เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 34: ไปเข้าห้องน้ำ

บทที่ 34: ไปเข้าห้องน้ำ

บทที่ 34: ไปเข้าห้องน้ำ


เย็นวันนั้น หลัวเย่ถูกพามายังห้องห้องหนึ่ง

ฟ่านเจี้ยนพูดขึ้นว่า "นี่ห้องลูกชายลุงเอง มันว่างตั้งแต่เขาออกไปทำงานแล้ว คืนนี้นายนอนที่นี่ก็แล้วกัน"

"ครับ คุณลุง" หลัวเย่ตอบอย่างสุภาพ

แต่ฟ่านเจี้ยนกลับขมวดคิ้ว

ลุงเหรอ?

นี่เขาเรียกใครว่าลุงเนี่ย?

เขาหันกลับไปมองห้องข้างๆ ซึ่งเป็นห้องของฟ่านซินหยาและซูไป๋โจว

ลานบ้านของพวกเขามีห้องทั้งหมดสามห้อง: ห้องของเขากับภรรยา ห้องของลูกชาย และห้องว่างอีกหนึ่งห้อง

หลังจากที่เขาไปรับฟ่านซินหยากลับมาจากหางโจว เธอก็ย้ายเข้าไปอยู่ในห้องว่าง เดิมทีถ้าซูไป๋โจวกลับมา เธอจะได้นอนห้องของหลัวเย่ แต่ในเมื่อหลัวเย่มาอยู่ที่นี่ ซูไป๋โจวก็เลยต้องไปนอนเตียงเดียวกับแม่ของเธอแทน

ห้องน้ำตั้งอยู่บริเวณลานบ้าน ดังนั้นถ้าจะเข้าห้องน้ำก็ต้องเดินออกไปข้างนอก

หลัวเย่ยังไม่ค่อยชินกับเรื่องนี้นัก

แต่เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม เขาทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องปรับตัว

ทว่า ฟ่านเจี้ยนกลับยังไม่ยอมออกไป เขานั่งลงบนเตียงคั่งในห้องของหลัวเย่ และถามด้วยสีหน้าจริงจังว่า "ไอ้หนู นายชอบฟ่านฟ่านของฉันตรงไหน"

เมื่อได้ยินดังนั้น หลัวเย่ก็มีสีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที

เขาไม่กล้าปิดบังอะไรต่อหน้าคุณลุง

ตอนนี้เขามาถึงบ้านของรุ่นพี่นางฟ้าแล้ว ถ้าเขายังปากแข็งบอกว่าไม่ได้ชอบรุ่นพี่นางฟ้าอีกล่ะก็ เดาได้เลยว่าวินาทีต่อมาเขาคงโดนคุณลุงเตะโด่งออกจากบ้านแน่ๆ

ด้วยเหตุนี้ หลัวเย่จึงประหม่าสุดๆ จนไม่ทันสังเกตคำสรรพนามที่ตัวเองใช้เรียก

"ไม่รู้ครับ!"

หลัวเย่ตอบเสียงดังฟังชัด จากนั้นพอเห็นสีหน้าดุดันของฟ่านเจี้ยน เขาก็หดคอลงแล้วพูดอย่างจริงจังว่า "ผมอธิบายไม่ถูกหรอกครับ แต่รุ่นพี่นางฟ้ายอดเยี่ยมมากจริงๆ ขอแค่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับรุ่นพี่นางฟ้า ผมก็ชอบทุกอย่างแหละครับ"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟ่านเจี้ยนก็พยักหน้าอย่างครุ่นคิด

ก็จริง ฟ่านฟ่านของเขายอดเยี่ยมขนาดนั้นจริงๆ

แต่ชีวิตคู่ของน้องสาวเขาไม่ได้มีความสุขนัก ดังนั้นในฐานะลุง เขาจึงต้องเข้มงวดกับเรื่องสำคัญในชีวิตของหลานสาว

"ไอ้หนู พ่อแม่นายทำงานอะไร"

"ห๊ะ? ลุงกับป้าผมทำบริษัทครับ พวกท่านทำเกี่ยวกับซอฟต์แวร์เกม"

"ใครถามเรื่องลุงกับป้านาย ฉันถามถึงพ่อแม่นายต่างหาก"

ฟ่านเจี้ยนจ้องหน้าหลัวเย่เขม็ง

การตอบไม่ตรงคำถามและพยายามเปลี่ยนเรื่องแบบนี้ต้องโดนหักคะแนนชุดใหญ่

"พ่อแม่เหรอครับ? ผมไม่มีหรอกครับ"

หลัวเย่ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เห็นได้ชัดว่าเขาชินกับการใช้ชีวิตโดยไม่มีพ่อแม่มาตั้งแต่เด็กแล้ว

"ว่าไงนะ?" ฟ่านเจี้ยนขมวดคิ้ว มองหลัวเย่ด้วยความสับสน

"ผมไม่มีพ่อแม่ครับ พวกท่านสละชีพในหน้าที่ตั้งแต่ผมยังเด็กเกินกว่าจะจำความได้"

เมื่อมองดูสีหน้าเรียบเฉยของเด็กหนุ่ม ฟ่านเจี้ยนก็ถึงกับอึ้ง

วิธีทำให้ฟ่านเจี้ยนรู้สึกผิดได้ในประโยคเดียว...

หลัวเย่ทำสำเร็จแล้ว

ทันทีที่เขาพูดประโยคนี้ออกมา ฟ่านเจี้ยนก็รู้สึกเหมือนถูกเข็มทิ่มแทงที่หัวใจ เขารู้สึกอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก

เขาเองก็มีลูกและเป็นพ่อคน ดังนั้นเขาจึงจินตนาการได้ง่ายๆ เลยว่าถ้าลูกของเขาต้องเติบโตมาอย่างโดดเดี่ยวโดยไม่มีพ่อแม่มันจะเป็นยังไง...

แต่... ไม่ได้สิ

ฟ่านเจี้ยนกลับมาทำสีหน้าเด็ดเดี่ยวอีกครั้ง

เขาจะใจอ่อนไม่ได้ ประสบการณ์ในอดีตของฟ่านซินหยาคือบทเรียนราคาแพง ต่อให้หลัวเย่จะน่าสงสารแค่ไหน เขาก็เป็นคนนอก เขาต้องคิดถึงซูไป๋โจวเป็นหลัก

หลานสาวของเขายอดเยี่ยมมาก ได้ยินมาว่าเธอได้โควตาเรียนต่อ ป.โท ที่ ม.เจียง ด้วย อีกไม่นานครอบครัวตระกูลฟ่านของเขาก็จะมีนักศึกษา ป.โท คนแรก แถมเธอยังหน้าตาสะสวยอีกต่างหาก ดังนั้น ฟ่านเจี้ยนจึงมีมาตรฐานที่สูงมากสำหรับว่าที่แฟนหนุ่มของเธอ

การจะได้รับการยอมรับจากผู้หลักผู้ใหญ่ จะมาใช้แค่ความน่าสงสารอย่างเดียวไม่ได้

ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ใช่ว่าเขากีดกันเด็กกำพร้าหรอกนะ แต่การเติบโตมาในสภาพแวดล้อมครอบครัวที่ไม่ดีมักจะหล่อหลอมให้มีนิสัยที่แปลกแยก ทำให้มีปัญหากระทบกระทั่งกับคนอื่นได้ง่าย

เขาสงสารคนอื่นได้ แต่เขาเอาครอบครัวตัวเองไปเสี่ยงไม่ได้

เดี๋ยวนะ... เมื่อกี้ไอ้เด็กนี่บอกว่า 'สละชีพ' ไม่ใช่ 'เสียชีวิต' เหรอ? หมายความว่ายังไง?

"ที่นายบอกว่า 'สละชีพ' หมายความว่า..." ฟ่านเจี้ยนถามขึ้นท่ามกลางความเงียบ

เมื่อได้ยินดังนั้น หลัวเย่ก็นึกถึงคำพูดของคุณลุงของเขา

พ่อแม่ไม่ได้ตั้งใจทิ้งเขาไป พ่อแม่คือคนที่รักเขามากที่สุดในโลก

แต่ด้วยหน้าที่การงาน ทำให้พวกท่านไม่สามารถอยู่เคียงข้างคนที่รักได้ และสุดท้ายพวกท่านก็สละชีพในระหว่างการจับกุมอาชญากร

หลังจากได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ฟ่านเจี้ยนก็ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

"ไอ้พวกอาชญากรชั่วช้า!"

เขาทุบเตียงคั่งอย่างแรง ก่อนจะดึงหลัวเย่เข้ามากอดแน่น แล้วพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "ลูกเอ๊ย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฉันคือลุงของนาย คือครอบครัวของนายนะ"

หลัวเย่: ...

ลุงครับ ลุงอินเกินไปแล้ว

หลัวเย่ได้รับการยอมรับจากฟ่านเจี้ยนในที่สุด

แต่เอาเข้าจริงมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก

สถานะของฟ่านเจี้ยนในบ้านหลังนี้สูงกว่าลูกชายของเขาแค่คนเดียวเท่านั้น แถมเผลอๆ ยังต่ำต้อยกว่าเจ้าหมาเหลืองตัวใหญ่ที่อยู่ในลานบ้านซะอีก

เจ้าหมาเหลืองตัวใหญ่เป็นหมาแก่ที่เลี้ยงมาเกือบสิบปี มันคอยเฝ้าบ้านเฝ้าเรือน น่าเกรงขามสุดๆ และมีประโยชน์กว่าฟ่านเจี้ยนตั้งเยอะ

หลังจากฟ่านเจี้ยนออกไป หลัวเย่ก็นอนเอนหลังลงบนเตียงคั่ง มองดูเพดานที่ค่อนข้างหยาบ

ถึงแม้ที่นี่จะไม่คึกคักเหมือนในเมือง แต่มันก็ให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด

หลัวเย่เริ่มทบทวนเรื่องราวที่พบเจอมาตลอดทั้งวัน

ภาพความทรงจำต่างๆ ไหลบ่าเข้ามาในหัว และไปหยุดอยู่ที่วินาทีที่รุ่นพี่นางฟ้าซบไหล่เขาบนรถบัส

เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ หลัวเย่ก็นอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียงด้วยความตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่

โชคดีที่เขาปั่นนิยายตอนของวันนี้เสร็จตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว ไม่อย่างนั้นวันนี้นักอ่านคงได้ผิดหวังแน่ๆ

กลางดึก

หลัวเย่สะดุ้งตื่นเพราะปวดปัสสาวะ

เขาลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยอาการงัวเงีย ก่อนจะทำหน้างุนงงสับสน

ห้องน้ำ... ห้องน้ำอยู่ไหนหว่า?

หลัวเย่สวมรองเท้าแตะ เปิดประตูห้องแล้วเดินออกไปที่ลานบ้าน

ค่ำคืนในชนบท ถ้าไม่มีแสงจันทร์ ก็เรียกได้ว่ามืดสนิทจนมองไม่เห็นอะไรเลย

ในตอนนี้ หลัวเย่มองอะไรไม่เห็นเลยสักนิด

หลัวเย่เดินงมหาห้องน้ำไปรอบๆ ลานบ้าน

ไม่นานนัก เขาก็เดินมาถึงห้องมืดๆ เล็กๆ ห้องหนึ่ง

เขาหาสวิตช์ไฟไม่เจอ ก็เลยต้องเปิดไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือแทน

เมื่อมองดูภายในห้องมืดๆ นั้น และได้กลิ่นฉุนกึกโชยมาเตะจมูก หลัวเย่ก็มั่นใจแล้วว่านี่แหละคือห้องน้ำ

หลังจากทำธุระเสร็จ หลัวเย่ก็ปิดไฟฉายแล้วเดินออกจากห้องน้ำ

ในจังหวะนั้นเอง ก็มีร่างของใครบางคนเดินสวนเข้ามา และชนเข้ากับหลัวเย่อย่างจัง

ซูไป๋โจวร้องอุทานออกมาด้วยความเจ็บปวด เมื่อได้ยินเสียงของรุ่นพี่นางฟ้า หลัวเย่ก็ตอบสนองอย่างรวดเร็ว เขาก้าวไปข้างหน้า ตวัดวงแขนโอบรัดเอวบางของซูไป๋โจวไว้ และในขณะที่เขากำลังจะโชว์ความเท่ จู่ๆ เท้าของเขาก็ดันลื่น จนหงายหลังล้มลงไปเสียก่อน

แต่ก่อนที่แผ่นหลังจะกระแทกพื้น เขาก็รั้งตัวซูไป๋โจวลงมาทาบทับไว้ด้านบน โดยใช้ตัวเองเป็นเบาะรองรับเธอไว้

"รุ่นพี่นางฟ้า เป็นอะไรไหมครับ" หลัวเย่ถาม

"ฉันไม่เป็นไร"

ซูไป๋โจวมองดูเด็กหนุ่มที่ถูกเธอทับอยู่ น้ำเสียงของเธอราบเรียบไร้อารมณ์ แต่ในความมืดมิดนั้น หลัวเย่มองไม่เห็นเลยว่าใบหน้าของเธอแดงก่ำไปถึงไหนต่อไหนแล้ว

มันมืดเกินไปจนมองไม่เห็นอะไรเลย นอกจากประกายแวววาวจางๆ ในดวงตาของกันและกัน

ทั้งสองคนสบตากันตามสัญชาตญาณ โดยไม่มีใครเอื้อนเอ่ยคำใด

ร่างกายของรุ่นพี่นางฟ้านุ่มมาก ปกติเธอมักจะใส่เสื้อผ้าหลวมๆ และต่อเมื่อได้ใกล้ชิดกันขนาดนี้ หลัวเย่ถึงเพิ่งรู้ว่ารูปร่างของเธอซ่อนรูปสมบูรณ์แบบขนาดไหน

เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึง 'กระต่ายน้อย' สองตัวที่เบียดแนบชิดอยู่กับหน้าอกของเขา จนเขาแทบไม่กล้าขยับตัว

เมื่อได้โอบกอดร่างของรุ่นพี่นางฟ้า หลัวเย่ก็มีความคิดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

มีความสุขจัง...

"กอดพอหรือยัง"

ถึงแม้ซูไป๋โจวจะไม่ได้ขัดขืน แต่ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป เธอคงต้องเป็นลมแน่ๆ

ไม่รู้ทำไม ใบหน้าของเธอถึงร้อนผ่าว และสติสัมปชัญญะของเธอก็แทบจะเลือนรางเต็มที

จบบทที่ บทที่ 34: ไปเข้าห้องน้ำ

คัดลอกลิงก์แล้ว