- หน้าแรก
- ตาขวาของฉันคือคอมพิวเตอร์ระดับเทพ
- บทที่ 675 ตื่นจากหลับใหลนับพันปี
บทที่ 675 ตื่นจากหลับใหลนับพันปี
บทที่ 675 ตื่นจากหลับใหลนับพันปี
บทที่ 675 ตื่นจากหลับใหลนับพันปี
เพียะ!
"บอกมา โกลเด้น ฟาโรห์ อาย อยู่ที่ไหน?!"
เสียงตะคอกด้วยความโกรธเกรี้ยวของชายหน้าบาก ดังแว่วมาจากท้ายรถบรรทุกที่จอดอยู่ไม่ไกล
เบื้องหน้ามหาพีระมิดแห่งคูฟู
สีหน้าของมูบารักฉายแววหงุดหงิดขึ้นมาวูบหนึ่ง
เขาหันไปสั่งการ "เรื่องสกปรกพรรค์นี้ เอาไปจัดการให้ไกลๆ หน่อย อย่าให้มารบกวนการหลับใหลขององค์ฟาโรห์"
ภายในรถบรรทุก
ชายหน้าบากชะโงกหน้าออกมาด้วยความหวาดกลัว "ครับ"
จากนั้น
รถบรรทุกก็สตาร์ตเครื่อง แล้วแล่นออกไปจอดบนพื้นทรายห่างออกไปหลายร้อยเมตร
เวลาผ่านไปทุกวินาที
มูบารักก้มดูนาฬิกาข้อมือ เวลาใกล้จะถึงกำหนดการเข้ามาทุกที เหลืออีกเพียง 3 นาทีเท่านั้น
เขาจัดแจงเสื้อสูทให้เรียบร้อย สีหน้าเคร่งขรึม จู่ๆ เขาก็หันหน้าไปทางพีระมิด ก้มหัวลง และคุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้น
พวกลูกน้องที่เหลือเห็นดังนั้น ก็หยุดมือจากงานที่ทำอยู่ทันที
แล้วพากันเดินมาคุกเข่าอยู่ด้านหลังมูบารักเช่นเดียวกัน
บรรยากาศ ณ ตอนนี้ ดูราวกับเป็นพิธีกรรมบูชาเทพเจ้าอะไรสักอย่าง
ชายหน้าบากก็รีบวิ่งลงมาจากรถ
คุกเข่าลงข้างๆ มูบารัก เหงื่อแตกพลั่ก ไม่กล้าปริปากพูดอะไร
มูบารักเอ่ยถามเสียงเรียบ "เจอเบาะแสของเพชรเม็ดนั้นหรือยัง"
ชายหน้าบากส่ายหน้า เหงื่อไหลโชกเป็นทาง
มูบารักถอนหายใจเบาๆ "เห็นแก่ความเป็นเพื่อนร่วมรบของเรามานานหลายปี เหลือเวลาอีก 2 นาที ไปสั่งเสียครอบครัวซะเถอะ"
ชายหน้าบากสั่นเป็นเจ้าเข้า "ไม่ครับท่าน... ผมจะอธิบายให้ฟาโรห์ฟังให้เข้าใจเองครับ ผมจะหาเพชรเม็ดนั้นมาให้ได้แน่นอน ผมจะขอโอกาสจากพระองค์!"
ในวินาทีนั้นเอง
แสงอาทิตย์อันเจิดจ้า ก็ค่อยๆ สาดส่องมาที่ปากอุโมงค์ของมหาพีระมิดแห่งคูฟู
เมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนตัว แสงสว่างนั้นก็ค่อยๆ ทอดตัวลึกเข้าไปในอุโมงค์
อุโมงค์ที่เคยมืดมิดมาตลอดครึ่งปี ค่อยๆ สว่างไสวขึ้นมา
มูบารักมีสีหน้าเคร่งเครียด "แสงอาทิตย์มาถึงแล้วเหรอ? ปีนี้เร็วกว่ากำหนดตั้ง 2 นาทีแน่ะ"
ทุกคนแหงนหน้ามองดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า
แสงแดดจ้าจนแสบตา
ทันใดนั้น ท่ามกลางก้อนเมฆสีขาวที่ลอยอยู่ประปราย ก็มีแสงสีเงินสว่างวาบขึ้นมาในชั่วพริบตา
มันดูเหมือนเข็มเล่มหนึ่งที่สะท้อนแสง สว่างวาบขึ้นมากลางอากาศ แล้วก็หายวับไป
มูบารักเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงปนหวาดกลัว "ปาฏิหาริย์ของเทพเจ้าวันนี้ดูแปลกไปนะ ดูเหมือนว่าการกลับมาของฟาโรห์ในครั้งนี้ จะต้องยิ่งใหญ่กว่าเดิมแน่ๆ!"
เขารีบก้มกราบ แล้วตะโกนก้อง "ขอน้อมรับเสด็จองค์ฟาโรห์!"
เหล่าชายฉกรรจ์ที่อยู่ด้านหลังก็ก้มกราบและตะโกนพร้อมกัน "ขอน้อมรับเสด็จองค์ฟาโรห์!"
ผ่านไปครู่หนึ่ง
แสงอาทิตย์ก็สาดส่องเข้าไปจนทั่วทั้งพีระมิด
โลงศพทองคำของฟาโรห์ตุตันคาเมน สะท้อนแสงเจิดจรัสแสบตาในทันที
ทุกคนต่างก็ลุ้นระทึก
ทันใดนั้น
โลงศพทองคำก็เริ่มสั่นไหว รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ตัวล็อกของโลงศพถูกเปิดออกโดยคนภายนอกไปแล้ว ฝาโลงและตัวโลงจึงเริ่มกระแทกกัน
กุกกักๆ
เสียงกระแทกทึบๆ ดังออกมาระลอกแล้วระลอกเล่า
ถ้าใครมาเห็นฉากนี้เข้า คงต้องขนหัวลุกเป็นแน่
และแล้ว...
"อ๊า..."
เสียงครวญครางดังออกมาจากในโลง น้ำเสียงแหบพร่าและแห้งผาก เหมือนเสียงแรกของคนที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหลมาหลายร้อยปี
เสียงนั้นดังก้องกังวานภายใต้มหาพีระมิดแห่งคูฟู ทะลุผ่านอุโมงค์แคบๆ ออกมาให้ทุกคนได้ยินอย่างชัดเจน
ทุกคนยิ่งก้มหัวต่ำลงไปอีก ร่างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
"อ๊า..."
เสียงครวญครางดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ฟังดูมีพลังมากขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
เอี๊ยด...
ฝาโลงถูกดันออกเบาๆ
ราวกับมัมมี่ที่หลับใหลมานับพันปีในนั้นกำลังจะฟื้นคืนชีพ!
เอี๊ยด...
ฝาโลงถูกดันจนเผยให้เห็นช่องว่าง!
มีบางคนทนความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหว แอบเงยหน้าขึ้นไปมอง
แต่แล้ว ในวินาทีต่อมา ก็ต้องสะดุ้งสุดตัวด้วยความหวาดกลัว
หมับ!
มือที่แห้งเหี่ยวราวกับถ่านไม้ ค่อยๆ เอื้อมออกมาจากในโลง แล้วเกาะที่ขอบโลงศพ!
มันคือมือของมนุษย์ แต่กลับไม่มีเลือดเนื้อเหลืออยู่เลยแม้แต่นิดเดียว มีเพียงหนังหุ้มกระดูก เล็บยาวเฟื้อยกว่าสิบเซนติเมตร
เอี๊ยด...
ฝาโลงถูกผลักออกไปอีก จากช่องว่างขนาดเท่าฝ่ามือ ขยายเป็นกว้างพอที่ท่อนแขนจะสอดออกมาได้
มีเสียงเล็บขูดกับฝาโลงดังออกมา
เป็นเสียงที่บาดหูจนรู้สึกขนลุก
คนที่อยู่ในโลง ดูเหมือนจะอ่อนแรงมาก แถมโลงศพทองคำนี้ก็หนักอึ้ง เขาต้องใช้ความพยายามอย่างมาก กว่าจะดันฝาโลงให้กว้างพอที่จะลุกขึ้นมาได้ กินเวลาไปเกือบ 10 นาทีเลยทีเดียว
ภายใต้แสงแดดที่แผดเผา
มูบารักก้มหน้านิ่ง เหงื่อไหลเข้าตาจนแสบไปหมด แต่เขาไม่กล้าแม้แต่จะกะพริบตา หรือเงยหน้าขึ้นมอง ได้แต่จ้องพื้นทรายตรงหน้าเขม็ง
อึก...
มีคนกลืนน้ำลายดังเอื้อก ฉากแบบนี้พวกเขาเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก มันชวนให้ลุ้นระทึกจริงๆ
ตึง!
ฝาโลงตกลงพื้น
ตามมาด้วยเสียงกระดูกลั่นกรอบแกรบ
ร่างที่ผอมบางจนเหลือแต่กระดูก ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนจากในโลงศพ!
มัมมี่คืนชีพ!
ร่างนั้นพันด้วยผ้าพันแผลสีขาวที่ทั้งเปื่อยและขาดวิ่น บางจุดเผยให้เห็นผิวหนังที่อยู่ข้างใต้
ผิวหนังทั่วตัวเป็นสีม่วงคล้ำดำทะมึน แนบติดกับโครงกระดูก
ใบหน้าของเขาก็ถูกพันด้วยผ้าพันแผลสีขาวเช่นกัน ที่มุมปากมีคราบเลือดสีดำกรังติดอยู่ ไม่รู้ว่าผ่านมากี่ร้อยกี่พันปีแล้ว
เบ้าตากลวงโบ๋ราวกับหลุมลึก
"แครก..."
เสียงแหบพร่าและน่าเกลียดน่ากลัวดังออกมาจากลำคอที่แห้งผาก
"ขอน้อมรับเสด็จองค์ฟาโรห์ตุตันคาเมน!"
ทุกคนพร้อมใจกันก้มกราบ และตะโกนสรรเสริญเสียงดังกึกก้อง
แต่ใครจะไปคิดล่ะว่า
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเสียงตะโกนของพวกเขาสร้างกระแสลม หรือเป็นเพราะลมพัดมาตามธรรมชาติในทะเลทรายอันร้อนระอุแห่งนี้
ลมนั้นพัดปะทะร่างของมัมมี่เข้าอย่างจัง
กร๊อบ...
มัมมี่พยายามต้านทานแรงลมนั่น แต่ข้อต่อที่ขากลับแตกหักในพริบตา ร่างเซถลาไปพิงกับผนังถ้ำ
เขาอ่อนแอเกินไป
แค่จะยืนให้ตรงยังลำบากเลย
เหล่าผู้ศรัทธาที่คุกเข่าอยู่ ต่างก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ทำอะไรไม่ถูก
ไม่มีใครกล้าขยับตัวเข้าไปใกล้
มูบารักเองก็เต็มไปด้วยความสงสัยและหวาดหวั่น
ตามตำราโบราณที่บันทึกไว้ ฟาโรห์ตุตันคาเมนที่อยู่ในโลงศพนี้ เป็นกษัตริย์อียิปต์ผู้มีพลังพิเศษ
ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ พระองค์โหดเหี้ยมและกระหายเลือด
หลังจากสิ้นพระชนม์ พระองค์ถูกทำเป็นมัมมี่เพื่อไปหลับใหลอยู่ในยมโลก
แต่ทุกๆ หนึ่งพันปี พระองค์จะตื่นขึ้นมาภายใต้พิธีกรรมแสงอาทิตย์
การตื่นขึ้นมาของพระองค์ ก็เพื่อค้นหาเบาะแสในการเข้าสู่ดินแดนแห่งเทพอามุน
และในขณะเดียวกัน พระองค์ก็จะนำพลังอันยิ่งใหญ่มาด้วย พลังที่มากพอจะช่วยให้อียิปต์สร้างประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
เพื่อครอบครองโลก หรือไม่ก็ปกครองโลก!
แต่ในตำราโบราณไม่ได้บอกไว้เลยว่า ตอนที่พระองค์ตื่นขึ้นมา มันจะเป็นสภาพแบบนี้
แล้วแบบนี้ พวกเขาต้องทำยังไงต่อไปล่ะเนี่ย!