- หน้าแรก
- เข้าเกมล่วงหน้าก่อนใคร เริ่มต้นมาก็กลายเป็นคู่หมั้นจักรพรรดินีเสียแล้ว
- บทที่ 290 - ประกายแห่งความหวัง!
บทที่ 290 - ประกายแห่งความหวัง!
บทที่ 290 - ประกายแห่งความหวัง!
บทที่ 290 - ประกายแห่งความหวัง!
☆☆☆☆☆
ท่ามกลางสนามรบอันวุ่นวาย!
หนานเจ้าโหวจ้องมองชายชุดดำที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นผู้นี้ หลังจากที่ช่วยชีวิตโม่ชิงชิงเอาไว้แล้วกลับสับนางจนสลบเหมือดไป ทำให้ชั่วขณะหนึ่งเขาก็คาดเดาไม่ออกเลยว่าคนผู้นี้ต้องการจะทำสิ่งใดกันแน่
ทว่าร่างกายของเขากลับตอบสนองอย่างรวดเร็ว พุ่งประชิดตัวเซี่ยเฉินอย่างฉับไว ซัดหมัดออกไปหมายจะสังหารชายชุดดำที่เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่พวกเดียวกันผู้นี้ให้ตายตก
ภายในดวงตาของเซี่ยเฉินมีแสงสว่างสาดประกายเจิดจ้า อักขระลึกลับปรากฏขึ้นและแทรกซึมเข้าสู่เลือดเนื้อของเขา บนกำปั้นทอประกายแสงวูบวาบ เขาได้ดึงเอาพลังของระบบผู้ใช้อาคมออกมาใช้แล้ว
ท้ายที่สุดกำปั้นทั้งสองก็ปะทะเข้าด้วยกัน พลังอันมหาศาลทำให้ห้วงอากาศเกิดเสียงระเบิดกึกก้อง พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของเซี่ยเฉินยุบตัวลงไปในทันที ร่างกายของเซี่ยเฉินถูกพลังขุมนี้กระแทกจนต้องถอยร่นไปเบื้องหลังอย่างรวดเร็ว ส่วนร่างอันสูงใหญ่ตระหง่านของหนานเจ้าโหวก็ต้องถอยร่นไปสามก้าวเช่นเดียวกัน เขามองดูกำปั้นที่ปวดหนึบของตนเองแล้วขมวดคิ้วแน่น
ชายลึกลับผู้นี้ไม่ได้มีความผันผวนของพลังระดับสามอยู่ในกายเลย ก่อนหน้านี้คล้ายกับใช้พลังจากยันต์กระดาษของผู้ใช้อาคมเผ่าอู มาในยามนี้กลับใช้พลังของระบบผู้ใช้อาคมอีก ยิ่งไปกว่านั้นการปะทะด้วยพลังกายเนื้อเมื่อครู่นี้ พลังกายเนื้อของชายลึกลับผู้นี้ก็น่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง ช่างเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อจริงๆ
ส่วนเซี่ยเฉินก็อาศัยแรงกระแทกนั้นถอยร่นไปพร้อมกับทรงตัวให้มั่นคง จากนั้นก็แบกโม่ชิงชิงขึ้นบ่าแล้วรีบจากไปจากสนามรบแห่งนี้อย่างรวดเร็วโดยไม่หันหลังกลับมามอง
"ศิษย์พี่หญิง!"
เฮ่อเจิ้งถิงเองก็เห็นภาพเหตุการณ์นี้เช่นกัน เขาแผดเสียงคำรามลั่น ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ เขาและศิษย์พี่หญิงเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ทว่าสิ่งที่คนภายนอกไม่เคยล่วงรู้ก็คือ แท้จริงแล้วเขาแอบหลงรักศิษย์พี่หญิงมาโดยตลอด เพียงแต่ไม่เคยเอื้อนเอ่ยออกไปเลยสักครั้ง
ในยามนี้ เมื่อเห็นศิษย์พี่หญิงถูกชายลึกลับชุดดำลักพาตัวไป จะไม่ให้เขาร้อนใจได้อย่างไรกัน
ทว่าร้อนใจไปก็ไร้ประโยชน์...
หนานเจ้าโหวเห็นฉากนี้ก็ทำท่าจะไล่ตามไป ทว่าท้ายที่สุดเขาก็หยุดฝีเท้าลง ในเมื่อเป้าหมายของชายลึกลับผู้นี้คือโม่ชิงชิง เช่นนั้นก็ปล่อยเขาไปเถอะ
โม่ชิงชิงเป็นถึงศิษย์ของท่านฟูจื่อ ฐานะไม่ธรรมดาเลย เดิมทีคนทั้งสองนี้ก็เป็นเหมือนเผือกร้อนลวกมืออยู่แล้ว จะฆ่าก็ไม่ได้ ทว่าหากปล่อยไปเฉยๆ ก็ไม่ดีเช่นกัน
ในยามนี้ได้ชายชุดดำผู้นี้มารับแพะรับบาปแทนก็ประจวบเหมาะพอดิบพอดี
เมื่อคิดได้เช่นนี้เขาก็หันขวับไปมองเฮ่อเจิ้งถิง ในตอนนั้นเอง หวยอ๋องก็เร่งรุดมาถึงอีกครั้ง และเข้าขวางทางหนานเจ้าโหวเอาไว้
...
ทางตะวันตกของเมืองหลวง
สถานที่แห่งนี้ก็ตกอยู่ในความวุ่นวายเช่นเดียวกัน มียอดฝีมือปรากฏตัวขึ้น หมายจะดักสังหารเหล่ายอดอัจฉริยะของแคว้นชิ่ง
เด็กหนุ่มผู้ถือดาบหนักและเอาแต่เงียบงันผู้หนึ่งกำลังหลบหนีอย่างรวดเร็ว ส่วนเบื้องหลังของเขาก็มียอดฝีมือผู้มีกลิ่นอายพลังแข็งแกร่งกำลังไล่กวดมา ซ้ำยังใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว
เด็กหนุ่มผู้นี้ก็คือมือดาบอาคุ่ยนั่นเอง
ยอดฝีมือระดับสามผู้หนึ่งหมายหัวเขาเอาไว้ ซ้ำในยามนี้เขายังได้รับบาดเจ็บสาหัส ทว่าแววตาของเขากลับยังคงเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ ราวกับหมาป่าเดียวดาย
ทันใดนั้น ไม่ว่าจะเป็นอาคุ่ยหรือยอดฝีมือระดับสามผู้นี้ต่างก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังแว่วมา
หลี่ตูโหวชะงักงันไปเล็กน้อย นั่นเป็นเพราะเสียงฝีเท้าดังขึ้นในระยะประชิดตัวเขา ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้สัมผัสเลยว่ายังมีบุคคลอื่นอยู่ในบริเวณนี้ด้วย
"นี่ก็คือการลอบสังหารอย่างนั้นหรือ"
น้ำเสียงใสกระจ่างดังขึ้น เด็กสาวผู้มีรูปโฉมงดงามจับใจนางหนึ่งก้าวเดินออกมาจากป่าไม้ ทั้งที่อยู่ในยามวิกาลอันมืดมิด ทว่าคนทั้งสองกลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งแสงสว่างที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ
"เจ้าเป็นใครกัน"
หลี่ตูโหวหยุดฝีเท้าลง จ้องมองเด็กสาวผู้นี้ด้วยความระแวดระวังอย่างยิ่ง
"ข้าชื่อเหยียน เดิมทีเตรียมจะเดินทางออกจากเมืองหลวงแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้มาเห็นฉากที่น่าสนุกเช่นนี้!"
เหยียนเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม
"เพลงดาบของเจ้าไม่เลวเลยทีเดียว มิสู้ต่อไปเจ้ามาติดตามรับใช้ข้าเถอะ!"
สายตาของเหยียนเบนไปมองอาคุ่ย รอยยิ้มของนางสว่างไสวดุจบุปผาบาน อาคุ่ยถึงกับมีสีหน้าเหม่อลอยไปชั่วขณะ ในความพร่ามัวนั้นเขาราวกับได้เห็นเทพธิดาจากสรวงสวรรค์
"นี่คือเหยื่อของข้า รีบไสหัวไปซะ!"
หลี่ตูโหวเอ่ยเตือนพร้อมกับเผยรังสีอำมหิตออกมา ทว่าก็ไม่ได้ผลีผลามลงมือแต่อย่างใด เขาสัมผัสได้ว่าเด็กสาวผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย
"เหยื่อของเจ้าอย่างนั้นหรือ ทว่าข้าอยากจะรับเขาเป็นผู้ติดตามนี่นา การท่องยุทธภพเพียงลำพังมันน่าเบื่อเกินไปแล้ว!"
เหยียนเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม ราวกับเด็กสาวที่ไม่ประสีประสาต่อโลก ดูไร้เดียงสาและไม่รู้เลยว่าที่นี่อันตรายมากเพียงใด
"ที่นี่อันตรายมาก เจ้ารีบหนีไปเถอะ!"
อาคุ่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า และนี่ก็คือประโยคแรกที่เขาเอื้อนเอ่ยออกมาในค่ำคืนนี้ หว่างนิ้วมือที่จับดาบหนักของเขาฉีกขาดจนเลือดอาบ การที่สามารถยืนหยัดต่อกรกับยอดฝีมือระดับสามมาได้นานถึงเพียงนี้ ก็นับว่าเป็นปาฏิหาริย์มากแล้ว
"ไม่เป็นไรหรอก ข้าน่ะแข็งแกร่งมากนะ!"
เหยียนหัวเราะร่วน ละสายตาจากอาคุ่ยหันไปมองหลี่ตูโหว
หลี่ตูโหวหรี่ตาลงเล็กน้อย เขามองเด็กสาวผู้นี้ไม่ออกเลย ทว่าในยามนี้เด็กสาวผู้นี้กลับมายืนขวางทางเขาอยู่ เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง วินาทีถัดมาก็ลงมือทันที
เขาชักกระบี่ยาวที่ยังไม่เคยนำออกมาใช้เลยตลอดการต่อสู้นี้ออกมา ประกายกระบี่สายหนึ่งสว่างวาบขึ้นจากฝัก
ม่านตาของอาคุ่ยหดเกร็ง เขากระชับดาบยาวในมือแน่นและเตรียมจะลงมือ
ทว่าในชั่วพริบตาเขาก็มองเห็นสองมืออันขาวผ่องดุจหยกของเหยียนกำหมัดแน่น กำปั้นของนางกำลังเปล่งประกายแสงสว่าง ในความเลือนรางนั้น อาคุ่ยคล้ายกับได้ยินเสียงมังกรคำรามดังแว่วมา
เด็กสาวนามว่าเหยียนใช้เพียงหมัดเปล่าชกสวนกลับกระบี่ยาวอันคมกริบเล่มนั้นไป
สายลมในป่าเขาราวกับหยุดนิ่งไปในพริบตา
อาคุ่ยมองเห็นกระบี่วิเศษของหลี่ตูโหวแทงเข้าที่กำปั้นของเด็กสาวลึกลับผู้นี้ ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาตกตะลึงก็คือ กระบี่วิเศษเล่มนั้นกลับไม่อาจแทงทะลุผิวหนังของเด็กสาวลึกลับได้เลย ซ้ำยังเกิดประกายไฟสว่างวาบขึ้น ท่ามกลางประกายไฟนั้น กระบี่วิเศษถึงกับส่งเสียงร้องโหยหวนและสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
บนใบหน้าของหลี่ตูโหวไม่อาจปิดบังความตกตะลึงเอาไว้ได้ กำปั้นของเด็กสาวผู้นี้ถึงกับแข็งแกร่งยิ่งกว่ากระบี่วิเศษของเขาอีกงั้นหรือ
ร่างของเขาถอยร่นไปเบื้องหลัง สองแขนสั่นสะท้าน มุมปากมีหยาดเลือดไหลซึมออกมา พลังกายเนื้อของเด็กสาวผู้นี้น่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้ว เพียงแค่มือเปล่าหมัดเดียวก็ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บได้
ในชั่วพริบตาเมื่อครู่นี้ เขารู้สึกพร่ามัวราวกับว่าตนเองกำลังเผชิญหน้ากับราชันย์ปีศาจตนหนึ่งอยู่
"ยังจะสู้อีกหรือไม่"
เหยียนยืนนิ่งอยู่กับที่โดยไม่ได้ชกหมัดต่อไป เพลงหมัดของนางช่างดุดันและน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
"ไปกันเถอะ พวกเราไปท่องยุทธภพด้วยกัน!"
เหยียนทอดสายตามองอาคุ่ยแล้วเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม อาคุ่ยยืนเหม่อลอย จ้องมองเด็กสาวผู้ดูไร้เดียงสาและเปี่ยมด้วยจินตนาการผู้นี้โดยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด
"ข้าช่วยชีวิตเจ้าไว้นะ เจ้าจะไม่ตอบแทนบุญคุณข้าด้วยการไปท่องยุทธภพกับข้าหน่อยหรือ"
เหยียนจ้องมองอาคุ่ยอีกครั้ง อาคุ่ยนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกอดดาบเดินไปหยุดอยู่ข้างกายเหยียน เหยียนเผยรอยยิ้มออกมา จากนั้นก็หมุนตัวเดินเข้าป่าไป อาคุ่ยเดินตามหลังนางไปเงียบๆ ราวกับเป็นผู้ติดตามคนหนึ่ง...
กระทั่งร่างของคนทั้งสองเลือนหายไป หลี่ตูโหวก็ไม่ได้ก้าวเท้าออกไปแม้แต่ก้าวเดียว ปล่อยให้คนทั้งสองจากไปแต่โดยดี
"ในใต้หล้ามีผู้แข็งแกร่งเช่นนี้ปรากฏตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อใดกัน!"
จิตใจของหลี่ตูโหวสั่นสะท้าน เด็กสาวผู้นี้ดูอายุเพียงสิบห้าสิบหกปีเท่านั้น อายุต้องยังน้อยอยู่อย่างแน่นอน ทว่าความแข็งแกร่งกลับน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้
"หลวี่เวินอายุยี่สิบหกก้าวเข้าสู่ระดับสาม พลังรบน่าสะพรึงกลัว ทว่าเด็กสาวผู้นี้ดูอายุเพียงสิบห้าสิบหกปี เกรงว่าพลังรบจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าหลวี่เวินผู้นั้นเสียอีก..."
ระดับสามในวัยยี่สิบหกปีก็ถือเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้าของคนรุ่นเยาว์แล้ว ทว่าในยามนี้กลับมียอดฝีมือระดับสามวัยสิบห้าสิบหกปีโผล่มาอีกคนงั้นหรือ
โลกใบนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ หลี่ตูโหวรู้สึกว่ามันเหนือจริงเกินไปแล้ว เขาเริ่มจะตามไม่ทันเสียแล้ว
...
โม่ชิงชิงรู้สึกปวดหัวแทบระเบิด สติสัมปชัญญะของนางค่อยๆ หวนคืนสู่ร่างกาย นางค่อยๆ ลืมตาที่หนักอึ้งขึ้นมาอย่างเชื่องช้า จากนั้นก็มองเห็นชายชุดดำผู้หนึ่งคล้ายกับกำลังปลดเปลื้องกางเกงออก ในชั่วพริบตานั้น โม่ชิงชิงก็ตื่นเต็มตาในทันที
"เจ้าทำอันใดน่ะ เจ้าคิดจะทำสิ่งใดกัน"
"อย่านะ!"
"เจ้าถอดกางเกงทำไมกัน"
...
อาจารย์หญิงผู้มักจะรักษากิริยาสงบนิ่งเมื่ออยู่เบื้องหน้าผู้คนมาโดยตลอด ในยามนี้ภายในใจกลับสับสนว้าวุ่น นางกวาดตามองไปรอบด้าน ที่นี่คือถ้ำเล็กๆ แห่งหนึ่ง ภายนอกมืดมิดไปหมด มีเพียงตัวนางและชายชุดดำที่กำลังถอดกางเกงผู้นี้อยู่ตามลำพังเท่านั้น
[จบแล้ว]