๆ ก็มีสีหน้าโกรธเกรี้ยวเช่นกัน ไอ้พวกชาวฉินบัดซบ กล้าลบหลู่อเล็กซานเดอร์มหาราชถึงเพียงนี้เชียวหรือ
อัศวินเซลิวซิดอีกคนตวาดลั่น "เรื่องที่อเล็กซานเดอร์มหาราชพิชิตแคว้นข่งเชวี่ยเป็นความจริงแท้แน่นอน จะมาบอกว่าไม่เคยพิชิตได้อย่างไร แล้วการที่จักรวรรดิแตกแยกมันไปเกี่ยวอันใดกับอเล็กซานเดอร์มหาราชกัน"
"การที่จักรวรรดิแตกแยก จะสามารถลบเลือนความรอบรู้และปรีชาสามารถของอเล็กซานเดอร์มหาราชได้อย่างนั้นหรือ หากสวรรค์ประทานเวลาให้พระองค์อีกสักนิด จักรวรรดิก็คงไม่มีวันแตกแยกหรอก"
การด่วนสวรรคตของอเล็กซานเดอร์มหาราช คือความสูญเสียครั้งใหญ่ที่ชาวมาซิโดเนียจำนวนมากยังคงเสียใจมาจนถึงทุกวันนี้ พวกเขาเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่า หากอเล็กซานเดอร์มหาราชมีเวลามากกว่านี้ พระองค์จะต้องแก้ไขปัญหาต่างๆ ของจักรวรรดิ และทำให้จักรวรรดิดำรงอยู่ต่อไปได้อย่างแน่นอน
บางทีอาจจะเป็นเพราะอเล็กซานเดอร์มหาราชทรงพลังเกินไป ทวยเทพจึงไม่อนุญาตให้พระองค์อยู่บนโลกนี้นานนัก
อัศวินเซลิวซิดอีกคนกล่าวสมทบ "ไอ้พวกชาวฉินนี่มันคนป่าเถื่อนจริงๆ ช่างโง่เขลาและไร้การศึกษาเสียจริง พวกมันจะไปเข้าใจความยิ่งใหญ่ของอเล็กซานเดอร์มหาราชได้อย่างไร แคว้นของพวกมันคงไม่เคยมีกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ดั่งอเล็กซานเดอร์มหาราชมาก่อนเป็นแน่"
อัศวินเซลิวซิดอีกคนเอ่ยเสริม "พวกคนเถื่อนจะมีกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ดั่งอเล็กซานเดอร์มหาราชได้อย่างไร ดีไม่ดีพวกมันคงจินตนาการไม่ออกด้วยซ้ำ"
คำพูดเหล่านี้เรียกเสียงสนับสนุนจากอัศวินเซลิวซิดหลายคน ชาวฉินก็คือกลุ่มคนเถื่อนที่โง่เขลาเบาปัญญา จะไปเข้าใจความยิ่งใหญ่ของอเล็กซานเดอร์มหาราชได้อย่างไร
ทว่าความโง่เขลาก็ไม่ใช่ข้ออ้าง การลบหลู่อเล็กซานเดอร์มหาราชคือความผิดมหันต์
อัศวินเซลิวซิดนายหนึ่งร้องขอ "ท่านแม่ทัพ โปรดอนุญาตให้พวกเราไปสั่งสอนพวกชาวฉินด้วยเถิดขอรับ"
อัศวินเซลิวซิดคนอื่นๆ ก็ส่งเสียงสนับสนุนเป็นทอดๆ เรียกร้องให้ไปสั่งสอนพวกคนเถื่อนชาวฉินที่ไร้ความรู้ เพื่อให้พวกมันหลาบจำว่าการลบหลู่อเล็กซานเดอร์มหาราชจะต้องพบเจอกับผลกรรมเช่นไร
ต่อให้ชาวฉินพวกนั้นจะเป็นราชทูตที่มาเพื่อเจริญสัมพันธไมตรี และเป็นตัวแทนของแคว้นฉิน แล้วอย่างไรเล่า
พวกเขาไม่ได้เชิญให้ชาวฉินส่งทูตมาเสียหน่อย แล้วจะต้องไปแคร์ด้วยหรือว่าจะไปล่วงเกินชาวฉินเข้า
แคว้นต่างด้าวที่ชื่อเสียงเรียงนามก็ไม่เคยได้ยิน จำเป็นต้องเก็บมาใส่ใจด้วยหรือ ล่วงเกินแล้วจะทำไม แคว้นฉินจะกล้ายกทัพมาแก้แค้นอย่างนั้นหรือ
ต่อให้ยกทัพมาแก้แค้น พวกเขาก็ไม่กลัว เซลิวซิดคือแคว้นมหาอำนาจอันดับต้นๆ ของโลกเชียวนะ ส่วนแคว้นฉินก็เป็นแค่แคว้นบ้านนอกที่ไม่มีใครรู้จัก หากกล้าแหยมมาแก้แค้น ก็จะทำให้ไม่ได้กลับไปเหยียบแผ่นดินเกิดอีกเลย
แม่ทัพเซลิวซิดไม่ได้ตอบตกลงคำขอของเหล่าอัศวินในทันที เขากล่าวว่า "ชาวฉินเดินทางมาเพื่อเป็นทูต การเปิดศึกกับพวกเขากันตรงๆ คงจะไม่ค่อยดีนัก"
ไม่ค่อยดี ไม่ได้แปลว่า ทำไม่ได้ นั่นก็หมายความว่าขอเพียงมีเหตุผลมากพอ ก็สามารถเปิดศึกกับชาวฉินได้
แม่ทัพเซลิวซิดหรี่ตาลง ก่อนจะเปลี่ยนน้ำเสียง "ทว่าในเมื่อชาวฉินก้าวเข้ามาในดินแดนของเรา ก็ต้องปฏิบัติตามกฎของเรา ส่งคนไปบอกพวกมัน ให้วางอาวุธลงและยอมรับการตรวจค้นซะ หากพวกมันไม่ยอมวางอาวุธและไม่ยอมให้ตรวจค้น เราก็มีสิทธิ์สงสัยว่าพวกมันไม่ได้มาเพื่อเป็นทูตจริงๆ ทว่าใช้การเป็นทูตบังหน้าเพื่อ..."
เขายังพูดไม่ทันจบ ทว่าเหล่าอัศวินเซลิวซิดก็เข้าใจความหมายของเขาแล้ว ทุกคนต่างเผยรอยยิ้มออกมา
ต้องยกความดีความชอบให้ท่านแม่ทัพจริงๆ หากชาวฉินยอมทำตามเงื่อนไขนี้ พวกเขาก็สามารถยึดอาวุธของชาวฉินมาได้ และเมื่อไร้ซึ่งอาวุธ ชาวฉินก็ต้องตกเป็นลูกไก่ในกำมือของพวกเขาไม่ใช่หรือ
ทว่าหากชาวฉินไม่ยอมทำตาม พวกเขาก็สามารถใช้ข้ออ้างว่าชาวฉินไม่ได้มีเจตนามาเป็นทูต ทว่าแฝงตัวมาเพื่อก่อการร้าย ซึ่งนั่นก็ถือเป็นข้ออ้างชั้นดีในการเปิดศึก
ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ตกหลุมพรางทั้งนั้น ชาวฉินไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะต้องกระโดดลงไปในหลุมพรางที่พวกเขาขุดดักไว้เท่านั้น
ส่วนเรื่องที่ว่าต้าฉินอาจจะเป็นแคว้นที่แข็งแกร่ง และการทำเช่นนี้อาจจะลากเซลิวซิดลงเหวไปด้วยหรือไม่นั้น ไม่มีใครคิดถึงเรื่องนี้เลย
เพราะพวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าต้าฉินจะเป็นแคว้นที่แข็งแกร่ง ต่อให้จะมีฝีมืออยู่บ้าง ทว่าก็คงไม่มีทางเทียบกับเซลิวซิดของพวกเขาได้หรอก
เซลิวซิดของพวกเขาคือผู้สืบทอดที่แท้จริงของจักรวรรดิ เป็นหนึ่งในแคว้นที่ทรงอำนาจที่สุดในโลกหลังจากที่จักรวรรดิแตกแยก ยกเว้นปโตเลมี โรมัน และแคว้นอื่นๆ อีกไม่กี่แคว้นแล้ว ก็ไม่มีแคว้นใดสามารถเทียบชั้นกับพวกเขาได้อีก
หากไม่ใช่เพราะพวกกบฏสมควรตายอย่างดิโอโดทุสและอาร์ซาเกส ไม่ต้องใช้คำว่า หนึ่งใน ด้วยซ้ำ เซลิวซิดของพวกเขานี่แหละคือแคว้นที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก
การจะจัดการกับแคว้นฉินเล็กๆ แค่นี้ ก็ง่ายดั่งพลิกฝ่ามือไม่ใช่หรือ
แม่ทัพเซลิวซิดสั่งให้อัศวินสองสามนายตามอัศวินส่งสารกลับไปหาอัศวินผู้เป็นหัวหน้า เพื่อถ่ายทอดคำสั่งของเขา
เมื่อได้รับคำสั่งจากอัศวินส่งสาร เรเลชอัศวินผู้เป็นหัวหน้าก็ปรายตามองกวนอิง แววตาของเขาฉายแววเยาะเย้ยและรอชมเรื่องสนุก
ไอ้พวกคนเถื่อนสมควรตายพวกนี้ กำลังจะได้รับบทเรียนอย่างสาสมแล้ว
[จบแล้ว]