- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อ จากองค์ชายขยะ สู่เทวยุทธ์ไร้เทียมทาน
- บทที่ 670 - เชิญมหาเทพออกจากเขา ดินแดนหมอกพิษจลาจล
บทที่ 670 - เชิญมหาเทพออกจากเขา ดินแดนหมอกพิษจลาจล
บทที่ 670 - เชิญมหาเทพออกจากเขา ดินแดนหมอกพิษจลาจล
บทที่ 670 - เชิญมหาเทพออกจากเขา ดินแดนหมอกพิษจลาจล
ขุนพลเทียนหลิงมีปัญหา?
ถ้อยคำนี้ ย่อมไม่อาจเอ่ยออกมาจากปากของจักรพรรดิสวรรค์ได้เด็ดขาด
ไม่ว่าจะเป็นการคาดคะเนหรือเป็นข้อเท็จจริง จักรพรรดิสวรรค์ย่อมไม่อาจแสดงความหวาดระแวงต่อสามเทพขุนพลภายใต้สังกัดของตนเองได้
เจินจวินเอ้อร์หลางเพียงจ้องมองจักรพรรดิสวรรค์นิ่งๆ โดยไม่กล่าววาจาใด
บรรยากาศพลันตกอยู่ในความเงียบงัน
สิ่งที่จักรพรรดิสวรรค์ทรงอยากได้ยินและอยากให้เป็น เจินจวินเอ้อร์หลางกลับไม่ได้เอ่ยมันออกมา
"ว่ามาเถิด มุ่งหน้าสู่สายน้ำสวรรค์ครั้งนี้ เจ้าต้องการให้ข้าทำสิ่งใดให้เจ้าบ้าง?"
จักรพรรดิสวรรค์เปลี่ยนหัวข้อสนทนา เพื่อสลายความกระอักกระอ่วน
นัยน์ตาของเจินจวินเอ้อร์หลางทอประกายวูบ ก่อนจะแย้มยิ้มและเอ่ยชื่อหนึ่งออกมา "ฉีเทียนต้าเซิ่ง!"
นามนี้ ทำเอาจักรพรรดิสวรรค์ถึงกับชะงักงัน
ฉีเทียนต้าเซิ่ง ซุนหงอคง?
นามนี้ ช่างเนิ่นนานและห่างเหินเสียนี่กระไร ยามที่ลิงอวดดีตัวนั้นสร้างชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหล้า ในตอนนั้นจักรพรรดิสวรรค์องค์ปัจจุบัน ยังไม่ได้ขึ้นครองบัลลังก์เจ้าแห่งศาลสวรรค์ด้วยซ้ำ
เวลาผ่านพ้นไปเนิ่นนานเพียงนี้ พระองค์ก็ไม่เคยได้ยินตำนานของลิงอวดดีตัวนั้นอีกเลย ราวกับมันได้เลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย
"หากข้าจำไม่ผิด เขาคือโต้วจั้นเซิ่งฝอ เป็นคนของฝั่งพุทธมิใช่หรือ?"
จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยถามด้วยความสงสัย
ยามนี้ แดนเซียนเกิดความวุ่นวาย ฝั่งพุทธเองก็เฝ้ามองอย่างกระหาย หมายจะชิงตำแหน่งเจ้าผู้ปกครองศาลสวรรค์มาเนิ่นนาน แม้จะยังไม่ลงมือทว่าย่อมไม่มีทางยื่นมือเข้าช่วยเหลือเป็นแน่
ผู้ที่ยอมส่งถ่านในวันที่หิมะตกนั้นมีน้อยนิด ทว่าผู้ที่คอยเหยียบย่ำในยามที่ผู้อื่นตกต่ำกลับมีมากมายราวกับฝูงโค
นี่คือความจริง ไม่ว่าจะเป็นแดนเซียน มิติโลกีย์ หรือโลกโลกีย์ ขอเพียงมีสิ่งมีชีวิตดำรงอยู่ ย่อมเป็นเช่นนี้เสมอ นี่คือกฎเกณฑ์ที่เรียบง่ายและเป็นธรรมดาสามัญที่สุด
เจินจวินเอ้อร์หลางกลับหัวเราะออกมา "ยามนั้นการอันเชิญพระไตรปิฎก เดิมทีก็เป็นเพียงผลประโยชน์ที่ปรมาจารย์เต๋าสัญญาไว้ให้แก่สองปราชญ์แห่งตะวันตกเท่านั้น ซุนหงอคงและพวกพ้อง ล้วนเป็นเพียงหมากตัวเล็กๆ เท่านั้น"
"ท้ายที่สุด ฝั่งตะวันตกก็ได้ครอบครองมหาโชคชะตา พุทธศาสนาเข้าสู่ดินแดนตะวันออก ฝั่งตะวันออกสูญเสียไปไม่น้อย หลังจากที่ได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว พวกคนจากฝั่งพุทธเหล่านั้น ย่อมสลัดทิ้งหมากอย่างซุนหงอคงและคนอื่นๆ ไปอย่างไม่ใยดี"
"แม่ทัพเทียนเผิง ขุนพลเจวี้ยนเหลียน จินฉานจื่อ ซุนหงอคง มังกรขาวน้อย... หมากเหล่านี้ ในยามนี้ฝ่าบาทเคยได้ยินนามของใครบ้างหรือไม่?"
"ล้วนซ่อนตัวกันหมดแล้ว ต่างคนต่างปลีกวิเวก นอกจากจินฉานจื่อและมังกรขาวน้อยแล้ว อีกสามคนล้วนตีตัวออกห่างจากพุทธศาสนามานานแล้ว"
"จินฉานจื่อ คือศิษย์ของพระพุทธองค์ ไม่ว่าจะสิบชาติหรือร้อยชาติ ย่อมไม่อาจหลบหนีสถานะนี้พ้น"
"มังกรขาวน้อย ในฐานะปาปู้เทียนหลงก่วงลี่ผูซ่า นั่นเพราะเผ่ามังกรจำเป็นต้องมีเขาคอยเป็นตัวกลางเชื่อมโยง มิเช่นนั้นสองขุมกำลังใหญ่จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขเช่นยามนี้ได้อย่างไร?"
"ส่วนอีกสามคน แม่ทัพเทียนเผิงซ่อนตัวอยู่ในโลกโลกีย์ ขุนพลเจวี้ยนเหลียนจำแลงเป็นสามัญชนออกท่องเที่ยวไปในโลกโลกีย์ ส่วนซุนหงอคงนั้น... กลับไปยังตงเซิ่งเสินโจว และกลายเป็นจ้าวขุนเขาไปแล้ว"
เจินจวินเอ้อร์หลางวิเคราะห์ภัยพิบัติครั้งใหญ่เรื่องพุทธศาสนาเข้าสู่ตะวันออกให้จักรพรรดิสวรรค์ฟัง
ในตอนนั้น แม้เรื่องนี้จะมีความเกี่ยวพันอันยิ่งใหญ่ ทว่าเซียนธรรมดาสามัญย่อมไม่อาจมองเห็นเบื้องลึกเบื้องหลังได้ อย่างมากก็ทำได้เพียงคาดเดา
เจินจวินเอ้อร์หลางแตกต่างออกไป ในตอนนั้นเขาได้ปรากฏตัวอยู่ในภัยพิบัติครั้งนั้นอยู่หลายครา
เมื่อความลับในอดีตถูกเปิดเผย จักรพรรดิสวรรค์ก็ทรงให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง
"แล้วทั้งสามคนนั้น มีความแข็งแกร่งเพียงใด?"
"แข็งแกร่งมาก ไม่ด้อยไปกว่ากระหม่อมเลย"
"เป็นไปได้อย่างไร? หากเป็นเช่นนั้น ในตอนนั้นเหตุใดพวกเขาถึงได้กลายเป็นเพียงตัวหมาก?"
จักรพรรดิสวรรค์ตกตะลึงยิ่งนัก
ความแข็งแกร่งของเจินจวินเอ้อร์หลางนั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงใด พระองค์ย่อมรู้ดีที่สุด นอกจากเจ้าแห่งขุมกำลังชั้นยอดเพียงไม่กี่คนแล้ว ย่อมไม่มีผู้ใดทำให้เทพนักรบแห่งสามภพผู้นี้ต้องหวาดหวั่นได้แม้แต่น้อย
"ปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์วางแผน สรรพสัตว์ล้วนเป็นหมาก"
"จักรพรรดิสวรรค์ในยามนั้น หรือพระพุทธองค์แห่งตะวันตก มิต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์หรอกหรือ?"
เจินจวินเอ้อร์หลางทอดถอนใจ
ปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์!
อยู่สูงส่งเหนือผู้ใด ใช้สรรพสัตว์เป็นตัวหมาก โดยมีใต้หล้าเป็นกระดาน ใครเล่าจะหลบหนีพ้น ใครเล่าจะกล้าต่อต้าน?
เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ บนใบหน้าของจักรพรรดิสวรรค์ก็ปรากฏความเศร้าสร้อยวูบหนึ่ง
นั่นสิ
ผู้ใดจะกล้าต่อต้านปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์กันเล่า?
"ซุนหงอคง ถือกำเนิดมาจากศิลาห้าสี ทว่าทันทีที่เกิดมาก็ถูกฝั่งพุทธวางแผนเล่นงาน ใช้ผลไม้โลกโลกีย์เข้าครอบงำ กดข่มพรสวรรค์อันน่าหวาดหวั่นของเขาไว้ สุดท้ายถูกกดทับอยู่ใต้ภูเขาห้านิ้ว ดื่มน้ำเหล็กกินลูกกระสุนทองแดงอยู่ห้าร้อยปี ทำให้พรสวรรค์อันน่าสะพรึงกลัวทั่วทั้งร่างนั้นเน่าเปื่อยไปจนหมดสิ้น"
"ทว่าเจ้านี่ หลังจากบรรลุเป็นพระพุทธแล้ว กลับทะยานสวนทาง แสดงพรสวรรค์อันน่าหวาดหวั่นของเขาออกมาอย่างหมดเปลือก!"
"แม่ทัพเทียนเผิง ผู้บัญชาการทหารสวรรค์แสนนาย ในมือนั้นถือคราดเก้าซี่ที่ปรมาจารย์ไท่ซ่างเหล่าจวินเป็นผู้หลอมสร้างด้วยตนเอง ฝ่าบาทลองคิดดูเถิด หากเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ จะได้รับเกียรติเช่นนี้หรือ?"
"ส่วนขุนพลเจวี้ยนเหลียน ซาอู้จิ้ง นั่นคือองครักษ์ข้างกายของจักรพรรดิสวรรค์องค์ก่อน ฝ่าบาทย่อมทรงทราบซึ้งถึงความหมายที่ลึกซึ้งดี"
ถ้อยคำของเจินจวินเอ้อร์หลาง ทำให้จักรพรรดิสวรรค์ทรงยินดียิ่งนัก
ถึงกับมียอดขุนพลเยี่ยงนี้ปลีกวิเวกอยู่หรือ?
จะปล่อยไว้เช่นนี้ได้อย่างไร ต้องนำมาใช้งานให้จงได้!
"ลิงตัวนั้น กระหม่อมสามารถไปเชิญเขาออกมาได้ ทว่าอีกสองคนที่เหลือนั้น คงต้องให้ฝ่าบาททรงไปสยบด้วยตนเองแล้ว กระหม่อมไม่อาจทำได้" เจินจวินเอ้อร์หลางเอ่ยสืบไป
ดูเหมือนเขาจะคาดเดาได้ว่าจักรพรรดิสวรรค์คิดจะทำสิ่งใด
จักรพรรดิสวรรค์พยักหน้า และไม่ได้บันดาลโทสะด้วยเรื่องนี้ หากคนเหล่านั้นยอดเยี่ยมดังที่เจินจวินเอ้อร์หลางว่าไว้จริงๆ พระองค์จะเสด็จไปเกลี้ยกล่อมด้วยตนเองจะเป็นไรไป?
"กระหม่อม ขอให้ฝ่าบาททรงมีพระบรมราชโองการ แต่งตั้งซุนหงอคงเป็นฉีเทียนต้าเซิ่ง!"
เจินจวินเอ้อร์หลางลุกขึ้น ยืนขึ้นเอ่ยด้วยความนอบน้อม
จักรพรรดิสวรรค์ชะงักไป เต็มไปด้วยความสงสัย
เหตุใดต้องแต่งตั้งอีก?
ลิงอวดดีตัวนั้น เดิมทีก็คือฉีเทียนต้าเซิ่งมิใช่หรือ?
จากนั้น พระองค์ก็ตบพระเศียรตนเองเบาๆ แล้วหัวเราะออกมา
นั่นสิ ยามนี้ศาลสวรรค์ได้เปลี่ยนเจ้าผู้ปกครองไปแล้ว อีกทั้งฉีเทียนต้าเซิ่งในตอนนั้น ก็เป็นเพียงแค่ชื่อเรียกเท่านั้น อำนาจในมือนั้นช่างน้อยนิดจนน่าเวทนา
"อนุญาต"
จักรพรรดิสวรรค์โบกพระหัตถ์แย้มยิ้ม ในดวงตาของเจินจวินเอ้อร์หลางปะทุความมั่นใจอันเจิดจรัสออกมา!
หากเชิญซุนหงอคงออกมาได้ และมุ่งหน้าสู่สายน้ำสวรรค์ไปพร้อมกับเขา เช่นนั้นโอกาสชนะของเขาย่อมมีมากขึ้นมหาศาล สองคนร่วมมือกัน หากไม่ใช่ระดับปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ ใครเล่าจะต่อกรได้?
"รายงาน!!!"
"เกิดเรื่องใหญ่แล้ว เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!"
ในตอนนั้นเอง ทหารสวรรค์ผู้หนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา สีหน้าเต็มไปด้วยความตระหนก เมื่อมาถึงเบื้องหน้าทั้งสอง ก็คุกเข่าลงทันที
"ฝ่าบาท เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
"เทพหูทิพย์ตาโตรายงานมาว่า ดินแดนหมอกพิษเกิดการจลาจล จอมมารซือโหยวกระชากทำลายม่านพลังกักขัง ทะยานขึ้นสู่แดนเซียน เหล่าอสูรมารทั้งหมดในดินแดนหมอกพิษ ต่างพากันหลบหนีออกมาได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ"
ครืน!!!
วินาทีนั้น บนใบหน้าของเจินจวินเอ้อร์หลางและจักรพรรดิสวรรค์ ต่างเต็มไปด้วยความตกตะลึงสุดขีด
ดินแดนหมอกพิษถูกทำลายลงแล้ว?
เป็นไปได้อย่างไร!
มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
เหตุใดจู่ๆ ซือโหยวถึงได้บ้าคลั่งเพียงนี้ ถึงขั้นยอมฉีกกระชากม่านพลังกักขังเพื่อพุ่งเข้าสู่แดนเซียน?
ยามนี้ ศาลสวรรค์กำลังเผชิญกับการท้าทายอันยิ่งใหญ่ หากซือโหยวเข้ามาแทรกแซงอีกคน สำหรับศาลสวรรค์แล้ว นี่คือหายนะครั้งใหญ่ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เลย
"ตรวจสอบ!"
"ตรวจสอบให้ชัดเจน ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!"
"นอกจากนี้ พวกคนเถื่อนในดินแดนหมอกพิษ รวมถึงซือโหยว สิงเทียน และคนอื่นๆ หลังจากหนีเข้าสู่แดนเซียนแล้ว พวกมันอยู่ที่ใด ต้องตรวจสอบให้กระจ่างแจ้ง!"
นัยน์ตาของจักรพรรดิสวรรค์เย็นเยียบ ตวาดสั่งเสียงกร้าว
ทหารสวรรค์จากไปแล้ว ทว่าความตื่นตระหนกบนใบหน้ายังไม่จางหายไป
ซือโหยวเชียวนะ!
นั่นคือจอมมารผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต ยามที่ทำศึกกับจักรพรรดิเหลืองในครานั้น หากปราศจากปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ลงมือ ใครเล่าจะสามารถสยบเจ้านี่ลงได้ง่ายๆ?
"ข้ามั่นใจว่า การที่ซือโหยวบุกเข้าสู่แดนเซียนครั้งนี้ ต้องเกี่ยวข้องกับจอมมารผู้นั้นแน่"
จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยเสียงขรึม
"ศึกสายน้ำสวรรค์ครั้งนี้ ต้องชนะให้งดงาม เกียรติภูมิของศาลสวรรค์จะเสียหายไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว มิเช่นนั้น มหาโชคชะตาจะได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วง"
จักรพรรดิสวรรค์มองไปทางเจินจวินเอ้อร์หลาง ในดวงตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
[จบแล้ว]