เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 610 - เปิดเส้นทางสวรรค์ แบ่งแยกแดนไท่หลิง

บทที่ 610 - เปิดเส้นทางสวรรค์ แบ่งแยกแดนไท่หลิง

บทที่ 610 - เปิดเส้นทางสวรรค์ แบ่งแยกแดนไท่หลิง


บทที่ 610 - เปิดเส้นทางสวรรค์ แบ่งแยกแดนไท่หลิง

การต่อสู้ระหว่างตัวตนระดับเอ้อร์หลางเจินจวินและสิงเทียน ย่อมไม่ใช่สิ่งที่จะจบลงได้ในเวลาอันสั้น

ซูหมางเองก็อยากจะตามไปดูการต่อสู้ของสองยักษ์ใหญ่ระดับสูงสุดด้วยตาตนเอง ทว่าเขากระจ่างแจ้งดีว่าด้วยระดับพลังในปัจจุบันของเขา เขาไม่มีแม้แต่คุณสมบัติที่จะเป็นผู้ชม

วังเป่ยหมิง

รอยยิ้มแห่งความยินดีปรากฏขึ้นบนใบหน้าของทุกคนอย่างไม่อาจสะกดกลั้น สรรพสัตว์ทั่วทั้งแดนไท่หลิงยามนี้ล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น ราวกับผู้ที่รอดตายจากมหันตภัย

แม้ส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าเอ้อร์หลางเจินจวินแข็งแกร่งเพียงใด แต่อย่างน้อยยักษ์ใหญ่ที่แท้จริงแห่งตำหนักสวรรค์ก็ได้ลงมือแล้ว และไม่ได้ทอดทิ้งแดนไท่หลิง

เมื่อเป็นเช่นนี้ ดินแดนหมอกพิษก็ดูเหมือนจะไม่น่าสะพรึงกลัวอีกต่อไป

อย่างไรเสียต่อให้ดินแดนหมอกพิษจะแข็งแกร่งเพียงใด ก็คงไม่อาจแข็งแกร่งไปกว่าตำหนักสวรรค์ได้ สรรพสัตว์หารู้ไม่ว่าแดนเซียนได้เกิดความวุ่นวายปานใดขึ้น ในใจของพวกเขา ตำหนักสวรรค์ยังคงเป็นจ้าวแห่งสามภพหกวิถีผู้ข่มขวัญแปดทิศ

ความตึงเครียดในใจของซูหมางก็ผ่อนคลายลงไม่น้อย

เขาถึงขั้นรู้สึกขอบคุณมารร้ายที่สังหารขุนพลเทวะเทียนหลิงตนนั้นเสียด้วยซ้ำ หากไม่ใช่เพราะมันหยิ่งผยองอวดดี บังอาจลบหลู่จักรพรรดิสวรรค์และตำหนักสวรรค์อย่างกำเริบเสิบสาน มีหรือจะดึงดูดให้เอ้อร์หลางเจินจวินลงมือด้วยตนเองได้

นี่คือดาวแห่งความรอดพ้นอย่างแท้จริง!

ทว่าสำหรับการสะกดข่มดินแดนหมอกพิษอย่างสมบูรณ์แบบนั้น ซูหมางกลับไม่ตั้งความหวังใดๆ

ตามที่เมิ่งผัวและมารพุทธะเคยกล่าวไว้ ภายในนั้นคุมขังเทวะมารชือโหยวเอาไว้อยู่ ตัวตนระดับนั้นคือผู้ที่หยัดยืนอยู่บนจุดสูงสุดแห่งความวุ่นวาย

จะสะกดข่มเขางั้นหรือ?

คาดว่าเอ้อร์หลางเจินจวินคงไม่ใช่คู่มือของเขาเป็นแน่

ครืนนน!!!

ลึกเข้าไปในห้วงอากาศ มักจะมีเสียงกัมปนาทอันน่าสะพรึงกลัวดังแว่วมาเป็นระยะ เสียงครืนครั่นดังไม่ขาดสาย บนท้องฟ้าปรากฏประกายแสงหลากสีสันสาดส่องสลับกันไปมาเปลี่ยนแปลงอย่างสุดหยั่งคาด ชวนให้ผู้คนต้องทอดถอนใจ

การต่อสู้ของสองยักษ์ใหญ่นี้เกรงว่าคงต้องดำเนินต่อไปอีกสักระยะ

"ตั้งใจฝึกฝนให้ดีเถิด"

ซูหมางจ้องมองผู้คนเบื้องหน้าพลางเอ่ยเสียงขรึม

ไม่ว่าตอนจบจะเป็นเช่นไร พวกเขาล้วนต้องพยายามบำเพ็ญเพียรอย่างหนักหน่วงเป็นทวีคูณ ไม่ว่าเวลาใด สถานที่ใด หรืออยู่ต่อหน้าผู้ใด พลังความแข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะเป็นต้นทุนอันสูงสุด

ทุกคนต่างพยักหน้ารับ ทว่าชั่วคราวนี้ยังไม่มีใครเข้าไปในลานฝึกฝน ทำเพียงนั่งสมาธิในระดับตื้นเท่านั้น

อย่างไรเสียการต่อสู้ระหว่างเอ้อร์หลางเจินจวินและสิงเทียน ก็ไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อใด ผลลัพธ์ของการต่อสู้ครั้งนี้ เกี่ยวพันถึงความเป็นความตายของแดนไท่หลิง

ใต้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองต้น

ซูหมางและเย่หลิงนั่งอยู่ข้างโต๊ะหิน บริเวณใกล้เคียงมีปราณเซียนหนาแน่นจนแทบจะจับตัวเป็นก้อน ทว่ากลับไร้ซึ่งความลึกล้ำมหัศจรรย์ดังเช่นเมื่อก่อน

วิถีสวรรค์ถูกปิดผนึก มารร้ายปรากฏตัวขึ้นมากมาย ซูหมางจึงสั่งให้ต้นไม้ทั้งสองต้นนี้เก็บซ่อนฤทธิ์เดชเอาไว้อย่างมิดชิด มิฉะนั้นหากถูกมารร้ายที่แข็งแกร่งสัมผัสได้ ย่อมนำมาซึ่งมหันตภัยทะลุฟ้าเป็นแน่

"ท่านอาจารย์ เอ้อร์หลางเจินจวินผู้นั้นเป็นตัวตนระดับใดกันขอรับ ช่างน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน"

เย่หลิงเหม่อมองไปยังห้วงเวหาอันไร้จุดสิ้นสุด แม้จะมองไม่เห็นสถานการณ์การต่อสู้ ทว่าสายตาของเขากลับไม่อยากละไปไหน

ซูหมางแย้มยิ้มพลางส่ายหน้า

"น่าจะเป็นเทพสงครามระดับสูงสุดแห่งตำหนักสวรรค์ ทว่ารายละเอียดที่แน่ชัดนั้น ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน"

จะอธิบายอย่างไรได้เล่า ขืนเล่าเรื่องราวในทำเนียบห้องสินให้เย่หลิงฟังทั้งหมดคงไม่เข้าท่ากระมัง

"ผ่านมหันตภัยในครั้งนี้ ความเย่อหยิ่งของเจ้าก็ลดทอนลงไปมาก เส้นทางในวันข้างหน้ายังคงต้องสะกดกลั้นความโอหังในใจเอาไว้ ทว่าก็ไม่อาจสูญเสียความทระนงไปจนหมดสิ้น"

ซูหมางกล่าวเตือนสติ

เขาเตรียมจะปั้นเย่หลิงให้เป็นหน้าเป็นตาของศิษย์สายนอกแห่งวังเป่ยหมิง!

หากเก็บงำความคมคายไว้จนหมดสิ้น ดั่งกระบี่หนักไร้คม ก็ย่อมสูญเสียอำนาจข่มขวัญผู้คนภายนอกไป

"ทราบแล้วขอรับ"

"ท่านอาจารย์โปรดวางใจ ยามใดควรโอหังข้าก็จะโอหัง ยามใดควรสงวนท่าทีข้าก็จะสงวนท่าที โดยรวมแล้วย่อมไม่ทำให้ท่านอาจารย์ต้องเสียหน้า และไม่ทำให้บารมีของวังเป่ยหมิงต้องมัวหมองเป็นแน่"

เย่หลิงฉีกยิ้มกว้าง

เขาเป็นคนเฉลียวฉลาดอย่างยิ่ง เพียงแต่มีพรสวรรค์อันน่าทึ่งมาตั้งแต่เด็ก ไร้เทียมทานในขอบเขตเดียวกันมาตลอดทาง หลังจากนั้นยังถูกซูหมางพาตัวไป ได้รับการขนานนามว่าเป็นนายน้อยแห่งวังเป่ยหมิง

ประสบการณ์ทั้งหมดนี้ทำให้เขามีนิสัยเย่อหยิ่งโอหังมากขึ้นเรื่อยๆ ทว่าเมื่อผ่านพ้นมหันตภัยในครั้งนี้ เขาก็ค่อยๆ ตระหนักได้ว่า ตัวเขาที่มีกายาทรราชโดยกำเนิดนั้น เป็นเพียงผู้ที่มีพรสวรรค์อันน่าทึ่งเท่านั้น

เป็นเพียงแค่คนมีพรสวรรค์เท่านั้น!

ซูหมางรู้สึกพอใจกับศิษย์เพียงคนเดียวผู้นี้นัก พรสวรรค์ช่างโดดเด่นเหลือเกิน กายาทรราชโดยกำเนิดเมื่อนำไปเทียบกับเย่อู๋ซวงและลินผิงอัน ก็ไม่เป็นรองแม้แต่น้อย

พละกำลังอันมหาศาลทั่วร่าง ช่างน่าทึ่งราวกับเทพเซียนจุติ!

"การบำเพ็ญเพียรนั้นต้องครอบคลุมในทุกด้าน มีเพียงหนทางนี้เท่านั้นที่จะทำให้เจ้าไร้ซึ่งจุดบอด จงอย่าได้ละเลยปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งโดยเด็ดขาด เพราะมันอาจนำไปสู่ความพ่ายแพ้ของเจ้าในอนาคตได้!"

ซูหมางกล่าวเตือนอีกครั้ง

เขาพบว่าเย่หลิงอาศัยพรสวรรค์ของตนเอง ทำให้ความมุ่งมั่นในการบำเพ็ญจิตวิญญาณแท้จริงดูเหมือนจะไม่มากนัก บางทีในสายตาของเย่หลิง ขอเพียงกายาเนื้อไร้เทียมทาน ก็สามารถเมินเฉยต่อทุกสิ่งได้แล้ว!

ทว่าซูหมางในฐานะผู้ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน ย่อมกระจ่างแจ้งดีว่า หากต้องเผชิญหน้ากับยักษ์ใหญ่ที่มีวิถีการทางจิตวิญญาณแท้จริงอันน่าสะพรึงกลัว พละกำลังอันไร้ขีดจำกัดเหล่านั้น จะถูกฉีกกระชากจนแหลกสลายในชั่วพริบตา

ยิ่งไปกว่านั้น เส้นทางแห่งกายาเนื้อก็ยากลำบากเกินไป

เมื่อก้าวเข้าสู่ขอบเขตเซียนสวรรค์หลัวเทียนแล้ว ก็จะต้องเริ่มหยั่งรู้ในกฎเกณฑ์และกฎแห่งธรรมชาติ กายาเนื้อก็จะไม่ได้เปรียบอีกต่อไป ต่อให้กายาเนื้อจะแข็งแกร่งเพียงใด ก็สามารถถูกพลังแห่งกฎเกณฑ์ย่อยสลายได้อย่างง่ายดาย

เว้นเสียแต่ว่าจะผลัดเปลี่ยนกายาเนื้อให้ทรงพลังทัดเทียมกับอาวุธเซียน!

ทว่านั่นเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ

"ท่านอาจารย์ พลังกายาเนื้อของท่านแข็งแกร่งกว่าข้าเสียอีก มิสู้ท่านถ่ายทอดวิชาเทวะนี้ให้ข้าดีหรือไม่ขอรับ"

แววตาของเย่หลิงเต็มไปด้วยความคลั่งไคล้

ซูหมางหลุดหัวเราะออกมา

มีกายาหงเหมิงหมื่นทัณฑ์และเทพมารหงเหมิงคอยหนุนนำ พลังกายาเนื้อของเขาจะไม่แข็งแกร่งได้อย่างไร ทว่าสิ่งเหล่านี้เขาไม่อาจถ่ายทอดให้ได้

ระบบเป็นผู้มอบให้ เขาเองก็จนปัญญา

"รอให้เจ้าทะลวงเข้าสู่ขอบเขตกู่เซียนเมื่อใด ข้าจะถ่ายทอดวิชาเทวะ เคล็ดวิชากายาทองคำเก้าวัฏจักร ให้แก่เจ้า"

ซูหมางแย้มยิ้มเอ่ยปาก มอบความหวังให้แก่เย่หลิง

เคล็ดวิชากายาทองคำเก้าวัฏจักรนี้ แข็งแกร่งหาใดเปรียบ ในบรรดาวิชาเทวะสายกายาเนื้อ เรียกได้ว่าเป็นระดับสูงสุดอย่างแท้จริง!

แม้จะด้อยกว่ากายาหงเหมิงหมื่นทัณฑ์ของซูหมางอยู่บ้าง ทว่าเมื่อนำไปเทียบกับวิชาเทวะสายกายาเนื้อใดๆ บนแดนเซียน ก็ไม่จำเป็นต้องหวั่นเกรงสิ่งใด

"ได้เลยขอรับ ท่านอาจารย์พูดแล้วนะขอรับ"

"รอข้าก่อนเถอะ ภายในสิบปีข้าจะต้องก้าวเข้าสู่ขอบเขตกู่เซียนให้จงได้!"

เย่หลิงตื่นเต้นอย่างหาที่สุดมิได้

วันเวลาค่อยๆ ผันผ่านไป ชั่วพริบตาเดียวก็ผ่านไปแล้วสามเดือน

การต่อสู้ระหว่างสิงเทียนและเอ้อร์หลางเจินจวิน ดูเหมือนจะยังไม่สิ้นสุดลง

ส่วนแดนไท่หลิง ราวกับได้กลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง

แน่นอนว่าทุกคนต่างรู้ซึ้งดีว่านี่เป็นเพียงความสงบเพียงชั่วคราวเท่านั้น

ครืนนน!!!

ในวันนั้น ฟ้าดินกัมปนาท เมฆหมอกถาโถมดั่งคลื่นสมุทร

ซูหมางที่นั่งสมาธิอยู่ในวังเป่ยหมิงสีหน้าสั่นสะท้าน รีบพุ่งทะยานออกไป แหงนหน้ามองห้วงเวหาอันไร้จุดสิ้นสุด ภายในดวงตาปรากฏแววตึงเครียดขึ้นมาเล็กน้อย

วิถีสวรรค์สั่นสะเทือน นั่นเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ากำลังจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว!

"เปิดเส้นทางสวรรค์ แบ่งแยกแดนไท่หลิง"

สุรเสียงที่แฝงไว้ด้วยเจตจำนงอันสูงสุดดังกังวานขึ้นอย่างเชื่องช้าในห้วงเวหา ปกคลุมไปทั่วทั้งแดนไท่หลิง

สรรพสัตว์แหงนหน้ามอง แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง

เส้นทางสวรรค์งั้นหรือ?

แบ่งแยกแดนไท่หลิงงั้นหรือ?

จากนั้น โดยไม่รอให้พวกเขาทันได้คิดสิ่งใด เมฆหมอกสายหนึ่งที่ม้วนตัวเข้าหากัน ก็กลายสภาพเป็นเส้นทางยาว แบ่งแดนไท่หลิงออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน

ครืน ครืน ครืน

เปลือกโลกสั่นสะเทือน ถูกฉีกกระชากออกอย่างเกรี้ยวกราด!

ทั่วทั้งแดนไท่หลิงกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง ซูหมางสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าผืนปฐพีใต้ฝ่าเท้าของตนเองกำลังเคลื่อนตัว มุ่งหน้าไปยังแดนไกลอย่างบ้าคลั่ง

บนฟากฟ้า กลับมีจันทร์เสี้ยวสองดวงและดวงตะวันสองดวงแขวนตระหง่านอยู่!

ภาพนี้ช่างน่าตื่นตะลึงเกินไปแล้ว

ภายในหัวของทุกคน ล้วนปรากฏความคิดอันน่าสะพรึงกลัวขึ้นมา

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 610 - เปิดเส้นทางสวรรค์ แบ่งแยกแดนไท่หลิง

คัดลอกลิงก์แล้ว