- หน้าแรก
- บัลลังก์เทพสงคราม กำเนิดใหม่จักรพรรดิไร้พ่าย
- บทที่ 171 - จอมทัพสงครามอสูรกลืนจิตที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด
บทที่ 171 - จอมทัพสงครามอสูรกลืนจิตที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด
บทที่ 171 - จอมทัพสงครามอสูรกลืนจิตที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด
บทที่ 171 - จอมทัพสงครามอสูรกลืนจิตที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด
ในวินาทีนั้น หลี่ชิงรู้สึกราวกับมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยช่วยเหลือ การสั่งสมความรู้มาอย่างยาวนานพรั่งพรูออกมาดั่งน้ำพุ ไอเดียบรรเจิด สภาพจิตใจยอดเยี่ยมถึงขีดสุด
เขาไม่ได้หยุดพักเลยแม้แต่น้อย ใช้พู่กันเวทมนตร์ไปกว่าสี่สิบด้าม สืบต่อเส้นสายได้อย่างไร้ที่ติ วาดวงเวทอันสลับซับซ้อนที่คิดไว้ในหัวจนเสร็จสมบูรณ์ในรวดเดียว
เมื่อตวัดพู่กันหยดสุดท้ายลงไปเชื่อมต่อกับเส้นแรก พลังวิญญาณก็ก่อกำเนิดขึ้นในตัวมันเอง เกิดเป็นวงจรที่ปิดสนิทอย่างสมบูรณ์แบบ ประกายสายฟ้าเส้นเล็กๆ เต้นระบำอยู่บนวงเวทนั้น
"สำเร็จแล้ว!"
แม้จะยังไม่ได้ตรวจสอบคุณสมบัติ แต่หลี่ชิงก็มีความรู้สึกอย่างแรงกล้าว่าเขาทำสำเร็จแล้ว
หลี่ชิงหยิบผืนหนังอสูรขึ้นมาดู รอยยิ้มแห่งความปีติปรากฏขึ้นบนใบหน้า
"สำเร็จจริงๆ ด้วย แถมยังกระโดดข้ามขั้นขึ้นไปถึงระดับสูงเลยทีเดียว"
สายฟ้าเวทมนตร์ (ระดับสูง): ใช้พลังเวทสงคราม 3 แต้ม ปลดปล่อยสายฟ้าเวทมนตร์ที่มีอานุภาพเทียบเท่าเวทมนตร์ระดับสอง โจมตีศัตรูในระยะ 150*150 เมตร
ในระดับพื้นฐาน พลังทำลายล้างจะเทียบเท่าเวทมนตร์ระดับหนึ่งเท่านั้น และมีระยะโจมตีเพียง 30*30 เมตร
แต่เมื่อเลื่อนขึ้นสู่ระดับสูง นอกจากพลังทำลายล้างจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลแล้ว ระยะโจมตีก็ยังกว้างขึ้นกว่ายี่สิบเท่าตัว
"เอาอันนี้แหละ"
หลี่ชิงตัดสินใจเลือกเวอร์ชันนี้เป็นสายฟ้าเวทมนตร์ระดับสูงของเขาโดยไม่ลังเล และจะไม่ขอปรับเปลี่ยนอะไรอีกแล้ว
แม้ว่าในความเป็นจริงมันยังสามารถปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพให้ดีขึ้นได้อีกก็ตาม
ตามทฤษฎีแล้ว ยิ่งมีความรู้มากเท่าไหร่ และยิ่งเรียนรู้เกี่ยวกับอักขระเวทมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสามารถปรับแต่งหรือเพิ่มลดวงเวทบางส่วนในโครงสร้างวงเวทแบบผสม เพื่อเพิ่มพลังทำลายล้างให้สูงขึ้นไปอีกได้
ตามทฤษฎีแล้ว พลังทำลายล้างของเวทมนตร์ไม่มีขีดจำกัด หากมีความสามารถมากพอ การจะสร้างสายฟ้าเวทมนตร์ที่มีพลังทำลายล้างเทียบเท่าสายฟ้าลูกโซ่ระดับหก และครอบคลุมพื้นที่กว้างถึงสิบตารางกิโลเมตรก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
แต่นั่นมันก็แค่ทฤษฎี ในความเป็นจริงมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย และก็ไม่มีความจำเป็นด้วย
หากมีความสามารถถึงขั้นนั้นได้ ความแข็งแกร่งของเขาก็คงทะลุไปถึงระดับเทพแท้จริงแล้ว การที่เทพแท้จริงรวบรวมพลังเทพโจมตีออกไปเพียงครั้งเดียว มันก็ไม่ต่างอะไรกับเวทมนตร์สงครามเลย
ดังนั้น เวทมนตร์สงครามส่วนใหญ่จึงไม่มีประโยชน์อะไรกับเทพแท้จริงเลย มีเพียงเวทมนตร์สงครามระดับสูงที่มีเอฟเฟกต์พิเศษเฉพาะตัวเท่านั้นที่ยังคงใช้ประโยชน์ได้ตลอดกาล
หลังจากพักผ่อนไปหนึ่งวัน หลี่ชิงก็ลงมือวาดวงเวทสายฟ้าเวทมนตร์ต่อเพื่อเพิ่มความชำนาญ
มีจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ สายฟ้าเวทมนตร์ระดับสูงที่เขาวาดลงบนผืนหนังอสูรในตอนนี้ สามารถถือเป็นม้วนคัมภีร์เวทแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งได้ ซึ่งเขาสามารถมอบให้วีรชนในสังกัดนำไปใช้ได้
เมื่อการเริ่มต้นผ่านพ้นไปได้ด้วยดี สิ่งที่ตามมาก็คือความราบรื่น
เขาทำพลาดไปเพียงครั้งเดียว หลังจากนั้นก็ทำสำเร็จเกือบทุกครั้ง
เมื่อทำสำเร็จติดต่อกันถึงสิบครั้ง หลี่ชิงจึงเริ่มเตรียมการขั้นสุดท้าย นั่นคือการอัปเกรดสายฟ้าเวทมนตร์ซึ่งเป็นเวทมนตร์สงครามระดับหนึ่งบนคัมภีร์เวทสงครามของเขา
การอัปเกรดผ่านฉลุยไปได้ด้วยดีในครั้งเดียวโดยไม่มีอุปสรรคใดๆ
หลังจากพักผ่อนอีกสองวัน เขาก็เริ่มอัปเกรดเวทมนตร์สงครามบทที่สอง นั่นคือ 'แสงแห่งสงคราม'
วันเวลาผ่านไปอย่างไม่รู้ตัว
หลี่ชิงเอาแต่ขลุกตัวอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ดำดิ่งสู่โลกแห่งความรู้ทางเวทมนตร์จนถอนตัวไม่ขึ้น
ภายในเมืองก็เงียบสงบและร่มเย็น กำแพงเมืองสูงสามสิบเมตรสามารถป้องกันสัตว์ร้ายได้เกือบทุกชนิด นานๆ ครั้งจะมีสัตว์ร้ายขนาดใหญ่ผ่านมา แต่ก็ถูกขับไล่ไปโดยฝูงมังกรมิติยักษ์ทั้งยี่สิบสี่ตัว
ส่วนการขุดเหมืองเงินเร้นลับที่เชิงเขาก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น ในช่วงแรกอาจจะได้ผลผลิตไม่มากนัก แต่เมื่อเปิดหน้าดินและขุดโพรงเหมืองได้มากขึ้น ปริมาณการผลิตก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามลำดับ ตอนนี้พวกเขาสามารถขุดเงินเร้นลับได้ถึงวันละกว่าสามสิบกิโลกรัมแล้ว
และนี่ก็ยังไม่ใช่ขีดจำกัดสูงสุดด้วยซ้ำ ขนาดของเหมืองเงินเร้นลับแห่งนี้ใหญ่โตกว้างขวางกว่าที่พวกเขาคาดคิดไว้มาก
ยิ่งขุดลึกลงไป ผลผลิตก็ยิ่งมหาศาล ตอนนี้อันเออร์ชิวได้เกณฑ์ทายาทมังกรมิติจำนวนมากมาช่วยขุด โดยให้พวกมันจำแลงร่างเป็นครึ่งมังกรเพื่อขยายขนาดของเหมืองให้กว้างขึ้น
วิธีขุดของพวกเขานั้นง่ายมาก เพียงแค่ขุดเอาหินก้อนใหญ่ๆ ที่มีส่วนผสมของเงินเร้นลับออกมา ไม่ต้องเสียเวลามาทุบหินหรือล้างแร่ให้ยุ่งยาก แค่เอามากองรวมกันไว้ที่โกดัง เมื่อสะสมได้ปริมาณหนึ่ง หลี่ชิงก็จะใช้พลังมิติในฝ่ามือดูดเข้าไป สลายตัวหินออกจนเหลือแต่เงินเร้นลับบริสุทธิ์
การทำงานด้วยมิติในฝ่ามือนั้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าคนงานเหมืองมืออาชีพนับหมื่นคนเสียอีก สิ่งที่พวกเขาต้องใช้เวลาขุดอย่างยากลำบากถึงหนึ่งเดือน เขาใช้เวลาเพียงชั่วโมงเดียวก็จัดการได้หมดเกลี้ยง
มังกรมิติยักษ์ทั้งหลายก็มีชีวิตที่สุขสบายสุดๆ ในมิติแดนเถื่อนบรรพกาลที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารแห่งนี้ ด้วยความสามารถในการบิน พวกมันแทบจะไร้ซึ่งศัตรูตามธรรมชาติ ในแต่ละวันพวกมันจะบินออกไปล่าเหยื่อและลาดตระเวนดูลาดเลาไปพร้อมๆ กัน
หลายเดือนผ่านไป ระดับขั้นของพวกมันก็ขยับขึ้นมาหนึ่งขั้น กลายเป็นระดับเจ็ด ส่วนรัศมีการลาดตระเวนก็กว้างไกลขึ้นจากเดิมหนึ่งพันกิโลเมตรเป็นประมาณสองพันกิโลเมตร
ภายในอาณาเขตนี้ โดยเฉพาะทางทิศตะวันออก ทิศใต้ และทิศตะวันออกเฉียงใต้ พวกมันได้พบเจอเผ่ามนุษย์ไดโนเสาร์หลายเผ่าซ่อนตัวอยู่ตามป่าเขา หนึ่งในนั้นเป็นเผ่าขนาดใหญ่พิเศษที่ถึงขั้นมีการสร้างเมืองแบบหยาบๆ ขึ้นมาแล้ว
จากการสังเกตการณ์เบื้องต้น พบว่ามีเผ่ามนุษย์ไดโนเสาร์ทั้งหมดหกเผ่า ส่วนใหญ่เป็นเผ่าขนาดเล็กที่มีประชากรราวห้าพันถึงหนึ่งหมื่นคน
เผ่าที่ใหญ่ที่สุดเป็นถึงระดับนครรัฐ มีประชากรมากถึงสองถึงสามแสนคน และมีความแข็งแกร่งอย่างมาก
ทว่าด้วยระยะทางที่ห่างไกล ประกอบกับเป้าหมายหลักของพวกเขาไม่ใช่การมายึดครองพื้นที่ จึงไม่ได้ดำเนินการใดๆ เพิ่มเติม
นอกจากการตั้งจุดสังเกตการณ์ลับๆ ตามจุดยุทธศาสตร์สำคัญๆ และส่งมังกรมิติยักษ์ไปบินโฉบดูลาดเลาเป็นประจำทุกวันแล้ว ก็ไม่มีการเคลื่อนไหวอื่นใดอีก
เช้าวันหนึ่ง หลังจากที่หลี่ชิงสร้างหุ่นเวทมนตร์เหล็กกล้าเสร็จตามปกติ เขาก็เดินออกจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์เข้ามาในเมือง เพื่อจะไปจัดการสลายกองหินแร่ที่กองเป็นภูเขาเลากาอยู่ในโกดัง
หลุมดำเปิดออกเหนือยอดภูเขาหินแร่ แรงดูดมหาศาลดูดกลืนก้อนหินเหล่านั้นเข้าไปในหลุมดำอย่างรวดเร็ว
หินถูกสลายไป เหลือเพียงเงินเร้นลับที่หลอมรวมกันเป็นก้อนใหญ่
ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงก็สลายหินแร่จนหมดเกลี้ยง หินทั้งหมดถูกประกอบขึ้นใหม่เป็นก้อนสี่เหลี่ยม ส่วนเงินเร้นลับก็หลอมรวมเป็นก้อนขนาดมหึมา น้ำหนักรวมกว่าหนึ่งพันสามร้อยกิโลกรัม
หลี่ชิงเก็บเงินเร้นลับเข้ากระเป๋า เตรียมจะไปดูความคืบหน้าที่เหมืองแร่ แต่จู่ๆ เขาก็หยุดชะงัก แหงนหน้ามองท้องฟ้าด้วยสีหน้าฉงนใจ
อันเออร์ชิวที่เดินตามมาก็เงยหน้าขึ้นมองตามด้วยความสงสัย ก่อนจะเอ่ยถามว่า
"ลูกพี่ รู้สึกถึงความผิดปกติอะไรเหรอครับ"
หลี่ชิงพยักหน้า ก่อนจะชี้ไปที่ฝูงมังกรปีกวายุที่กำลังบินวนเวียนอยู่บนท้องฟ้าไม่ไกลจากปากเหมืองนัก แล้วถามว่า
"แถวนี้มีมังกรปีกวายุเยอะขนาดนี้เลยเหรอ"
อันเออร์ชิวพยักหน้าตอบ
"มังกรปีกวายุขนาดเล็กพวกนี้พบเห็นได้ทั่วไปในมิตินี้แหละครับ ตอนที่เราเดินทางมาก็เจออยู่บ่อยๆ หลังจากสร้างเมืองเสร็จก็มักจะเห็นพวกมันบินผ่านไปมา บางครั้งยังมาเกาะพักตามหลังคาตึกในเมืองเลยครับ"
หลี่ชิงขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะชี้ไปที่มังกรปีกวายุตัวหนึ่งที่กำลังบินวนเวียนอยู่ไม่ไกลแล้วออกคำสั่ง
"นายสั่งให้คนไปจับมังกรปีกวายุตัวนั้นมาให้ฉันที"
แม้จะรู้สึกแปลกใจ แต่เขาก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร หันไปกระซิบสั่งทายาทมังกรมิติร่างสูงใหญ่ที่อยู่ข้างๆ ทายาทมังกรมิติผู้นั้นรีบแปลงกายเป็นครึ่งมังกร กางปีกที่ปกคลุมไปด้วยเกล็ดมังกรออกแล้วพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า พริบตาเดียวก็เทเลพอร์ตไปปรากฏตัวอยู่ด้านหลังมังกรปีกวายุขนาดเล็ก คว้าหมับเข้าที่คอของมันแล้วบินกลับมา
หลี่ชิงรับมังกรปีกวายุมา สีหน้าของเขาเย็นชาลงทันที ก่อนจะยื่นมันส่งต่อให้อันเออร์ชิว
อันเออร์ชิวรับมังกรปีกวายุมาด้วยความงุนงง แต่วินาทีต่อมาสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป
"มังกรปีกวายุตัวนี้ถูกควบคุมอยู่งั้นเหรอ"
หลี่ชิงพยักหน้ารับ
"มันคือพลังจิต เดาว่าน่าจะเป็นฝีมือของวีรชนอสูรกลืนจิตลิขิตสวรรค์"
อันเออร์ชิวรีบสั่งการลูกน้องที่อยู่รอบๆ ทันที ทายาทมังกรมิติกว่าสิบคนพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า และจับมังกรปีกวายุทั้งหมดที่บินวนเวียนอยู่เหนือเมืองลงมา
เมื่อตรวจสอบทีละตัว ก็พบว่าในบรรดามังกรปีกวายุสิบกว่าตัวนี้ มีสี่ตัวที่มีความผิดปกติ
เขาเดินเข้าไปหาหลี่ชิงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะกระซิบว่า
"ความสะเพร่าของผมเองครับ ผมจะรีบสั่งให้คนออกลาดตระเวนรอบๆ เมืองอย่างละเอียดเดี๋ยวนี้เลย"
หลี่ชิงพยักหน้ารับ เอื้อมมือไปตบไหล่เขาเบาๆ แล้วปลอบใจ
"ไม่ต้องโทษตัวเองไปหรอก ประสบการณ์มันก็ต้องค่อยๆ สั่งสมกันไป ขอแค่อย่าทำพลาดซ้ำสองก็พอ"
"ถ้าเดาไม่ผิด น่าจะมีจอมทัพสงครามอสูรกลืนจิตลิขิตสวรรค์กำลังจับตามองพวกเราอยู่ บอกให้ทุกคนระวังตัวไว้ให้ดี"
"และในขณะที่เราเจอตัวพวกมัน พวกมันก็ต้องรู้แล้วแน่ๆ ว่าเราจับได้ หลังจากนี้มันคงไม่อยู่เฉยแน่ บอกพวกลูกๆ ด้วยว่าอย่าออกไปไหนไกล อย่าออกไปไหนมาไหนตัวคนเดียว ให้อยู่แต่ในรัศมีสองร้อยกิโลเมตรรอบเมืองก็พอ"
อันเออร์ชิวพยักหน้ารับคำสั่งอย่างจริงจัง
"เฮ้อ! อุตส่าห์อยากจะกบดานอยู่เงียบๆ แท้ๆ กลับทำไม่ได้ซะนี่"
หลี่ชิงถอนหายใจออกมาเบาๆ รู้สึกเซ็งขึ้นมาตงิดๆ
"พวกเราถูกเจอตัวแล้ว!"
ณ ห้องโถงอันมืดมิดแห่งหนึ่ง พื้นและเพดานปูด้วยเนื้อเยื่อสีแดงคล้ำ มีลูกบอลแสงลอยอยู่ด้านบน ร่างเงาหลายร่างกำลังจับกลุ่มกันอยู่รอบๆ ลูกบอลแสงขนาดยักษ์กลางห้องโถง
ร่างหนึ่งที่มีรูปร่างประหลาดคล้ายมนุษย์กำลังลูบคลำลูกบอลแสงตรงหน้า ภาพโฮโลแกรมของพื้นที่ขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นตรงหน้าพวกมัน
นิ้วอันแหลมคมจิ้มลงไปบนจุดๆ หนึ่งในแผนที่ พร้อมกับพูดขึ้นว่า
"ข้าว่าพวกเราไม่ต้องรอแล้ว ลงมือกันเถอะ ยึดเหมืองเงินเร้นลับนั่นมาซะ"
เสียงแหบพร่าอีกเสียงหนึ่งดังแย้งขึ้นมา
"ข้าว่าเวลายังไม่เหมาะนะ พวกเรายังแทรกซึมเข้าไปในเผ่ามนุษย์ไดโนเสาร์ได้ไม่ลึกพอ ถ้าลงมือตอนนี้ สิ่งที่ทุ่มเทเตรียมการมาทั้งหมดจะสูญเปล่าเอานะ"
"เรื่องนั้นช่างมันเถอะ จากการสังเกตการณ์ในช่วงหลายวันนี้ ข้ามั่นใจว่าเหมืองเงินเร้นลับแห่งนี้ต้องผลิตแร่ได้มหาศาลแน่ๆ ถ้าเรายึดมาได้ มันจะชดเชยความสูญเสียทั้งหมดได้ แถมยังมีเหลือเฟืออีกต่างหาก"
ร่างเงาทั้งหลายต่างแหงนหน้ามองไปด้านหลัง บนบัลลังก์คริสตัลขนาดยักษ์มีร่างมนุษย์ร่างสูงใหญ่นั่งอยู่ เมื่อหนวดเส้นแล้วเส้นเล่าขยับเขยื้อน คลื่นพลังงานประหลาดก็แผ่กระจายออกมาจากใต้บัลลังก์ ซึมซาบเข้าไปในผนังเนื้อเยื่อจนหายวับไป
"ท่านผู้บัญชาการ โปรดเป็นผู้ชี้ขาดแผนการรบของพวกเราด้วยเถิด"
ร่างที่ถูกเรียกว่าผู้บัญชาการนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำก้องกังวานไปทั่วห้องโถง
"เงินเร้นลับเป็นทรัพยากรเวทมนตร์ที่หายากและเป็นที่ต้องการมากที่สุด หากยึดมาได้ ก็เพียงพอที่จะชดเชยความสูญเสียทั้งหมดแล้ว"
"ข้าขอสั่งให้สายลับที่แฝงตัวอยู่ในเผ่ามนุษย์ไดโนเสาร์เตรียมตัวให้พร้อม ลอบชักใยให้เกิดสงครามระหว่างมนุษย์ไดโนเสาร์กับจอมทัพสงครามเผ่ามนุษย์ผู้นี้ รอจนสงครามจบลง พวกเราค่อยสวมรอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์"
เมื่อคำสั่งจากผู้บัญชาการถูกถ่ายทอดออกมา ร่างเงาทั้งหมดในห้องโถงเนื้อเยื่อต่างก็ไม่มีใครคัดค้าน และพร้อมใจกันขานรับ
อีกด้านหนึ่ง หลังจากพบความผิดปกติของมังกรปีกวายุขนาดเล็กบริเวณรอบๆ เมือง ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา อันเออร์ชิวก็ได้เพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนรอบนอก และพบเห็นความผิดปกติบางอย่างจริงๆ
อย่างเช่น การรวมฝูงของมังกรปีกวายุเทวะที่ไม่มีสาเหตุ สัตว์ร้ายที่ควรจะล่ากันเองกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสันติ รวมถึงร่องรอยของกลุ่มมนุษย์ไดโนเสาร์ขนาดเล็ก
ก่อนหน้านี้ที่ไม่ทันสังเกตเห็น ก็เพราะจำนวนมันน้อยเกินไปจนถูกมองข้ามไป
เป้าหมายหลักในการลาดตระเวนของมังกรมิติยักษ์คือสัตว์ร้ายขนาดยักษ์ระดับแปดหรือเก้าขึ้นไป ไม่ก็กองทัพมนุษย์ไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ สัตว์ร้ายและมังกรปีกวายุขนาดเล็กแบบนี้มีอยู่เกลื่อนกลาดไปทั่วทุกหัวระแหงในมิตินี้ จะให้ตามดูทุกตัวก็คงเป็นไปไม่ได้
ยิ่งได้รับข้อมูลจากการลาดตระเวนมากเท่าไหร่ สีหน้าของอันเออร์ชิวก็ยิ่งเคร่งเครียดมากขึ้นเท่านั้น
แต่สิ่งที่ทำให้เขากังวลใจที่สุดก็คือ ป้อมสังเกตการณ์ลับที่อยู่ห่างออกไปแปดร้อยกิโลเมตรกลับขาดการติดต่ออย่างกะทันหัน
ปกติแล้วจะมีการส่งข้อความกลับมาทุกวัน แต่หลังจากที่เริ่มเพิ่มการลาดตระเวนอย่างเข้มงวด ตอนนี้ก็ขาดการติดต่อไปถึงสามวันเต็มแล้ว
มังกรยักษ์ห้าตัวบินไปสำรวจ และพบว่ามีกองทัพมนุษย์ไดโนเสาร์ขนาดมหึมากำลังเคลื่อนทัพฝ่าดงทุ่งหญ้าอันรกร้างมา
"เคลื่อนไหวเร็วนี่นา!"
หลี่ชิงที่ได้รับรายงานถึงกับหลุดหัวเราะออกมา ก่อนจะหันไปสั่งการลูกน้องที่มารวมตัวกันอยู่เบื้องล่าง
"สั่งให้คนงานเหมืองหยุดขุดแร่ ให้มารวมตัวกันที่หน้าเหมืองและเตรียมตัวให้พร้อมรบ"
จากนั้นเขาก็ใช้พลังมิติในฝ่ามือ นำก้อนหินที่เหลือจากการขุดเหมืองก่อนหน้านี้มาประกอบเป็นหอคอยสังเกตการณ์ที่สูงเสียดฟ้าหลายสิบต้น นำไปตั้งไว้ด้านนอกกำแพงเมือง รวมถึงตามจุดต่างๆ ภายในเมือง เพื่อเตรียมรับมือกับกองทัพปีกวายุของศัตรู
ตามรายงานการสอดแนม กองทัพที่บุกมานี้มาจากเผ่ามนุษย์ไดโนเสาร์ขนาดใหญ่พิเศษ เมื่อรวมกับกำลังเสริมจากเผ่าใกล้เคียงแล้ว ก็มีกำลังพลรวมทั้งสิ้นราวเจ็ดถึงแปดหมื่นคน
เฉพาะมนุษย์มังกรทรราชก็มีเกือบพันคนแล้ว ส่วนกองทัพมังกรปีกวายุก็มีอีกหลายพันตัว
บวกกับสัตว์ร้ายระดับสูงอย่างมังกรทรราชและมังกรปีกวายุเทวะอีกนับสิบตัวที่ถูกทำให้เชื่อง ถือว่าเป็นภัยคุกคามที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
แต่สิ่งที่หลี่ชิงกังวลมากที่สุดก็คือ จอมทัพสงครามอสูรกลืนจิตลิขิตสวรรค์ที่ยังไม่รู้ว่าซ่อนตัวอยู่ที่ไหน
ตอนนี้มั่นใจได้เลยว่ามีจอมทัพสงครามอสูรกลืนจิตลิขิตสวรรค์กำลังจ้องเล่นงานเขาอยู่ ไม่ว่าจะหวังฮุบเหมืองเงินเร้นลับ หรือแค่ต้องการจัดการบุตรแห่งโชคชะตาเผ่ามนุษย์อย่างเขา ก็ล้วนมีความเป็นไปได้ทั้งสิ้น
ค้นหามาตั้งหลายวันแล้วก็ยังไม่เจอตัวจอมทัพสงครามอสูรกลืนจิตลิขิตสวรรค์ตนนั้น ไม่อย่างนั้นเขาคงชิงลงมือไปตั้งนานแล้ว
กองทัพคนเถื่อนเคลื่อนทัพได้เชื่องช้ามาก นับตั้งแต่ถูกค้นพบ กว่าที่กองทัพมังกรปีกวายุของพวกมันจะมาปรากฏตัวที่ชานเมืองก็ปาเข้าไปสิบกว่าวัน เกือบจะครึ่งเดือนเลยทีเดียว
ณ เวลานี้ หลี่ชิงเตรียมการทุกอย่างพร้อมสรรพแล้ว
กองทัพมนุษย์ไดโนเสาร์มืดฟ้ามัวดินเคลื่อนพลเข้าประชิด ต้นไม้บนทุ่งหญ้ารอบเมืองถูกถางจนเหี้ยนเตียน มนุษย์ไดโนเสาร์จำนวนมากแห่กันมาอออยู่ที่นอกเมือง พวกมันแหงนหน้าหกสิบองศามองกำแพงเมืองสูงสามสิบห้าเมตรพลางตกอยู่ในภวังค์
ยอดเขาเตี้ยๆ ตามเทือกเขาก็สูงประมาณนี้แหละ แล้วแบบนี้จะปีนข้ามไปได้ยังไงล่ะ
ต่อให้เป็นมนุษย์มังกรทรราชที่สูงถึงสิบเมตร ถ้ากระโดดสุดแรงก็พ้นแค่สองเท่าของความสูงตัวเอง ยังไงก็ปีนขึ้นกำแพงไม่ได้หรอก
มังกรทรราชตัวจริงอาจจะสูงกว่ามนุษย์มังกรทรราชนิดหน่อย แต่พลังกระโดดของมันสู้เผ่าพันธุ์ที่วิวัฒนาการแล้วอย่างมนุษย์มังกรทรราชไม่ได้เลย อย่าไปหวังว่ามันจะกระโดดข้ามกำแพงมาได้
มนุษย์ไดโนเสาร์ไม่มีอาวุธตีเมืองหรอก เพราะพวกมันยังไม่วิวัฒนาการไปถึงขั้นนั้น อารยธรรมก็ยังไม่พัฒนา
แม้จะมีการสร้างนครรัฐขึ้นมาแล้ว แต่กำแพงเมืองของนครรัฐพวกมันก็เป็นแค่การนำหินคลุกดินมาเรียงซ้อนกัน ป้องกันได้แค่สัตว์ป่าขนาดเล็ก มนุษย์มังกรปราดเปรียวทั่วไปก็ปีนข้ามได้สบายๆ
วิธีเดียวที่จะตีเมืองได้ก็คือการใช้กองทัพมังกรปีกวายุบินเข้าไป
แต่ถ้าไม่มีกองกำลังภาคพื้นดินคอยสนับสนุน การส่งกองทัพมังกรปีกวายุบินเข้าไปดื้อๆ ก็เท่ากับส่งไปตายชัดๆ
มังกรยักษ์ยี่สิบสี่ตัว ทายาทมังกรระดับสูงสี่ตัว แถมยังมีพลธนูอีกเพียบ และทายาทมังกรมิติอีกนับไม่ถ้วน กองทัพมังกรปีกวายุแค่ไม่กี่พันตัวขืนบุกเข้ามาก็มีแต่ตายกับตาย
ดังนั้น...
กองทัพมนุษย์ไดโนเสาร์ที่ยกมาอย่างยิ่งใหญ่เพื่อจะตีเมืองจึงได้แต่ยืนอึ้ง
ส่วนกองกำลังรักษาเมืองที่เตรียมพร้อมรับศึกใหญ่อย่างเต็มที่ก็อึ้งไปตามๆ กัน
"เวรเอ๊ย ตกใจแทบแย่!"
เซี่ยจูเอามือทาบกำแพงเมืองพลางพูดอย่างขำๆ
"ว่าแต่ พวกมันไม่ได้เตรียมอาวุธตีเมืองมาให้มนุษย์ไดโนเสาร์พวกนี้เลยเหรอเนี่ย"
หลี่ชิงที่ยืนอยู่บนกำแพงเมืองเช่นกัน เขาทอดสายตามองไปไกล ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
"พวกนายอย่าเพิ่งดีใจเร็วเกินไป"
เขาสังเกตเห็นว่าทางด้านหลังกองทัพมนุษย์ไดโนเสาร์ มีมนุษย์ไดโนเสาร์จำนวนมากกำลังแบกท่อนซุงขนาดใหญ่มาวางเรียงกัน ดูเหมือนกำลังเตรียมการอะไรบางอย่างอยู่
"ในหมู่มนุษย์ไดโนเสาร์พวกนี้ ต้องมีมนุษย์ไดโนเสาร์หลายตัวที่ถูกอสูรกลืนจิตใช้พลังจิตควบคุมอยู่แน่ๆ หรือไม่ก็ถูกเจตจำนงของอสูรกลืนจิตเข้ายึดร่าง พวกมันสามารถสร้างอาวุธตีเมืองได้"
[จบแล้ว]