เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 32 ยิ่งหวาดกลัวเท่าไหร่ จิตสังหารยิ่งซ่อนลึกเท่านั้น

บทที่ 32 ยิ่งหวาดกลัวเท่าไหร่ จิตสังหารยิ่งซ่อนลึกเท่านั้น

บทที่ 32 ยิ่งหวาดกลัวเท่าไหร่ จิตสังหารยิ่งซ่อนลึกเท่านั้น


เอี๊ยด…

เสียงเสียดสีของเหล็กที่ชวนแสบแก้วหูดังขึ้น ผู้กองหลิวผลักประตูเหล็กของห้องคุมขังออก

ทว่าเขาไม่ได้ก้าวเข้าไป

เขากลับปั้นหน้ายิ้มประจบสอพลอแล้วพูดว่า "ท่านประธานเว่ย คุณชายเว่ย ไอ้เด็กนั่นอยู่ข้างในครับ เชิญด้านในเลยครับ!"

เว่ยป๋อหู่และเว่ยเฉียนเจ๋อก้าวเท้าเข้าไปในห้องคุมขังทีละคน

ผู้กองหลิวกล่าวอย่างนอบน้อม "ท่านประธานเว่ย กล้องวงจรปิดในห้องนี้ถูกปิดชั่วคราวตามที่ท่านสั่งแล้วครับ ถ้าสอบถามเสร็จเมื่อไหร่แค่ส่งข้อความมาบอกผม เดี๋ยวผมจะมาเปิดประตูให้ครับ"

พูดจบ ผู้กองหลิวก็ไม่รอคำตอบจากเว่ยเฉียนเจ๋อ เขาจัดการปิดประตูเสียงดังปัง

เว่ยป๋อหู่ก้มมองหนิงชวนด้วยท่าทางโอหังและพูดเยาะเย้ย "เมื่อก่อนแกชอบพล่ามมากไม่ใช่เหรอ? ทำไมตอนนี้ไม่พูดแล้วล่ะ? ไหนลองพูดออกมาสิ!"

"ไม่มีอะไรจะคุยกับพวกสารเลวสองคนหรอก"

หนิงชวนนั่งอยู่ที่ขอบเตียง หลังเหยียดตรงราวกับแท่งเหล็ก เขาไม่ได้ตะโกนหรือโวยวาย แต่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่งอย่างที่สุด

ยิ่งหวาดกลัวเท่าไหร่ จิตสังหารยิ่งซ่อนลึกเท่านั้น!

“เรียกฉันว่าสารเลวงั้นเหรอ?”

เว่ยป๋อหู่แค่นเสียงหัวเราะ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอำมหิต “พอก้าวเท้าเข้าคุกไป แกจะได้รู้ซึ้งเองว่าความสารเลวที่แท้จริงมันคืออะไร!

หน้าตาหล่อๆ ของแกน่ะ จะกลายเป็นสินค้าชั้นดีในคุกเลยล่ะ!”

“ป๋อหู่ สุภาพกับเพื่อนร่วมชั้นหน่อยสิ”

เว่ยเฉียนเจ๋อตำหนิลูกชาย

ขณะที่พูด เขาลากเก้าอี้มานั่งลงตรงข้ามกับหนิงชวนแล้วยิ้ม "ตราบใดที่แกยอมโอนสิทธิ์โควตาค่ายฝึกอัจฉริยะซานไห่ให้ป๋อหู่เพื่อเป็นการชดเชย ฉันจะไม่เอาเรื่องที่แกขโมยสารอาหารร้อยอสูร"

รอยยิ้มเย็นชาปรากฏบนริมฝีปากของหนิงชวน เขาแค่นเสียง "ฉันน่ะเหรอ? ขโมย?"

“ฉันบอกว่าแกขโมย แกก็คือคนขโมย เรื่องจริงหรือไม่มันไม่สำคัญหรอก!”

รอยยิ้มบนหน้าเว่ยเฉียนเจ๋อไม่จางหายไป แต่น้ำเสียงกลับแฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาล "เพราะฉะนั้น ตอนนี้แกเลยถูกตำรวจควบคุมตัว และต้องเผชิญกับโทษจำคุกอย่างน้อยสิบปี!"

“พ่อครับ ไม่จำเป็นต้องสุภาพกับมันหรอก!”

เว่ยป๋อหู่พูดเสียงเย็นพลางจ้องหน้าหนิงชวน "แกไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ

ถ้าไม่ตกลง แกก็ต้องตาย!

ต่อให้ศาลจะไม่ตัดสินประหารชีวิตแก แกก็คงไม่มีชีวิตรอดในคุกได้นานนักหรอก!"

หนิงชวนยังคงทำหน้าเรียบเฉย "พวกนายไม่มีศีลธรรมบ้างเลยเหรอ?"

เว่ยเฉียนเจ๋อยิ้ม แววตาแฝงความสมเพช "เธอยังเด็กเกินไป ไม่เข้าใจสังคมนี้หรอก

สำหรับคนธรรมดาอย่างเธอ ศีลธรรมคือกรงขังที่คอยตีกรอบ แต่มันก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ เพราะเหตุนี้เธอถึงได้เป็นแค่คนธรรมดาไงล่ะ

แต่สำหรับคนระดับพวกเรา ศีลธรรมมันก็เหมือนเครื่องประดับ อยากใส่ตอนไหนก็ได้"

เอี๊ยด!

จู่ๆ ผู้กองหลิวก็เปิดประตูเข้ามาอีกครั้ง

ความไม่พอใจฉายชัดระหว่างหัวคิ้วของเว่ยเฉียนเจ๋อ เขาตวาดลั่น "ไม่รู้จักเคาะประตูก่อนหรือไง?!"

ผู้กองหลิวตัวสั่นงันงก พูดอะไรไม่ออก

ดูเหมือนเขาจะตกอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาล

"ฉันไม่รู้ ไม่เคยได้ยินเรื่องที่ต้องเคาะประตูมาก่อน"

ร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งก้าวเข้ามาในห้องคุมขัง ดวงตาของเขาวาววับราวกับสายฟ้า แผ่กลิ่นอายที่ข่มขวัญผู้คน

ลู่จ้าน นักสู้หมายเลขหนึ่งแห่งเมืองชิงซาน!

ความประหลาดใจวาบผ่านใบหน้าเว่ยเฉียนเจ๋อ แขกผู้มาเยือนคนนี้เหนือความคาดหมายไปไกล

เขารีบลุกขึ้นยิ้มทักทาย "อาจารย์ลู่ ลมอะไรหอบท่านมาถึงที่นี่ครับ?"

ลู่จ้านเมินเขาโดยสิ้นเชิง เขาหันไปมองหนิงชวนแล้วพูดสั้นๆ "ไปกันเถอะ"

หนิงชวนลุกขึ้นจากเตียง

เว่ยเฉียนเจ๋อหรี่ตาลง เขาไม่ได้ขวาง แต่พูดลากเสียงยาว "ผู้กองหลิว?"

"ท่านอัศวินลู่... ท่านอัศวินลู่ครับ หนิงชวนไปไหนไม่ได้ครับ ตอนนี้เขาเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีลักทรัพย์ และหลักฐานทั้งหมด... มันชี้ไปที่ตัวเขา"

ผู้กองหลิวมายืนขวางที่ประตู กัดฟันพูดออกมา

แต่น้ำเสียงของเขากลับสั่นเครืออย่างควบคุมไม่ได้ด้วยความหวาดกลัวถึงขีดสุด

ในใจผู้กองหลิวเต็มไปด้วยความเสียใจ

ถ้าเขารู้ว่าลู่จ้านมาเกี่ยวด้วย เขาจะไม่มีทางเอาตัวเข้ามายุ่งเด็ดขาด

ลู่จ้านถามนิ่งๆ "เขาขโมยอะไรไป?"

"สารอาหารร้อยอสูรครับ!"

เว่ยเฉียนเจ๋อยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า "ผมกับป๋อหู่ไปหาเขาเพื่อเจรจาธุรกิจ แต่ตกลงกันไม่ได้ ก่อนที่พวกเราจะกลับ เขาแอบหยิบไปสามขวด โชคดีที่ผมไหวตัวทันและรีบแจ้งตำรวจจนตามยึดของกลางกลับมาได้!"

น้ำเสียงของลู่จ้านแฝงความประชดประชัน "ขโมยของต่อหน้าต่อตานักสู้ระดับเจ็ดอย่างนายเนี่ยนะ?"

"เขาเป็นเพื่อนร่วมชั้นของป๋อหู่ ผมเลยไว้ใจมากไปหน่อยจนไม่ได้ระวังน่ะครับ"

เว่ยเฉียนเจ๋อยิ้มอย่างไม่สะทกสะท้าน

หนิงชวนอธิบาย "คุณอาลู่ครับ ผมไม่ได้ทำ เว่ยเฉียนเจ๋อเป็นคนให้ผมมาเองแท้ๆ เขาบอกว่าเป็นรางวัลที่ผมฆ่าจ้าวเว่ยผิงได้"

เว่ยป๋อหู่แค่นเสียงหัวเราะ "แกนี่มันหน้าด้านจริงๆ!

สารอาหารร้อยอสูรสามขวด มูลค่าตั้งห้าแสนกว่าหยวน ทำไมฉันต้องให้แกฟรีๆ ด้วย!

ชัดเจนว่าเป็นเพราะแกเจรจาไม่สำเร็จเลยแค้นใจ เลยแอบขโมยทรัพย์สินตระกูลฉันไปเพื่อแก้แค้นล่ะสิ!"

"สารอาหารร้อยอสูรสามขวดนั่น ตำรวจเป็นคนค้นเจอในตัวแกเองกับมือ แทนที่จะสำนึกผิด กลับมาใส่ร้ายฉันแทน จิตใจคนเราเนี่ยมันไว้ใจไม่ได้จริงๆ!"

เว่ยเฉียนเจ๋อส่ายหัว ทำท่าทางดูเศร้าใจเสียเต็มประดา

หนิงชวนมองดูพ่อลูกคู่นี้ เขาไม่โต้เถียงอะไรต่อ ดวงตาที่มืดมิดนั้นสงบและนิ่งสนิท

แต่สิ่งที่ไม่มีใครเห็นคือภายในใจของเขา

จิตสังหารกำลังพุ่งพล่านราวกับพายุคลั่งในมหาสมุทร

ลู่จ้านชำเลืองมองหนิงชวน แววตาของเขามีความประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะพูดว่า "ในเมื่อเธอไม่ได้ขโมย งั้นก็ไปเถอะ"

"ท่านอัศวินลู่ ต่อให้ท่านจะเก็งแค่ไหน ต่อให้ตระกูลลู่จะมีอิทธิพลเพียงใด ท่านก็ไม่สามารถฝ่าฝืนกฎหมายสหพันธรัฐได้หรอกครับ"

เว่ยเฉียนเจ๋อพูดประชด

ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทุนหรือตระกูลใหญ่ ในเบื้องหน้าพวกเขาก็ต้องยอมรับการควบคุมของสหพันธรัฐและปฏิบัติตามกฎหมาย

ถ้าอยากจะทำเรื่องสกปรก ก็ต้องทำแบบลับๆ และไม่ทิ้งหลักฐานไว้

เหมือนที่เขาใส่ความหนิงชวน เขาต้องทำให้หนิงชวนรับสารอาหารร้อยอสูรไปไว้กับตัวก่อนนั่นเอง

"ผู้กองหลิว เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!"

ทันใดนั้น ตำรวจหนุ่มที่ทำงานกับผู้กองหลิวก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา "หนิง... หนิงชวนได้รับการประกันตัวแล้วครับ! ศาลสั่งให้ปล่อยตัวเขาทันที!"

ใบหน้าของผู้กองหลิวซีดเผือดเมื่อได้ยินเช่นนั้น

ทว่าเว่ยเฉียนเจ๋อกลับยังนิ่งสงบได้อยู่ เมื่อลู่จ้านออกหน้าด้วยตัวเอง เขาก็คาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าหนิงชวนต้องได้รับการประกันตัว

แผนการที่เขาวางไว้ล่วงหน้าคงหยุดลู่จ้านไม่ได้ง่ายๆ

"การประกันตัวไม่ได้หมายความว่าบริสุทธิ์ แกไปไหนนอกเมืองชิงซานไม่ได้ทั้งนั้น พวกเรายังต้องสู้คดีกันอีกยาว"

เว่ยเฉียนเจ๋อยิ้มอย่างมั่นใจ ราวกับทุกอย่างยังอยู่ในความควบคุม

“หนิงชวน ค่ายฝึกอัจฉริยะซานไห่จะเริ่มในอีกไม่กี่วันนี้แล้วนะ ฉันได้ยินมาว่ากฎที่นั่นเข้มงวดมาก ถ้าไปสายจะถือว่าสละสิทธิ์ทันที”

ได้ยินเช่นนั้น ลู่จ้านก็ขมวดคิ้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มันคือแผนการที่ใช้กฎหมายมาบังคับกันอย่างถูกกติกา

ถ้าเว่ยเฉียนเจ๋อตั้งใจจะดึงคดีให้ลากยาว เขาจ้างทนายสู้คดีไปจนจบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังได้!

“หนิงชวน ลองกลับไปคิดดูให้ดีในช่วงสองสามวันนี้ล่ะ ข้อเสนอเดิมของป๋อหู่ยังใช้ได้เสมอ

แล้วทางเราก็จะไม่เอาเรื่องที่แกขโมยของด้วย

ฉันเชื่อว่าแกจะเลือกทางที่ถูกต้องนะ”

เว่ยเฉียนเจ๋อพูดพร้อมรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ

จากนั้น เขาก็เดินออกจากห้องไปพร้อมกับเว่ยป๋อหู่

หนิงชวนหรี่ตาลง มองตามหลังพวกนั้นไป แล้วหันไปพูดกับลู่จ้าน “คุณอาลู่ครับ รบกวนรออีกสักครู่ได้ไหมครับ พอดีของของผมถูกยึดไปหมดเลย ผมต้องไปเอาคืนมาก่อน”

ลู่จ้านพยักหน้า "ฉันจะไปรอที่หน้าประตู"

"คุณชายหนิง เดี๋ยวผมพาไปเองครับ เชิญทางนี้เลยครับ!"

ผู้กองหลิวรีบหลีกทางให้พร้อมปั้นหน้ายิ้มประจบสุดชีวิต

ไม่กี่นาทีต่อมา

ที่ห้องคุมขัง

ผู้กองหลิวถือถุงผ้าด้วยมือทั้งสองข้าง ส่งให้หนิงชวนอย่างนอบน้อม "รบกวนตรวจสอบดูด้วยครับ!"

หนิงชวนเช็คดูแล้ว ของอยู่ครบทุกอย่าง เขาเลยแกล้งพูดว่า "ของหายไปครึ่งหนึ่งนะ"

ผู้กองหลิวกับตำรวจหนุ่มถึงกับเหงื่อแตกพลั่ก

พวกเขานับของในถุงมาแล้ว มันมีมูลค่ารวมกันตั้งสองสามล้านหยวน—เกินกำลังที่พวกเขาจะชดใช้ไหวแน่นอน!

นอกจากจะต้องไปขายไตในตลาดมืดเท่านั้นแหละ

เพี๊ยะ!

ผู้กองหลิวรีบตบหน้าตัวเองอย่างแรง

แรงจนเกิดรอยนิ้วมือสีแดงฉานห้ารอยทันที

จากนั้นเขาก็ก้มหัวลงต่ำ "ผมขอโทษครับ ผมไม่ควรปากเสียใส่คุณเลย ได้โปรดให้อภัยผมด้วยเถอะครับ!"

เพื่อนร่วมงานหลายคนที่อยู่แถวนั้นได้ยินเสียงดังก็พากันหันมามอง

ผู้กองหลิวชำเลืองเห็นสายตาพวกนั้น ใบหน้าเขาแดงก่ำด้วยความอับอาย แต่เขาก็ยังไม่ยอมยืดตัวขึ้น

เขาไม่กล้าหรอกที่จะไปหาเรื่องคนที่ทำให้ลู่จ้านยอมออกหน้าให้ด้วยตัวเองแบบนี้

ปกติเว่ยกรุ๊ปก็แค่ให้เงินเขา พวกนั้นไม่มีทางยอมผิดใจกับลู่จ้านเพื่อช่วยเขาแน่นอน

หนิงชวนปรายตามองผู้กองหลิวแล้วเมินเฉย เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาเช็ค

บันทึกเสียงยังอยู่ครบ

หนิงชวนรู้สึกโล่งใจเล็กน้อย

เหตุผลที่เขาไม่หยิบบันทึกเสียงออกมาโต้แย้งพ่อลูกตระกูลเว่ยในห้องขังตอนนั้น

ก็เพราะเขากลัวว่าพวกมันจะแอบสั่งให้ตำรวจทำลายโทรศัพท์ทิ้ง

และแน่นอนว่าที่สำคัญกว่านั้น...

เขากะจะเล่นงานพวกมันให้หนักแบบทีเดียวอยู่

"ไม่ใช่ว่าแกบอกว่าถ้าฉันประกันตัวออกมาได้ แกจะเปลี่ยนนามสกุลหรอกเหรอ? งั้นก็เปลี่ยนซะสิ"

หลังจากเมินผู้กองหลิวไปครู่หนึ่ง หนิงชวนก็ก้าวเดินจากมา

ไอ้หมอนี่ก็ไม่ได้ทำอะไรเขาจริงๆ จังๆ แค่ปากเสียเอาเปรียบคำพูดนิดหน่อย ให้บทเรียนไปแค่นี้ก็พอแล้ว

"ครับ! เดี๋ยวผมจะรีบไปทำเรื่องลางานแล้วไปที่ที่ว่าการอำเภอเดี๋ยวนี้เลยครับ!"

จบบทที่ บทที่ 32 ยิ่งหวาดกลัวเท่าไหร่ จิตสังหารยิ่งซ่อนลึกเท่านั้น

คัดลอกลิงก์แล้ว