- หน้าแรก
- มหัศจรรย์รถบ้านข้ามเวลามายุคถัง!!!!
- ตอนที่ 3 หนูน้อยน่ารักผู้เป็นขวัญใจ!
ตอนที่ 3 หนูน้อยน่ารักผู้เป็นขวัญใจ!
ตอนที่ 3 หนูน้อยน่ารักผู้เป็นขวัญใจ!
ตอนที่ 3 หนูน้อยน่ารักผู้เป็นขวัญใจ!
“พะย่ะค่ะฝ่าบาท!” จางอาหนานรับคำสั่ง แม้เขาจะเป็นขันที แต่จางอาหนานยังมีอีกฐานะหนึ่งคือเป็นขุนศึกที่เคยติดตามหลี่ซื่อหมินออกรบในสมรภูมิมาแล้ว
หากเป็นการดวลตัวต่อตัว เขาย่อมไม่เกรงกลัวคนธรรมดาทั่วไปแน่นอน
หลี่ลี่จื้อจูงมือองค์หญิงน้อยเดินเลาะริมสระน้ำมุ่งหน้าไปหาเซียวหรัน โดยมีจางอาหนานเดินตามหลังองค์หญิงทั้งสองมาติดๆ
เซียวหรันเองก็เห็นกลุ่มคนเดินตรงมาทางเขาแล้ว
ทันใดนั้น ทุ่นตกปลาจมวูบลงใต้น้ำ เซียวหรันรีบวัดคันเบ็ดทันที เขาพบว่าเป็นปลาใหญ่ ชนิดที่ว่าไม่อาจกระชากขึ้นมาตรงๆ ได้ ต้องค่อยๆ ผ่อนสั้นผ่อนยาวเย่อกับมัน (เย่อปลา)
พวกหลี่ซื่อหมินที่อยู่ไกลออกไปยังไม่มีอะไรกินเบ็ด แต่พอเห็นเซียวหรันตกปลาได้แถมดูท่าจะตัวไม่น้อย ก็เริ่มสนใจ
“โอ้โห ดูจากอาการแล้วตัวไม่เบาเลยนะนั่น!” ฉินฉงอุทานเมื่อเห็นคันเบ็ดของเซียวหรันโค้งงอวูบ
“นั่นสิ!” หลี่ซื่อหมินพยักหน้าเห็นด้วย
“โฮ่งๆๆ!” เจ้าซามอยด์เห่าขึ้นมา ทุกครั้งที่เซียวหรันตกปลาได้ มันจะเห่าขานรับเสมอ
เมื่อได้ยินเสียงเห่า หลี่ลี่จื้อก็มั่นใจทันทีว่ามันคือสุนัขจริงๆ
หลี่ซื่อหมินและฉินฉงก็ได้ยินเช่นกัน
“เจ้าหมาใหญ่~” แม้องค์หญิงน้อยจะยังเด็ก แต่ก็พอจะรู้ความ
เซียวหรันจดจ่ออยู่กับปลาในน้ำ ขณะที่หลี่ลี่จื้อจูงมือน้องสาวเดินเข้ามาใกล้
หลี่ลี่จื้อเริ่มมองเห็นใบหน้าของเซียวหรันชัดเจน ผมสั้นกุดของเขาดูแปลกแยกไม่เหมือนใคร แต่กลับดูสะอาดสะอ้านกระฉับกระเฉง
เสื้อแขนสั้นสีขาว กางเกงวอร์มสีดำ และรองเท้าเดินป่า ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่หลี่ลี่จื้อไม่เคยพบเห็นมาก่อน
หากไม่ใช่เพราะเซียวหรันมีใบหน้าแบบชาวตะวันออก หลี่ลี่จื้อคงสงสัยไปแล้วว่าเขาเป็นชาวหู (ชนเผ่าเร่ร่อนนอกด่าน) เพราะชาวบ้านในต้าถังไม่มีใครแต่งกายเช่นนี้
เซียวหรันไม่ได้หันไปมองหลี่ลี่จื้อกับองค์หญิงน้อย เพราะปลาตัวนี้ใหญ่กว่าที่คิด
หลี่ลี่จื้อเบนความสนใจไปที่สิ่งของรอบตัวเขา เก้าอี้พับ กล่องสองใบ และอุปกรณ์อื่นๆ ที่นางไม่รู้จักชื่อ ซึ่งสร้างความประหลาดใจแก่นางเป็นอย่างมาก
ทางด้านหลี่ซื่อหมิน ฉินฉง และเฉิงอวี่จิน ต่างก็จ้องมองสถานการณ์ฝั่งนี้ตาเขม็ง การที่เซียวหรันยังไม่ยอมดึงปลาขึ้นมา แสดงว่าปลาต้องตัวใหญ่มาก
ภายใต้สายตาของทุกคน ในที่สุดเซียวหรันก็ลากปลาหลีฮื้อ (ปลาคาร์พ) หนักกว่าสามจิน (ประมาณ 1.5 กิโลกรัม) ขึ้นมาได้
“ปลาปลา~” องค์หญิงน้อยร้องทักเมื่อเห็นปลา
เสียงใสๆ ที่ดูบื้อๆ แต่น่ารัก นี้ทำให้เซียวหรันอดไม่ได้ที่จะหันไปมอง
เขาถึงได้สังเกตเห็นว่า มีสาวสวยหนึ่งโตหนึ่งเล็กมายืนอยู่ไม่ไกลแล้ว
องค์หญิงน้อยอายุประมาณสองขวบ เกล้าผมเป็นจุกกลมๆ สองข้างน่ารัก แก้มป่องๆ ดูบื้อๆ แต่น่าเอ็นดู ราวกับหลุดออกมาจากโลกนิทาน
ส่วนหลี่ลี่จื้อที่อยู่ข้างๆ สวมชุดกระโปรงรัดอก สีขาวนวลราวแสงจันทร์ คลุมทับด้วยผ้าแถบโปร่งบางราวปีกจักจั่น ที่เอวผูกสายคาดลายปลาคู่
มวยผมทรงสูงไม่มีเครื่องประดับมากมาย ดูเรียบง่ายแต่ไม่ธรรมดา มีเอกลักษณ์และงดงามยิ่งนัก
ผ้าแถบบนแขนพริ้วไหวราวกับปุยเมฆ ขับเน้นผิวพรรณให้ขาวผ่องราวนำแข็ง สมกับคำพรรณนาที่ว่า “กิริยาแช่มช้อยหมดจด ผิวพรรณละเอียดนวลเนียน”
“เชี้ย! สวยฉิบ!” เซียวหรันหาคำบรรยายที่เหมาะสมไม่ได้ในวินาทีนั้น จึงได้แต่ใช้คำอุทานยอดฮิตเพื่อระบายความรู้สึกในใจ
“อาเจี่ย~” องค์หญิงน้อยดึงแขนหลี่ลี่จื้อ “ปลาตัวใหญ่จังเยยก๊ะ”
หลี่ลี่จื้อพยักหน้า “อืม ใช่แล้วจ้ะ!”
นางเผยยิ้มละไม “พ่อหนุ่ม (เสี่ยวหลางจวิน) นี่คือสุนัขพันธุ์อะไรหรือ? ขนขาวโพลนดูสวยงามยิ่งนัก”
ซามอยด์แม้จะตัวใหญ่ แต่ดูแล้วไม่ดุเลยสักนิด บนใบหน้าของมันเหมือนจะประดับด้วย 'รอยยิ้มคุณป้า' อยู่ตลอดเวลา
“นี่คือพันธุ์ซามอยด์ครับ...” เซียวหรันไม่รู้ที่มาที่ไปของอีกฝ่าย จึงตอบไปตามตรง
คำเรียก ‘เสี่ยวหลางจวิน’ เซียวหรันพอจะรู้ว่านิยมใช้กันมากในสมัยสุยและถัง
เมื่อพิจารณาจากการแต่งกายชุดรัดอกขององค์หญิงทั้งสอง ก็ตรงกับสไตล์ยุคสุยถังจริงๆ เพราะหลังจากยุคซ่งไปแล้วจะไม่แต่งกายแบบนี้
อาจจะเป็นยุคสุยถังจริงๆ แต่เขายังระบุช่วงเวลาที่แน่นอนไม่ได้
“เสี่ยวหลางจวิน~ หนูขอจับมันหน่อยได้ไหมก๊ะ~” องค์หญิงน้อยไม่กลัวเลยสักนิด เห็นเจ้าหมาขนนุ่มฟูก็อยากจะสัมผัสดู
เซียวหรันหย่อนปลาลงในถังข้างๆ แล้วยิ้มตอบ “ได้แน่นอนครับ”
จางอาหนานจ้องเขม็งไปที่เซียวหรัน เกรงว่าเขาจะมีการกระทำที่เป็นอันตราย สายตาที่จ้องจิกนั้นทำให้เซียวหรันรู้สึกอึดอัดไม่น้อย
ก่อนหน้านี้หลี่ลี่จื้อสนใจใบหน้าของเซียวหรัน แต่จางอาหนานสังเกตเห็นว่าเซียวหรันมีรูปร่างสูงโปร่งและดูแข็งแกร่งมีพลัง ไม่เหมือนคนทั่วไป ดูเหมือนผ่านการฝึกฝนแบบทหารมา ซึ่งความจริงแล้ว เซียวหรันก็เคยเป็นทหารจริงๆ
เมื่อได้รับอนุญาต องค์หญิงน้อยก็ก้าวขาเล็กๆ เดินเข้าไปหาเจ้าซามอยด์อย่างช้าๆ หลี่ลี่จื้อและจางอาหนานเดินตามไปคอยดูอยู่ใกล้ๆ
“เจ้าหมาใหญ่~ ขอหนูจับหน่อยนะ~” องค์หญิงน้อยยิ้มกริ่ม
เจ้าหมาเหมือนจะฟังรู้เรื่อง มันกระดิกหางแล้วหันไปมองเซียวหรัน
“อืม ไปสิ 'เสี่ยวเฮย' (เจ้าดำ) !” (เซียวหรันตั้งชื่อหมาขาวว่าเจ้าดำตามสไตล์กวนๆ ของเค้า)
เมื่อได้รับอนุญาตจากเจ้านาย ซามอยด์จึงค่อยๆ เดินไปหยุดตรงหน้าองค์หญิงน้อย
เด็กน้อยยื่นมือเล็กๆ ออกไปลูบขนของมันเบาๆ “ว้าว~ นุ่มจังเลย~” “ฮิฮิ~”
เรื่องนี้ทำให้องค์หญิงน้อยดีใจสุดๆ หลี่ลี่จื้อเองก็นั่งลงลูบขนมันเบาๆ เช่นกัน
สุนัขที่หน้าตาสวยงามขนาดนี้หลี่ลี่จื้อเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก ตัวอื่นอาจจะไม่ถึงกับขี้เหร่ แต่ไม่มีตัวไหนดูดีเท่าตัวนี้เลย แถมยังดูเชื่องมาก
ผู้หญิงกับสัตว์ขนฟูน่ารักๆ มักจะแพ้ทางกันเสมอ
เจ้าซามอยด์ยังเอาหัวคลอเคลียองค์หญิงน้อยและหลี่ลี่จื้ออย่างประจบประแจง
“ตัวใหญ่จังเยย~ เจ้าหมาใหญ่~”
ตอนแรกที่ยังไม่คุ้นหน้า เซียวหรันไม่รู้จะชวนคุยเรื่องอะไรดี แต่เจ้าหมาช่วยเขาได้มาก มันช่วยละลายพฤติกรรมและความกระอักกระอ่วนในการเจอกันครั้งแรกได้เป็นอย่างดี
เซียวหรันไม่ได้สนใจองค์หญิงน้อยกับเจ้าหมาต่อ เขาเหวี่ยงเบ็ดออกไปอีกครั้ง ที่นี่เป็นทำเลตกปลาที่วิเศษจริงๆ
หลี่ลี่จื้อลอบพิจารณาเซียวหรันอีกครั้ง คันเบ็ดในมือเขาทำให้นางประหลาดใจเล็กน้อย นางไม่เคยเห็นคันเบ็ดแบบนี้มาก่อน มันดูพิเศษมาก
ไม่ใช่แค่คันเบ็ด แต่อุปกรณ์ส่วนใหญ่ที่นี่หลี่ลี่จื้อก็ไม่เคยเห็นเช่นกัน
อาจเป็นเพราะปลาในยุคนี้ไม่เคยลิ้มรสเหยื่อแบบนี้ ไม่นานปลาก็ฮุบเบ็ดอีกครั้ง
เซียวหรันตกได้ปลาขนาดประมาณสี่จิน (2 กิโลกรัม) ขึ้นมาอีกตัว
พวกหลี่ซื่อหมินมาก่อนแท้ๆ แต่ตอนนี้ยังตกไม่ได้สักตัวเลย
ในใจของหลี่ลี่จื้อและจางอาหนานเริ่มคิดว่า เซียวหรันคือยอดฝีมือในการตกปลา
ส่วนองค์หญิงน้อย ในสายตาของนางมีแต่เจ้าหมา ไม่ได้สนใจเรื่องตกปลาเลยสักนิด
ก้อนเหยื่อสีแดงๆ ตรงหน้าเซียวหรันดึงดูดความสนใจของหลี่ลี่จื้อเช่นกัน นางรู้สึกว่าเซียวหรันดูเป็นคนร่าเริง แจ่มใส และดูเป็นมิตร จึงลดความระแวงลง รู้สึกว่าเขาไม่น่าใช่คนเลว
หลี่ลี่จื้อก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกสองสามก้าว จางอาหนานรีบตามไปติดๆ เพื่อรับรองความปลอดภัยขององค์หญิง
ปลาฮุบเบ็ดอีกแล้ว! เซียวหรันลุกขึ้นจากเก้าอี้พับ หมุนรอกตกปลาอย่างรวดเร็ว เขาสัมผัสได้ว่าตัวนี้ใหญ่กว่าตัวก่อนหน้านี้เสียอีก
ครั้งสุดท้ายที่ตกได้ปลาใหญ่ขนาดนี้ คือช่วง 'โปรโมชั่นมือใหม่' ตอนเริ่มหัดตกปลาใหม่ๆ
ในฐานะนักตกปลารุ่นเก๋า เขาเย่อปลาได้อย่างชำนาญ เมื่อปลาเริ่มหมดแรงดิ้น เขาก็ค่อยๆ ลากมันเข้าหาฝั่ง
เซียวหรันหันไปหาหลี่ลี่จื้อที่อยู่ข้างๆ “แม่นาง (เหนียงจื่อ) ท่านนี้ พอจะช่วยอะไรหน่อยได้ไหมครับ ช่วยหยิบสวิงมาช้อนปลาให้หน่อย”
จากการที่อีกฝ่ายเรียกเขาว่า ‘เสี่ยวหลางจวิน’ ประกอบกับชุดที่สวมใส่ เซียวหรันจึงค่อนข้างมั่นใจในยุคสมัย การเรียก ‘เหนียงจื่อ’ ในยุคนี้จึงเหมาะสมที่สุด อย่างไรเสียก็เรียก ‘สาวสวย’ ไม่ได้แน่นอน
เซียวหรันบุ้ยปากไปทางสวิง (สวิงช้อนปลา) ที่วางอยู่ข้างๆ
“ได้สิ!” หลี่ลี่จื้อเข้าใจทันที นางหยิบสวิงขึ้นมา สัมผัสที่แปลกประหลาดของมันทำให้นางประหลาดใจไม่น้อย
พวกหลี่ซื่อหมินไม่เคยใช้สวิง และไม่มีด้วย แต่พอหลี่ลี่จื้อเห็นอุปกรณ์ชิ้นนี้ นางก็รู้วิธีใช้ได้ในทันที
“คุณหนู ให้บ่าวทำเองเถอะ!” จางอาหนานยังไม่ค่อยวางใจ
“ท่านลุงจาง ไม่เป็นไรหรอก!” หลี่ลี่จื้อก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วใช้สวิงช้อนปลาตัวนั้นขึ้นมาโดยตรง
จริงๆ เซียวหรันสามารถลากขึ้นฝั่งเองได้ แต่ที่เขาเอ่ยปากขอ ก็เพื่อหาเรื่องทำความคุ้นเคยนั่นเอง และเขาก็รู้ดีว่าในสถานการณ์เช่นนี้ อีกฝ่ายไม่ปฏิเสธเขาแน่นอน
เกร็ดความรู้ยุคถัง:
เหนียงจื่อ (娘子) : เป็นคำให้เกียรติผู้หญิงในสมัยถัง ใช้เรียกได้ทั่วไป (คล้ายคำว่า คุณผู้หญิง หรือ แม่นาง) ไม่ได้แปลว่าภรรยาเสมอไปในยุคนั้น
จิน (斤) : มาตราชั่งจีน 1 จิน ประมาณ 500 กรัม (ครึ่งกิโลกรัม)
ซามอยด์ (Samoyed) : เป็นสุนัขใช้งานแถบไซบีเรีย มีฉายาว่า "Smiling Sammie" เพราะหน้าเหมือนยิ้มตลอดเวลา
…จบตอน…