- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 91 : ห้อง 1 ปรากฏตัว ไร้เทียมทานในใต้หล้า ?
บทที่ 91 : ห้อง 1 ปรากฏตัว ไร้เทียมทานในใต้หล้า ?
บทที่ 91 : ห้อง 1 ปรากฏตัว ไร้เทียมทานในใต้หล้า ?
“อุว้าว ! สมกะที่เป็นรุ่นพี่เลย ทักษะยุทธ์อย่างเท่ !”
“จริงด้วย เงาเปลวเพลิงเต็มฟ้าไปหมด เจ๋งโคตร !”
ในห้อง VIP ชั้นบนสุด หน้ากระจกหน้าต่างบานใหญ่
พวกลั่วซือหานต่างถอดรองเท้านั่งเบียดกันบนโซฟาพร้อมกับกินขนมขบเคี้ยว รับชมการต่อสู้บนลานประลองด้านล่างด้วยสีหน้าตื่นเต้นอยากรู้อยากเห็น
แน่นอนว่าจะโทษพวกเธอก็ไม่ได้
อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้คือเฉินมู่เข้มงวดเกินไป
นอกจากภารกิจแดนลับภูเขาไท่หมิงครั้งนั้นแล้ว พวกเธอก็ไม่เคยแม้แต่จะออกไปเหยียบสนามเด็กเล่นของมหาวิทยาลัยอีกเลยนับตั้งแต่เข้าเรียนห้อง 1 มา
นอกจากนี้ เนื่องจากอาคารเรียนและหอพักตั้งอยู่ลึกเข้าไปด้านในมากเกินไป พวกเธอจึงแทบไม่ได้พบปะกับเพื่อนนักศึกษาคนอื่นเลย
พูดหยาบ ๆ หน่อยคือมันก็ไม่ได้ต่างอะไรจากการไปติดคุกมากนักหรอก
ถ้าพวกเธอไม่ได้รับการฝึกฝนจนถึงขั้นหมดแรงข้าวต้มทุกวันจนไม่มีเวลาคิดถึงเรื่องอื่นแล้วล่ะก็ ป่านนี้พวกเธอคงเป็นบ้าไปนานแล้ว
พอได้ออกมาเปิดหูเปิดตาและได้ดูอะไรสนุก ๆ แล้วพวกเธอย่อมตื่นเต้นเป็นธรรมดา
“อ้าว ! รุ่นพี่ผู้หญิงนั่นชนะละเหรอ ? !”
“ฉันรู้จักแกอยู่นะ แกเป็นนักศึกษาที่เรียนเก่งที่สุดของปีสอง เห็นว่าติดอันดับเก้าของทำเนียบจอมยุทธ์ด้วย”
“ช่าย ~ ฉันได้ยินมาว่าพี่แกเป็นคนเดียวในปีสองที่ติดทำเนียบจอมยุทธ์ ไม่พอยังติดท็อปเท็นอีก ถ้าไม่ติดข้อจำกัดเรื่องอายุล่ะก็ป่านนี้คงข้ามชั้นไปเรียนปีสี่แล้วมั้ง”
“ปีสี่มีไรดีอะ เอาแต่ทำภารกิจเก็บหน่วยกิตไปวัน ๆ สู้เรียนในมหาลัยอยู่ดี ๆ ไม่ได้หรอก”
“รุ่นพี่คนนั้นสวยจังอะ ไม่รู้ว่าเหล่าเติ้งจะเกิดอารมณ์จนหน้ามืดตามัวชวนเธอมาเรียนห้องเราป่าวนะ”
พอพูดมาถึงตรงนี้ทุกคนต่างก็หันไปมองเหลิ่งมู่เหอเป็นตาเดียวกัน
เหลิ่งมู่เหอหน้าแดงและรีบแสร้งปันหน้าเย็นชา
“มองฉันทำไม”
“งั่ม ๆ ๆ อร่อยจังเลย งั่ม ๆ ๆ ๆ...”
“...”
“เอ่อ หึ ๆ ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้นะ”
“นั่นสิ ตะกี๊ฉันเห็นรุ่นพี่ปีสามปีสี่สวย ๆ เยอะแยะเลย !”
“จริงด้วย สถาบันอื่นก็มีที่สวย ๆ ไม่น้อยเลยนะ แต่จะว่าไปนี่มันการแข่งขันวิทยายุทธ์ระดับประเทศ จะมีสาวสวย ๆ มาเพียบก็ไม่แปลกหรอก !”
สาว ๆ รีบเปลี่ยนเรื่องคุยแล้วหัวเราะคิกคัก แต่ไม่นานพิธีกรก็ประกาศว่าการแข่งขันของนักศึกษาปี 2 ได้สิ้นสุดลงแล้ว
ซูเสี่ยวเถาขยิบตาโต ๆ แล้วจกมันฝรั่งทอดกรอบขึ้นมาเคี้ยวต่อ
“ดูท่าจะถึงตาเราแล้วสินะ”
ก็ตามนั้น
เธอยังพูดไม่ทันจบก็มีเสียงเคาะประตู
ลั่วซือหานเอนหลังพิงโซฟาและพูดอย่างใจเย็นว่า “เข้ามาได้” ผู้จัดการทั่วไปคนเดิมจึงรีบเปิดประตูและเดินเข้ามา
“คุณหนูใหญ่ทุกท่านครับ การแข่งขันของนักศึกษาปีหนึ่งจะเริ่มแล้วครับ”
เมื่อได้ยินเแบบนั้นลั่วซือหานจึงวางแก้วไวน์ลงแล้วมองไปที่เขา
“แล้วจารย์ล่ะอยู่ไหน”
“เอ่อ……”
ผู้จัดการทั่วไปริมฝีปากกระตุกยิก ๆ
จะให้เขากล้าพูดอะไรออกไปได้อย่างไร
ประเด็นหลักและเป็นปัญหาใหญ่คือท่านผู้นั้นเข้าไปในห้องทำงานตั้งแต่ตอนนั้นแล้วจนป่านนี้ก็ยังไม่ออกมาเลยเนี่ยสิ
“อาจารย์เฉินยังไม่ทราบแน่ชัดครับ แต่ผมคิดว่าอีกเดี๋ยวท่านคงจะตามไป”
ลั่วซือหานพยักหน้าถอนหายใจเบา ๆ แล้วสั่งการ
“รวมพล”
พรึบ !
เมื่อได้ยินคำสั่ง ทุกคนก็วางสิ่งที่ถืออยู่ลงทันทีและเข้ามาจัดแถวในที่ว่าง ๆ อย่างรวดเร็วจนสีหน้าของผู้จัดการทั่วไปถึงกับซีดเผือด
เขาไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าสาว ๆ น่ารัก ช่างพูด และร่าเริงเหล่านี้จะมีระเบียบวินัยมากขนาดนี้
มันดูเหมือนกองทัพยิ่งกว่ากองทัพเสียอีก...
ผู้จัดการทั่วไปไม่รู้จักเฉินมู่ แต่เขาก็เดาได้ว่าคนที่สามารถสั่งให้คุณหนูใหญ่จัดการเรื่องต่าง ๆ ให้ และยังสามารถฝึกฝนนักศึกษาแบบนี้ออกมาได้ด้วยตัวเองนั้นต้องไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน
ต้องรู้ก่อนว่าต่อให้เป็นคนจากแปดตระกูลใหญ่ คุณหนูใหญ่ของตนก็ยังไม่แม้จะเหลือบแลให้เข้ามาเกะกะสายตาแม้เพียงแวบเดียว...
คิดมาถึงตรงนี้ผู้จัดการทั่วไปก็ตัวสั่นและรีบยืดตัวให้ตรงก่อนจะผายมือ
“คุณหนูใหญ่ทุกท่าน เชิญทางนี้ครับ”
...
“เรียนผู้ชมทุกท่าน ! ขอขอบคุณนักศึกษาชั้นปีที่สองที่มอบการแข่งขันที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้มาให้พวกเราได้รับชม”
“และตอนนี้ ! ขอต้อนรับนักศึกษาใหม่ชั้นปีที่หนึ่งที่เราทุกคนต่างรอคอยมากที่สุดในปีนี้ที่จะรังสรรค์การต่อสู้อันน่าตื่นตาตื่นใจกว่าเดิมให้พวกเราได้รับชมค่า !”
หลังจากได้ฟังคำพูดอันทรงพลังของซวนซวน สายตาของทุกคนก็จับจ้องไปยังที่นั่งของห้อง 1
เนื่องจากโคลอสเซียมมีรูปวงกลม ผู้ชมจึงนั่งกันเป็นวงกลม และผู้เข้าแข่งขันเองก็ด้วย
ทว่ามีเพียงที่นั่งของห้อง 1 ของสถาบันหลวงเท่านั้นที่ว่าเปล่าท่ามกลางที่นั่งที่อัดแน่นไปด้วยผู้คนซึ่งมันต้องเด่นสะดุดตาสุด ๆ ชัวร์อยู่แล้ว
เหตุการณ์นี้สร้างไม่พอใจและความอับอายอย่างยิ่งแก่นักศึกษาคนอื่น ๆ จากสถาบันหลวง
“ห้องหนึ่งแม่งไม่มาจริงด้วย โห่... โคตรเชี่ยเลยว่ะ !”
“เอาตรง ๆ นะ กูอายว่ะ ถึงกูจะไม่ได้เก่งอะไรแต่อย่างน้อย ๆ กูก็กล้ามาเพื่อรักษาหน้าตาไว้ มาแต่ไม่ขึ้นเวทีก็ได้แท้ ๆ ใช่มั้ย”
“เห็นด้วยเลย ถึงตอนนี้แล้วยัยพวกนั้นยังไม่มาเลยด้วยซ้ำ นี่มันดูถูกท่านอธิการฉินแถมยังตบหน้านักศึกษามหาลัยอื่นอีกไม่ใช่นิ”
เมื่อได้ยินเสียงซุบซิบรอบข้างฉินหลานก็หน้าแดงและพูดว่า...
“พวกเหี้ย มีแต่ตัวหน้าขายหน้าทั้งนั้น ไอ้เลวเฉินมู่แม่งสมควรตายห่าสุดแล้ว !”
“จริง ! ไอ้เลวเฉินมู่นั่นแม่งวัน ๆ เอาแต่จีบหญิง พอถึงเวลาทำการทำงานจริง ๆ เสือกพึ่งพาห่าไรไม่ได้เลย !”
“ถ้ากูต้องอยู่มหาลัยเดียวกะไอ้คนแบบนั้นล่ะก็กูคงเอาหัวมุดดินหนีไปแล้วล่ะ !”
“กลับไปกูจะชวนเพื่อน ๆ เขียนจดหมายร้องเรียนไอ้เหี้ยนั่นซะ แม่งเอ๊ย มันหน้าด้านอยู่คนเดียวแต่ดันลากพวกกูลงน้ำไปด้วยซะงั้น !”
ฉินหลานโกรธมาก โกรธเช่นเดียวกับพวกหลี่เฉิงคุน
คนพวกนี้ล้วนมาจากหนึ่งในแปดตระกูลใหญ่จึงไม่แปลกที่จะใส่ใจชื่อเสียงของตัวเองตั้งแต่เด็ก ๆ และตอนนี้ย่อมรู้สึกว่าตัวเองถูกคนอื่นทำให้ขายหน้าคนทั้งประเทศ แล้วใครล่ะจะไปยอมรับเรื่องแบบนี้ได้
โชคดีที่ซวนซวนซึ่งอยู่บนลานประลองนั้นเหมือนจะรู้เรื่องราวภายในอยู่ก่อนแล้ว หลังจากได้รับข้อมูลผ่านหูฟังที่สวมอยู่เธอก็รีบยกมือเล็ก ๆ ขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม
“เอาล่ะค่า ! ต่อไปนี้ก็ขอเสียงปรบมือต้อนรับ... นักศึกษาชั้นปีหนึ่งห้องหนึ่งจากมหาวิทยาลัยตี้ตูค่า ~ !”
เมื่อได้ยินเแบบนั้นทุกคนที่กำลังนินทาอย่างมันส์ปากต่างสะดุ้งโหยง
“เชี่ยไรวะ ปีหนึ่งห้องหนึ่ง ยัยพวกนั้นก็มาด้วยเรอะ !”
“จริงด้วย ! ดูสิ ๆ ! พวกมันมากันแล้ว !”
แล้วก็ตามนั้น
จากความมืดด้านหลัง ร่างของเฉินมู่ปรากฏตัวขึ้นเป็นคนแรก
ข้าง ๆ เขามีหญิงสาวแสนสวยสุดสะดุดตาผมยาว ชุดแดง เดินควงแขนมาด้วย
เมื่อทั้งคู่ปรากฏตัวออกมาจากเงามืดแล้ว ก็ตามมาด้วยนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ห้อง 1 ซึ่งนำโดยลั่วซือหาน เย่จิ่นชิว และซูเสี่ยวเถา ปรากฏตัวตามมาติด ๆ
แตกต่างจากนักศึกษาคนอื่น ๆ ที่หย่อนยานและเกียจคร้าน นักศึกษาห้อง 1 ที่หนึ่งสวมเครื่องแบบของมหาวิทยาลัยตี้ตูที่ทั้งสะอาดและเดินกันอย่างพร้อมเพรียงเป็นระเบียบเรียบร้อย สีหน้าจริงจังเป็นหนึ่งเดียวกัน แล้วมาหยุดยืนอยู่ในที่โล่งราวกับกองทัพที่กำลังรอตรวจแถว
ทันทีที่พวกเธอปรากฏตัว
ภาพบรรยากาศที่เคยคึกคักจากผู้คนนับล้านกลับเงียบสงัดลงในทันที
ทุกสายตาจับจ้องไปที่คนกลุ่มนั้น แม้ว่าจะไม่ได้ขยับเขยื้อนเลยก็ตาม แต่กลับแผ่รัศมีแห่งความมุ่งมั่นแน่วแน่และจิตสังหารออกมาอย่างชัดเจน
เนื่องจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในโซนพักคอยของสถาบัน นักศึกษาจากสถาบันหลวงและสถาบันหลงอู่ที่อยู่ใกล้สุดจึงรับรู้ถึงแรงกดดันดังกล่าวได้ชัดกว่าใคร
สาว ๆ หลายคนถึงกับต้องกอดแขนตัวเองเพราะจู่ ๆ ก็รู้สึกว่าอากาศรอบตัวมันหนาวเย็นน่าขนลุกขึ้นมาเฉยเลย
“นะ... นี่ใช่นักศึกษาแน่เหรอ”
มีคนพึมพำเบา ๆ ทำให้ฝูงชนที่ยังตกตะลึงอยู่กลับมาสู่ความเป็นจริง
“นี่เหรอนักศึกษาปีหนึ่งห้องหนึ่งสถาบันหลวง เท่จังเลย...”
“จิตสังหารอะไรขนาดนี้ เรียกพวกแบบนี้ว่านักศึกษาได้ด้วยเหรอ”
“แต่ละคนนี่ดูแกร่งเกิน... เรื่องระเบียบวินัยเนี่ยอย่างกับกองทัพเลย”
“กูไม่ได้มาผิดที่ชะ ? ที่นี่ใช่การแข่งขันวิทยายุทธ์มั้ย ? ทำไม... ถึงรู้สึกเหมือนกะลังเห็นฝูงสัตว์ร้ายมากกว่ากลุ่มนักศึกษาวะ”
แม้ว่าจะได้สติกลับคืนมาแล้ว แต่ผู้ชมก็ยังไม่กล้าพูดเสียงดัง ราวกับกลัวว่าจะเผลอไปปลุกสัตว์ร้ายดึกดำบรรพ์ที่ซ่อนตัวอยู่ให้ตื่นขึ้น
พวกฉินหลานที่อยู่ใกล้ที่สุดต่างก็หน้าซีดเผือดและกัดฟันแน่น
“แม่งกร่างกันชิบหาย...”
“ยัยพวกห้องหนึ่งนี่ก็เอาแต่ชอบเล่นมุกนี้ตลอด พวกมันคิดว่าตัวเองไร้เทียมทางจริง ๆ เหรอวะ”
“วัน ๆ เอาแต่ทำหน้าตายตลอด ไม่รู้แม่งทำให้ใครดู”
“นั่นไม่ใช่หวางหยู่หนิงกะเย่เมี่ยวเตี๋ยเหรอ ยัยพวกนี้ก็ระดับเอสเหมือนกันชะ ? แล้วทำไมไปยืนท้ายแถวสุดงั้นอะ”
“ยังมีหน้าใหม่อีกคนนะเห็นมะ... แต่มันเกิดไรขึ้นกะสถาบันเทียนชูกะสถาบันหลงอู่ล่ะเนี่ย ไมถึงยอมส่งอัจฉริยะสองคนนั่นให้มันง่าย ๆ แบบนิ”
นักศึกษาจากสถาบันหลงอู่และสถาบันเทียนชูต่างหน้าเขียวเมื่อได้ยินเสียงกระซิบกระซาบจากนักศึกษาสถาบันหลวง
โดยเฉพาะพวกอาจารย์ของพวกหวางหยู่หนิง หน้านี่ดำเป็นก้นหม้อกันทั้งนั้นเลย
แล้วกูจะทำไรได้
สู้ก็สู้ไม่ได้ ด่าก็ด่าไม่ชนะ
มันไม่ใช่แค่ผิดหวัง แต่มันคือความสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด
ถึงแม้บรรยากาศจะเงียบสงบ แต่ในขณะนั้นเอง ระบบในสมองของเฉินมู่กลับทำงานผิดปกติราวกับกำลังช็อต
มันดัง ‘ติ๊ง ๆ ๆ ๆ ๆ’ รัว ๆ อยู่นาน