- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ขอก้าวเป็นที่หนึ่งเหนือผู้ใด
- บทที่ 201 - หมางเทียนฉื่อส่งข่าว เทียนจุนลำดับเก้ากำเริบเสิบสาน
บทที่ 201 - หมางเทียนฉื่อส่งข่าว เทียนจุนลำดับเก้ากำเริบเสิบสาน
บทที่ 201 - หมางเทียนฉื่อส่งข่าว เทียนจุนลำดับเก้ากำเริบเสิบสาน
บทที่ 201 - หมางเทียนฉื่อส่งข่าว เทียนจุนลำดับเก้ากำเริบเสิบสาน
"เจี๊ยะ เจี๊ยะ เจี๊ยะ"
"ไม่คาดคิดเลย ไม่คิดเลยจริงๆ"
"ข้าผู้เป็นเทียนจุนเพียงแค่อยากจะสร้างความดีความชอบให้ท่านเพลิงกลืนกินความว่างเปล่าประทับใจ จึงมาที่แดนเถื่อนเจี่ยวอวี้แห่งนี้เพื่อสั่งสอนสถานศึกษาเจียหนานและจวนเก้าบาดาลสักหน่อย ไม่นึกเลยว่าจะมาพบเจอเรื่องดีงามเช่นนี้"
"โอสถระดับเก้าถือกำเนิดขึ้นแล้ว!"
"..."
เมื่อทอดสายตามองเมฆาสายฟ้าที่ปกคลุมทั่วผืนฟ้าและพลังงานฟ้าดินที่กำลังบ้าคลั่ง มัวอวี่ก็รู้สึกเบิกบานใจเป็นอย่างยิ่ง
ไม่ว่าจะเป็นโอสถระดับเก้าชนิดใด ขอเพียงเขาสามารถช่วงชิงและนำกลับไปมอบให้แก่ประมุขตำหนักได้สำเร็จ เขาย่อมต้องได้รับรางวัลตอบแทนอย่างมหาศาลที่เหมาะสมกับตัวเขาอย่างแน่นอน
เมื่อไม่นานมานี้เขายังเป็นเพียงมหาปรมาจารย์ปราณเจ็ดดาวขั้นสูงสุด ทว่าด้วยความดีความชอบจากการทำภารกิจสองครั้ง ทำให้เขาได้รับรางวัลจนสามารถก้าวล่วงเข้าสู่ระดับแปดดาวได้
รางวัลจากท่านประมุขย่อมมากพอที่จะส่งให้เขากลายเป็นมหาปรมาจารย์ปราณเก้าดาว ถึงเวลานั้นเขาก็จะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด กลายเป็นตัวตนที่ไร้พ่ายภายใต้ระดับกึ่งเซียนปราณ
"เจี๊ยะ เจี๊ยะ!"
ยิ่งคิดมัวอวี่ก็ยิ่งรู้สึกสำราญใจ เขาหันไปสั่งซานเสียจุนเหลาว่า "ไล่พวกที่กล้าคิดสอดรู้สอดเห็นอยู่รอบๆ ให้ไสหัวไปให้หมด"
ซานเสียจุนเหลารีบรับคำสั่งทันที ตัวเขาเองก็ปรารถนาในโอสถระดับเก้าอย่างยิ่งยวด ทว่าเขาก็รู้จักประมาณตนดีว่าไม่อาจไปแก่งแย่งแข่งขันกับมัวอวี่ได้ จึงหวังเพียงว่าการคอยติดตามรับใช้อีกฝ่ายจะทำให้เขาได้ผลพลอยได้บ้างก็ยังดี
"ตู้ม!"
ห้วงมิติสั่นสะเทือน ปรากฏรอยแยกขนาดใหญ่นับร้อยจั้ง ซานเสียจุนเหลาก้าวออกมาอยู่นอกเขตรัศมีของเมฆาสายฟ้า รอบกายปรากฏเงาอสรพิษยักษ์สามตัวแหวกว่าย กลิ่นอายอันแข็งแกร่งถูกปลดปล่อยออกมาอย่างไม่ปิดบัง
"เจี๊ยะ เจี๊ยะ เจี๊ยะ ตำหนักวิญญาณหมายตาโอสถเม็ดนี้แล้ว ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องจงไสหัวไปซะ!"
การกระทำเช่นนี้ช่างดูโอหังดุดันยิ่งนัก ทำให้เหล่าปรมาจารย์ปราณที่ซ่อนตัวอยู่ในความว่างเปล่าเพื่อรอดูเรื่องสนุกและหวังจะฉวยโอกาส ต่างพากันตื่นตระหนกตกใจและรู้สึกขมขื่นอยู่ในอก
"คนผู้นี้ไม่ใช่มหาปรมาจารย์ปราณธรรมดา ต่อให้ข้ากับป่ายเลี่ยร่วมมือกันก็ยังห่างชั้นกับเขานัก" เชียนมู่กล่าวกับซูเชียน
ความหมายที่แฝงอยู่ก็คือ พวกเขาไม่ต้องไปหวังอะไรกับโอสถระดับเก้าที่กำลังจะก่อตัวขึ้นเม็ดนี้แล้ว
"สู้เรียกท่านอาจารย์ใหญ่มาไม่ดีกว่าหรือ" ซูเชียนหยิบป้ายหยกมิติออกมาชิ้นหนึ่ง
แม้เชียนมู่และป่ายเลี่ยจะเป็นผู้พิทักษ์ที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังสถานศึกษาเจียหนาน ทว่าซูเชียนในฐานะผู้อาวุโสใหญ่ของลานในต่างหากที่เป็นสายตรงของหมางเทียนฉื่อ และเป็นผู้ครอบครองไพ่ตายที่แท้จริงในการเรียกตัวอีกฝ่าย
"หากท่านอาจารย์ใหญ่ไม่ได้อยู่ในแดนเถื่อนเจี่ยวอวี้ เกรงว่าคงจะเร่งรุดมาไม่ทันการ" ป่ายเลี่ยครุ่นคิด "เจ้าลองใช้ม้วนคัมภีร์สื่อสารโบราณอันล้ำค่านั่นสอบถามดูก่อนเถิด"
ม้วนคัมภีร์สื่อสารเป็นสิ่งที่หมางเทียนฉื่อทิ้งไว้ให้เพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน มันสามารถใช้งานได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
สำหรับซูเชียนแล้ว สิ่งนี้ก็ถือเป็นไพ่ตายเช่นกัน
"ตกลง" ซูเชียนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า "หากท่านอาจารย์ใหญ่สามารถกลับมาได้ พวกเราค่อยหาวิธีขอป้ายเก้าบาดาลระดับตี้มาสักอัน ถึงเวลานั้นก็จะสามารถติดต่อกับเขาได้ตลอดเวลา ม้วนคัมภีร์นี่ใช้แล้วก็ถือว่าคุ้มค่า"
ในตอนแรกที่พวกเขาตกลงรับตำแหน่งทูตบาดาลจากจวนเก้าบาดาล พวกเขาทั้งสามต่างก็มีความลังเลอยู่บ้าง
ไม่ใช่เพราะเรื่องศักดิ์ศรี ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่จางหยวนเคยช่วยเหลือสถานศึกษาเจียหนาน เพราะช่องทางการค้าของจวนเก้าบาดาลนั้นดึงดูดใจพวกเขามากเหลือเกิน การเป็นทูตบาดาลก็ไม่ได้ต่างจากการเป็นผู้อาวุโสรับเชิญ มันก็แค่การมีสถานะเพิ่มขึ้นมาอีกขั้นเท่านั้น
แต่สิ่งที่พวกเขากังวลเป็นหลักคือความคิดเห็นของหมางเทียนฉื่อเมื่อเขากลับมา เกรงว่าอีกฝ่ายจะคิดว่าพวกเขามีใจออกห่าง
ทว่าหลังจากได้สัมผัสกับความสะดวกสบายสารพัดที่ป้ายเก้าบาดาลมอบให้
พวกเขาก็อยากจะเอ่ยเพียงคำเดียวว่า "ยอมจำนนในท้ายที่สุด"
หมางเทียนฉื่องั้นหรือ
ต่อให้เขากลับมา เขาก็ต้องหาป้ายเก้าบาดาลมาพกติดตัวไว้สักอันเหมือนกันนั่นแหละ
"มีโอสถระดับเก้าถือกำเนิด มหาปรมาจารย์ปราณมาชุมนุมกัน ท่านอาจารย์ใหญ่สามารถกลับมาได้หรือไม่"
ซูเชียนหยิบม้วนคัมภีร์สีดำออกมาคลี่ออก แล้วใช้เลือดเขียนข้อความลงไป
ไม่นานนัก ข้อความใหม่ก็ปรากฏขึ้นมา
"เพิ่งทะลวงขึ้นสู่ระดับกึ่งเซียนปราณ กำลังหาสถานที่ชั้นดีเพื่อหลอมรวมรากฐาน ไม่มีเวลา"
รูม่านตาของพวกซูเชียนหดเกร็งทันที
"ท่านอาจารย์ใหญ่ทะลวงขึ้นสู่ระดับกึ่งเซียนปราณแล้ว" ภายในใจของซูเชียนเต็มไปด้วยความปีติยินดีอย่างหาที่สุดไม่ได้
นั่นคือระดับกึ่งเซียนปราณ จุดสูงสุดในหมู่ผู้แข็งแกร่ง รากฐานของระดับที่ทรงพลังที่สุดบนแผ่นดินใหญ่เชียวนะ!
"ท่านอาจารย์ใหญ่ทะลวงสู่ระดับกึ่งเซียนปราณ รอให้เขากลับมา สถานศึกษาเจียหนานจะต้องเจริญรุ่งเรืองอย่างแน่นอน" นัยน์ตาของเชียนมู่และป่ายเลี่ยก็เปี่ยมไปด้วยความยินดีเช่นกัน
เหตุผลที่พวกเขาทั้งสองยอมติดตามหมางเทียนฉื่อในตอนแรก ก็เป็นเพราะอีกฝ่ายมีขุมอำนาจระดับสูงสุดของแผ่นดินใหญ่อย่างหนึ่งในหกสมาคมการค้าแห่งดินแดนจงโจวคอยหนุนหลัง
บัดนี้พลังของหมางเทียนฉื่อได้ก้าวเข้าสู่ระดับกึ่งเซียนปราณแล้ว พวกเขาที่เป็นผู้ติดตามย่อมต้องได้รับผลประโยชน์ไปด้วย วันที่จะได้ทะลวงขึ้นสู่ระดับมหาปรมาจารย์ปราณคงอยู่ไม่ไกลแล้ว
ไม่สิ หลังจากที่จางหยวนให้ชิงเหยี่ยนจิ้งมาวางค่ายกลที่สถานศึกษาเจียหนาน พวกเขาก็เริ่มสัมผัสได้ถึงกำแพงของระดับมหาปรมาจารย์ปราณอย่างเลือนรางแล้ว และมั่นใจว่าจะสามารถท้าทายเพื่อทะลวงระดับได้ภายในไม่กี่ปี
หากหมางเทียนฉื่อกลับมา กระบวนการนี้ก็จะยิ่งรวดเร็วขึ้น และช่วยยกระดับขีดจำกัดในอนาคตของพวกเขาให้สูงขึ้นไปอีก
"ท่านอาจารย์ใหญ่ หากท่านสามารถกลับมาได้เมื่อใด โปรดรีบกลับมาทันที ช่วงนี้มีเรื่องสำคัญเกิดขึ้นมากมายที่ต้องรายงานให้ท่านทราบ" ซูเชียนเขียนด้วยเลือดลงไปอีกครั้ง
หมางเทียนฉื่อตอบกลับมาว่า "รอไปก่อน"
ซูเชียนรู้ว่าการสนทนาจบลงแล้ว จึงม้วนคัมภีร์ในมือเก็บเข้าที่
พลังงานประหลาดแผ่ซ่านออกมาจากม้วนคัมภีร์ กลายสภาพเป็นเปลวเพลิงดอกหนึ่งแล้วกลืนกินม้วนคัมภีร์นั้นไปจนสิ้น
"เช่นนั้นพวกเราไปกันเถอะ" เชียนมู่เอ่ย
เรื่องสนุกครั้งนี้ พวกเขาไม่มีคุณสมบัติแม้แต่จะยืนดูเป็นผู้ชมด้วยซ้ำ
แต่การที่พวกเขาไม่มีคุณสมบัติ ก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะไม่มีเช่นกัน
"จะให้เปิ่นจุนจากไปก็ได้ แต่แค่คำพูดประโยคเดียวคงไม่พอหรอกนะ"
ห้วงมิติถูกฉีกกระชาก ร่างที่ใหญ่โตรูปร่างดุจขุนเขาก้าวออกมา รูปร่างที่กำยำล่ำสันเต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายที่สามารถกดทับฟ้าดิน ซึ่งเหนือล้ำกว่าระดับปรมาจารย์ปราณไปไกลลิบ
"เป็นเขา ซานเหมิง เขายังมีชีวิตอยู่ ซ้ำยังทะลวงเข้าสู่ระดับมหาปรมาจารย์ปราณแล้วด้วย!"
สองผู้เฒ่าเชียนป่ายหยุดฝีเท้าทันที แววตาเต็มไปด้วยความอิจฉา
ซานเหมิงเป็นยอดฝีมือที่ถือกำเนิดและเติบโตในแดนเถื่อนเจี่ยวอวี้ เมื่อหลายสิบปีก่อนเขาก็กดข่มเฒ่าปีศาจปฐพีไว้ได้ ทว่ายังเป็นรองสองผู้เฒ่าเชียนป่ายอยู่ขั้นหนึ่ง
หายหน้าหายตาไปหลายสิบปี หลายคนคิดว่าเขาตกตายไปแล้ว นึกไม่ถึงว่าวันนี้จะปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ซ้ำพลังยังก้าวเข้าสู่ระดับมหาปรมาจารย์ปราณแล้ว
"ถูกต้อง แดนเถื่อนเจี่ยวอวี้ไม่ใช่ถิ่นของตำหนักวิญญาณ มหาปรมาจารย์ปราณสี่ดาวอย่างเจ้าไม่มีคุณสมบัติพอที่จะทำให้พวกข้าล่าถอย"
รอยแยกปริแตกขึ้นบนท้องฟ้า สัตว์อสูรรูปร่างคล้ายวาฬสีน้ำเงินที่มีความยาวกว่าพันจั้งและมีเกล็ดปกคลุมทั่วร่างปรากฏกาย รัศมีสิบลี้รอบด้านถูกปกคลุมไปด้วยพายุฝนฟ้าคะนอง พลังงานธาตุน้ำกลายเป็นความบ้าคลั่ง
"วาฬมารวิญญาณสมุทร!" เสียงอุทานดังขึ้นกึกก้องฟ้าดิน
วาฬมารวิญญาณสมุทรเป็นเผ่าพันธุ์สัตว์อสูรแห่งท้องทะเลอันยิ่งใหญ่ที่อาศัยอยู่ในน่านน้ำหมู่เกาะทางทิศตะวันตกของดินแดนทิศตะวันตกเฉียงเหนือและแดนเถื่อนเจี่ยวอวี้ จำนวนของพวกมันมีน้อยแต่แข็งแกร่งทุกตัว เมื่อลงมือก็มีพลังระดับสี่แล้ว ว่ากันว่าภายในเผ่าพันธุ์มีตัวตนระดับเก้าที่ทรงพลังเทียบเท่าเซียนปราณอยู่ด้วย
แม้พื้นที่หมู่เกาะจะอยู่ติดกับแดนเถื่อนเจี่ยวอวี้ แต่วาฬมารวิญญาณสมุทรมักจะเคลื่อนไหวอยู่แต่ในห้วงทะเลลึก ไม่นึกเลยว่าตอนนี้จะมีตัวตนระดับแปดมาเยือน
แม้แต่ซานเสียจุนเหลาก็ยังมีแววตาเคร่งเครียด
ซานเหมิงเป็นแค่มหาปรมาจารย์ปราณสองดาว มหาปรมาจารย์ปราณสี่ดาวขั้นสูงสุดอย่างเขายังไม่เห็นอยู่ในสายตา
วาฬมารวิญญาณสมุทรตัวนี้ดูจากกลิ่นอายแล้วเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ระดับแปดได้ไม่นาน แต่ความแข็งแกร่งของสัตว์อสูรก็ทำให้ผู้คนต้องหวาดหวั่น
"หลานเยียนพูดถูก ตำหนักวิญญาณของพวกเจ้าเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งดินแดนจงโจวก็จริง แต่คำพูดของพวกเจ้าใช้ไม่ได้ในแดนเถื่อนเจี่ยวอวี้หรอก และสามอสรพิษอย่างเจ้าก็เป็นตัวแทนของตำหนักวิญญาณไม่ได้ด้วย"
ห้วงมิติทางทิศตะวันตกสั่นสะเทือน บุรุษใบหน้าเย็นชาปรากฏกาย รอบกายมีอสรพิษสีเงินขาวพันธนาการอยู่
การปรากฏตัวของเขาไม่ได้สร้างความตื่นตระหนกมากมายนัก แต่กลับทำให้ใบหน้าของซานเสียจุนเหลาบึ้งตึงลงทันที เขาเอ่ยเสียงเย็นว่า "ชิงซวงเยว่ เจ้าไม่คอยให้อาหารงูอยู่ที่ตำหนักอสรพิษสวรรค์ กลับแล่นมาที่แดนเถื่อนเจี่ยวอวี้นี่ทำไม!"
ชิงซวงเยว่เป็นมหาปรมาจารย์ปราณสามดาวแห่งตำหนักอสรพิษสวรรค์ เขามีคู่หูเป็นอสรพิษเงินเกล็ดอัคคีซึ่งเป็นสัตว์อสูรเสมือนระดับแปด เมื่อร่วมมือกันแม้แต่มหาปรมาจารย์ปราณสี่ดาวก็ยังสามารถต่อกรได้
เพื่อปราบสัตว์อสูรประเภทงูระดับเจ็ดตัวหนึ่ง ซานเสียจุนเหลาในอดีตก่อนจะทะลวงระดับก็เคยเสียรู้ให้กับคนผู้นี้มาแล้ว
"สามอสรพิษ ไม่นึกเลยว่าโชคของเจ้าจะดีถึงขั้นทะลวงสู่ระดับสี่ดาวได้" ชิงซวงเยว่ทำหน้าเย็นชา นัยน์ตาเรียวรีฉายแววประหลาดใจ "แต่เพียงพลังแค่นี้ ยังไม่พอที่จะทำให้พวกข้าล้มเลิกความตั้งใจต่อโอสถระดับเก้าหรอกนะ"
ซานเสียจุนเหลากำหมัดแน่น ครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า "หากข้าต้องการ ข้าสามารถเรียกยอดฝีมือของตำหนักวิญญาณมาได้ พวกเจ้าแน่ใจหรือว่าจะตั้งตนเป็นศัตรูกับตำหนักวิญญาณ"
"คนอื่นกลัวตำหนักวิญญาณของพวกเจ้า แต่บิดาผู้นี้ไม่กลัวเว้ย" หลานเยียนพูดด้วยน้ำเสียงอู้อี้ เสียงดังกังวานราวกับฟ้าผ่า "แน่จริงเจ้าก็เรียกเซียนปราณมาสิ"
เขาเป็นถึงหลานชายของกึ่งเซียนปราณเผ่าชวาฬมารวิญญาณสมุทร จะมาเกรงกลัวมหาปรมาจารย์ปราณจากตำหนักวิญญาณได้อย่างไร
"หากเจ้าเอาชนะข้าได้ ข้าย่อมจากไป" ซานเหมิงเอ่ยเรียบๆ
"สามอสรพิษ อยากสู้ก็เข้ามาเลย" จิตสังหารพลุ่งพล่านจากร่างของชิงซวงเยว่
เมื่อเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ซานเสียจุนเหลาก็สูดหายใจลึก แล้วเอ่ยเสียงเรียบว่า "หวังว่าอีกเดี๋ยวพวกเจ้าจะยังปากแข็งได้แบบนี้นะ"
"ท่านเทียนจุนลำดับเก้า โปรดปรากฏตัวด้วยขอรับ"
หากสามารถใช้ชื่อเสียงของตำหนักวิญญาณจัดการเรื่องราวได้ย่อมเป็นเรื่องดีที่สุด
แต่ดันมาเจอคนบ้าบิ่นถึงสามคน ซานเสียจุนเหลาจึงจำต้องเชิญมัวอวี่มาจัดการด้วยตัวเอง
ตู้ม!
สีของท้องฟ้าแปรเปลี่ยน พายุฝนกระหน่ำลงมาอย่างหนัก
กลิ่นอายอันแข็งแกร่งปะทุขึ้นมาอย่างกะทันหัน แรงกดดันทำให้พวกซานเหมิงทั้งสามถึงกับหายใจติดขัด
ชิงซวงเยว่มองไปยังห้วงมิติแห่งหนึ่ง นัยน์ตาสั่นไหวพร้อมกล่าวว่า "เทียนจุนแห่งตำหนักวิญญาณ มหาปรมาจารย์ปราณแปดดาวงั้นหรือ"
การต่อสู้ระหว่างผู้ฝึกตนมีหลายปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณา ไม่ใช่ว่าแค่ป่าวประกาศระดับพลังแล้วใครสูงกว่าคนนั้นก็จะเก่งกว่าเสมอไป
ทั้งทักษะยุทธ์ เคล็ดวิชา จำนวนโอสถในมือ ความได้เปรียบเสียเปรียบของธาตุพลังปราณ ภูมิประเทศและช่วงเวลา ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องนำมาคิดคำนวณ
ทว่าในระดับมหาปรมาจารย์ปราณ หนึ่งดาวคือหนึ่งชั้นฟ้า นอกเสียจากจะครอบครองทักษะยุทธ์ระดับเทียนและของวิเศษบางอย่าง หรือมีสายเลือดพิเศษที่ครอบครองวิชาลับ บ่อยครั้งเพียงแค่การเผยพลังก็สามารถบอกผลลัพธ์ได้แล้ว
มหาปรมาจารย์ปราณแปดดาวคือมหาปรมาจารย์ปราณขั้นสูง ทิ้งห่างพวกเขาไปมากโข ย่อมไม่ง่ายที่จะรับมือ
"รนหาที่ตาย"
ทันทีที่มัวอวี่ปรากฏตัวเขาก็ลงมือทันที
พายุฝนที่ตกลงมาแปรสภาพกลายเป็นลูกศรวารีนับไม่ถ้วน พุ่งเข้าถาโถมใส่พวกของชิงซวงเยว่ทั้งสาม ห้วงมิติถูกเจาะทะลวงจนเกิดเป็นรอยแตกเล็กๆ นับไม่ถ้วนดูราวกับตะแกรง
ซานเหมิงเพ่งมอง หินผาจำนวนมหาศาลปรากฏขึ้นกลางอากาศ ก่อตัวเป็นโล่ยักษ์เพื่อป้องกัน
หลานเยียนแผดเสียงคำราม เบื้องหลังปรากฏภาพผืนทะเลขนาดย่อม กลายเป็นคลื่นยักษ์ซัดสาดออกไป
ทว่าชิงซวงเยว่กลับไม่ลงมือ เขาฉีกห้วงมิติเปิดทางแล้วหลบหนีเข้าไปด้านในทันที ราวกับไม่เคยปรากฏตัวอยู่ที่นี่มาก่อน
ตู้ม!
ขุนเขาและเกลียวคลื่นที่ซานเหมิงและหลานเยียนสร้างขึ้นปะทะเข้ากับศรวารีของมัวอวี่ แล้วเริ่มสลายตัวลงอย่างรวดเร็ว
สายน้ำที่มัวอวี่ควบแน่นขึ้นนั้นแฝงไปด้วยพลังงานพิเศษที่สามารถกลืนกินพลังจากการโจมตีได้
ศรวารีนับหมื่นพุ่งทะลวงฝ่าห้วงมิติพร้อมกับควบแน่นรวมกัน กลายเป็นศรวารีขนาดมหึมา
เพียงชั่วพริบตา ศรวารีขนาดร้อยจั้งสองดอกก็ก่อตัวสำเร็จ กลิ่นอายที่แผ่ออกมาสามารถฉีกกระชากความว่างเปล่าได้
เมื่อเห็นดังนั้น ซานเหมิงและหลานเยียนก็มีสีหน้าเคร่งเครียดสุดขีด
ทั้งสองไม่รั้งรออีกต่อไป ต่างงัดทักษะยุทธ์ระดับตี้ขั้นสูงออกมาใช้พร้อมกัน
"ฝ่ามือเบญจคีรีพลิกสมุทร!"
พลังปราณในร่างซานเหมิงพลุ่งพล่าน พลังงานฟ้าดินรอบด้านถูกสูบหายไปในพริบตา พลังงานหลายส่วนทะลวงผ่านมิติเข้ามา ก่อตัวเป็นขุนเขาพลังงานขนาดยักษ์ห้าลูกที่เชื่อมต่อกัน กลายเป็นฝ่ามือมหึมา ใจกลางแฝงไว้ด้วยพลังกลืนกินมิติ พุ่งเข้าคว้าจับศรวารียักษ์
"พลังมหาบรรพกาลกลืนนภา"
บนร่างอันใหญ่โตของหลานเยียนปรากฏกลิ่นอายอันเก่าแก่โบราณ มันสั่นสะเทือนแล้วรวมศูนย์ไปที่ปากขนาดมหึมา กลายเป็นลำแสงพุ่งออกไป แสงสว่างในรัศมีรอบด้านถูกสูบกลืนไปจนหมดสิ้นในชั่วพริบตา
ลำแสงนี้พุ่งเข้าปะทะกับศรวารียักษ์เช่นกัน
เมื่อเห็นภาพนั้น เทียนจุนลำดับเก้าก็ชูสองมือขึ้น
"แม้พวกเจ้าจะเป็นถึงมหาปรมาจารย์ปราณ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเทียนจุนอย่างข้า พวกเจ้าก็เป็นได้แค่นี้แหละ!"
[จบแล้ว]