- หน้าแรก
- บัลลังก์เทพสงคราม กำเนิดใหม่จักรพรรดิไร้พ่าย
- บทที่ 161 - ตราประทับแห่งผู้พิชิต
บทที่ 161 - ตราประทับแห่งผู้พิชิต
บทที่ 161 - ตราประทับแห่งผู้พิชิต
บทที่ 161 - ตราประทับแห่งผู้พิชิต
หลี่ชิงเริ่มรู้สึกสนใจขึ้นมาบ้างแล้วจึงกล่าวว่า
"ลองว่ามาสิ"
ว่านจื่อชิงเอื้อมมือไปลากเก้าอี้มานั่งลงก่อนจะอธิบาย
"เริ่มจากเรื่องการจัดอันดับก่อน การจัดอันดับทั้งสามประเภทแบ่งเป็นระดับความแข็งแกร่งส่วนบุคคลที่แท่นประทับเทพอสูร หากได้ที่หนึ่งจะได้รับฉายาจ้าวแห่งแท่นประทับเทพอสูรพร้อมกับตราประทับแห่งผู้พิชิต"
"ประเภทที่สองคือศึกชุมนุมวีรชนซึ่งวัดความแข็งแกร่งของวีรชนใต้สังกัด หากได้ที่หนึ่งจะได้รับฉายาประธานศึกชุมนุมวีรชนพร้อมกับตราประทับแห่งวีรชน"
"ประเภทที่สามคือศิลาพันทัพซึ่งเป็นการทดสอบความแข็งแกร่งของกองทหารใต้บังคับบัญชา หากได้ที่หนึ่งจะได้รับฉายาจ้าวแห่งทัพศิลาพันทัพพร้อมกับตราประทับแห่งพันทัพ"
"นอกจากนี้ยังมีการจัดอันดับคะแนนรวมซึ่งมีชื่อเรียกว่าจ้าวขุนพล"
"ฉายาทั้งสามประเภทไม่ได้เป็นเพียงเครื่องการันตีประสบการณ์และเกียรติยศส่วนตัวเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ด้านอื่นๆ อีกด้วย ซึ่งจะมอบผลประโยชน์พิเศษเพิ่มเติมในยามที่เลื่อนขั้นเป็นจอมทัพสงครามอย่างเป็นทางการในอนาคต"
"ในส่วนของความแข็งแกร่งส่วนบุคคลพวกเรายอมรับว่าสู้ไม่ได้ ฉายาจ้าวแห่งแท่นประทับเทพอสูรและตราประทับแห่งผู้พิชิตตกเป็นของท่านหลี่ชิงอย่างแน่นอน หลังจากนี้พวกเราจะไม่ขอท้าประลองอีก แต่สำหรับศึกชุมนุมวีรชนและศิลาพันทัพพวกเราคงต้องขอไม่เกรงใจ"
หลี่ชิงถามด้วยความประหลาดใจ
"ทำไมล่ะ หรือพวกนายจะให้ฉันสละสิทธิ์ไม่เข้าร่วมศึกชุมนุมวีรชนและศิลาพันทัพ"
"ไม่ใช่แบบนั้นหรอก"
ว่านจื่อชิงโบกมือปฏิเสธ
"เรื่องนั้นย่อมไม่มีการจำกัดสิทธิ์อยู่แล้ว ท่านสามารถเข้าร่วมได้ทั้งหมด เพียงแต่ฉันไม่คิดว่าท่านหลี่ชิงจะมีศักยภาพพอที่จะเหมาอันดับหนึ่งไปได้ทั้งสามรายการหรอกนะ"
เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม
"พวกเราเองก็ไม่รู้หรอกนะว่าท่านหลี่ชิงไปเอาความแข็งแกร่งระดับนี้มาจากไหน แต่เท่าที่พวกเรารู้ จากภูมิหลังของท่าน มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ท่านจะมีวีรชนและกองทัพที่แข็งแกร่งเกินขีดจำกัดขนาดนั้น ฉันถึงได้บอกไงล่ะว่าท่านไม่มีโอกาสชนะในศึกชุมนุมวีรชนและศิลาพันทัพหรอก"
"แน่นอนว่าหากท่านสามารถมอบความประหลาดใจให้พวกเราได้อีก พวกเราก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง"
"อ้อ จริงสิ ในเมื่อท่านหลี่ชิงก้าวขึ้นมาทัดเทียมกับพวกเราแล้ว ตามธรรมเนียม กฎเกณฑ์บางอย่างก็จะต้องมีผลบังคับใช้กับท่านด้วยเช่นกัน"
หลี่ชิงรู้สึกสงสัย
"กฎเกณฑ์อะไร"
"ตามกฎแล้ว พวกเราได้รับอนุญาตให้แย่งชิงแค่ตำแหน่งสามอันดับแรกเท่านั้น ไม่อนุญาตให้ลงไปแย่งชิงอันดับที่ต่ำกว่านั้น"
"มีกฎแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย!"
หลี่ชิงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามต่อ
"แล้วถ้าถึงตอนนั้นฉันติดไม่ถึงสิบอันดับแรก แถมยังไม่อนุญาตให้แย่งชิงในสิบอันดับแรกอีก แล้วการประเมินผลรวมจะคิดคะแนนยังไงล่ะ"
ว่านจื่อชิงถามกลับด้วยความแปลกใจ
"นายกับฉันยังจะต้องไปใส่ใจอะไรกับการประเมินผลรวมอีกล่ะ ถ้าไม่ได้สามอันดับแรกก็แค่ยอมสละสิทธิ์ไป พวกเราไม่ได้เดือดร้อนกับของรางวัลแค่นี้อยู่แล้ว"
พูดถึงตรงนี้ว่านจื่อชิงก็ชะงักไปเล็กน้อย สายตาที่เขามองหลี่ชิงดูแปลกประหลาดไปบ้าง
"ความจริงแล้วนายเองก็คงไม่เดือดร้อนเหมือนกัน ด้วยความแข็งแกร่งของนายในค่ายฝึกฝนพิเศษครั้งนี้ รับรองเลยว่าจะต้องมีตัวตนระดับเทพแท้จริงหลายท่านคอยจับตามองอยู่แน่ๆ ถึงตอนนั้นคงแย่งกันรับนายเป็นศิษย์ และนายก็จะไม่ขาดแคลนรางวัลพวกนี้เลย"
"แน่นอนว่าเรื่องบางเรื่องก็พูดยาก..."
"เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าคณะกรรมการจัดการแข่งขันไม่ได้แจ้งนายอย่างชัดเจนว่าห้ามเข้าร่วมการจัดอันดับ นายก็สามารถท้าประลองได้ตามสบายเลย"
หลังจากพูดคุยเรื่องนี้จบ พวกเขาก็เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นๆ กันต่อ
นับเป็นโอกาสยากที่จะได้ฟังข่าวซุบซิบวงในจากกลุ่มชนชั้นนำระดับนี้ หลี่ชิงจึงนั่งฟังอยู่ด้านข้างด้วยความสนใจอย่างยิ่ง ซึ่งรวมถึงเบื้องลึกเบื้องหลังอันน่าตกใจบางอย่างของการฝึกฝนช่วงที่สองในค่ายฝึกครั้งนี้ด้วย
งานเลี้ยงดำเนินไปเพียงสองชั่วโมงก็จบลง หลี่ชิงและกู้ฉิงซินจึงขอตัวกลับพร้อมกัน
เมื่อส่งเธอถึงหน้าประตูคฤหาสน์หมายเลขสาม เธอก็เอื้อมมือมาจัดเสื้อผ้าให้เขาพลางกระซิบเสียงเบา
"ถึงพวกเขาจะยอมรับในตัวนายแล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะยอมสยบให้ สิ่งไหนที่ต้องแย่งชิงก็จงแย่งชิงมาให้ได้ ไม่ต้องไปเกรงใจพวกเขาหรอกนะ"
หลี่ชิงพยักหน้ารับ
"ฉันรู้ เมื่อกี้ฉันเห็นเลยว่ามู่หรงสือฟางดูไม่ยอมรับสุดๆ พอแพ้ฉันปุ๊บเขาก็หันไปย่างเนื้อมังกรกินทันที ฉันสัมผัสได้ถึงความเป็นศัตรูจากเขาเลยล่ะ"
กู้ฉิงซินพยักหน้า
"นายรู้ตัวก็ดีแล้ว ระวังตัวเอาไว้ด้วยล่ะ ถ้าพวกนั้นงัดลูกไม้ใต้โต๊ะอะไรออกมาก็มาบอกฉันได้เลยนะ"
หลี่ชิงใช้นิ้วเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าผากของเธอทัดหูเบาๆ แล้วพยักหน้า
"วางใจเถอะ ฉันจะไม่ทำอะไรเกินตัวแน่นอน"
เขาโบกมือลาและมองส่งเธอเดินเข้าคฤหาสน์ไป ก่อนที่หลี่ชิงจะหันหลังเดินกลับที่พัก
ระหว่างทางกลับ เขาเฝ้าครุ่นคิดถึงคำพูดของแฟนสาวและทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยง
เมื่อกลับถึงที่พัก เขายังไม่ทันได้นั่งลงคิดทบทวนอย่างสงบ ก็ได้รับข้อความแสดงความยินดีจากอาจารย์ที่ปรึกษาไท่ซูจิงส่งมาเสียก่อน
เขาพิมพ์ตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้ม จากนั้นจึงค่อยทำสมาธิและเริ่มใช้ความคิด
หากเป็นไปตามที่แฟนสาวบอก จุดประสงค์ที่แท้จริงของงานเลี้ยงครั้งนี้ก็เป็นเพียงการแสดงให้เห็นว่าพวกเขาแค่ยอมรับเขาและจัดให้เขาอยู่ในระดับเดียวกันแล้วเท่านั้น แต่มันไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่านั้นเลย
นี่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขากำลังพยายามดึงตัวเขาไปเป็นพวกแต่อย่างใด
แม้แต่ความกระตือรือร้นที่แสดงออกในงานเลี้ยง ก็อาจเป็นเพียงมารยาทในการเข้าสังคมตามปกติที่พวกเขาได้รับการอบรมมาก็เป็นได้
การตีสองหน้าต่อหน้าอย่างลับหลังอีกอย่าง คนปกติก็ยังทำกันได้ นับประสาอะไรกับกลุ่มชนชั้นนำระดับนี้ที่ย่อมเชี่ยวชาญเรื่องแบบนี้ยิ่งกว่าใคร
บางทีในใจลึกๆ พวกเขาอาจจะยังรู้สึกไม่ยอมรับอยู่ก็เป็นได้ ยกตัวอย่างเช่นมู่หรงสือฟางที่พ่ายแพ้ให้กับเขาไปตรงๆ
ส่วนคนอื่นๆ ก็คงไม่ได้ให้ความสำคัญกับเขามากนัก ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลย หากพวกเขาให้ความสำคัญกับเขาจริงๆ คงไม่เอาหัวใจมังกรแท้จริงและเนื้อมังกรจำนวนมากออกมาย่างกินทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าเขามีสายเลือดเผ่ามังกรหรอก
หากมีแค่คนสองคนที่ไม่ทันสังเกตก็ว่าไปอย่าง แต่นี่มีคนตั้งสิบกว่าคน เป็นไปไม่ได้เลยที่ทุกคนจะไม่ทันสังเกตเห็น
"ดูเหมือนว่าความแข็งแกร่งที่ฉันแสดงออกมาในตอนนี้ จะทำได้แค่เพียงให้พวกเขายอมรับในฝีมือเท่านั้น ยังไม่ได้ทำให้พวกเขายอมรับในตัวฉันและดึงเข้าไปอยู่ในแวดวงเดียวกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องการยอมศิโรราบเลย"
"ก็ไม่แปลกหรอกที่พวกเขาจะไม่ยอมรับ เพราะถึงยังไงพวกเขาก็คือตัวตนศักดิ์สิทธิ์แต่กำเนิด ตราบใดที่ก้าวเดินไปตามครรลอง การได้จุดไฟเทวะเพื่อก้าวขึ้นเป็นเทพก็ย่อมเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว"
"ส่วนฉันไม่ใช่ตัวตนศักดิ์สิทธิ์แต่กำเนิด มังกรบรรพกาลแม้จะแข็งแกร่ง แต่ในสายตาของพวกเขามันก็เป็นแค่การโชคดีที่ได้รับสายเลือดสุดแกร่งมาเท่านั้น อนาคตจะสามารถก้าวขึ้นเป็นเทพได้หรือไม่ก็ยังไม่แน่ชัดร้อยเปอร์เซ็นต์ พวกเขาย่อมไม่มีทางยอมสยบให้อยู่แล้ว"
"ที่แท้ทำแค่นี้ก็ยังไม่พอสินะ!"
หลี่ชิงยิ้มบางๆ
ถ้าเป็นแบบนี้ ในศึกชุมนุมวีรชนและศิลาพันทัพที่กำลังจะมาถึง เขาก็ไม่ต้องเกรงใจใครอีกต่อไปแล้ว
วันเวลาที่เหลือหลังจากนั้น หลี่ชิงแทบจะใช้ชีวิตวนเวียนอยู่กับการไปเช็คอินโผล่หน้าให้เห็นทุกวัน แล้วก็เลิกงานกลับบ้าน
เพราะไม่มีใครกล้าเข้ามาท้าประลองอีกแล้ว
ในบรรดาบุตรแห่งโชคชะตาทั้งสิบกว่าคน คนที่เก่งที่สุดยังรู้ตัวว่าสู้ไม่ได้ แล้วคนอื่นๆ จะเหลืออะไร
หลี่ชิงเองก็มีความสุขกับความสบายนี้ เขาแค่ไปเช็คอินเลิกงานทุกวัน แล้วก็หมกตัวอยู่บ้านเพื่อค้นคว้าข้อมูล
มีเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือ แม้จะยังไม่ได้รับข้อความส่วนตัวจากตัวตนระดับสูงคนไหนเลย แต่อาจารย์ที่ปรึกษาไท่ซูจิงก็แจ้งเขาหลายครั้งว่าเริ่มมีตัวตนระดับสูงกว่าสิบคนติดต่อมาหาอาจารย์ไท่ซูจิงแล้ว โดยทุกคนต่างก็มีความประสงค์อยากจะรับเขาเป็นศิษย์
เพียงแต่ถูกจำกัดด้วยกฎระเบียบที่ว่า ไม่อนุญาตให้ติดต่อกับผู้เข้าแข่งขันจนกว่าการประเมินผลรวมจะเสร็จสิ้น
เนื่องจากกฎระเบียบข้อนี้ อาจารย์ที่ปรึกษาจึงทำได้แค่บอกเขาว่ามีตัวตนระดับสูงให้ความสนใจในตัวเขา แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้บอกว่าเป็นใคร และไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดเผยข้อเสนอที่พวกเขากล่าวถึง ทุกอย่างต้องรอจนกว่าค่ายฝึกฝนพิเศษช่วงแรกจะจบลงจึงจะสามารถติดต่อกันได้
เรื่องนี้ทำให้หลี่ชิงรู้สึกเบาใจขึ้นมาก
คนที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นตัวตนระดับสูง ย่อมต้องเป็นยอดฝีมือระดับเทพแท้จริงอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นใครขอแค่ยินดีที่จะสั่งสอนเขา มันก็ล้วนเป็นเรื่องดีทั้งสิ้น
เวลาหนึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในวันที่สามสิบ หลี่ชิงมาปรากฏตัวที่แท่นประทับเทพอสูรตั้งแต่เช้าตรู่ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก จากนั้นก็นั่งประจำการอยู่ในตำแหน่งอันดับหนึ่งของแท่นประทับเทพอสูรไปจนกระทั่งวินาทีสุดท้าย
จากนั้นแสงศักดิ์สิทธิ์อันเจิดจ้าก็สาดส่องลงมาจากฟากฟ้าครอบคลุมแท่นประทับเทพอสูรเอาไว้ แท่นประทับเทพอสูรเองก็เปล่งแสงเจิดจรัสออกมาและค่อยๆ ลอยสูงขึ้น
เหล่าผู้เข้าแข่งขันบนลานกว้างต่างแหงนหน้ามองขึ้นไปด้วยความอิจฉา แม้จะมองไม่เห็นอะไรเลย แต่พวกเขาก็สัมผัสได้ลางๆ ว่ามีบางสิ่งบางอย่างจุติลงมาในวินาทีนี้ และกำลังไหลทะลักเข้าสู่ร่างกายของพวกเขาผ่านทางแท่นประทับเทพอสูร
หลี่ชิงรู้ดีว่านี่คือพลังแห่งลิขิตสวรรค์สายหนึ่ง
แท่นประทับเทพอสูรคืออันดับหนึ่งของค่ายฝึก และยังเป็นผู้มีพรสวรรค์เผ่ามนุษย์ที่ได้รับการยอมรับจากพฤกษาเทพนิรันดร์ ย่อมได้รับความคุ้มครองจากโชคชะตาอย่างเป็นธรรมดา
ของแบบนี้ในยามปกติอาจจะดูไม่มีประโยชน์อะไร แต่จะมีผลก็ต่อเมื่อพวกเขาเลื่อนขั้นเป็นจอมทัพสงครามอย่างเป็นทางการในอนาคต หรือเมื่อเลื่อนขั้นเป็นระดับตำนาน ครึ่งเทพ เทพแท้จริง หรือแม้กระทั่งการก้าวขึ้นสู่เทพบัลลังก์
และผู้ที่มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ล้วนเป็นชนชั้นยอดฝีมือ โอกาสในการก้าวขึ้นเป็นเทพอาจจะมีไม่มากนัก แต่การเลื่อนขั้นเป็นระดับตำนานหรือจอมทัพสงครามอย่างเป็นทางการนั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรสำหรับพวกเขาเลย
นอกจากนี้ เบื้องหน้าของหลี่ชิงยังมีหน้าจอแสงเด้งขึ้นมาพร้อมกับชุดของรางวัลมากมายปรากฏให้เห็น
ร้อยอันดับแรกได้ 50 คะแนน สิบอันดับแรกได้ 50 คะแนน อันดับหนึ่งได้ 300 คะแนน สามารถนำมาบวกทบกันได้ และยังได้รับพรจากเทพเจ้าอีกหนึ่งประการ
นอกจากนี้ยังมีของรางวัลสำคัญอีกชิ้นหนึ่ง นั่นก็คือ 'ตราประทับแห่งผู้พิชิต'
มันไม่ได้มาในรูปแบบของสิ่งของที่จับต้องได้ แต่เป็นเพียงแสงสีเขียวโปร่งใสสายหนึ่งที่พุ่งลงมาจากฟ้าและพุ่งเข้าสู่กลางหน้าผากของหลี่ชิง มันควบแน่นกลายเป็นอักขระเวทขนาดจิ๋วที่มีรูปร่างคล้ายกับแท่นประทับเทพอสูร มันสว่างวาบขึ้นเล็กน้อยก่อนจะผสานเข้ากับเลือดเนื้อและเลือนหายไป จากนั้นม่านตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับรอยยิ้มแห่งความปีติที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
ก่อนหน้านี้เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตราประทับแห่งผู้พิชิตนั้นใช้ทำอะไรได้บ้าง แต่ตอนนี้เขารู้แล้ว
ตราประทับแห่งผู้พิชิต: รางวัลพิเศษเฉพาะจ้าวแห่งแท่นประทับเทพอสูร
คุณสมบัติที่ 1: การคุ้มครองจากพฤกษาเทพนิรันดร์ อาศัยสิ่งนี้สามารถฟื้นคืนชีพได้อย่างสมบูรณ์แบบหนึ่งครั้ง
คุณสมบัติที่ 2: สามารถแลกเปลี่ยนเป็นพรจากเทพเจ้าได้สามประการ
คุณสมบัติที่ 3: เมื่อเลื่อนขั้นเป็นจอมทัพสงครามอย่างเป็นทางการ จะได้รับตัวเลือกพิเศษเพิ่มเติม
คุณสมบัติที่ 4: สามารถใช้เป็นเชื้อฟืนในยามที่จุดไฟเทวะได้
คุณสมบัติที่ 5: หากแปลงสภาพเป็นของวิเศษโบราณ 'ตราประทับแห่งผู้พิชิต' จะได้รับผลลัพธ์ของวิเศษที่เป็นเอกลักษณ์
คุณสมบัติที่ 6: ???
ต้องขอบอกเลยว่ามันเป็นของดีที่ไม่ธรรมดาจริงๆ หลี่ชิงเก็บรักษามันไว้อย่างทะนุถนอม
ตอนนี้เขายังคิดไม่ออกว่าจะใช้มันยังไง ก็เลยต้องเก็บเอาไว้ก่อน
มีจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ การฟื้นคืนชีพอย่างสมบูรณ์แบบในคุณสมบัติที่ 1 นั้น มีข้อจำกัดเพิ่มเติมสำหรับหลี่ชิง นั่นคือจำกัดเฉพาะผู้ที่อยู่ต่ำกว่าระดับตำนานเท่านั้น ซึ่งเหมือนกับผลลัพธ์ของการคุ้มครองที่เขามีอยู่ติดตัวเลย
พวกเขานั่งโชว์ตัวอยู่บนแท่นประทับเทพอสูรตลอดทั้งวัน จนกระทั่งพิธีกรปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งเพื่อประกาศว่าช่วงของการทดสอบแท่นประทับเทพอสูรได้สิ้นสุดลงแล้ว แท่นประทับเทพอสูรค่อยๆ หดตัวเก็บลง และพวกเขาก็ทยอยวาร์ปกลับออกมา
"ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนหลี่ชิงที่ได้ก้าวขึ้นเป็นจ้าวแห่งแท่นประทับเทพอสูรในครั้งนี้ การฝึกฝนช่วงแรกได้สิ้นสุดลงแล้ว ส่วนช่วงที่สองซึ่งก็คือศึกชุมนุมวีรชนจะเริ่มต้นขึ้นในวันพรุ่งนี้"
ลูกแก้วแสงซึ่งเป็นร่างจำแลงของพิธีกรปรากฏขึ้นเหนือลานกว้างอีกครั้ง และเริ่มอธิบายกฎกติกาสำหรับช่วงต่อไปด้วยเสียงอันดังกังวาน
"ศึกชุมนุมวีรชนจะเป็นการทดสอบความแข็งแกร่งของเหล่าวีรชนใต้สังกัดของพวกท่าน โดยจะอนุญาตให้เฉพาะวีรชนใต้สังกัดของพวกท่านเท่านั้นที่สามารถเข้าร่วมการต่อสู้ได้"
"กติกาการต่อสู้มีดังนี้ ศึกชุมนุมวีรชนจะแบ่งรูปแบบการต่อสู้เป็นสองประเภท หนึ่งคือโหมดวีรชนสุดแกร่ง และสองคือโหมดศึกรวมวีรชน"
"โหมดวีรชนสุดแกร่งอนุญาตให้ทุกท่านส่งวีรชนที่แข็งแกร่งที่สุดในสังกัดออกไปท้าประลองได้ กติกาจะเหมือนกับแท่นประทับเทพอสูร ส่วนโหมดศึกรวมวีรชนจะอนุญาตให้ส่งวีรชนเข้าร่วมตั้งเป็นทีมได้สูงสุดไม่เกินห้าคน"
"ผู้ชนะอันดับหนึ่งในโหมดวีรชนสุดแกร่งจะได้รับฉายาวีรชนสุดแกร่ง ส่วนทีมที่ได้อันดับหนึ่งในโหมดศึกรวมวีรชนจะได้รับฉายาศึกชุมนุมวีรชน ของรางวัลจากทั้งสองโหมดจะมีมูลค่าเพียงครึ่งหนึ่งของแท่นประทับเทพอสูร แต่ผู้ที่ได้อันดับหนึ่งของทั้งสองโหมดจะได้รับพรจากเทพเจ้าหนึ่งประการ"
เมื่ออ่านกฎกติกาที่พิธีกรประกาศจบ หลี่ชิงก็ลูบคางครุ่นคิด
"การประลองแบบทีมใช้ทีมละห้าคนเองสินะ!"
เขาเริ่มรู้สึกคันไม้คันมือขึ้นมาบ้างแล้ว
สำหรับการประลองในโหมดวีรชนสุดแกร่งคงต้องปล่อยผ่านไปก่อน เพราะตำแหน่งสามอันดับแรกคงหมดหวังแน่ๆ ตัวตนศักดิ์สิทธิ์แต่กำเนิดพวกนี้ล้วนมีวีรชนที่แข็งแกร่งเกินบรรยายอยู่ใต้สังกัดกันทั้งนั้น
เขาไม่ได้เดาสุ่มหรอก แต่เป็นข้อมูลที่ได้จากการคุยเล่นกับกู้ฉิงซินก่อนหน้านี้ต่างหาก
พวกเขาสามารถผนึกพลังของตัวเองเพื่อปรับตัวให้เข้ากับการเติบโตได้ และยังสามารถนำครึ่งเทพตัวเป็นๆ มาผนึกพลังเพื่อรับใช้พวกเขาได้อีกด้วย ตัวตนศักดิ์สิทธิ์แต่กำเนิดแต่ละคนต่างก็มีครึ่งเทพที่ถูกผนึกพลังคอยทำหน้าที่เป็นวีรชนในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของตน คล้ายๆ กับผู้พิทักษ์มรรคา
แม้ครึ่งเทพจะเทียบไม่ได้กับเทพแท้จริง แต่มันก็ยังทรงพลังมากๆ อยู่ดี
ประเด็นสำคัญคือครึ่งเทพไม่ได้ถูกผนึกเพราะไม่สามารถควบคุมพลังของตัวเองได้ ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถปลดผนึกบางส่วนเพื่อปลดปล่อยพลังระดับครึ่งเทพออกมาได้ทุกเมื่อ แล้วแบบนี้จะเอาอะไรไปสู้
หลี่ชิงสามารถใช้พลังของมังกรบรรพกาลเพื่อสะกดข่มตัวตนศักดิ์สิทธิ์แต่กำเนิดได้ แต่ลูกน้องของเขาไม่มีความสามารถพอที่จะเอาชนะครึ่งเทพที่ถูกผนึกเอาไว้ได้อย่างแน่นอน
เพราะฉะนั้น...
เมื่อการท้าประลองเริ่มต้นขึ้นในวันถัดมา หลี่ชิงไม่ได้แม้แต่จะปรายตามองตำแหน่งสามอันดับแรกเลย เขาส่งลูกน้องตรงไปท้าประลองชิงตำแหน่งอันดับสี่ในทันที
ถึงยังไงพวกนั้นก็ได้รับอนุญาตให้ชิงได้แค่สามอันดับแรก ไม่อนุญาตให้ลงมาแย่งชิงอันดับสี่ลงไปอยู่แล้ว
เมื่อหลี่ชิงเลือกที่จะหลีกเลี่ยงพวกเขา มู่หรงสือฟางที่อัดอั้นตันใจกะจะรอให้หลี่ชิงเข้ามาติดอันดับแล้วค่อยท้าประลองถึงกับยืนอึ้งไปเลย
"บัดซบ!"
ในเมื่อเขาไม่ยอมท้าประลองในสามอันดับแรก แผนการทั้งหมดที่มู่หรงสือฟางคิดไว้ในหัวก็กลายเป็นหมันไปโดยปริยาย
แต่สถานการณ์ทางฝั่งของหลี่ชิงก็ไม่ได้ราบรื่นนัก ตอนแรกเขาคิดว่าหากหลีกเลี่ยงสามอันดับแรกได้ โดยไม่ต้องไปเจอกับวีรชนที่ถูกโกงพลังพวกนั้น ด้วยเผ่ามังกรระดับสูงที่มีอยู่มากมายในมือ การติดหนึ่งในสิบย่อมไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน
ทว่าผลลัพธ์ที่ออกมากลับเหนือความคาดหมายของเขาไปบ้าง
การประลองแบบทีมนั้นสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้และคว้าตำแหน่งอันดับสี่มาได้อย่างราบรื่น ก็แหม การรวมทีมของเผ่ามังกรระดับสูงรูปแบบชั้นเลิศระดับตำนานถึงห้าตัวมันออกจะแข็งแกร่งเกินไปหน่อย เมื่อพวกเขากลายร่างเป็นมังกรยักษ์ ก็ไม่มีคู่ต่อสู้หน้าไหนสามารถต้านทานได้เลย
ต่อให้บังเอิญไปเจอวีรชนที่แข็งแกร่ง รูปแบบระดับตำนาน หรือแม้แต่ทีมรูปแบบระดับตำนานยกแก๊ง มันก็ยังสู้เผ่ามังกรระดับสูงที่เกิดมาเพื่อเป็นเผ่าพันธุ์นักรบไม่ได้อยู่ดี
ถึงจะอยู่ในระดับชั้นเดียวกัน มันก็ยังมีความแตกต่างด้านความแข็งแกร่งอยู่ดี
แต่ในด้านการประลองโหมดวีรชนเดี่ยว ผลลัพธ์กลับไม่เป็นที่น่าพอใจนัก
ลูกน้องที่เขาส่งไปลงแข่งคืออันเออร์ชิว ซึ่งในฐานะวีรชนลิขิตสวรรค์ เธอมีสติปัญญาในการต่อสู้ที่เหนือกว่าหลงโส่วและหลงฝ่ามาก
แต่เขาไม่คาดคิดเลยว่าเธอจะพ่ายแพ้ตั้งแต่รอบแรกของการท้าประลอง
เหตุผลนั้นเรียบง่ายมาก นั่นคือมีคนเริ่มทำพฤติกรรมเลียนแบบ โดยการผนึกพลังของวีรชนระดับตำนานบางคนแล้วส่งมาเป็นวีรชนเพื่อลงท้าประลอง
มีผู้เข้าแข่งขันหลายคนแม้จะไม่ใช่ตัวตนศักดิ์สิทธิ์แต่กำเนิด แต่หลายคนก็เป็นทายาทของเทพแท้จริง แม้ผู้ที่ไม่ใช่ตัวตนศักดิ์สิทธิ์แต่กำเนิดจะไม่สามารถควบคุมครึ่งเทพที่ถูกผนึกพลังได้ แต่การควบคุมยอดฝีมือระดับตำนานที่ถูกผนึกพลังนั้นก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรเลย
สำหรับผู้เข้าแข่งขันที่เติบโตมาตามปกติอย่างพวกเขา ครึ่งเทพกับระดับตำนานมันต่างกันตรงไหนล่ะ
แทบไม่ต่างกันเลย พวกเขาล้วนเป็นตัวตนที่มิอาจต้านทานได้ทั้งคู่
เส้นทางการต่อสู้แบบตัวต่อตัวจึงดำเนินไปอย่างยากลำบากยิ่ง เขาพ่ายแพ้ติดต่อกัน ร่วงจากอันดับสี่ลงไปเรื่อยๆ ชนะบ้าง แพ้บ้าง อันดับตกลงไป ชนะกลับมาได้ ไม่นานก็ถูกท้าประลองจนแพ้และอันดับก็ตกลงไปอีก
จนกระทั่งเวลาหนึ่งเดือนใกล้จะหมดลง เขาก็สามารถประคองตัวให้อยู่ในอันดับเก้าได้อย่างฉิวเฉียด
ในทางกลับกัน การประลองแบบทีมค่อนข้างมีเสถียรภาพ ตลอดหนึ่งเดือนแพ้ไปเพียงครั้งเดียว และจบที่อันดับห้า
เมื่อสรุปผลคะแนนในตอนท้าย ก็เท่ากับเขาคว้าตำแหน่งสิบอันดับแรกมาได้สองรายการ รวมเป็นคะแนนทั้งสิ้น 100 คะแนน
หลังจากการต่อสู้จบลง หลี่ชิงก็ได้รับคำเชิญให้ไปร่วมงานเลี้ยงจากพวกว่านจื่อชิงอีกครั้ง ภายในงานเขาสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงความภาคภูมิใจที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าอันเคร่งขรึมของพวกเขา
พวกเขาไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร มันเป็นเพียงความรู้สึกที่ได้ปลดปล่อยความอึดอัดหลังจากที่ถูกคนที่ไม่ใช่บุตรแห่งโชคชะตาอย่างหลี่ชิงกดดันในรอบที่แล้วเท่านั้นเอง
ยกเว้นแต่มู่หรงสือฟาง
ความหมายที่ซ่อนอยู่หลี่ชิงย่อมเดาออกทะลุปรุโปร่ง—เห็นไหมล่ะ ความห่างชั้นก็คือความห่างชั้น การพึ่งพาพรสวรรค์พิเศษจนก้าวขึ้นมาทัดเทียมกับพวกเราได้มันก็แค่วัดกันที่ความแข็งแกร่งเท่านั้น แต่ในด้านอื่นๆ นายเทียบกับพวกเราไม่ได้เลยสักนิด
หลี่ชิงย่อมไม่มีอะไรจะพูด เขาเพียงแค่ส่ายหน้าและไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
หลังจากผ่านการทดสอบสองรอบนี้มา เขาก็ยอมรับความจริงได้ตั้งนานแล้ว สู้ไม่ได้ก็คือสู้ไม่ได้ คิดไปก็ไร้ประโยชน์ แค่ทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อคว้าผลลัพธ์ที่ดีที่สุดมาให้ได้ก็พอแล้ว
ถึงยังไงเขาก็ได้ที่หนึ่งมาแล้วหนึ่งรายการ ส่วนรอบที่สองก็ติดท็อปเท็นทั้งหมด ขอแค่รอบที่สามสามารถติดสิบอันดับแรกได้ คะแนนรวมติดหนึ่งในสามแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์
ความจริงแล้วในการทดสอบรอบที่สาม หลี่ชิงมีความมั่นใจมากกว่าศึกชุมนุมวีรชนเสียอีก เพราะเขามีไม้ตายเด็ดที่สามารถงัดออกมาใช้ได้
ปล. ดูเหมือนทุกคนจะไม่ค่อยชอบเนื้อเรื่องในค่ายฝึกฝนพิเศษ ถ้างั้นเรามาเร่งเนื้อเรื่องให้ผ่านไปเร็วๆ กันเถอะ
[จบแล้ว]